ชมนาดอินเตอร์ ประกาศเจตนารมณ์ “พลังหญิงเปลี่ยนโลก” ผ่านงานวรรณกรรม 8 เล่ม เข้าชิงรอบสุดท้าย “Chommanard International Women’s Literary Award 2025”

ชมนาดอินเตอร์ ประกาศเจตนารมณ์ “พลังหญิงเปลี่ยนโลก” ผ่านงานวรรณกรรม 8 เล่ม เข้าชิงรอบสุดท้าย “Chommanard International Women’s Literary Award 2025”

ชมนาดอินเตอร์ ประกาศเจตนารมณ์ “พลังหญิงเปลี่ยนโลก” ผ่านงานวรรณกรรม 8 เล่ม เข้าชิงรอบสุดท้าย “Chommanard International Women’s Literary Award 2025”

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

ที่สุด การจัดประกวด Chommanard International Women’s Literary Award 2025 หรือที่เรียกว่า “ชมนาดอินเตอร์” ดำเนินการมาถึงโค้งสุดท้าย หลังจากคณะกรรมการทำงานอย่างหนักมาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ในการคัดสรรเฟ้นหาสุดยอดผลงานนวนิยายจากนักเขียนสตรีอาเซียน รวมถึง ฮ่องกง, ไต้หวัน และประเทศจีน ล่าสุด เตรียมประกาศรายชื่อผลงานนวนิยาย 8 เล่มที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ในวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 ณ ร้านหนังสือ Asia Books สาขาไอคอนสยามภายในงานประกอบไปด้วยกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนพลังของผู้หญิงและวรรณกรรม ได้แก่ เวทีเสวนา “พลังของผู้หญิงที่เปลี่ยนความรุนแรงให้เป็นสันติภาพ” พิธีประกาศผลและมอบรางวัล “นักเขียนชมนาดอินเตอร์” ประจำปี 2025 เชิดชูนักเขียนหญิงผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ทรงคุณค่าทางวรรณศิลป์ พิธีประกาศการเผยแพร่ผลงานผู้ชนะสู่ระดับโลก เพื่อให้วรรณกรรมหญิงได้ก้าวข้ามพรมแดนแห่งภาษาและวัฒนธรรม ฯลฯ

การจัดประกวด Chommanard International Women’s Literary Award 2025 เป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นสนับสนุนงานประพันธ์ที่มีคุณภาพของนักเขียนสตรีมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยรากฐานจากรางวัลชมนาดภาษาไทย (ก่อตั้งเมื่อปี 2551) การขยายสู่ระดับนานาชาตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้จัดงานในการส่งเสริมพลังเสียงของนักเขียนไทยและนักเขียนนานาชาติ ผ่านการยอมรับทางวรรณกรรมและการแปล

นอกจากการจัดประกวดรางวัลชมนาด (Chommanard Book Prize) ซึ่งเป็นเวทีเดียวที่เปิดพื้นที่ให้กับนักเขียนสตรีทั้งมืออาชีพและมือใหม่ ผ่านงานวรรณกรรมที่มีคุณค่า ตีพิมพ์ เผยแพร่ สู่สายตานักอ่านทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) และ บริษัท สํานักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จํากัด ร่วมกันจัดประกวด “ชมนาดอินเตอร์” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเกินความคาดหมาย ผลงานจากนักเขียนหญิงกว่า 70 ผลงาน จากหลายประเทศในอาเซียน รวมถึง ฮ่องกง, ไต้หวัน และประเทศจีน โดยทีมงานจากสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นได้เดินทาง Road Show เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายวรรณกรรมหญิงระดับนานาชาติ ถือเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเป็นแรงบันดาลใจให้การประกวดในปีต่อๆ ไปเติบโตอย่างมั่นคง

อาทร เตชะธาดา ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท สํานักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จํากัด

อาทร เตชะธาดา ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท สํานักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จํากัด กล่าวถึง Chommanard International Women’s Literary Award 2025 ว่า รางวัล “นักเขียนชมนาดอินเตอร์” เกิดขึ้นจากความตั้งใจของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ในการขยายพลังแห่ง “ชมนาด” รางวัลวรรณกรรมหญิงไทยที่มีชื่อเสียง สู่ระดับสากลแท้จริง เพื่อเปิดเวทีให้นักเขียนหญิงทั่วโลกได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองต่อสังคม ผ่านพลังของถ้อยคำที่สื่อสารความงดงามของความเป็นมนุษย์ และการแสวงหาความหมายของชีวิตปัจเจกและสังคมโลกอย่างจริงจัง

เกณฑ์การพิจารณาผลงานประเมินจากความเป็นเลิศทางวรรณกรรม ความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม ผลกระทบทางสังคม และการมีส่วนร่วมโดยรวมของผลงานในการเสริมสร้างมรดกทางวรรณกรรมของภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และสังคมร่วมสมัย ด้วยความเชื่อว่าการอ่านเรื่องราวของผู้หญิงจะช่วย เสริมสร้างมรดกทางวรรณกรรม เสริมสร้างพลังให้แก่เสียงของคนรุ่นใหม่ และสร้างภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

ผลงานนวนิยายที่ได้รับการคัดเลือกว่าดีเด่นที่สุดจะได้รับรางวัล 500,000 บาท ส่วนรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ผู้ชนะแต่ละรายจะได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท ผลงานที่ได้รับรางวัลจะมีการแปลเป็นภาษาไทย โดยมีการทำสัญญาลิขสิทธิ์เป็นระยะเวลา 5 ปีสำหรับฉบับภาษาไทย ซึ่งจะช่วยให้ผลงานเข้าถึงผู้อ่านชาวไทยและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเพื่อยกระดับการมองเห็นของนักเขียนหญิงจากอาเซียน จีน ฮ่องกง และไต้หวัน

“รางวัลนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่แห่งเสียงของผู้หญิงให้ดังไกลไปทั่วโลก สะท้อนบทบาทของสตรีในฐานะผู้สร้างสรรค์ ผู้เปลี่ยนผ่าน และผู้ขับเคลื่อนสังคม ผ่านวรรณกรรมที่ปลุกพลังแห่งสันติภาพ ความเท่าเทียม และความเข้าใจในความหลากหลายของผู้คน “ชมนาดอินเตอร์” จึงไม่เพียงเป็นการประกวดวรรณกรรม หากแต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ของสตรีทั่วโลก ว่าความคิด เสียง และจินตนาการของผู้หญิงสามารถเปลี่ยนโลกได้จริง “ชมนาดอินเตอร์” จึงเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังแห่งปัญญา ความอ่อนโยน และความเข้มแข็งของผู้หญิงในทุกมิติ”

รสนา โตสิตระกูล นักเขียน นักแปล และนักเคลื่อนไหวทางสังคม

ภายในงาน รสนา โตสิตระกูล นักเขียน นักแปล และนักเคลื่อนไหวทางสังคม กล่าวถึง การอ่านช่วยให้เสียงของผู้หญิงมีพลังอย่างไร ว่า เป็นความเชื่อของคนมาแต่โบราณว่าอย่าให้ผู้หญิงอ่านหนังสือ เพราะอ่านแล้วจะไม่เชื่อง ผู้หญิงจึงถูกกดให้เป็นพลเมืองชั้น 3 โดยเฉพาะในอินเดียสมัยก่อนผู้หญิงแตะคัมภีร์พระเวทไม่ได้เลย ดังคำกล่าวของฟรานซิส เบคอน ที่ว่า ‘ความรู้คืออำนาจ’ ดิฉันเชื่อว่าการอ่านหนังสือเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ ยกตัวอย่าง หนังสือมีอิทธิพลกับตัวเองมาก แม้แต่ความคิดต่างๆ การเป็นนักเคลื่อนไหวสังคมก็มาจากการอ่านหนังสือ  “การอ่านของผู้หญิงมีพลังมาก ที่สำคัญผู้หญิงไม่เพียงแค่เป็นครรโภทรของโลกเท่านั้น แต่เป็นครรโภทรของสังคมใหม่ที่ยุติธรรม ของสังคมที่ดีงามเพื่อให้เป็นที่อยู่ของลูกๆ และมนุษยชาติที่มาจากเธอ จินตนาการที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้เกิดจากผู้หญิงที่อ่านหนังสือเท่านั้น”

งานนี้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่ในการคัดเลือกและตัดสิน ดำเนินการโดยคณะกรรมการด้านวรรณศิลป์และอุตสาหกรรมหนังสือ ซึ่งได้มีมติเอกฉันท์ยกให้หนังสือทั้ง 8 เล่มที่เข้ารอบสุดท้ายเป็นสุดยอดวรรณกรรมที่คู่ควรแก่การอ่านเป็นอย่างยิ่ง คณะกรรมการประกอบด้วย  รศ.ดร. ตรีศิลป์ บุญขจร ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา สาขาวรรณคดีเปรียบเทียบ   กล่าวว่า “เป็นรางวัลที่สนับสนุนนักเขียนสตรี จะเห็นว่าผู้หญิงในอาเซียน รวมถึง ฮ่องกง, ไต้หวัน และประเทศจีน ซึ่งมีพลังในการเล่าเรื่องมาก เนื้อเรื่องมีความเข้มข้นอย่างหาอ่านยาก เป็นครั้งแรกที่รวบรวมเสียงของสตรีที่ไม่ได้เขียนเพียงเรื่องราวของตัวเอง แต่เป็นบทบาทของสตรีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมของตัวเอง ต่อความเป็นสตรี เป็นงานที่มีคุณภาพจริงๆ ครั้งนี้เราเริ่มที่จะสนับสนุนเสียงของสตรีให้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ตอบรับในความหลากหลาย เป็นหนังสือที่เข้มข้นและน่าอ่าน”

รศ. สุรภีพรรณ ฉัตราภรณ์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา สาขาภาษาและวรรณคดีตะวันตก  กล่าวว่า “Chommanard International Women’s Literary Award เป็นรางวัลแรกของนักเขียนผู้หญิงในภูมิภาคอาเซียนและจีน ฮ่องกง และไต้หวัน ทุกผลงานล้วนมีคุณภาพ หลายคนเป็นนักเขียนระดับภูมิภาคระดับโลก เป็นที่น่าภาคภูมิใจมาก ไม่เคยมีใครจัดมาก่อน เป็นอนาคตอันดีของนักเขียนสตรีทั้งภูมิภาคอาเซียนและจีน โดยเฉพาะเป็นการส่งเสริมนักเขียนไทยด้วย ส่งเสริมให้เยาวชนได้เห็นคุณภาพของงานเขียนที่ดียิ่ง”

เกศณี ไทยสนธิ นักเขียน นักแปล และคอลัมนิสต์ กล่าวว่า “รางวัลชมนาด เป็นรางวัลที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่มีทั้งภูมิภาคอาเซียนและจีนด้วยที่ส่งผลงานเข้ามาประกวดร่วมกัน ที่สำคัญคือเป็นงานที่ผู้หญิงเขียน เป็น Woman Power เป็นเสียงที่จะขับเคลื่อนโลก รับรองว่าแต่ละเล่มล้วนดี มีคุณภาพมากๆ” 

รศ.ดร. ตรีศิลป์ บุญขจร 

ธีรภัทร เจริญสุข เลขาธิการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นรางวัลระดับนานาชาติ ได้รับความสนใจจากนักเขียนและสำนักพิมพ์นานาชาติมากมาย ต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์ประพันธ์สาสน์ ธนาคารกรุงเทพ ที่ให้คุณค่ากับวรรณกรรมที่ผู้หญิงเป็นคนเขียน อย่างท่านเหมาเจ๋อตุงว่า สตรีแบกโลกนี้ไว้ครึ่งหนึ่ง การมีรางวัลวรรณกรรมของสตรีเป็นครั้งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน เป็นการส่งเสริมบทบาทของสตรีในวรรณกรรมให้มีความโดดเด่นและสำคัญมากยิ่งขึ้น”

