สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ - อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

“เนื้อเน่า รู้เร็วรักษาทัน” สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ พัฒนา Community Guideline – SMART-NF เชื่อม อสม.-รพ.สต.-โรงพยาบาล สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ ค้นหาเร็ว ส่งต่อทัน เกิดเครือข่าย 26 โรงพยาบาล – รพ.สต. กว่า 300 แห่ง ลดความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษา เพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วย สู่ระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็งทั้งจังหวัด

23 มิถุนายน 2569 ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม อำเภอเดชอุดม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาเจริญ (รพ.สต.นาเจริญ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี (อบจ.อุบลราชธานี) และภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพระบบบริการปฐมภูมิเพื่อการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าในชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า จ.อุบลราชธานี พร้อมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานจริงของเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะเป็นด่านหน้าสำคัญในการป้องกัน ค้นหา คัดกรอง และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโรคเนื้อเน่า ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วและทำให้ผู้ป่วยสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิตได้ การดำเนินงานใน จ.อุบลราชธานี สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ที่ร่วมกันพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้ข้อมูล งานวิจัย และนวัตกรรมมาสนับสนุนการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขและชุมชน โดย เพื่อยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์

“โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างชุมชน รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลแม่ข่าย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้าในการเข้าถึงบริการ โดยเริ่มจากการค้นหาและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในชุมชนโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก่อนส่งต่อเข้าสู่โรงพยาบาลชุมชน เพื่อประเมินอาการตามแนวทางเวชปฏิบัติการดูแล (Clinical Practice Guideline for Necrotizing Fasciitis: CPG-NF)  เชื่อมต่อผ่านระบบเฝ้าระวังและบริหารจัดการผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า (Smart Surveillance and Management for Necrotizing Fasciitis – SMART-NF) ไปยังโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤตจะส่งกลับมาดูแลต่อเนื่องใกล้บ้าน เกิดเครือข่ายความร่วมมือระดับจังหวัด ครอบคลุมโรงพยาบาล 26 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกว่า 300 แห่ง โดยมี รพ.สต. และ อสม. ร่วมติดตามอาการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้” นพ.เฉวตสรร กล่าว

รศ.ดร.สุภาพร ใจการุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า จ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาโรคเนื้อเน่าอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคเนื้อเน่าสูงที่สุดในเขตสุขภาพที่ 10 โดยในช่วงปี 2555-2564 พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มจาก 533 ราย เป็น 806 รายต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 165 ราย เป็น 392 ราย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจากตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความล่าช้าในการรับรู้ การวินิจฉัย และการเข้าสู่ระบบการรักษา

“จากปัญหาดังกล่าวคณะวิจัยจึงร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยทั้งจังหวัด โดยมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. พัฒนาการคัดกรองในชุมชน ผ่านการสร้าง Community Guideline และเสริมศักยภาพ อสม. รพ.สต. และโรงพยาบาลชุมชน ให้สามารถค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้เร็วขึ้น 2. พัฒนาระบบ SMART NF เพื่อสนับสนุนการคัดกรอง การแจ้งเตือน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ ช่วยให้การประเมินอาการและการส่งต่อผู้ป่วยทำได้รวดเร็วขึ้น 3. พัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้มาตรฐานเดียวกันในการวินิจฉัย ส่งต่อ และรักษาผู้ป่วย ลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย” รศ.ดร.สุภาพร กล่าว

นางกรรณิกา ตันติศิรินทร์ รอง นายกอบจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า อบจ.อุบลราชธานี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและการเสริมศักยภาพหน่วยบริการสุขภาพใกล้บ้าน จากความร่วมมือระหว่าง สสส. ภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้เกิดระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชุมชน รพสต. โรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษา ทำให้การค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การวินิจฉัย และการส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย อบจ.อุบลราชธานี พร้อมสนับสนุนการขยายผลการดำเนินงานและการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายสมศรี วงศ์คำเหลา ผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า ชาวตำบลนาเจริญ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เดิมคิดว่าเป็นเพียงแผลถลอกเล็กน้อยจากการเดินสะดุดไม้ จึงใช้วิธีรักษาตามความเชื่อพื้นบ้านด้วยการประคบร้อนและทาปูนขาวบริเวณบาดแผล แต่หลังจากนั้นอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว แผลบวมแดง ลุกลาม และมีอาการปวดมาก อสม. หมู่บ้านจึงประสานส่งต่อไปยัง รพ.สต. นาเจริญ และเข้ารับการรักษาที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม พบว่ามีภาวะติดเชื้อรุนแรงและสงสัยโรคเนื้อเน่า ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเร่งด่วน ทำให้ได้รับการผ่าตัดและดูแลอย่างทันท่วงที จนสามารถควบคุมการลุกลามของโรคได้

“อยากขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขทุกคนที่ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหากเข้ารับการรักษาช้ากว่านี้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงมากกว่านี้ ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ตระหนักว่าโรคเนื้อเน่าสามารถเกิดขึ้นได้จากบาดแผลเล็ก ๆ หากมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง ปวดมาก หรืออาการลุกลามอย่างรวดเร็ว ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ” นายสมศรี กล่าว

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สมัครเข้ารับการประเมินเพื่อเสนอรับ “รางวัลยกย่องเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม Thailand Culture for SDGs Recognition Awards” เวทีสำคัญระดับประเทศที่มุ่งส่งเสริมให้เมืองและชุมชนใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทาง Culture 2030 ขององค์การยูเนสโก

ปัจจุบัน วัฒนธรรมได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของการพัฒนาเมือง ไม่ใช่เพียงมรดกที่ต้องอนุรักษ์และสืบสาน แต่ยังเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาชีพสร้างสรรค์วัฒนธรรม การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนการสร้างความยืดหยุ่นทางสังคม (Social Resilience) เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

Thailand Culture for SDGs Recognition Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อยกย่องและสร้างแรงจูงใจให้เมืองและชุมชนที่มีการนำมิติทางวัฒนธรรมมาใช้ในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยรางวัลนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินศักยภาพของเมือง สะท้อนจุดแข็งของพื้นที่ และสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาในอนาคต

รางวัลยกย่องเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม สำหรับปี 2569 ประกอบด้วย รางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรมแบบองค์รวม (Holistic Sustainable Development) และรางวัลที่โดดเด่นอีก 4 มิติ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือ (Environment & Resilience) ด้านความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดี (Prosperity & Livelihoods) ด้านทักษะองค์ความรู้ (Knowledge & Skills) และด้านการมีส่วนร่วมและการไม่แบ่งแยกกีดกัน (Inclusion & Participation)

เมืองที่ได้รับการยกย่องจะได้รับโล่เชิดชูเกียรติ พร้อมกับประกาศนียบัตรที่ลงนามโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และเงินรางวัลอุดหนุนเพื่อการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรม โดยรางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรมแบบองค์รวม จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 200,000 บาท และที่โดดเด่นในแต่ละมิติ จำนวน 4 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้น 400,000 บาท

ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเปิดประตูสู่เครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ โดยเมืองที่ได้รับการยอมรับจะได้รับการเผยแพร่ในฐานะเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม พร้อมเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตร ภาคธุรกิจ และองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งกำลังมองหาพื้นที่ต้นแบบสำหรับการสนับสนุนและต่อยอดโครงการในอนาคต อันจะนำไปสู่การได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ความร่วมมือ และการพัฒนาเมืองในระยะยาว

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ สามารถสมัครเข้ารับการประเมินได้ ตั้งแต่วันที่ บัดนี้ – 25 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ https://www.culture4sdgs.com/ ศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสมัครเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ดังกล่าว

เพราะ “วัฒนธรรม” ไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต หากแต่เป็นพลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมือง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้คน และนำพาชุมชนก้าวสู่ความยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ !! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบ ความคาดหวังของพ่อแม่ อาจพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย

ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ !! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบ ความคาดหวังของพ่อแม่ อาจพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย

ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ !! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบ ความคาดหวังของพ่อแม่ อาจพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยภาพความสำเร็จของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียน ความสามารถพิเศษ การแข่งขัน หรือพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าวัย ภาพเหล่านี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานที่พ่อแม่จำนวนมากนำมาเปรียบเทียบกับลูกของตนเองโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ความรัก ความหวังดี และความตั้งใจที่จะผลักดันลูก ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันที่บั่นทอน “ความสุข” และทำให้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของลูกค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นบาดแผลในจิตใจที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต

พญ. ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กจำนวนมากกำลังถูกลดทอนจากการเป็น “มนุษย์” ที่มีความคิด ความรู้สึก และจังหวะการเติบโตเฉพาะตัว ให้กลายเป็น “คอนเทนต์” หรือเครื่องมือสะท้อนความสำเร็จของผู้ใหญ่บนโลกออนไลน์  พ่อแม่จำนวนไม่น้อยกำลังเผลอนำลูกไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ  จนทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ และไม่มีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการยอมรับ ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กทุกคนมีจังหวะการเติบโต มีความสามารถ และมีตัวตนที่แตกต่างกัน

พญ. ปรานี ปวีณชนา

แม้ความคาดหวังของพ่อแม่จะไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างรุนแรงคือวิธีการแสดงออกของความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการบีบบังคับ การตำหนิ การประชดประชัน การตั้งเงื่อนไขในการมอบความรัก หรือการเปรียบเทียบกับผู้อื่น พฤติกรรมเหล่านี้กำลังส่งสารไปยังเด็กว่า “คุณค่าของเขาขึ้นอยู่กับความสำเร็จ” มากกว่าความเป็นตัวตนที่แท้จริง เมื่อเด็กไม่สามารถทำทุกอย่างตามที่พ่อแม่ตั้งมาตรฐานไว้ เขาจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หนูยังดีไม่พอใช่ไหม” และค่อยๆ สูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง หรือ Self-Esteem ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพจิต ส่งผลให้เด็กจำนวนมากป่วยด้วยปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่น่ากังวลในปัจจุบันคือ เด็กจำนวนมากกำลังเติบโตภายใต้แรงกดดันที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะแรงกดดันจากการเปรียบเทียบในโลกออนไลน์ การเร่งพัฒนาการเกินวัย และความคาดหวังจากพ่อแม่ที่สูงเกินกว่าศักยภาพของเด็กจะทำได้ โดยหลายครอบครัวยังคงมีความเชื่อผิด ๆ ว่า “การเปรียบเทียบ” เป็นแรงผลักดันให้ลูกพัฒนาตัวเอง แต่ในความเป็นจริง เด็กที่ถูกเปรียบเทียบจะเกิดความรู้สึกด้อยค่า ขาดความมั่นใจ และไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง

พญ.ปรานี  กล่าวอีกว่า เมื่อเด็กถูกเปรียบเทียบบ่อยๆ จะเกิดความเครียดสะสม ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติ กระทบต่อความจำ สมาธิ การเรียนรู้ และการควบคุมอารมณ์ ในบางรายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของสมองในระยะยาว จนเปรียบได้กับการเกิด “รอยแผลเป็นในสมอง” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในอนาคต บาดแผลทางใจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง เมื่อเด็กต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นเวลานาน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมองและระบบประสาท เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ในอนาคต

โซเชียลมีเดีย ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างค่านิยมผิดๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก เด็กจำนวนมากถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพของ “เด็กที่เก่งและสมบูรณ์แบบ” ที่ปรากฏอยู่บนสื่อออนไลน์ พ่อแม่บางคนเสพสื่อจนเกิดความกดดันและความคาดหวัง อยากให้ลูกสมบูรณ์แบบเหมือนภาพที่ตนเห็นบนสื่อออนไลน์ พยายามเร่งพัฒนาการลูกผ่านการเรียนพิเศษหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จก่อนวัยอันควร จนเด็กไม่มีเวลาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือใช้ชีวิตตามวัยอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ การโพสต์รูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือเรื่องราวของลูกบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ยังอาจสร้างร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ที่ส่งผลต่อเด็กในอนาคต ทั้งในด้านความเป็นส่วนตัว ความภาคภูมิใจในตนเอง และความรู้สึกมีคุณค่า

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า เป้าหมายของการเลี้ยงลูกไม่ใช่การสร้างเด็กที่ประสบความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการสร้างเด็กที่มีความสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง และมีภูมิคุ้มกันทางใจ    ที่แข็งแรง เพราะเด็กที่มี Self-Esteem ที่ดี จะสามารถรับมือกับความผิดหวัง ความล้มเหลว และความท้าทายในชีวิตได้ดีกว่าเด็กที่มีเพียงความสำเร็จ แต่ขาดความสุขในการใช้ชีวิต

สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องยอมรับในตัวตนของลูก ชื่นชมในความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เปิดพื้นที่ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น รับฟังความรู้สึกอย่างจริงใจ และทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหัวใจของลูก เพราะความสุขในวัยเด็ก คือรากฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่แข็งแรงตลอดชีวิต

“ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ ไม่ใช่ถ้วยรางวัล และไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของพ่อแม่ สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดไม่ใช่ยอดไลก์ ไม่ใช่รางวัล หรือการเป็นที่หนึ่ง แต่คือการได้รับความรัก การยอมรับ และความรู้สึกปลอดภัยจากคนในครอบครัว”

สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการคำแนะนำในการดูแลสุขภาพใจของลูก การสื่อสารในครอบครัว หรือการรับมือกับความคาดหวังที่อาจส่งผลต่อเด็ก สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย

ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่างๆ ดังนี้

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที  รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย  โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย, หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง นอกจากนี้ ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST คือ B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy) การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)  การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

การป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด

“โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน” นพ. สิทธิ กล่าวทิ้งท้าย

‘ยศชนัน’ ยกย่อง 12 นักวิจัยผู้สร้างคุณูปการต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่นักวิจัยรุ่นใหม่ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

‘ยศชนัน’ ยกย่อง 12 นักวิจัยผู้สร้างคุณูปการต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย  พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่นักวิจัยรุ่นใหม่ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

‘ยศชนัน’ ยกย่อง 12 นักวิจัยผู้สร้างคุณูปการต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่นักวิจัยรุ่นใหม่ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงานในหัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทย : จากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติ” ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” จัดขึ้นโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมจัดพิธีประกาศยกย่องนักวิจัยผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และสร้างคุณูปการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จำนวน 12 ราย โดยมี ดร.วิภารัตน์
ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้บริหารกระทรวง อว. และ วช. ให้การต้อนรับ ณ ห้องเวิลด์ บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทย กำลังก้าวสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างนักวิจัย สถาบันอุดมศึกษา ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และภาคประชาชน จะช่วยผลักดันองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาการวิจัยทางคลินิก เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคต

ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการยกย่องเชิดชูนักวิจัยผู้มีผลงานโดดเด่น เพื่อเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ โดยนักวิจัยทั้ง 12 ท่าน ที่ได้รับการยกย่องในปีนี้ สะท้อนถึงความเข้มแข็งและความหลากหลายขององค์ความรู้ในหลายสาขา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยของประเทศ การยกย่องในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีพิธีมอบรางวัลยกย่องนักวิจัยอาวุโส ประกอบด้วย นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น
วช. ประจำปี 2569 จำนวน 2 ราย และเมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี 2569 จำนวน 9 ราย รวมทั้งสิ้น 12 ราย มีดังนี้

– นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย ได้แก่ ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอาหาร ซึ่งมีผลงานโดดเด่นด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต

– ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. ประจำปี 2569 2 ราย ได้แก่ ศ. (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.นพ.นิพนธ์ ฉัตรทิพากร ผู้สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการแพทย์ เพื่อป้องกันและรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและสมองเสื่อม และ ศ.ดร.พรชัย ทรัพย์นิธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนำทางด้วยดาวเทียมและสภาพอวกาศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ

– เมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี 2569 จำนวน 9 ราย ประกอบด้วย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ศ.ดร.ปิติ สุคนธสุขกุล รศ.ดร.สุมาลี มหณรงค์ชัย ศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต ศ.ดร.สาโรจน์ รอดคืน ศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส ศ.ดร.วรากร ลิ่มบุตร ศ.ดร.นราธิป วิทยากร และ ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ซึ่งล้วน เป็นนักวิจัยอาวุโสที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาทีมวิจัย และการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

พร้อมด้วยพิธีมอบโล่และใบประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ระดับชาติ หรือ NECAST ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับและสร้างความเชื่อมั่นในการปกป้องสิทธิความปลอดภัยของอาสาสมัครตามมาตรฐานสากลในปีนี้มีหน่วยงานได้รับรางวัล NECAST ระดับ 3 จำนวน 7 หน่วยงาน และรางวัล NECAST ระดับ 2 รวมถึงพิธีมอบเกียรติบัตรคลังข้อมูลสารสนเทศดิจิทัลต้นแบบด้านการจัดการคุณภาพคลังสารสนเทศดิจิทัล ตามมาตรฐาน มตช./ข้อกำหนดเผยแพร่ 2001-2567 ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ วช. จัดมอบรางวัลนี้ให้กับ 7 คลังสารสนเทศต้นแบบของไทย

ทั้งนี้ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” จัดขึ้นเป็นปีที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” โดยรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน จากความร่วมมือของ 231 หน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และเยาวชน ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง อันเป็นการตอกย้ำบทบาทของงานวิจัยไทย ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

คุณแหน : 23 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 23 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 23 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ปัญหาเศรษฐกิจโลกบีบรัด ไปไหนมาไหนก็เจอแต่คนค้าขายบ่นอุบว่าการค้าขัดสนมาก แม้แต่ในศูนย์การค้าใหญ่เองก็ยังเห็นร้านค้าเจ๊งต้องปิดร้านลงเรียงเป็นตับจนเรียกกันว่า “ฟันหลอ” วงการอนุรักษ์พระเครื่อง เองก็ประสบปัญหาเดียวกัน วันนี้เข้าไปในศูนย์พระเครื่องเห็นได้เลยว่าบรรยากาศเงียบไม่คึกคัก พบเจ้าหน้าที่ร้านค้าว่างงานหันมานั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน เรื่องวงการอนุรักษ์พระเครื่อง บารอนเนส อยากจะชี้ให้เห็นข้อแตกต่างจากวงการอื่น โดยวงการนี้ต้องแบ่งตลาดออกเป็น 2 เซ็คเตอร์ ผู้บริโภคตลาดล่างทั่วไปแน่นอนเดือดร้อน เพราะขาดสภาพคล่องรุนแรง แต่ตรงกันข้ามใน ตลาดบน หมายถึง ลูกค้าที่เป็นคหบดีหรือข้าราชการมีกำลังเงินดี ดังนั้นการเช่าพระเครื่องประเภทคลาสสิกอาทิ พระสมเด็จวัดระฆัง-วัดบางขุนพรหม, พระปิดตายอดนิยม อาทิ หลวงพ่อแก้วเครือวัลย์ และ พระปิดตาห้าเสือเมืองชล ฯลฯ ยังดำเนินไปด้วยดีถึงแม้มูลค่าจะดรอปลงบ้าง…เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เซียนใหญ่แสนดี จากกรุงเทพฯส่งไลฟ์มาให้ดูว่า เดินทางไปส่งมอบ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ หนึ่งองค์ ให้แก่ คหบดีชาวระยอง เป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาทจ่ายกันเป็นแบงค์เงินสดกองเต็มโต๊ะเลย…
  • ธีระ วชิรขจร อดีตผู้บริหารบรรษัทข้ามชาติและ Old-Boy จาก L.A. ยอมรับว่าประทับใจและตื่นเต้นกับความยิ่งใหญ่ของมหกรรม World Cup Final ที่สหรัฐฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดปฐมฤกษ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่นครลอสแอนเจลิส เขากล่าวย้ำว่าครั้งนี้จะเป็นความทรงจำงดงามไปทั่วโลกสมศักดิ์ศรีมหานครที่เลื่องลือเป็น ทำเลอมตะของ Los Angeles – Hollywood – Beverly Hills! นัดนี้ ทีมชาติสหรัฐ V. ปารากวัย ซึ่งก่อนแข่งชาวอเมริกันต่างหายใจกันไม่ทั่วท้อง เพราะคู่แข่งไม่ใช่ธรรมดาเป็นหนึ่งในทีมมีระดับของอเมริกาใต้เพื่อนบ้านบราซิล แต่ผลออกมากลายเป็น “ปารากวัยหงายท้องกลางตลาด” ถูกอเมริกันยิงพรุนถึง 4-1 หลังการแข่งขันอเมริกันชนซึ่งไม่เคยมีชื่อเสียงในฟุตบอลเวิลดิ์ ดีใจโห่ร้องขับรถแสดงความยินดีไปทั่วเมือง จนมีผู้บรรยายรายการคอมเม้นท์ว่า “สหรัฐฯเขาได้ถ้วย World Cup ไปครองแล้วหรือ?” …นอกจากแมตซ์ฟุตบอลแล้ว การแสดงพิเศษ ยังได้รับคำชมเชยมากมาย ไฮไลท์ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกชาวไทยลิซ่าขึ้นแสดงบนเวทีท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างกึกก้อง เฉพาะคนดูในสนามนับแสน แต่ผู้ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกนับพันล้านคน…
  • ขอแสดงความเสียใจกับ อ.ฟองสนาน จามรจันทร์ ที่สูญเสียคู่ชีวิต สรวงสรรค์ พิธีประชุมเพลิง จัดขึ้น ในวันนี้(23 มิ.ย.) 17.00 น. ณ เมรุวัดเสมียนนารี …ส่วน อุทุมพร โอสถานนท์ สูญเสียคุณพ่อไป เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน…
  • เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “ห้องพระ” ที่คฤหาสน์ของ พิมพ์นิภา พูลวรลักษณ์ สวยงามอลังการงานสร้างมาก แต่เก็บไว้ให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่สะดวกให้ใครมาขอชมทั้งนั้น…
  • ตวงพร เลาหบุตร ปลื้มสุดๆ เมื่อหลานยายคนเก่ง เจลลี่-กัลยรักษ์ พงศ์พิธานนท์ นักกอล์ฟทีมชาติไทยได้รับชัยชนะ ในการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนนานาชาติ “รายการ มันดิริ ซิปุตรากอล์ฟเพรเนอร์ จูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026” ที่อินโดนีเซีย พร้อมคว้าสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน “รายการ อินโดนีเซีย วูเมนส์ โอเพ่น 2027” ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการของ โคเรีย แอลพีจีเอ ดรีม ทัวร์…
  • ต้นสน – นัยน์ภัค ชาญวีรกูล ผู้บริหารคนเก่ง ของ แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ต แอนด์ คันทรีคลับ เขาใหญ่ ได้อัปเดตสิ่งอำนวยความสะดวกและโซนใหม่ๆ รวมทั้งมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย เช่นขี่ม้า และขับรถ ATV เพิ่มเติมจาก สนามกอล์ฟ จนกลายเป็นอาณาจักรพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม เรียกว่า “อาณาจักรแห่งความสุข” …ยามนี้ คุณย่าทัศนีย์ ชาญวีรกูล จึงยิ้มกว้างทุกครั้ง เมื่อมิตรสหายชื่นชมกันมาว่า “หลานเก่งมากๆ”!!…

บารอนเนส

สทนช. จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (2566-2580) ชูแนวคิด

สทนช. จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (2566-2580) ชูแนวคิด

สทนช. จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (2566-2580) ชูแนวคิด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้น “โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2580)” อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการยกระดับแผนบริหารจัดการน้ำสู่มาตรฐานสากลด้วยกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) เพื่อสร้างความสมดุลที่ยั่งยืนระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า “โครงการนี้เป็นการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วงปรับปรุงครั้งที่ 1 ระหว่าง พ.ศ. 2566-2580 เป้าหมายสำคัญคือการรวมพลังจากทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนในพื้นที่ มาร่วมกันคิด ร่วมกันออกแบบ และนำข้อเสนอไปสู่การปรับปรุงแผนให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง”

นายศราวุธ สากล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 2 กล่าวว่า การปรับปรุงแผนแม่บทครั้งนี้มุ่งเน้น การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการคิดและวางแผน โครงการนี้จึงต้องการรับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่จริง ๆ เพื่อให้เป็นแผนหลัก (Master Plan) ที่สมบูรณ์ โดยมีการจัดเวทีรับฟังความเห็นเริ่มต้นเวทีที่ 1 กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เวทีที่ 2 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเวทีที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์

นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวเสริมถึง ปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เช่น ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nino) และภาวะโลกร้อน ซึ่งการปรับปรุงแผนแม่บทนี้จำเป็นต้องมีการปรับปรุงทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ด้าน รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ และรองประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา กล่าวเสริมถึง การนำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาใช้เป็นกรอบการพัฒนาและวางแผนแม่บท ซึ่งจะทำให้มีการพิจารณาข้อจำกัดของพื้นที่อย่างรอบด้านครอบคลุมทุกมิติ ทั้งทรัพยากรน้ำ ที่ดิน ประชากร สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยปัญหาหลักด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย

ปัญหาน้ำท่วม: ถือเป็นปัญหาหลักที่ใหญ่ที่สุดและเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียรุนแรงที่สุดของประเทศในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา โดยมีความกังวลหลัก 2 ทาง คือ น้ำเหนือที่ไหลลงมา และปัญหาน้ำทะเลหนุน

ปัญหาน้ำเสีย: เป็นประเด็นหลักที่เน้นย้ำในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี จนถึงกรุงเทพมหานคร

การกัดเซาะชายฝั่งและน้ำเค็ม: พบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในเขตสมุทรปราการและกรุงเทพฯ รวมถึงปัญหาน้ำเค็มรุกตัวในช่วงหน้าแล้ง

โครงการและแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต

การวางแผนระยะกลาง-ยาว: แผนแม่บทนี้จะบรรจุโครงการที่จะต้องทำในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นการแก้ปัญหาแบบปีต่อปีแบบที่ผ่านมา

การจัดการทางน้ำ: ปัจจุบันกำลังก่อสร้างคลองระบายน้ำบางไทร (คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 ปี) ซึ่งจะช่วยพื้นที่ตอนบน เช่น อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ส่วนพื้นที่ตอนล่าง (ปทุมธานี, นนทบุรี) จะต้องอาศัยโครงการคลองป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งผ่านการประเมินทางสิ่งแวดล้อมแล้ว

โครงสร้างปิดปากแม่น้ำในอนาคต: เพื่อแก้ปัญหาแผ่นดินทรุด ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และน้ำทะเลหนุน ในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำเค็มหรือปิดปากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทย เพื่อปกป้องกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และจังหวัดในแนวแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งเส้นให้รอดพ้นจากวิกฤต

ผศ.ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ ผู้จัดการโครงการ กล่าวเสริมถึง สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การวางแผนแม่บทในครั้งนี้จะทำการวิเคราะห์ภาพอนาคตกรณีต่าง ๆ และกำหนดมาตรการ แผนงานและรูปแบบโครงการที่เหมาะสม ถึงปี 2580 ทั้งกรณีใช้สิ่งก่อสร้าง และไม่มีสิ่งก่อสร้าง

นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวเสริมถึง แม่น้ำเจ้าพระยาคือหัวใจของชาวบ้าน โดยจังหวัดนนทบุรีซึ่งมีคลองเชื่อมต่อกว่า 400 คลอง กำลังได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากปัญหาน้ำเสีย ปัญหาน้ำท่วม และน้ำเค็มในช่วงหน้าแล้ง ดังนั้น การปรับปรุงแผนแม่บทที่มองรอบด้าน ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพให้ชาวบ้านริมน้ำได้อย่างแท้จริง

เปิดกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง โรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก’ ครั้งที่ 1 ระดมทุนพัฒนาการศึกษา สร้างพลังความร่วมมือของชุมชนเพื่ออนาคตของลูกหลาน

เปิดกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง โรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก’ ครั้งที่ 1 ระดมทุนพัฒนาการศึกษา สร้างพลังความร่วมมือของชุมชนเพื่ออนาคตของลูกหลาน

เปิดกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง โรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก’ ครั้งที่ 1 ระดมทุนพัฒนาการศึกษา สร้างพลังความร่วมมือของชุมชนเพื่ออนาคตของลูกหลาน

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เดิน-วิ่ง โรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก ครั้งที่ 1” ณ โรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยมี นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมในพิธี พร้อมปล่อยตัวนักวิ่งที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ภายในงานมี นายเดชา จันทิกาแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะครู ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ชุมชน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อระดมทุนสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ตลอดจนส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสนับสนุน เพราะโรงเรียนคือรากฐานของการพัฒนาเยาวชนและสังคมในอนาคต การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมสุขภาพและสร้างวินัยในการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้ร่วมกันสนับสนุนการศึกษาของลูกหลานในพื้นที่

“การลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นการสร้างคน สร้างโอกาส และสร้างอนาคตให้กับประเทศ ผมขอชื่นชมผู้บริหารโรงเรียน คณะครู ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ขึ้น เพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชนในชุมชน” นายนิพนธ์ กล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรม “เดิน-วิ่ง โรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก ครั้งที่ 1” ได้รับความสนใจจากนักวิ่ง ประชาชน ผู้ปกครอง และผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ความสามัคคี และพลังแห่งการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนบ้านดอนขี้เหล็ก และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

พลิกโฉมวงการแพทย์ชีวภาพไทย! TILSNA จัดเสวนา ‘TechForge 2026’ ดันนวัตกรรมไทยจากห้องแล็บสู่ตลาดโลก

พลิกโฉมวงการแพทย์ชีวภาพไทย! TILSNA จัดเสวนา ‘TechForge 2026’ ดันนวัตกรรมไทยจากห้องแล็บสู่ตลาดโลก

พลิกโฉมวงการแพทย์ชีวภาพไทย! TILSNA จัดเสวนา ‘TechForge 2026’ ดันนวัตกรรมไทยจากห้องแล็บสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สหน.) หรือ TILSNA จัดงานเสวนาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “TILSNA Roundtable 2026 TechForge : The Innovator’s Roundtable” ภายใต้แนวคิดทรงพลัง “Break the Mold, Build the Future: Elevating Thai Life Sciences Together with TILSNA” (ลับคม เสริมแกร่ง หลอมนวัตกรรมไทย สู่ผู้นำตลาด) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ  ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม ทั้งผู้นำองค์กร, นักวิจัย, นักพัฒนาเทคโนโลยี, ผู้ประกอบการด้านการแพทย์และสุขภาพ รวมไปถึงนักลงทุนที่กำลังมองหาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อร่วมกันผลักดันและเปลี่ยนอนาคตนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่มีผู้เข้าร่วมประชุมในลักษณะ Roundtable มากว่า 80 องค์กร และผู้ประชุมทางออนไลน์จากทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดันและเปลี่ยนอนาคตนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการ TILSNA ได้ขึ้นกล่าวเปิดงานพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า

“วันนี้ตั้งใจให้เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ คือแนวคิดของการเกิดขึ้นของ Tilsna เกือบปีครึ่งที่ผ่านมา คืออยากผลักดันประเทศไทย ในเรื่องของไลฟ์สไตล์จาก OEM กลายเป็น Innovation Hub ให้ได้ และการทำแบบนั้นได้ก็ต้องมีการออกแบบกระบวนการ และข้อมูลจาก Demand side และ Supply side เราจะเริ่มจำแนก ว่า สิ่งที่เราควรจะไปจะมีอะไรบ้าง จนออกเป็นนโยบายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทย ถ้าทำสำเร็จจริง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศอย่างจริงจังและต้องขับเคลื่อนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่ม และการประสานงานกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยปิดล็อคจุดอ่อนทั้งหมด และสามารถสร้างให้เกิดประโยชน์ในประเทศ รวมทั้งส่งออก เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ตามวัตถุประสงค์ของ Tilsna”

โดยอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการบรรยายพิเศษโดย ดร.จิตติพร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ TILSNA ที่ได้มาเผยถึงโครงสร้าง สิทธิประโยชน์ และกลไกสนับสนุนนักวิจัยอย่างเจาะลึก ผ่าน 4 ภารกิจหลักขององค์กร

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดเวทีสัมมนาโต๊ะกลม ในหัวข้อ “Target Capabilities: What We Are Forging” ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของเหล่าผู้บริหาร นักวิชาการ และนักวิจัยชั้นนำ เพื่อร่วมกันถอดบทเรียน วิเคราะห์แนวโน้ม และค้นหาศักยภาพสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกอย่างแท้จริง การจัดงาน TechForge 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการหลอมรวมแนวคิด สร้างเครือข่ายพันธมิตร และเตรียมความพร้อมในการผลักดันงานวิจัยไทยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป