กรมวิทย์ฯ ผนึกพันธมิตรยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม นำร่องอุบลราชธานี สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

กรมวิทย์ฯ ผนึกพันธมิตรยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม นำร่องอุบลราชธานี สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

กรมวิทย์ฯ ผนึกพันธมิตรยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม นำร่องอุบลราชธานี สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

กรมวิทย์ฯ ผนึกเครือข่ายมหาดไทย สาธารณสุข ยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม ด้วยนวัตกรรม Biomarker นำร่องอุบลฯ สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ชี้แจงแนวทางการตรวจคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม ด้วยนวัตกรรม Biomarker” ภายใต้โครงการยกระดับการตรวจคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตอนต้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมในเขตสุขภาพที่ 10 โดยมี พญ.อัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ร.ต.สรมงคล มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นพ.พิเชฐ บัญญัติ ดร.นพ.สุรเดชช ชวะเดช รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พญ.อุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 ดร.คทายุทธ นิกาพฤกษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี นพ.สุทัศน์ ไชยยศ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี ผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะภาวะสมองเสื่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบความชุกของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุอยู่ระหว่างร้อยละ 8 ถึง 24 นอกจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และชะลอการดำเนินโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวงสาธารณสุข โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายในการนำหลักการแพทย์แม่นยำ มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาสุขภาพของประชากรทุกช่วงวัย ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาสนับสนุนการพัฒนาระบบคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม โดยประยุกต์ใช้ Biomarker เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยง ควบคู่กับการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ตามแนวคิด “การแพทย์แม่นยำ” (Precision Medicine)

ขณะเดียวกัน กรมอนามัยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ การพัฒนาแนวทางดูแลสุขภาพสมอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีในชุมชน โดยมีเครือข่าย อสม. เป็นกำลังสำคัญในการเข้าถึงผู้สูงอายุ คัดกรองกลุ่มเสี่ยง ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ ติดตามดูแล และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการป้องกันภาวะสมองเสื่อมไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานวิชาการ บุคลากรสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม. ครอบครัว และชุมชน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ และยั่งยืน

ทั้งนี้ การดำเนินงานในเขตสุขภาพที่ 10 จะเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาระบบคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเชิงรุก ซึ่งสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นของประเทศในอนาคต เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด รู้เร็ว แม่นยำ ดูแลทัน ป้องกันสมองเสื่อมรุนแรง

“ซูเลียน” คว้ารางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 ชูโมเดล “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอนาคต” ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

“ซูเลียน” คว้ารางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 ชูโมเดล “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอนาคต” ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

“ซูเลียน” คว้ารางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 ชูโมเดล “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอนาคต” ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.17 น.

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรงชั้นนำของประเทศไทย คว้ารางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026” ประเภท Rising Star ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของผู้นำองค์กรยุคใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาศักยภาพของผู้คนอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ “ซูเลียน” ในการปรับองค์กรครั้งสำคัญ จากธุรกิจขายตรงแบบดั้งเดิมสู่ “Modern Direct Selling Company” ที่ผสานจุดแข็งของเครือข่ายนักธุรกิจเข้ากับเทคโนโลยี AI, Digital Platform และ Digital Commerce เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาองค์กร และสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันซูเลียนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้ไม่ใช่ความสำเร็จของคนใดคนหนึ่ง    แต่คือความสำเร็จร่วมกันของพนักงาน นักธุรกิจซูเลียน พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าทั่วประเทศ ที่เชื่อมั่นและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรมาโดยตลอด”

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ซูเลียนถือเป็นหนึ่งในองค์กรธุรกิจขายตรงที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยเครือข่ายนักธุรกิจทั่วประเทศ และแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่ง “สร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาส” ให้กับคนไทยในทุกภูมิภาค “ความสำเร็จขององค์กรในวันนี้ ไม่ได้วัดจากยอดขายหรือกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม”

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก เรายังคงเชื่อมั่นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน” คือหัวใจสำคัญของธุรกิจขายตรง แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และประสบการณ์จริง ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

“AI สามารถตอบคำถามแทนมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นแทนมนุษย์ได้ เพราะหัวใจของธุรกิจขายตรง คือความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความไว้วางใจระหว่างผู้คน”

ด้วยแนวคิดดังกล่าว เราจึงเร่งลงทุนพัฒนา Digital Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบบริหารสมาชิก แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เครื่องมือการตลาดดิจิทัล และระบบสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับนักธุรกิจซูเลียนทั่วประเทศ เพราะ “อนาคตของธุรกิจขายตรง ไม่ใช่การแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้คน และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการผลักดันซูเลียนสู่การเป็น “Opportunity Platform” หรือแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับคนรุ่นใหม่ รองรับแนวโน้มผู้บริโภคและแรงงานยุคใหม่ที่ต้องการรายได้เสริม อาชีพอิสระ และความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น เรามองว่า ธุรกิจขายตรงยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต “ทุกคนควรมีโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือมีต้นทุนชีวิตแบบใด หากได้รับโอกาสและเครื่องมือที่เหมาะสม ทุกคนสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้”

นอกจากนี้ “ซูเลียน” ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ ความงาม และคุณภาพชีวิต          เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา       การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการดำเนินงานตามมาตรฐานสากล “ความไว้วางใจ คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร และเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ด้วยมาตรฐานและจริยธรรมทางธุรกิจ”

ปัจจัยสำคัญที่สุดขององค์กรยุคใหม่ คือความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI, Big Data, Automation และ Digital Commerce ซึ่งผู้นำที่ดีเรียนรู้ตลอดเวลา กล้าตัดสินใจบนความไม่แน่นอน และพร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ซูเลียน” มุ่งเน้น “การสร้างคน” เพราะองค์กรที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่องค์กรที่เติบโตเพียงลำพัง แต่คือองค์กรที่ทำให้ผู้คนรอบตัวเติบโตไปด้วยกัน ทั้งด้านรายได้ คุณภาพชีวิต และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง

รางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของผู้นำองค์กรรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของ “ซูเลียน” ในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรงยุคใหม่ ที่กำลังก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของผู้คน สังคม และประเทศ ไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สภาพอากาศในประเทศไทยจะเริ่มมีความชื้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาทางกายภาพอย่างน้ำท่วมขังตามท้องถนนและอุณหภูมิที่แปรปรวนในแต่ละวัน

ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้น แต่ยังเป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเชื้อโรคอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งกลุ่มโรคในหน้าฝนนั้นมีหลากหลายประเภทที่สร้างความรุนแรงจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงวรินทิพย์ มหาพสุธานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า โรคที่พบได้ในช่วงหน้าฝนมีหลายกลุ่ม เช่น โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งในบางกรณีอาจมีความรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาล

กลุ่มโรคแรกที่มักมาพร้อมกับหน้าฝน คือ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น เชื้อซาลโมเนลลา อีโคไล และโนโรไวรัส ผู้ป่วยมักจะมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้ง อาเจียน ปวดท้อง และมีไข้ร่วมด้วยในบางราย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับโรคในกลุ่มนี้คือ ภาวะขาดน้ำจากการสูญเสียของเหลวออกจากร่างกายในปริมาณมาก ซึ่งหากพบว่าผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลและประเมินอาการจากแพทย์อย่างเหมาะสม

ถัดมาคือ กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางผิวหนังและเยื่อบุ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการสัมผัสน้ำท่วมขังหรือสิ่งแวดล้อมที่สกปรก โรคที่พบบ่อยและคุ้นเคยกันดีคือโรคตาแดง ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล และมีขี้ตามากผิดปกติ ขณะที่อีกหนึ่งโรคอันตรายร้ายแรงในกลุ่มนี้คือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคไข้ฉี่หนู ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำและสามารถชอนไชเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านบาดแผลเล็ก ๆ บนผิวหนัง หรือผ่านทางเยื่อบุตา จมูก และปาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณน่อง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ตับอักเสบหรือไตอักเสบได้ การทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังลุยน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจ ถือเป็นกลุ่มโรคยอดฮิตในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ตั้งแต่ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงปอดบวม โดยผู้ป่วยมักเริ่มจากอาการไอ เจ็บคอ คัดจมูก มีไข้ และอ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรงจนลุกลามสู่ภาวะปอดบวม จะมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือหายใจเร็วผิดปกติ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น

นอกจาก โรคที่เกิดจากเชื้อโรคในอากาศและน้ำแล้ว โรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะก็ยังคงเป็นภัยเงียบที่ทวีความรุนแรงในฤดูฝน เนื่องจากมีแหล่งน้ำขังตามภาชนะต่าง ๆ เอื้อต่อการเพาะพันธุ์ยุง ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยเฉียบพลัน และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีผื่นแดง ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะเลือดออกตามผิวหนังหรืออวัยวะภายใน ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะช็อก

อีกกลุ่มโรคที่ผู้ปกครองต้องระวัง นั่นคือโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่อยู่ร่วมกันในสถานศึกษา โรคนี้มักแสดงอาการด้วยการมีไข้ ร่วมกับการเกิดตุ่มน้ำใสหรือแผลตื้น ๆ บริเวณกระพุ้งแก้ม เพดานปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ทำให้เด็กมีอาการเจ็บปาก กลืนลำบาก และรับประทานอาหารได้น้อยลง แม้ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการซึมลง อาเจียนบ่อย หรือมีอาการกระตุก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

การป้องกันโรคในหน้าฝนเริ่มต้นได้จากการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่

  • การสวมรองเท้าบูทเมื่อต้องลุยน้ำขัง
  • การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • การกำจัดแหล่งน้ำขังรอบบ้าน

ส่วนใครก็ตามที่ตากฝนมา เนื่องจากในน้ำฝนมีการปนเปื้อนของฝุ่นละออง สารเคมี และเชื้อโรคจำนวมาก ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ เพื่อป้องกันการเสี่ยงป่วย ได้แก่

  • สระผมและอาบน้ำทันที เพื่อล้างสารเคมีและเชื้อโรคออกให้หมด
  • เช็ดผมให้แห้งสนิท อย่าปล่อยให้ร่างกายชื้นและเย็นเป็นเวลานาน
  • ดื่มน้ำอุ่น เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายจากภายใน
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อชะล้างฝุ่น เชื้อโรคและมลพิษที่สูดหายใจเข้าไป
  • ทำร่างกายให้อบอุ่น โดยการใส่เสื้อผ้าหนา ๆ หรือห่มผ้า

อย่างไรก็ตาม หากตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการป่วย เช่น ไข้สูงไม่ลดลง หายใจเหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง หรือมีอาการซึมและขาดน้ำ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง แต่ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรง

สภากาชาดไทยชวนบริจาคโลหิตร่วมให้ชีวิตเพื่อชีวิต ถวายพระกุศล

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยร่วมบริจาคโลหิตในโครงการ “โลหิตแห่งความภักดี น้อมถวายเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ระหว่างวันที่ 12-30 มิถุนายน 2569 เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยประชาชนสามารถร่วมบริจาคได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศทุกแห่ง

ร่วม “ให้ชีวิตเพื่อชีวิต” ด้วยการบริจาคโลหิต ถวายพระกุศลด้วยหัวใจแห่งความภักดี

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 24 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 24 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 24 มิถุนายน 2569

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ประกาศมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รับโอนนายทหารสัญญาบัตรเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ให้รับโอน พลตรี ปริทัศน์ บุนนาค นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา สำนักงานผู้บังคับบัญชากองทัพบก มาสังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ตั้งแต่ 12 มิถุนายน 2569
  • เชิญชมการแสดงเดี่ยวเปียโน ในการแสดงชื่อ A Musical Legacy by Leo Wheeler โดย คุณลีโอนาร์โด ภัททพงศ์ วีลเลอร์ อายุ 12 ปี บุตรของ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน การแสดงครั้งนี้ลูกศิษย์และครู คือ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน (ลูกศิษย์) และ อาจารย์ณัฐ ยนตรรักษ์ (ครู) จะร่วมบรรเลงเปียโนด้วย การแสดงมีวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41 แยก 7-2 บัตรราคา 2,500 บาท พร้อมอาหารว่างหลังจบการแสดง รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา ติดต่อจองบัตรได้ที่ Line OA : @salasudasirisobha ขอย้ำว่าโปรดรีบจองบัตรด่วน เพราะที่นั่งเหลือจำนวนจำกัด
  • ปาล์ม ฐณส หงสนันทน์ ลีสวรรค์ บุตรของ วิสาขา หงสนันทน์ กับ ศักดิ์ชัย ลีสวรรค์ เขียนบันทึก “เรื่องในสายตาของเด็กน้อยกับนายน้อย” เพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสารินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า …ตอนเด็ก ๆ ท่านจะพาไปเที่ยว ดูหนัง กินส้มตำปูปลาร้าเผ็ดมาก (ใส่พริก 10-20 เม็ด) ท่านยังทรงเมตตาไปส่งเด็กน้อยที่สนามบินดอนเมือง เนื่องจากตอนนั้นต้องไปอยู่ต่างประเทศเพื่อฝึกภาษาอังกฤษครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลีย… แม้วันนี้ กระหม่อมจะไม่ได้มีโอกาสเล่าเรื่องใหม่ ๆ ให้พระองค์ทรงฟังอีกแล้ว กระหม่อมก็คงจะนึกถึงพระองค์เสมอและคงจะคิดถึง Big Boss ของเด็กน้อยคนนั้น ตลอดไป… แม่ของฐณสคือวิสาขา เป็นสายพระญาติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
  • โอเปราสยาม โดย สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ ด้านดนตรีสากล พ.ศ. 2565 ขอเชิญชมโอเปรา เรื่อง Orfeo ed Euridice บทประพันธ์ของ Christoph Willibald Gluck แสดงวันที่ 27-28 มิถุนายน 2569 ณ หอประชุมโรงเรียนนานาชาติ King’s College สาธุประดิษฐ์ จองบัตรที่ ticketmelon โทรฯ 020-0263068 งานนีแปล sub title เป็นภาษาไทยโดย ถ่ายเถา สุจริตกุล ผู้มารดา 