โดยพิจารณาจากคุณค่าทางวรรณศิลป์ ความร่วมสมัย ความลุ่มลึกของเนื้อหา และพลังของเสียงผู้หญิงในบริบทเอเชียจนได้หนังสือทั้ง 8 เล่มนี้เข้ามาชิงชัยในรอบสุดท้าย  ได้แก่

8 นวนิยาย Shortlist ที่สะท้อนเสียงสตรีเอเชีย

1) Tongueless
Author: Lau Yee Wa (Hong Kong) นวนิยายที่สะท้อนแรงกดดันของสังคมฮ่องกงยุคเปลี่ยนผ่าน ผ่านชีวิตของ “หลิง” ครูหญิงที่ต้องดิ้นรนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภาษา อำนาจ และการเมือง จากระบบการศึกษาที่หันไปยึดภาษาจีนกลางเป็นศูนย์กลาง ความสามารถในการ “พูด” จึงกลายเป็นเครื่องมือแห่งการอยู่รอดเรื่องราวเผยให้เห็นการแข่งขัน ความทะเยอทะยาน และการทรยศในพื้นที่การทำงาน พร้อมตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์ เสรีภาพ และราคาที่ผู้หญิงต้องจ่ายเพื่อความก้าวหน้าในสังคมที่กฎเกณฑ์กำลังถูกเขียนใหม่

2) Taiwan Travelogue
Author: Yáng Shuāng-zǐ (Taiwan)นวนิยายที่เล่าเรื่องการเดินทางในไต้หวันยุคอาณานิคม ผ่านสายตาของนักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่นและล่ามสาวชาวไต้หวัน ความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างหญิงสองคนค่อย ๆ เผยให้เห็นความซับซ้อนของอำนาจ อัตลักษณ์ และความใกล้ชิดส่วนตัว อาหาร การเดินทาง และบทสนทนา กลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงความปรารถนาส่วนบุคคลเข้ากับโครงสร้างทางการเมือง นวนิยายเล่มนี้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในไต้หวัน และชนะรางวัล Golden Tripod Award อันทรงเกียรติ

3) Chinatown
Author: Doan Anh Thuân (Vietnam) นวนิยายเชิงทดลองที่เล่าเรื่องผ่านกระแสสำนึกของหญิงชาวเวียดนามในฝรั่งเศส ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัว ความรัก การอพยพ และการเมือง ถูกถักทอเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน “ไชน่าทาวน์” ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความพลัดพราก ความทรงจำ และอัตลักษณ์ที่แตกแยก เรื่องเล่าตั้งคำถามต่อการเป็นคนนอก การนิยามตัวตน และบาดแผลจากประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จางหาย

4) Memories of the Memories of the Black Rose Cat

Author: Veeraporn Nitiprapha (Thailand) มหากาพย์ครอบครัวของผู้อพยพชาวจีนในสังคมไทย เล่าเรื่องหลายชั่วอายุคนที่ต้องเผชิญทั้งความรัก ความหวัง ความสูญเสีย และความผิดพลาดของมนุษย์นวนิยายขุดลึกถึงรากของโศกนาฏกรรมในชีวิต ที่เกิดจากความโลภ ความอิจฉา และความไม่สามารถจัดการอารมณ์ของตนเอง พร้อมตั้งคำถามถึงธรรมชาติของ “ความทรงจำ” และผลของการตัดสินใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

5) The Mountains Sing

Author: Nguyễn Phan Quế Mai (Vietnam) เรื่องเล่าข้ามรุ่นของครอบครัวชาวเวียดนาม ท่ามกลางความรุนแรงของสงครามและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ่ายทอดผ่านมุมมองของผู้หญิงในครอบครัว นวนิยายถ่ายทอดทั้งความสูญเสีย ความอดทน และพลังของความเมตตา โดยมุ่งเน้น “ต้นทุนมนุษย์” ของสงคราม มากกว่าชัยชนะหรืออุดมการณ์ทางการเมือง เป็นผลงานนวนิยายภาษาอังกฤษเล่มแรกของกวีชื่อดังเวียดนาม

6) The Age of Goodbyes
Author: Li Zi Shu (Malaysia) นวนิยายหลายชั้นที่ผสมผสานการเล่าเรื่องเชิงทดลอง เพื่อสำรวจความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และความจริงที่ถูกบิดเบือนโดยอำนาจ ฉากหลังคือเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติในมาเลเซียปี 1969 เรื่องราวสะท้อนผลกระทบของความรุนแรงทางการเมืองต่อชีวิตส่วนบุคคล และตั้งคำถามถึงสิ่งที่ถูกจดจำ สิ่งที่ถูกลบ และสิ่งที่ถูกทำให้เงียบหายไปจากประวัติศาสตร์

7) Mountains More Ancient

Author: Isna Marifa (Indonesia) นวนิยายที่เปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์การเป็นทาสของชาวอินโดนีเซียในแอฟริกาใต้ ผ่านสายตาของเด็กหญิงชาวชวาที่ถูกพรากจากบ้านเกิดเรื่องเล่าถ่ายทอดความสูญเสีย การยึดมั่นในอัตลักษณ์ และความเป็นมนุษย์ท่ามกลางระบบกดขี่ เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่นำเสนอประวัติศาสตร์ส่วนนี้อย่างเด่นชัด และเปี่ยมด้วยความละเมียดทางอารมณ์

8) The Sea Speaks His Name

Author: Leila S. Chudori (Indonesia) นวนิยายที่บอกเล่าเรื่องการอุ้มหายของนักกิจกรรมทางการเมืองในอินโดนีเซีย และการต่อสู้ของครอบครัวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเรื่องราวสะท้อนการแสวงหาความจริง ความยุติธรรม และการไม่ยอมให้ความทรงจำถูกลบเลือนจากประวัติศาสตร์ เป็นงานเขียนที่ทรงพลังทั้งในเชิงการเมืองและมนุษยธรรม

8 นวนิยาย สตรีเอเชียอินเตอร์

วรรณกรรมหญิงเอเชียบนเวทีโลก ทั้ง 8 ผลงาน ที่ผ่านเข้ารอบ Shortlist ของ Chommanard International Women’s Literary Award 2025 ไม่เพียงเป็นนวนิยายน่าอ่าน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของสังคมเอเชีย ผ่านเสียงของนักเขียนสตรีที่กล้าตั้งคำถามต่ออำนาจ ความทรงจำ และอัตลักษณ์  รางวัลชมนาดอินเตอร์จึงไม่ใช่เพียงเวทีประกวด แต่คือพื้นที่ที่ทำให้วรรณกรรมหญิงเอเชียได้ก้าวข้ามพรมแดนภาษา วัฒนธรรม และการรับรู้ สู่เวทีวรรณกรรมระดับสากลอย่างแท้จริง

กรุงเทพประกันภัยมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน

กรุงเทพประกันภัยมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน

กรุงเทพประกันภัยมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย เดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดย ธีรยุทธ กิจวรพัฒน์ ผู้อำนวยการ ธุรกิจสาขา และ วิษณุ รัตนประสบ ผู้จัดการสาขาอุบลราชธานี เป็นผู้แทนบริษัทฯ ร่วมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความจำเป็น ได้แก่ เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ (Infusion Pump) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมการให้ยาและสารน้ำด้วยความแม่นยำสูง ลดความเสี่ยงจากความคลาดเคลื่อนในการรักษา รวมมูลค่าทั้งสิ้น 135,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลนาจะหลวย โดยมีนายแพทย์กวิน วุฒิเสลา นายแพทย์ปฏิบัติการ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงพยาบาลนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี


ทั้งนี้ กรุงเทพประกันภัยตระหนักถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุข และมุ่งมั่นสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเสริมศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการให้บริการทางการแพทย์ พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง เอสบี ดีไซน์สแควร์ ปรับปรุงห้องพักที่บ้านแมค รพ.เด็ก

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง เอสบี ดีไซน์สแควร์  ปรับปรุงห้องพักที่บ้านแมค รพ.เด็ก

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง เอสบี ดีไซน์สแควร์ ปรับปรุงห้องพักที่บ้านแมค รพ.เด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

มูลนิธิโรนัลด์  แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  (รพ. เด็ก) รับมอบห้องพักปรับปรุงใหม่สำหรับบ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หรือ “บ้านแมค” ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ. เด็ก)  จากกลุ่ม บริษัทเอสบี เฟอร์นิเจอร์ เพื่อร่วมสานต่อพันธกิจในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ป่วยเด็ก โดยเอสบี ดีไซน์สแควร์ ได้ร่วมปรับปรุงห้องพักและจัดสรรเฟอร์นิเจอร์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน เพิ่มความเป็นส่วนตัว และเปิดโอกาสให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็กได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่า ทั้งยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ผ่านการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ E1 ที่มีสารฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำเพียง 0.005%  จึงไม่มีกลิ่นฉุน ไม่แสบตา ไม่ระคายเคืองผิวหนัง และไม่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ปลอดภัยต่อเด็ก และผู้เข้าพักทุกคน

บ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หรือ “บ้านแมค” ก่อตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ต้องเดินทางไกลเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยเปิดบริการที่พัก 24 ชั่วโมง พร้อมมื้ออาหารแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กโดยไม่คิดค่าบริการ ปัจจุบัน บ้านแมคตั้งอยู่ในโรงพยาบาล 4 แห่ง ได้แก่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ. เด็ก), รพ. นพรัตนราชธานี, รพ. จุฬาลงกรณ์   สภากาชาดไทย และ รพ. ศิริราช โดยนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ได้ให้บริการที่พักแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กไปแล้วมากกว่า 34,000 ครอบครัว

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ง่ายๆ ที่ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขาทั่วประเทศ ผ่านโปรแกรม Round-Up  หรือสแกน QR Code ที่กล่องรับบริจาคของมูลนิธิฯ และเครื่องสั่งอาหารอัตโนมัติ หรือบริจาคผ่านเว็บไซต์เทใจ https://taejai.com/th/d/freedentaltreatment_ch/#donate (ลดหย่อนภาษีได้) สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ที่ FB • IG • TikTok • LINE @rmhcthailand หรือ http://www.rmhc.or.th

ผู้บริหารระดับสูง เอ็ม บี เค และธุรกิจในเครือ ร่วมพิธีวางพวงมาลา และถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ผู้บริหารระดับสูง เอ็ม บี เค และธุรกิจในเครือ ร่วมพิธีวางพวงมาลา และถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ผู้บริหารระดับสูง เอ็ม บี เค และธุรกิจในเครือ ร่วมพิธีวางพวงมาลา และถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

สุเวทย์ ธีรวชิรกุล รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ , เกษมสุข จงมั่นคง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 2 , สมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าทีบริหารธุรกิจศูนย์การค้า  บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และ บูลพัฒน์ วิศรุตวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงในเครือเอ็ม บี เค เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา และถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  ด้วยความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป ร่วมกับมูลนิธิธรรมชวนวิริยะ ปันน้ำใจ สู่สังคมไทย มอบทุน 200,000 บาท เพื่อฟื้นฟูอุทกภัย โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านหาดใหญ่) จังหวัดสงขลา

บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป ร่วมกับมูลนิธิธรรมชวนวิริยะ ปันน้ำใจ สู่สังคมไทย มอบทุน 200,000 บาท เพื่อฟื้นฟูอุทกภัย โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านหาดใหญ่) จังหวัดสงขลา

บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป ร่วมกับมูลนิธิธรรมชวนวิริยะ ปันน้ำใจ สู่สังคมไทย มอบทุน 200,000 บาท เพื่อฟื้นฟูอุทกภัย โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านหาดใหญ่) จังหวัดสงขลา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.


บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ร่วมกับ มูลนิธิธรรมชวนวิริยะ นำโดย ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ เจิดนภางค์ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงินและบัญชีกลุ่ม นำทีมผู้บริหารมุ่งสู่ภาคใต้ เพื่อฟื้นฟูอาคารโรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านหาดใหญ่) ให้กำลังใจกับคนในพื้นที่ โดยมี ศุภรา ปางนิติคณากร ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านหาดใหญ่) เป็นผู้แทนรับมอบทุน 200,000 บาท รวมถึงอุปกรณ์กีฬาเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของน้องๆ จากนั้นทีมผู้บริหารได้ร่วมกันทาสีอาคาร ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย รวมถึงทาสียางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อส่งให้กับทางโรงเรียน นำไปปรับปรุงภูมิทัศน์ต่อไป นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ MGC-ASIA และมูลนิธิธรรมชวนวิริยะ มุ่งมั่นตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งความอิ่มอกอิ่มใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

Ai Studio เผยคู่รัก LGBTQIA+ หนุนตลาดเวดดิ้ง-ถ่ายภาพโตต่อเนื่อง

Ai Studio เผยคู่รัก LGBTQIA+ หนุนตลาดเวดดิ้ง-ถ่ายภาพโตต่อเนื่อง

Ai Studio เผยคู่รัก LGBTQIA+ หนุนตลาดเวดดิ้ง-ถ่ายภาพโตต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

Ai Studio ผู้ให้บริการถ่ายภาพเวดดิ้งและพรีเวดดิ้งชั้นนำ เผยเทรนด์ล่าสุดกลุ่มคู่รัก LGBTQIA+ มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของตลาดงานแต่งงานและงานถ่ายภาพในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าสัดส่วนคู่รัก LGBTQIA+ ที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นราว 15–20% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของดีมานด์ใหม่ในตลาดเวดดิ้งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการจัดงานแต่งงานและบริการถ่ายภาพ

นายอัฒมาส อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ บริษัท เอไอ สตูดิโอ จำกัด (Ai Studio) กล่าวว่า “ช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคู่รัก LGBTQIA+ มีการแสดงความรักและให้ความสำคัญกับการจัดพิธีแต่งงานเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยมีผลบังคับใช้ ทำให้การแต่งงานไม่ใช่แค่การประกาศความรัก แต่เป็นการยืนยันตัวตนและสิทธิทางกฎหมาย ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าคู่สมรสทั่วไป ส่งผลให้เกิดดีมานด์ในตลาดเวดดิ้งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงยังส่งผลต่อตลาดการถ่ายภาพเวดดิ้ง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้”

อัฒมาส อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ บริษัท เอไอ สตูดิโอ จำกัด (Ai Studio)

งบประมาณการจัดงานไม่ต่างจากคู่รักทั่วไป แต่เน้นคุณภาพต้อง “สะท้อนตัวตน”

สำหรับงบประมาณในการจัดพิธีแต่งงานของคู่รัก LGBTQIA+ จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับคู่รักทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 400,000 – 1,200,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรายละเอียดของงาน โดยหลายคู่ให้ความสำคัญกับการจัดงานที่มีคุณภาพ สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่าการจัดงานที่มีขนาดใหญ่และมีแขกจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Personalized & Meaningful ใช้คอนเซ็ปต์การเล่าเรื่องราวความรักที่พูดถึง Love Has No Gender รวมถึง Two Souls, One Story เน้นการออกแบบที่โมเดิร์นผสานแฟชั่นและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งแนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเวดดิ้งกำลังก้าวสู่ความหลากหลายทางไอเดียและความสร้างสรรค์มากขึ้น

สไตล์ภาพถ่ายยอดนิยม: Cinematic – Natural Moment – Fashion Identity

นายอัฒมาส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คู่รัก คู่รัก LGBTQIA+ ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพเพื่อเก็บเป็นความทรงจำ โดยจะแบ่งงบประมาณสำหรับการถ่ายภาพโดยเฉพาะประมาณ 20% ของการจัดพิธีแต่งงานหรือเฉลี่ยประมาณ 100,000 – 300,000 บาท ซึ่งสไตล์การถ่ายส่วนใหญ่เน้นทอดความรู้สึกจริง โดยเฉพาะอย่าง Cinematic look การถ่ายภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์ มีเรื่องราว เน้นองค์ประกอบภาพด้วยมุมมองกว้าง และการจัดองค์ประกอบที่ดูมีชั้นเชิง เน้นแสงเงาเฉพาะจุด ทำให้ภาพดูมีมิติและอารมณ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ Natural Moment การบันทึกช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ เน้นความรู้สึก อารมณ์ และความเป็นตัวตนของคนหรือเหตุการณ์นั้นๆ โดยไม่ปรุงแต่ง ทำให้ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง มีเสน่ห์ที่ความเรียบง่าย สบายตา และสื่อถึงเรื่องราวได้อย่างอบอุ่น สุดท้ายคือการถ่ายภาพแนว Fashion ที่สื่อความมั่นใจในอัตลักษณ์ของตนเอง

การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งในสตูดิโอมาแรง

ด้านโลเคชันหรือสถานที่ที่คู่รัก LGBTQIA+ มักจะเลือกที่จะไปถ่ายภาพพรีเวดดิ้งจะแบ่งเป็น โลเคชันในพื้นที่ธรรมชาติตามต่างจัดหวัด และที่กำลังมาแรงคือการถ่ายภาพในสตูดิโอเพราะสามารถออกแบบฉากได้ตามคอนเซ็ปต์งาน และสามารถเล่าเรื่องของคู่รักได้ตรงตามความต้องการ โดยทาง Ai Studio มีการลงทุนในด้านการทำสตูดิโอ และได้มีการขยายทีมงานด้านครีเอทีพ เพื่อช่วยรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริการดังกล่าวนี้ ถือเป็นการสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจถ่ายภาพเวดดิ้งในตลาดประเทศไทยปัจจุบัน

ตลาดเวดดิ้งคู่รัก LGBTQIA+ ในอีก 3 ปีข้างหน้า คาดโต 50%

นายอัฒมาส กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับตลาดเวดดิ้งคู่รัก LGBTQIA+ จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตสูงถึง 50% โดยมีปัจจัย จากการสนับสนุนของสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น และมีกฎหมายรองรับ ทำให้มีบริการที่หลากหลายขึ้น ทั้งแพ็กเกจแต่งงานที่ปรับให้เข้ากับทุกเพศ ถือเป็นตลาดใหม่ที่ยังมีคู่แข่งน้อย หากธุรกิจไหนเข้าถึงได้ก่อนจะเติบโตได้เร็ว อีกทั้งกลุ่มคู่รัก LGBTQ+ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่มีกำลังซื้อสูง มีความพร้อมในการใช้จ่ายเพื่อเฉลิมฉลองความรักและสร้างครอบครัว ส่วนธุรกิจถ่ายภาพเวดดิ้ง ก็จะเติบโตตามไปด้วย และคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเทรนด์การถ่ายภาพไปจากเดิมเน้นความจริงใจมากขึ้น ไม่เน้นความสมบูรณ์แบบ แต่เน้น “ความหมาย” และ “การเล่าเรื่องจริง” ของคู่รัก ผ่านภาพที่อบอุ่น ละมุน และร่วมสมัย”

ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ ‘The Loudest Silence’ ผลงานศิลปะจากศิลปินหูหนวก พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์

ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ 'The Loudest Silence' ผลงานศิลปะจากศิลปินหูหนวก พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์

ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ ‘The Loudest Silence’ ผลงานศิลปะจากศิลปินหูหนวก พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่จัดงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ Bangkok Design Week 2026 ร่วมกับ DeafSync กลุ่มเยาวชนผู้ขับเคลื่อนความเท่าเทียมสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน และ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย (Goethe-Institut Thailand) จัดนิทรรศการ “The Loudest Silence” โชว์ผลงานศิลปะร่วมสมัย 31 ชิ้นงาน จากศิลปินหูหนวกทั่วประเทศไทย พร้อมกิจกรรมหลากหลาย ระหว่างวันที่ 27-31 มกราคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 

การจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินคนหูหนวกได้โชว์ศักยภาพในสังคมที่เปิดกว้าง ตอกย้ำความตั้งใจของไอคอนสยามในการสนับสนุนให้ศิลปินทุกคนได้มีพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเท่าเทียม 

นิทรรศการ “The Loudest Silence” มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนความเงียบ ซึ่งสังคมมักมองว่าเป็นข้อจำกัด ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสื่อสารและการเชื่อมโยง ผ่านสื่อกลางอย่างศิลปะ เพื่อให้ผู้คนได้มองเห็นและยอมรับในศักยภาพของผู้พิการทางการได้ยิน ตลอดจนสนับสนุนความสามารถและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับศิลปินคนหูหนวกอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งใจออกแบบประสบการณ์ภายในงานให้ผู้ชมทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ผ่านการสื่อสารที่เป็นมิตรต่อผู้พิการทางการได้ยิน มีล่ามภาษามือประจำกิจกรรม และยังเน้นการจัดพื้นที่ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม โดยในงานมีไฮไลต์มากมาย อาทิ

• นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของศิลปินหูหนวก ที่รวบรวมผลงานศิลป์ในหลากหลายรูปแบบ จำนวน 31 ชิ้นงาน จากศิลปินทั่วประเทศไทย ซึ่งล้วนถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ชีวิต อัตลักษณ์ และมุมมองต่อโลกผ่านศิลปะได้อย่างลึกซึ้ง มาจัดแสดงให้ได้เห็นศักยภาพของศิลปิน และทลายกำแพงแห่งความเงียบเพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกสู่ใจผู้เข้าชม
• “Artist Voice” เปิดเวทีให้ศิลปินได้ถ่ายทอดเรื่องราวและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน โดยใช้ภาษามือเป็นภาษาหลัก พร้อมล่ามแปลเสียง เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงทั้งเนื้อหาและบริบทชีวิตของศิลปินอย่างเท่าเทียม 
• “Live Painting” ภายในงานได้จัดโชว์พิเศษ การวาดภาพสดร่วมกันระหว่างศิลปินคนหูหนวกและศิลปินรับเชิญ (Peakkyboo) ซึ่งจะเผยให้เห็นกระบวนการสื่อสารและการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ระหว่างโลกของการได้ยินและโลกของความเงียบ  
• “ECO-FLOWER WORKSHOP” กิจกรรมที่เปิดให้ผู้สนใจได้ร่วมลงมือทำ สัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์ และนำผลงานกลับบ้านทุกวันตลอดการจัดงาน ระหว่างวันที่ 27-31 มกราคม 2569 
วันละ 3 รอบ (จำกัดผู้ร่วมเวิร์กช็อป 10 คนต่อรอบ) สามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ทาง: https://forms.gle/1pwdHyHFvmsJBxPx9

ท่ามกลางผู้พิการทางการได้ยินกว่า 400,000 คนในประเทศไทย ยังมีศิลปินผู้เปี่ยมพรสวรรค์อีกมากมายที่รอคอยการมองเห็น ไอคอนสยาม, DeafSync และ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย จึงมุ่งหวังให้นิทรรศการ “The Loudest Silence” เป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนเสียงเงียบให้เป็นพลังสร้างสรรค์ เพื่อลดช่องว่างทางความรู้สึก สร้างโอกาสทางอาชีพที่ยั่งยืน และแสดงให้เห็นว่า ศิลปะคือภาษาสากลที่ทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงและถ่ายทอดได้ 

มาร่วมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้พิการทางการได้ยิน สัมผัสพลังแห่งการสร้างสรรค์ และมอบโอกาสให้ศิลปินในความเงียบได้ฉายแสงไปด้วยกัน ในนิทรรศการ “The Loudest Silence” เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 27-31 มกราคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICONSIAM หรือสอบถามโทร.1338

รพ.เกษมราษฎร์ ร่วมกับ BCD เดินหน้า “โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์”

รพ.เกษมราษฎร์ ร่วมกับ BCD เดินหน้า “โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์”

รพ.เกษมราษฎร์ ร่วมกับ BCD เดินหน้า “โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์”

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ โรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์ ร่วมกับ บริษัท บางกอก เชน เดนทัล จำกัด (BCD) จัดพิธีเปิด โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากและยกระดับคุณภาพชีวิตของพระภิกษุสงฆ์และสามเณร โดยมีการให้บริการทางทันตกรรมผ่านรถทันตกรรมเคลื่อนที่ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมหาญพาณิชย์ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก อภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธี  มี ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บางกอก เชน ฮอสปิทอล, กันตพร หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, พญ.กนกรัสม์ ฉันทแดนสุวรรณ กรรมการ บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, และ ทพญ.กุลภัทร แต้มสำเภาเลิศ ทันตแพทย์เชี่ยวชาญด้านทันตสาธารณสุข รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ร่วมในพิธีเปิดโครงการ

โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากพระภิกษุสงฆ์ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการป้องกันโรคทางช่องปาก และอำนวยความสะดวกในการเข้ารับการรักษาแก่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร อันเป็นการสนับสนุนสุขภาวะที่ดีและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดพิธีเปิดในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนความมุ่งมั่นของบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคม

เปิดประสบการณ์ใหม่ The Blue Jasmine x Jim Thompson พลิกโฉมรถไฟคลาสสิกเป็นแกลเลอรีเคลื่อนที่ พร้อมเช็กอินเมืองมรดกโลกทั่วไทย

เปิดประสบการณ์ใหม่ The Blue Jasmine x Jim Thompson พลิกโฉมรถไฟคลาสสิกเป็นแกลเลอรีเคลื่อนที่  พร้อมเช็กอินเมืองมรดกโลกทั่วไทย

เปิดประสบการณ์ใหม่ The Blue Jasmine x Jim Thompson พลิกโฉมรถไฟคลาสสิกเป็นแกลเลอรีเคลื่อนที่ พร้อมเช็กอินเมืองมรดกโลกทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DTH Travel ร่วมกับ จิม ทอมป์สัน พลิกโฉมการเดินทางด้วยรถไฟ The Blue Jasmine สุดคลาสสิกจากยุค 1960  ที่ได้รับการรีโนเวตใหม่ทั้งขบวน ให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษ พาผู้ร่วมทริปสัมผัสวิถีชุมชนท้องถิ่นและวัฒนธรรมทั่วไทยผ่านการท่องเที่ยวแบบใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยหลังจากทริปปฐมฤกษ์ในเดือนพฤศจิกายน 2568 รถไฟ The Blue Jasmine x Jim Thompson เตรียมออกเดินทางอีกครั้งในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ กรกฎาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2569

แฟรงก์ แคนเซลโลนี (ซ้าย) และ สเตฟาน บรุนส์ (ขวา)

ขบวนรถไฟสุดคลาสสิกจากยุค 1960 The Blue Jasmine พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางจากสถานีหัวลำโพง สู่เส้นทางสายวัฒนธรรมของเมืองไทย โดย จิม ทอมป์สัน ได้ร่วมมือกับ DTH Travel เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เริ่มตั้งแต่การพาชมและรับประทานอาหารมื้อค่ำที่จิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ แลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงการตกแต่งภายในรถไฟ The Blue Jasmine x Jim Thompson ด้วยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ในทุกดีเทล ทั้งของใช้บนโต๊ะอาหารและของใช้ส่วนตัวของนักเดินทาง และอีกไฮไลต์สำคัญคือ โชว์รูมบนรถไฟแห่งแรกของจิม ทอมป์สัน ที่พร้อมให้ผู้โดยสารเลือกช้อปผลิตภัณฑ์ตลอดการเดินทาง

The Blue Jasmine ขบวนรถไฟสุดคลาสสิก ประกอบด้วย 10 ตู้โดยสาร รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 36 ท่าน ซึ่งครั้งนี้จะเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งวัฒนธรรมอันงดงาม ทั้งอยุธยา อุทัยธานี สุโขทัย และเชียงใหม่ เพื่อเปิดประสบการณ์ในแบบ Slow Travel กับจุดแวะพักที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมพาชมแหล่งมรดกโลกยูเนสโก พบปะกับช่างฝีมือท้องถิ่น สัมผัสวิถีชุมชน และลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับ เพื่อให้ The Blue Jasmine x Jim Thompson นำเสนอครบทุกมิติของการท่องเที่ยวเมืองไทย ทั้งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ

ก่อนเริ่มทริป เหล่านักเดินทางจะได้ไปดินเนอร์ ณ ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน ที่ตั้งอยู่ในจิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ โดยจะได้ลิ้มลอง 5 คอร์สพิเศษในธีม Blue Jasmine ที่ผสานรสชาติอาหารไทยจากทั่วประเทศ คัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาลจากท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเมนูร่วมสมัยที่สะท้อนวัฒนธรรมด้านอาหารของคนไทย

นอกจากนี้ ผู้ร่วมทริปยังจะได้ทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน อันประกอบด้วยเรือนไทยไม้สัก 6 หลังที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2501 สะท้อนความหลงใหลของจิม ทอมป์สัน ที่มีต่อสถาปัตยกรรมไทย ภายในพิพิธภัณฑ์ มีการจัดแสดงคอลเลกชันศิลปวัตถุและของโบราณล้ำค่าจากทั่วเอเชีย ตลอดจนแวะช้อปปิ้งที่จิม ทอมป์สัน ไอคอนิก สโตร์ เพื่อปิดท้ายวันพิเศษก่อนที่จะเริ่มออกเดินทาง

เมื่อก้าวสู่ขบวนรถไฟ นักเดินทางจะพบกับการตกแต่งภายในที่รังสรรค์จากไอเทมตกแต่งมากกว่า 2,000 ชิ้นของจิมทอมป์สัน เนรมิตทั้ง 10 ตู้โดยสารให้กลายเป็นพื้นที่โชว์เคสผลงานหัตถศิลป์ฝีมือคนไทย พร้อมนำเสนอในโทนสีที่เข้ากับบรรยากาศเปี่ยมมนต์เสน่ห์ของรถไฟขบวนนี้

ภายในขบวนรถไฟประกอบด้วยโซนชมวิว ห้องอาหาร และห้องพักส่วนตัว แต่ละโซนประดับด้วยผ้าจาก Jim Thompson Home Furnishings ที่โด่งดังจากผ้าคุณภาพสูงที่โรงแรมและที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ทั่วโลกเลือกใช้ แต่ละมุมสะท้อนความเป็นไทยด้วยผ้าไหม ทั้งผ้าม่าน ปลอกหมอน ผ้าคาดเตียง ไปจนถึงผ้าปูโต๊ะ รวมถึงไอเทมบนโต๊ะอาหาร อาทิ แผ่นรองจาน ผ้าเช็ดปาก ที่รองแก้ว ไปจนถึงชุดสิ่งอำนวยความสะดวก (Amenity Kit) ที่ประกอบด้วยกระเป๋าเครื่องสำอางและผ้าปิดตา ไอเทมส่วนใหญ่อวดลายพรินต์ที่ดึงแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ และหลายชิ้นเชิดชูเทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายทอดความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือโชว์รูม จิม ทอมป์สัน บนขบวนรถไฟแห่งแรกของแบรนด์ ที่นำเสนอสินค้าผ้าไหมสุดไอคอนิก รวมไปถึงคอลเลกชันแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ พร้อมให้ทุกคนช้อปสะดวกผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อสั่งซื้อออนไลน์ และจัดส่งตรงถึงที่บ้านเมื่อสิ้นสุดทริป

นันท์นภัส เวโรจนวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของจิม ทอมป์สัน “ความร่วมมือกับ DTH Travel สะท้อนวิสัยทัศน์ของจิม ทอมป์สัน ในสร้างนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ๆ ภายใต้การเดินหน้าสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเอเชีย เรายินดีที่ได้ร่วมตกแต่ง The Blue Jasmine x Jim Thompson ด้วยผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งตอกย้ำว่ามรดกวัฒนธรรมไทยสามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างน่าภาคภูมิ”

สเตฟาน บรุนส์ ผู้จัดการทั่วไปของ DTH Travel ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “การจับมือกับ จิม ทอมป์สัน ในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของ DTH Travel ในการมอบประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยเราทำงานกับพันธมิตรที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เปี่ยมคุณค่า คำนึงถึงความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมกับชุมชน การได้จิม ทอมป์สัน มาดูแลเรื่องการตกแต่งขบวนรถไฟ ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เดินทางทุกคนจะได้สัมผัสมรดกวัฒนธรรมไทยอันงดงามตลอดการเดินทางกับ The Blue Jasmine x Jim Thompson”

สำหรับกำหนดการเดินทางในปี พ.ศ. 2570 จะประกาศให้ทราบในเร็วๆ นี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.thebluejasminetrain.com และ Facebook The Blue Jasmine หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรง บริษัท DTH Destination Thailand โทร. 0819208554 และ อีเมล thebluejasmine@th.dth.travel

พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ด้วยหุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย

พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ด้วยหุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย

พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ด้วยหุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของความพิการ ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสุขภาพจิตของผู้ป่วยจำนวนมาก ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Knee Replacement Surgery) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

โรงพยาบาลพระรามเก้า เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการรักษาและการเรียนรู้ทางการแพทย์ ด้วยการเปิด “PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center” ศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าด้วยหุ่นยนต์อย่างเป็นทางการ มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพศัลยแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไทย

รศ.นพ. พฤกษ์ ไชยกิจ หัวหน้าศูนย์รักษ์ข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแบบดั้งเดิมอาศัยประสบการณ์และการประเมินด้วยสายตาของศัลยแพทย์ ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ขณะที่การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จะมีระบบคอมพิวเตอร์และแขนกลช่วยวางแผนและควบคุมการตัดกระดูกอย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ขยับข้อเข่าได้ดี ฟื้นตัวเร็ว และช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมในระยะยาว

รศ.นพ. พฤกษ์ ไชยกิจ หัวหน้าศูนย์รักษ์ข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า

แม้เทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์จะได้รับความนิยมในหลายประเทศ เช่น ในประเทศออสเตรเลียมีการใช้งานประมาณ 30% หรือ ในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 17% ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด แต่ในประเทศไทยยังมีการใช้งานเพียงไม่เกิน 2% เนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและงบประมาณ โดยเฉพาะในภาครัฐที่ดูแลผู้ป่วยส่วนมาก การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและประโยชน์ของเทคโนโลยี พร้อมสร้างโอกาสในการขยายการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพในอนาคต

PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center มุ่งสร้างวงจรแห่งการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้ศัลยแพทย์ได้ฝึกปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาแนวทางการรักษาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายรองรับศัลยแพทย์จากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย พร้อมแผนจัดการอบรมอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 10–12 ครั้ง

โครงการ International Visiting Surgeon Program (VSP): Robotics Knee Replacement ครั้งนี้ มีคณะแพทย์จากประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงลึกด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าด้วยหุ่นยนต์ โดยใช้เทคโนโลยี CORI Robotic System ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล หลักสูตรครอบคลุมการผ่าตัดทั้งแบบ Total Knee Arthroplasty (TKA) และ Unicompartmental Knee Arthroplasty (UKA) ผสานการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การเตรียมห้องผ่าตัด การวางแผนผ่าตัด ไปจนถึงการฝึกปฏิบัติแบบ Hands-on ด้วยอุปกรณ์จำลอง (Sawbones) ภายใต้การดูแลของคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้า ยังคงมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์ในระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ผู้ที่มีอาการปวดเข่า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: https://lhco.li/3YR7rhZ และ Facebook: Praram9 Hospital นอกจากนี้ สามารถศึกษาบทความสาระความรู้ทางการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่ https://praram9.com/th/articles/robotic-assisted-surgery โรงพยาบาลพระรามเก้า – HEALTHCARE YOU CAN TRUST