Victor Lee

เปิดตัวแคมเปญ ‘Human Connection’ เสริมสร้างการเชื่อมต่อทางสังคมในประเทศไทย

เปิดตัวแคมเปญ 'Human Connection' เสริมสร้างการเชื่อมต่อทางสังคมในประเทศไทย

เปิดตัวแคมเปญ ‘Human Connection’ เสริมสร้างการเชื่อมต่อทางสังคมในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.22 น.

Match Group และ Tinder ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต พร้อมด้วย the Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC) เครือข่ายระดับโลกขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่แก้ไขปัญหาวิกฤตความเหงา และการแยกตัวทางสังคม, สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS), สติแอพ และ AIS เปิดตัวแคมเปญ Human Connection โครงการระดับประเทศครั้งแรก เพื่อรับมือต่อปัญหาภาวะโดดเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมไทยผ่านการสร้างความเชื่อมต่อระหว่างผู้คน

แคมเปญนี้เปิดพื้นที่ให้องค์กรจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-Profit) รวมไปถึงกลุ่มคอมมูนิตี้ต่าง ๆ เพื่อเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน โดยชวนองค์กรทั่วประเทศมาร่วมขับเคลื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนี้ โดยเข้าร่วมลงนามคำมั่นสัญญา Human Connection พร้อมมุ่งมั่นดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้คนในองค์กรเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น

คำมั่นสัญญา Human Connection ช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการดูแลพนักงาน เพื่อช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นทั้งในที่ทำงานและชีวิตประจำวัน โดยองค์กรสามารถเลือกแนวทางที่ตรงกับวัฒนธรรมและผู้คนในองค์กร ผ่าน 4 หัวใจสำคัญ ได้แก่ การเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน  การเพิ่มช่วงเวลาที่ผู้คนได้พบเจอกันตัวต่อตัว การสร้างความเข้าใจเรื่องความโดดเดี่ยวและการแยกตัวจากสังคม รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ที่ทำงานและคอมมูนิตี้กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น ได้รับแรงสนับสนุน และเติบโตได้อย่างเต็มที่

การเปิดตัวแคมเปญครั้งนี้มาพร้อมกับผลสำรวจล่าสุดของ Human Connection¹ ซึ่งจัดทำโดย Ipsos ในนามของ Match Group สะท้อนให้เห็นว่าคนโสดไทยกำลังเผชิญกับภาวะความโดดเดี่ยว พร้อมต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น โดยผลสำรวจระบุว่า 85% ของคนไทยเผชิญกับความโดดเดี่ยวเป็นบางครั้ง ในขณะที่ 87% กำลังมองหาการเชื่อมต่อใหม่ ๆ  และ 72% ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีความหมาย มากกว่าความสัมพันธ์ผิวเผินจำนวนมาก

ไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันกำลังกลายเป็นอุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ผลการสำรวจระบุว่า 48% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ให้ความสำคัญกับงานหรือการเรียนมากกว่าการใช้ชีวิตในสังคม ในขณะเดียวกัน 40% มองว่าบริเวณที่อาศัยอยู่ยังขาดพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการพบปะผู้คนใหม่ๆ นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทย 31% รู้สึกว่าตัวเองขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่สามารถรับฟังและพึ่งพาทางอารมณ์ได้อย่างแท้จริง

คุณเคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กร Match Group กล่าวว่า “การเชื่อมต่อกับผู้คนเป็นกุญแจสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี แต่หลายคนกลับพบว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่และโอกาสในการพบปะคนใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น และหลายคนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ผิวเผินจำนวนมาก แคมเปญนี้จะช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้อย่างแท้จริง”

ผลสำรวจ Human Connection ระบุว่า 29% ของคนไทยระบุว่า การขาดการเชื่อมต่อทางสังคมส่งผลกระทบด้านสุขภาพหรือการนอนหลับ ขณะที่ 24% พบว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการขาดความสัมพันธ์ที่มีความหมายสามารถส่งผลในหลากหลายมิติทั้งตัวเอง สถานที่ทำงานและคอมมูนิตี้

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า “การเชื่อมต่อกับผู้คนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญด้านการเติมเต็มสุขภาพใจและคุณภาพชีวิต การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนเชื่อมโยงกันมากขึ้นจึงต้องร่วมกับหลายภาคส่วน เราจึงรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญ Human Connection ด้วยการรวมพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เราหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการตระหนักรู้ การพูดคุย รวมไปถึงการลงมือทำ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางสังคมในประเทศไทย”

คุณเอ็ดเวิร์ด การ์เซีย ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการปฏิบัติการ Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC) กล่าวว่า “การขาดการเชื่อมต่อทางสังคมได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ส่งผลต่อคอมมูนิตี้ทั่วโลก สิ่งที่ทำให้แคมเปญ Human Connection น่าจับตามองคือการร่วมมือกันโดยดึงพันธมิตรจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้คนพบเจอความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น”

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเชื่อมต่อทางดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการสร้างสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพกำลังเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ แต่การเชื่อมต่อในยุคดิจิทัลต้องไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้คนติดต่อกันได้สะดวกขึ้นเท่านั้น หากต้องเป็นการเชื่อมต่อที่สร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยโจทย์นี้ AIS จึงมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหน้าสร้าง Safe Digital Society การส่งเสริม Digital Literacy และ AI Literacy เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตในทุกการเชื่อมต่อ และบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับ People Well-being และการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งทั้งภายในองค์กรและสังคม ในฐานะพันธมิตรใน Human Connection Campaign ครั้งนี้ AIS มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมผลักดัน “Human Connection” และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อทางสังคมที่มีคุณภาพ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ Tinder ในอนาคต เพื่อสร้างสังคมที่ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และพร้อมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

แคมเปญนี้มุ่งหวังที่จะได้เห็นผู้ลงนามจำนวน 100 องค์กร และเข้าถึงพนักงานมากกว่า 20,000 คน ภายในปี 2570  โดยหลายองค์กรได้ร่วมลงนามแล้ว ได้แก่ VML Thailand และจงรักดี ในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นนี้ VML Thailand จะเปิดตัวโครงการหลากหลายรูปแบบเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงานไม่ว่าจะเป็น Passion Market ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเชื่อมต่อกันมากกว่าในฐานะเพื่อนร่วมงาน การจัด Behind the Brief storytelling sessions ทุก 3 เดือน และ Annual Emotional Check-Up เพื่อดูแลและเข้าใจความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ทั้งนี้องค์กรทั่วประเทศไทยได้รับชวนให้มาร่วมขับเคลื่อนและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเชื่อมต่อทางสังคม เพื่อให้ที่ทำงานและคอมมูนิตี้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ได้รับแรงสนับสนุน และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ข้อมูลอ้างอิง

1 ผลสำรวจจาก Human Connection โดย Ipsos กลุ่มตัวอย่างคนโสดในไทยจำนวน 1,000 คน อายุระหว่าง 18-45 ปี ในเดือนมิถุนายน 2569


1 ผลสำรวจจาก Human Connection โดย Ipsos กลุ่มตัวอย่างคนโสดในไทยจำนวน 1,000 คน อายุระหว่าง 18-45 ปี ในเดือนมิถุนายน 2569

17 ปี พกฉ. จากพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ สู่การสร้างคนและสังคมพึ่งพาตนเอง

17 ปี พกฉ. จากพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ สู่การสร้างคนและสังคมพึ่งพาตนเอง

17 ปี พกฉ. จากพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ สู่การสร้างคนและสังคมพึ่งพาตนเอง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ก้าวสู่ปีที่ 17 ของการดำเนินงานภายใต้ภารกิจสำคัญในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร พร้อมสืบสานพระราชปณิธานผ่านการถ่ายทอดศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่สู่ประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตและการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าววว่า “ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา พกฉ. ได้มุ่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตร และพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทย

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และยังทำหน้าที่สำคัญในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต สร้างอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ง่าย เข้าใจได้จริง และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน”

สิ่งที่ พกฉ. ภาคภูมิใจที่สุด คือการได้เห็นประชาชนนำองค์ความรู้ไปใช้จริง จนสามารถสร้างความมั่นคงให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีเกษตรกร เยาวชน ครู นักเรียน และประชาชนจำนวนมากที่ได้นำองค์ความรู้จาก พกฉ. ไปต่อยอดสู่การประกอบอาชีพ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการพึ่งพาตนเอง จนเกิดเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ที่ขยายผลจากรุ่นสู่รุ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ความสำเร็จของ พกฉ. ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าชมหรือจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือจำนวนผู้คนที่สามารถนำองค์ความรู้ไปเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของตนเองได้จริง จนเกิดเป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้และการพึ่งพาตนเองกระจายอยู่ทั่วประเทศ หนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนงาน คือการสร้างและขยายเครือข่ายการเรียนรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบัน พกฉ. มีศูนย์เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรและศูนย์การเรียนรู้กว่า 105 ศูนย์ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ที่ทำหน้าเป็นพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของชุมชน ด้านการเกษตรและการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ พกฉ. ยังมีการขยายผลผ่านโมเดลการเรียนรู้และการปฏิบัติจริง โครงการ “1 ไร่ มั่งคั่ง ยั่งยืน” ที่เน้นการบริหารจัดการพื้นที่อย่างคุ้มค่าและพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงการจัดตลาดเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับการสร้างรายได้ เปิดโอกาสให้เครือข่ายเกษตรกรและชุมชนได้นำผลผลิตและภูมิปัญญามาต่อยอดสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

ในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและความยั่งยืนให้กับสังคมไทย พกฉ. ยังคงเดินหน้าปรับตัวสู่พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งอนาคต โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านสื่อและนวัตกรรมรูปแบบใหม่ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สามารถเข้าถึงศาสตร์พระราชาได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ฐานการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ต้นแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สัมผัส ลงมือปฏิบัติ และเข้าใจคุณค่าของศาสตร์พระราชาอย่างลึกซึ้ง

ก้าวต่อไปของ พกฉ. คือการพัฒนาสู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเกษตร เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายการเรียนรู้ทั่วประเทศ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ มีภูมิคุ้มกัน และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในสังคม

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ศาสตร์พระราชา” ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ทางการเกษตร แต่เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยสร้างคน สร้างชุมชน และสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทย พร้อมสืบสานพระราชปณิธานสู่คนรุ่นต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และพร้อมส่งต่อคุณค่านี้สู่คนรุ่นต่อไป

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ ฯ สอบถามโทร. 02-529-2212-13, 087-359-7171

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ลงนาม MOU ร่วมกับสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ส่งเสริมอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ลงนาม MOU ร่วมกับสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ส่งเสริมอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ลงนาม MOU ร่วมกับสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ส่งเสริมอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ และสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างโอกาสในการสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง โดยมี วิพรพักตร์ ค่ายบุญศรี ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ และ ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ นายกสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วย พรโสพิศ ภูติโส และ จิตติมาศ เกตุวรวิทย์ ร่วมเป็นพยานในการลงนาม ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งสนับสนุนการผลิตงานหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขัง เพื่อสร้างคุณค่าแก่สังคมและเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

เรื่องนี้มีประวัติ : บ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้ 4 ช่วงอายุ ใจกลางกรุงเทพฯ

เรื่องนี้มีประวัติ : บ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้ 4 ช่วงอายุ ใจกลางกรุงเทพฯ

เรื่องนี้มีประวัติ : บ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้ 4 ช่วงอายุ ใจกลางกรุงเทพฯ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ได้พูดถึงบ้านปาร์คนายเลิศไว้บ้างแล้ว แต่เป็นการพูดโดยภาพรวม วันนี้จะกลับมาชวนคุณคุยถึงบ้านปาร์คนายเลิศโดยได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทายาทรุ่นสามและสี่ของนายเลิศ นั่นคือ คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ ทายาทรุ่นสาม และ คุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ทายาทรุ่นสี่ของนายเลิศ โดยจะสกัดเอาเฉพาะประเด็นสำคัญที่คุณผู้อ่านคงยังไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน แต่วันนี้จะได้ทราบจากปากของทายาทนายเลิศโดยตรง

พระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร)

ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ

ศาลเจ้าแม่ทับทิม

คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ หรือ คุณเป๊ก เป็นธิดาคนโตของ คุณพินิจ และ ท่านผู้ญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ เป็นหลานของ นายเลิศ เศรษฐบุตร หรือพระยาภักดีนรเศรษฐ กับ คุณหญิงสิน เศรษฐบุตร นับเป็นทายาทรุ่นสามของนายเลิศ

ศูนย์รวมศิวลึงค์

ส่วน คุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หรือ หนูเล็ก คือธิดาของ คุณสัณหพิศ และ ร.ท. ชุติภัทร โพธิรัตนังกูร ทายาทรุ่นสี่ของนายเลิศ

ผาณิต พูนศิริวงศ์,ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หรือ น้องเล็ก , พิไลพรรณ สมบัติศิริ หรือ คุณเป๊ก และ อ.เฉลิมชัย ยอดมาลัย

 คุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หรือ น้องเล็ก 

 คุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หรือ น้องเล็ก 

คุณเป๊ก บอกว่า มีสิ่งหนึ่งที่มหัศจรรย์ในปาร์คนายเลิศ นอกจากบ้านไม้สักทองอายุกว่าร้อยปี คือศาลเจ้าแม่ทับทิม ที่อยู่ในปาร์ค และยังมีศิวลึงค์อีกมากมายหลายขนาดในเขตปาร์ค แม่เล่าให้ฟังว่าคุณตาบอกว่าครั้งหนึ่งเมื่อมีเหตุน้ำท่วมใหญ่ หลังจากนั้นมีซุงที่แกะสลักเป็นรูปศิวลึงค์ไหลลอยมากับน้ำ แล้วลอยไปติดที่แหลมในคลองแสนแสบ ซึ่งอยู่ในเขตปาร์ค คุณตาเห็นเข้าก็บอกว่าเราน่าจะต้องบอกเล่าเรื่องนี้ให้คนในสังคมยุคนั้นทราบตามประสาคนอารมณ์ขัน จากนั้นก็สร้างศาลขึ้นมา เมื่อมีศาลแล้ว ผู้คนโดยเฉพาะชาวเรือในคลองแสนแสบที่ทราบข่าวก็พากันไปกราบไหว้บนบานตลอดเวลา เพราะชาวเรือให้ความนับถือเจ้าแม่ทับทิมมานานแล้ว โดยเฉพาะชาวจีนที่เป็นชาวเรือให้ความนับถือเจ้าแม่ทับทิมมากเพราะถือว่าเป็นผู้บันดาลโชค และช่วยให้เดินเรือปลอดภัย ค้าขายรุ่งเรือง

คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ หรือ คุณเป๊ก

จากนั้นก็มีการบอกต่อๆ กันไปในหมู่ชาวเรือ และในหมู่ชาวบ้านที่ทราบข่าวศาลเจ้าแม่ทับทิมในปาร์คนายเลิศว่าศักดิ์สิทธิ์มาก จึงมีผู้คนมากมายไปบนบานขอให้สมหวัง โดยเฉพาะการขอให้มีลูก แม้กระทั่งฝรั่งที่มาบ้านเช่าก็ยังไปบนเพื่อขอลูกจากเจ้าแม่

 คุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หรือ น้องเล็ก 

น้องเล็ก เล่าเสริมว่า แต่ก่อนนั้น ที่นี่ถูกเรียกว่าเป็นศูนย์รวมของศิวลึงค์ เป็นสวนป่าที่มีศิวลึงค์มากมายหลายขนาด แต่ในขณะนี้ยังเหลืออยู่แต่น้อยกว่าเดิม บางอันเก่ามากจนผุ เราก็ต้องย่อยสลายลงไป แต่ความเป็นมาในเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นที่กล่าวขานมาโดยตลอด เมื่อพูดถึงคุณทวด คือนายเลิศ ก็ต้องบอกว่าท่านเป็นคนชอบสะสมที่ดิน ดังนั้นตระกูลของเราจึงมีที่ดินผืนสำคัญนี้ตกทอดมาถึงเรา ในอดีตนั้น นายเลิศนับได้ว่าเป็นผู้พัฒนาที่ดินรายต้นๆ ของประเทศนี้ โดยเฉพาะที่ดินผืนนี้นับว่าเป็นที่ดินผืนใหญ่ผืนหนึ่ง ที่นายเลิศได้พัฒนาขึ้น โดยวางผังที่ดินแล้วสร้างถนนเพื่อพัฒนาเพิ่มมูลค่าที่ดิน เพราะฉะนั้น ที่ดินในย่านซอยสมคิดและชิดลม จึงถือได้ว่าเกิดขึ้นมาจากการพัฒนาของนายเลิศโดยตรง

คุณเป๊กเล่าว่า เมื่อนายเลิศพัฒนาที่ดินแล้ว ก็สร้างบ้านด้วยไม้สักทองทั้งหลัง เพราะในสมัยก่อนท่านทำธุรกิจเดินเรือทะเล แล้วได้สะสมไม้สักทองไว้จำนวนมาก จึงสร้างเป็นบ้านหลังนี้ขึ้นมา หากจะบอกว่าบ้านหลังนี้มีสไตล์แบบใด  ก็ต้องบอกว่าเป็นแบบนายเลิศ  เพราะไม่ใช่แบบเรือนไทยโบราณ  แล้วก็ไม่ใช่บ้านแบบฝรั่งแต่เป็นบ้านที่เกิดมาจากความคิดของนายเลิศโดยตรง บ้านมีใต้ถุน จึงทำให้มีลมผ่าน ส่งผลให้บ้านเย็นสบาย สวนหลังคาที่ทำเป็นหลังคาซ้อนก็ช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้มาก แล้วรอบบ้านก็เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นเสมือนบ้านในสวนป่า

น้องเล็ก : บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่มีความน่าสนใจ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เป็นบ้านที่กล่าวได้ว่าไม่มีกาลเวลา เพราะแม้จะมีอายุนับ 100 ปี แต่ก็ยังมีความทันสมัยผสมกับความโบราณอยากลงตัว จะเห็นได้ว่าเพดานทาด้วยสีขาว เพื่อให้สะท้อนแสงไฟ ในช่วงเวลาเย็นใกล้ค่ำ หรือในช่วงหน้าหนาวที่มืดเร็ว แม้เพดานจะสูงแต่ก็ไม่ทำให้บ้านดูมืดทึบ เมื่อเข้าแสงไฟก็จึงช่วย

คุณเป๊ก : นายเลิศไม่ชอบการทำให้ไม้ในบ้านมีความเป็นเงาแวววาวด้วยแชล็คหรือแลคเกอร์ แต่ต้องการให้บ้านไม้แสดงความงามของไม้แบบธรรมชาติ จึงทาน้ำยาโซลิกนัม (Solignum) ลงบนเนื้อไม้ เพราะช่วยป้องกันกันแมลงกัดกินไม้ และยังทำให้มองเห็นเนื้อไม้และลายไม้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และขอเล่าให้ฟังว่านายเลิศคือผู้ที่นำเข้าโซลิกนัมมาในไทย โดยมีขายที่ห้างนายเลิศ พูดถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่านายเลิศคือผู้ที่เปิดห้างสรรพสินค้า ที่นำสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากยุโรปเข้ามาขายในประเทศไทยเป็นรายแรกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังนี้ทำจากไม้สักทองสร้างมานานนับร้อยปี ต่อให้ไม้สักทองมีคุณภาพดีขนาดไหนก็ตาม ก็ยังต้องหมั่นคอยดูแลซ่อมแซมบำรุงให้อยู่ในสภาพดีตลอดเวลา เพราะมอดและปลวกก็พัฒนาตัวเองเพื่อจะกัดกินทำลายไม้ให้ได้วันยังค่ำ เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาซ่อมแซมบูรณะใหญ่ เราก็ต้องทำโดยทันที เพื่อให้บ้านอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม หากพูดตามจริงแล้วบ้านหลังนี้มีสไตล์คล้ายบังกะโล คือบ้านในสวนป่า ที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ขอพูดเพิ่มเติมถึงสีขาวกับนายเลิศ  เนื่องจากนายเลิศชอบสีขาวจึงมีรถเมล์ขาว เหตุที่ชอบสีขาวเพราะว่าสีขาวบ่งบอกถึงความสะอาด หากมีสิ่งสกปรกเพียงเล็กน้อยปรากฏอยู่บนสีขาวก็จะเห็นได้ชัด ชุดของพนักงานรถเมล์ขาวนายเลิศจึงเป็นสีขาว เพราะบังคับให้ผู้สวมต้องรักษาความสะอาดให้มากที่สุด ส่วนตัวรถก็ทาสีขาว เพื่อความสะอาดและเป็นระเบียบ ปัจจุบันเรายังเก็บรักษารถเมล์ขาวคันแรกของนายเลิศ เบอร์ 101 ไว้ที่พิพิธภัณฑ์

รถเมล์ขาวคันแรก ของนายเลิศ เบอร์ 101

เรือ “ฆง” และ “สมันเตา” แห่งบ้านปาร์คนายเลิศ

นายเลิศมีคำขวัญประจำรถเมล์คือ “สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรแต่น้อย บริการผู้มีรายได้น้อย” กิจการรถเมล์ขาวนายเลิศปิดตัวลงเมื่อรัฐบาลในยุคหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช มีนโยบายรวมกิจการรถเมล์ทุกสายในกรุงเทพฯ ให้ไปอยู่ในความดูแลขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ดังนั้นในสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ จึงแต่งตั้งให้แม่ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นับได้ว่าเป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศไทยได้รับตำแหน่งนี้

น้องเล็ก : ขอย้อนกลับไปพูดถึงบ้านปาร์คนายเลิศในยุคปัจจุบัน บ้านหลังนี้เปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้าชม โดยในแต่ละวันมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมากพอสมควร มีทั้งคนไทยและต่างชาติที่ต้องการทราบประวัตินายเลิศ อยากรู้ว่านายเลิศทำอะไรเพื่อสังคมไทยไว้บ้าง มีกิจการใดมาก่อนเมื่อครั้งอดีต แต่ที่น่าประหลาดคือบ้านปาร์คนายเลิศคือที่ยอดนิยมของคนจีนที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ เพราะเมื่อมาแล้วก็มาทำคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียของแต่ละคน จนกลายเป็น viral โด่งดังมากในเมืองจีน

คุณเป๊ก : ท่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเคยบอกกับเราว่าที่นี่เป็นที่ซึ่งคนจีนรุ่นใหม่ที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ ต้องมา check in ลงใน social media ของเขา ซึ่งเราก็ต้องขอบคุณนักท่องเที่ยวจีนที่ชื่นชอบบ้านปาร์คนายเลิศของเรา และรู้สึกยินดีมากที่พวกเขานำเสนอมุมต่างๆ ของบ้านปาร์คนายเลิศให้ปรากฏต่อสาธารณะ และนานาชาติ มีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงเมื่อกล่าวถึงโรงแรมฮิลตันปาร์คนายเลิศ คือการจัดดอกไม้ประจำปี ณ ปาร์คนายเลิศ ปฐมเหตุของการจัดงานดอกไม้ในปาร์คนายเลิศ เพราะว่าแม่ได้แรงบันดาลใจจากการไปชมเทศกาลดอกไม้ที่อังกฤษ จึงนำกลับมาจัดที่ปาร์คนายเลิศ งานดอกไม้ครั้งแรกนั้นท่าท่าท่าท่าจัดเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนม์อายุครบ 60 พรรษา แม่ทราบดีว่าพระองค์ท่านทรงรักป่า รักธรรมชาติมาก ส่งต้องการให้ประเทศไทยมีป่ามากๆ และทรงปลูกฝังให้คนไทยรักษาป่า รักษาธรรมชาติ รักต้นไม้ ด้วยเหตุนี้แม่จึงเลือกวันจัดงานดอกไม้ในช่วงเดือนสิงหาคม  เพราะเป็นเดือนแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ท่าน แล้วก็เป็นที่น่าชื่นใจว่า งานจัดดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศได้การยอมรับว่าเป็นงานสำคัญงานหนึ่งของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เป็นการรวมตัวของเหล่าบรรดาคนรักดอกไม้ รักต้นไม้ รักธรรมชาติ โดยในงานนั้นเราเน้นการใช้ดอกไม้สดเท่านั้น

น้องเล็ก : ปัจจุบันเราคงจัดงานดอกไม้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าจัดปีเว้นปี แล้วขยายเป็นการจัดในพื้นที่ outdoor ซึ่งครั้งต่อไปจะจัดในปี 2027 ในเขตของโรงแรมอมัน นายเลิศ (Aman Nai Lert) และขออนุญาตเล่าให้ฟังว่าผู้ที่เข้าพักโรงแรมอมัน นายเลิศ ทุกคนจะได้เข้าชมบ้านนายเลิศ เพราะเราต้องการให้แขกผู้เข้าพักได้รับประสบการณ์โดยตรงกับการได้เข้าไปสัมผัสภายในบ้านนายเลิศ และได้รับรู้ประวัติของบ้านหลังนี้ ได้เห็นสถาปัตยกรรมบ้านไม้ของไทยตามสไตล์นายเลิศ

ผู้สัมภาษณ์ถามน้องเล็กว่า โดยลักษณะภายนอกดูเสมือนน้องเล็กเป็นคนสมัยใหม่ล้ำยุคมาก ดูแล้วไม่น่าจะซาบซึ้งกับบ้านไม้สักอายุเป็นร้อยปี จึงขอถามว่าต้องปรับตัวมากแค่ไหนกับการเข้ามารับบทบาทผู้ดูแลบ้านปาร์คนายเลิศ

น้องเล็ก : คิดว่ามันคือลิขิตหรือชะตาที่ถูกกำหนดมาแล้ว แต่บอกตรงๆ นะ หนูเล็กผูกพันกับบ้านหลังนี้มาก ผูกพันกับคุณยายมาก และผูกพันกับคนในครอบครัวของเรามาก ซึ่งคนภายนอกอาจจะดูว่าหนูเล็กเปรี้ยวมาก แต่ต้องบอกว่าหนูเล็กผูกพันกับสถานที่แห่งนี้มากจริงๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่าการดูแลบ้านหลังนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการดูแลรักษาบ้านไม้ต้องเอาใจใส่สูงมาก หากปล่อยให้บ้านชื้นหรือร้อนมากจนเกินไป ก็จะทำให้ตัวบ้าน และของต่างๆ ในบ้านเสียหายได้ ดังนั้นการดูแลบ้านให้อยู่ในสภาพดีจึงต้องอาศัยทั้งความใส่ใจและความรู้ในเรื่องต่างๆ เข้ามาประกอบร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เล็กถือว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้มีส่วนดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้ เล็กจึงต้องทำให้สถานที่แห่งนี้ดำรงอยู่ต่อไปในสภาพที่ดีเหมือนเดิม เหมือนครั้งที่คุณทวดและคุณยายยังมีชีวิตอยู่   แต่ขณะเดียวกันเล็กก็ต้องทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย เพื่อหล่อเลี้ยงให้บ้านปาร์คนายเลิศคงอยู่ต่อไป

คุณเป๊ก : ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำธุรกิจนี้ ก็หารือกันในหมู่ญาติพี่น้อง แล้วได้ข้อตกลงร่วมกัน โดยแต่ทุกคนมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือรักษาบ้านหลังนี้ไว้

น้องเล็ก : เราโชคดีที่คุยกันรู้เรื่อง และมีความเห็นตรงกัน เราจึงทำงานร่วมกันได้คล่องตัว เล็กเคยหารือกับคุณยาย แล้วให้สัญญากับท่านว่าไม่ขายบ้านปาร์คนายเลิศเด็ดขาด ต่อให้ได้เงินมากสักเพียงใดก็จะไม่ขาย เพราะแม้จะได้เงินมาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อขายไปแล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองบ้านหลังนี้อีกต่อไป เล็กจึงเลือกที่จะรักษาดูแลบ้านหลังนี้ต่อไปพร้อมกับญาติพี่น้องทุกคน เล็กอยากให้คนที่ได้เข้ามาสัมผัสบ้านปาร์คในเลิศรับรู้ว่า เมืองไทยของเรามีตำนาน มีความขลัง และมีเรื่องดีๆ มากมายให้ผู้คนได้เรียนรู้ เล็กคิดว่าตัวเองถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องมาดูแลที่แห่งนี้ จึงผูกพันกับที่แห่งนี้มาก ผูกพันมาโดยตลอด ผูกพันกับครอบครัว ผูกพันกับสถานที่ เล็กถือว่าที่แห่งนี่มีค่ามหาศาล มีคุณค่าทางใจกับเล็ก และเป็นสถานที่ที่สามารถบอกเล่าให้คนไทย รวมถึงคนบนโลกใบนี้ได้รับรู้ถึงคุณค่าของบ้านไม้กลางสวนป่าใจกลางกรุงเทพฯ มันทำให้ผู้คนมากมายเห็นถึงความเรียบง่ายความเป็นธรรมชาติ เล็กดีใจที่ได้เกิดมาแล้วมีส่วนรักษาสถานที่แห่งนี้ ภูมิใจมากที่ได้ดูแลที่นี่ เล็กมีความศรัทธาในสิ่งที่ญาติพี่น้องคุณทวด คุณยาย คุณป้า คุณแม่ รวมถึงตัวเล็กที่เราสามารถรักษาและสร้างเสริมดูแลบ้านปาร์คนายเลิศได้อย่างดี ล่าสุดเล็กสร้างโรงแรม สร้างโรงเรียน โดยมีต้นแบบมาจากคุณทวด และคุณยาย ทำให้เล็กตั้งใจทำทุกอย่างในบ้านปาร์คนายเลิศให้ดำรงคงอยู่ สืบต่อจากคุณทวด และคุณยาย

คุณเป๊ก : นายเลิศเคยสร้างโรงแรมมาแต่เก่าก่อน ชื่อ Hotel De La Paix เป็นโรงแรมแห่งแรกที่ผู้ประกอบการเป็นชาวไทย แล้วลูกสาวของท่านคือท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ก็สานต่อกิจการโรงแรม นอกจากนี้แม่ยังเน้นเรื่องอาหารไทย เพราะต้องการให้สังคมไทยได้ชื่นชมกับอาหารของคนไทย โดยมีตำรับของปาร์คนายเลิศ แต่เป็นอาหารแบบบ้านๆ สไตล์นายเลิศ เป็นตำรับอาหารของบ้านเรา เรามั่นใจว่าเป็นของดีจึงตั้งใจเก็บสิ่งที่ดีจากรุ่นตารุ่นยาย และรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราให้สืบต่อไป

น้องเล็ก : ตอนที่เปิดบ้านปาร์คนายเลิศเป็นเฮอร์ริเทจนั้น แรกๆ ยังไม่ครบวงจร ท่านผู้หญิงหรือคุณยายท่านสอนเล็กว่า หากเราเปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ยั่งยืน ท่านจึงเสนอว่า เราควรจะต้องทำให้ครบวงจร คือกินอยู่หลับนอน เพื่อให้ผู้มาเยือน มาใช้บริการได้รับบริการแบบครบวงจร คือได้มากิน มานอน และได้มาเห็นสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาใช้ชีวิตในที่นี่ อย่าลืมว่าเมื่อเขามาแล้ว เขาหิวเขาก็มีของกิน เราก็จึงคิดว่าต้องเปิดให้อาหารไทยแบบโบราณ เน้นว่าเป็นไทยโบราณแบบนายเลิศ คุณหญิงสิน เป็นเมนูที่คุณหญิงสินริเริ่มไว้ตั้งแต่ต้น

อันที่จริงยังมีบทสนทนากับคุณเป๊กและน้องเล็กอีกมาก แต่ว่าพื้นที่สำหรับนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจที่ได้จากการพูดคุยกับบุคคลทั้งสองลงแล้ว แต่วันหน้าจะไปเยี่ยมเยือนโรงแรมอมัน นายเลิศ แล้วจะกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม ‘รักษ์น้ำ ปลูกป่า’ ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม 'รักษ์น้ำ ปลูกป่า' ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม ‘รักษ์น้ำ ปลูกป่า’ ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศ และการลดลงของพื้นที่สีเขียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนและทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานและชุมชน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

เพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” จึงสานต่อกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “ชลิต อินดัสทรี รักษ์น้ำ ปลูกป่า” ปี 3 เพื่อร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในองค์กรและสังคมเนื่อง ในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)

โดยเมื่อเร็วๆนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นางมนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์ กรรมการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสากว่า 40 คน ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่โรงงานของบริษัทฯ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยร่วมกันปลูกไม้ยืนต้นและพันธุ์ไม้ไทย อาทิ ต้นพะยอม ต้นจิกน้ำ ต้นล่ำซำ ต้นกระทิง ต้นกันเกรา ต้นกาสะลอง ต้นประยงค์ และต้นบุหงาส่าหรี เป็นต้น

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

“โครงการชลิต อินดัสทรี รักษ์น้ำ ปลูกป่า ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพราะเราเชื่อว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัว การปลูกต้นไม้แม้เพียงต้นเดียวสามารถสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศในระยะยาว ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดมลภาวะ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการทำงานจิตอาสาให้กับพนักงานของบริษัท” นายชวิศ กล่าว

การร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลพื้นที่สีเขียว แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากการร่วมปลูกต้นไม้แล้ว กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยสร้างความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชลิต อินดัสทรีฯ ในการส่งเสริมการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

ในยุคที่การเปิดรับความหลากหลายทางสังคมมีความสำคัญมากขึ้น ศิลปะได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน…ทรูคอฟฟี่ ร่วมกับ ทรูปลูกปัญญา และ Artstory by Autistic Thai เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Cup & Space of Opportunities” ผ่านกิจกรรม “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก” เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ ตลอดจนการเยียวยาจิตใจผ่านศิลปะบำบัด ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพด้านอาชีพและรายได้ให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษร่วมถ่ายทอดมุมมองสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเคียงข้างศิลปินออทิสติกอย่างใกล้ชิด สะท้อนพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงงดงามในเชิงศิลปะ หากยังช่วยขยายความเข้าใจ ยกระดับการยอมรับความแตกต่าง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ณ ทรูสเปซ สยามสแควร์ ซอย 2

ภายในงานได้รับเกียรติจาก อัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรูคอฟฟี่ , รมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ วรัท จันทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสและการเรียนรู้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในสังคม พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ อัค – อัครัฐ นิมิตรชัย นักแสดงชื่อดังจากช่อง ONE , น้ำผึ้ง – กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 , อาย – กัญญาลักษณ์ หนูแก้ว Miss Supranational Thailand 2026 และน้องณอน ตั้งวงศ์วิวัฒนา หรือ “อาณอน” เด็กโขนสาธิตเกษตร ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับพลังของศิลปะบำบัด การยอมรับความแตกต่าง ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางการเรียนรู้ได้แสดงศักยภาพผ่านงานสร้างสรรค์

นอกจากนี้ กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าทรูคอฟฟี่ที่ใช้บริการภายในร้านครบ 400 บาทขึ้นไป จำนวน 20 คน ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์เวิร์กช็อปสุดพิเศษ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทั้งการเพ้นท์จานเซรามิก แก้วเซรามิก และเฟรมผ้าใบ โดยคุณครูและศิลปินออทิสติกจาก Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดเทคนิคอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนช่วงเวลาในคาเฟ่ให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่ลูกค้าไม่เพียงได้สัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์อย่างมีความหมาย แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาส รายได้ และคุณค่าทางสังคมให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือเมนูพิเศษ “ส่งรัก” โดย “น้องโค้ก” บาริสต้าออทิสติกจากทรูคอฟฟี่ ที่ร่วมรังสรรค์เครื่องดื่มกับแขกรับเชิญพิเศษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ทรูคอฟฟี่ยังร่วมขยายพื้นที่แห่งโอกาสให้ผลงานของ Artstory by Autistic Thai ผ่านการนำผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก อาทิ Stone Coaster, Magnetic Wallet Card, Laptop Sleeve และSilk Scarf มาจัดจำหน่ายภายในร้าน เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าของงานศิลปะจากศิลปินออทิสติกสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและคอลเลกชันใหม่ ๆ ให้เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่คือช่องทางในการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และผลักดันศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม Workshop สามารถเข้าร่วมได้ที่ ARTSTORY Creative Hub @ ทรูคอฟฟี่ สาขามูลนิธิออทิสติกไทย ตลิ่งชัน ทุกวันจันทร์–เสาร์ เวลา 10.00–16.00 น. ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และต่อยอดโอกาสให้แก่บุคคลออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม