มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026:
แวร์ เนเชอร์ มีตส์ ลีดเดอร์ชิป (Nature Lunch at Davos 2026: Where Nature Meets Leadership)
 ณ โรงแรมชัทซัลพ์ (Hotel Schatzalp) เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำทางความคิดจากหลากหลายภาคส่วนที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุม เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum: WEF) แอนนวลมีตติง 2026 (Annual Meeting 2026) การประชุมระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและเศรษฐกิจโลกในประเด็นที่ส่งผลต่ออนาคตของโลก

ทั้งนี้ เนเชอร์ลันช์ (Nature Lunch) ที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เข้าร่วมประชุมเป็นเวทีระดับสูงในวงจำกัดที่รวบรวมผู้มีบทบาทตัดสินใจจากภาคธุรกิจ การเงิน นักลงทุน นักวิทยาศาสตร์ และภาคสังคม เพื่อเร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ การเงิน และนโยบายที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ (เนเชอร์โพซิทีฟ หรือ nature positive) ในปี 2569 งานดังกล่าวจัดร่วมโดย ยูโรเปียนไบโอดิเวอร์ซิตีโคอะลิชัน (European Biodiversity Coalition), อินโนเวตฟอร์เนเชอร์ (Innovate 4 Nature), ไบโอดิเวอร์ซิตีบริดจ์ (Biodiversity Bridge) และ เนเชอร์เวลท์ฟาวน์เดชัน (Nature Wealth Foundation) ซึ่งเป็นเครือข่ายและองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพกับนโยบาย การเงิน และนวัตกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน จากองค์กรชั้นนำ อาทิ ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank), เคพีเอ็มจี (KPMG), พีดับเบิลยูซี (PwC), สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered), อิเกีย (IKEA), โฮลซิม (Holcim), กูดคาร์บอน (Good Carbon) และ แอ็กต์ฟอร์เนเชอร์ (Act for Nature) เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์และสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ภายใต้บริบทที่ร้อยละ 55 ของจีดีพีโลก (Global GDP) พึ่งพาธรรมชาติ ขณะที่ระบบนิเวศกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ภายในงานยังมีการเสวนาหัวข้อ “เดอะ เนเชอร์ อิมเพอเรทีฟ – วอต บิซิเนส มัสต์ ดู นาว” (“The Nature Imperative – What Business Must Do Now”) โดย โยฮัน ร็อกสตรอม (Johan Rockström) นักวิทยาศาสตร์ผู้ริเริ่มแนวคิด แพลเนแทรีบาวน์ดารีส์ (Planetary Boundaries) เกี่ยวกับขีดจำกัดของระบบโลกที่มนุษย์ไม่ควรก้าวล้ำ การมอบรางวัล อินโนเวตฟอร์เนเชอร์อวอร์ด (Innovate 4 Nature Award) และกิจกรรมสร้างเครือข่าย เพื่อผลักดัน

แนวทาง เนเชอร์โพซิทีฟโซลูชันส์ (nature positive solutions) สู่การดำเนินการจริง ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างงานได้ถึง 395 ล้านตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 พร้อมยกระดับบทบาทของธรรมชาติจาก “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” สู่ “ทุนสำคัญของเศรษฐกิจโลก”

ในโอกาสนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งเป็นตัวอย่างการพัฒนาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (เนเชอร์เบสด์ดีเวลอปเมนต์ หรือ nature based development) ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่องร่วม 4 ทศวรรษ ตั้งแต่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคนควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาฐานข้อมูลพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการพัฒนาโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตจากป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ขยายผลจากพื้นที่ดอยตุงสู่ 12 จังหวัดทั่วประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 160,000 คน แนวทางดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานในฐานะกรณีศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ธรรมชาติกับเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจาก พรินเซส ดร. ออกุสเต แห่งบาวาเรีย (Princess Dr. Auguste of Bavaria) นักสัตววิทยา (zoologist) และนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม (behavioral scientist) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับนานาชาติ

การเข้าร่วม เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026 (Nature Lunch at Davos 2026) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะองค์กรจากภูมิภาคเอเชียที่สามารถนำบทเรียนการพัฒนาพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงกับเวทีนโยบายและเศรษฐกิจโลก พร้อมตอกย้ำความสำคัญของเวที เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่เคารพขีดจำกัดของธรรมชาติและมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

2 – 4 ก.พ. 69 ชวนอุดหนุนดอกป๊อปปี้ ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม

2 - 4 ก.พ. 69 ชวนอุดหนุนดอกป๊อปปี้ ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม

2 – 4 ก.พ. 69 ชวนอุดหนุนดอกป๊อปปี้ ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

ศูนย์การค้าแพลทินัม ขอเชิญร่วมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก (ดอกป๊อปปี้)  ในโอกาสสัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก โดย มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ด้านหน้าทางเข้า ศูนย์การค้าแพลทินัม โซน 1

โดยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์  2569 เวลา 14.00 น. ได้รับเกียรติจาก คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการ และเหรัญญิก มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ เยี่ยมชมบูธกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้ 

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนบริจาคเงิน ซื้อดอกป๊อปปี้ ในราคา 20 บาท เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ประดับดอกป๊อปปี้ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ อาทิ กระเช้าดอกไม้ แจกัน แก้วน้ำ กระติกน้ำ กระเป๋าผ้าลายดอกป๊อปปี้ และของที่ระลึกอื่นๆที่น่าสนใจ อีกมากมายให้เลือกสรร

‘HELLO! Taste Awards 2026’ จัดงานประกาศ พร้อมเปิดตัวนิตยสาร HELLO! Taste Guide 2026

'HELLO! Taste Awards 2026' จัดงานประกาศ พร้อมเปิดตัวนิตยสาร HELLO! Taste Guide 2026

‘HELLO! Taste Awards 2026’ จัดงานประกาศ พร้อมเปิดตัวนิตยสาร HELLO! Taste Guide 2026

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ร่วมกับ Scarlet M Card Platinum M Card และบัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa, นมตรามะลิ, HIBIKI Suntory Whisky และ Flying Goose ต้นตำรับซอสศรีราชา จัดงานประกาศรางวัลครั้งสำคัญแห่งปีสำหรับวงการอาหารของไทย “HELLO! Taste Awards 2026” ยกย่องร้านอาหารและบาร์ที่มีความโดดเด่นครองใจเหล่านักชิมในรอบปี พร้อมเปิดตัวนิตยสารฉบับพิเศษ HELLO! Taste Guide 2026 คัมภีร์นักชิมที่รวบรวมทำเนียบร้านอาหารชั้นนำทั่วประเทศ โดยมีเหล่าเซเลบริตี้และผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหารมาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างคับคั่ง ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรม เดอะ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
 


ภายในงาน คุณเกษสุดา มาระวิชัย บรรณาธิการบริหารนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย เผยถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ได้จัดทำ HELLO! Taste Guide เป็นประจำทุกปี ไม่เพียงเพื่อแนะนำที่สุดของร้านอาหาร แต่ยังหวังให้เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมการกินดื่มที่สะท้อนว่าวงการอาหารและบาร์ไทยไม่มีวันซบเซา ซึ่งปีนี้นับเป็นอีกปีที่เราได้เห็นความคึกคักและสีสันในแวดวงร้านอาหาร โดยมีจำนวนร้านที่ได้รับการคัดเลือกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ ทั้งร้านระดับตำนานที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และร้านหน้าใหม่กลุ่ม Rising Star ฉายภาพให้เห็นว่า วงการอาหารไทยยังคงเต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และการสนับสนุนจากเหล่านักชิม เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ HELLO! Taste Guide 2026 จึงได้มีการจัดงาน HELLO! Taste Awards 2026 ขึ้น เพื่อยกย่องร้านอาหารและบาร์แห่งปีที่โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์การรับประทานอาหาร ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนวงการอาหารไทยให้เติบโตต่อไป”

 
ด้าน คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด พันธมิตรหลักที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน HELLO! Taste Awards มาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน HELLO! Taste Awards 2026 และขอแสดงความยินดีกับทุกร้านอาหารและบาร์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ความร่วมมือระหว่างเดอะมอลล์ กรุ๊ป และนิตยสาร HELLO! ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการมีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนและยกระดับวงการอาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง เพราะเราเชื่อมั่นว่าวงการอาหารและไลฟ์สไตล์ของไทยมีศักยภาพในระดับสากล และการร่วมมือกันในครั้งนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน”

 
ทั้งนี้บรรยากาศภายในงานอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งรสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจจากแวดวงอาหารของไทย โดยมีกิจกรรมน่าสนใจมากมายให้ผู้เข้าร่วมงานได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความอร่อยที่แสนพิเศษ อาทิ การจัดแสดงประติมากรรมขนมหวานภายใต้คอนเซ็ปต์ “BLOOM STATE” การลิ้มรสความหมายของช่วงเวลาที่ดีที่สุด จากการรังสรรค์ของ คุณทิพวรรณ ฟูวงศ์เจริญ ผู้ก่อตั้งร้าน Emie, Creative Bakery นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม DIY Tacos พร้อมบูธถ่ายรูปเก๋ ๆ จาก Flying Goose Sriracha Sauce และลิ้มรสเครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์ The Oriental Brew Atelie ที่เกิดจากความร่วมมือของ Scarlet M Card Platinum M Card และ Little Hideout Pâtisserie ในการนำชาและกาแฟมาเสิร์ฟในรูปแบบม็อคเทลรสชาติสดชื่น รวมถึงไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้กับการชิมเมนู Signature Dish จากร้านอาหารชั้นนำที่ได้รับรางวัลในปีนี้ 
สำหรับการมอบรางวัล HELLO! Taste Awards 2026 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก รวมทั้งสิ้น 35 รางวัล ได้แก่ รางวัลกลุ่ม Editors’ Choice (17 รางวัล) ซึ่งคัดเลือกความอร่อยอย่างพิถีพิถันโดยกองบรรณาธิการนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย และรางวัลกลุ่ม Celebrities’ Choice (18 รางวัล) ที่มาจากคะแนนโหวตของเหล่าเซเลบริตี้ผู้หลงใหลในรสชาติอันเลิศรส โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ ซึ่งล้วนเป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงอาหารและไลฟ์สไตล์ร่วมตัดสิน อาทิ คุณเกษสุดา มาระวิชัย บรรณาธิการบริหารนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย, คุณพลอยดี จันทรสมบูรณ์ Social Director และ Digital Managing Editor นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย, คุณเจย์ สเปนเซอร์ Celebrity ผู้มี Lifestyle โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีชื่อเสียงในวงการศิลปะ และเป็นนักชิมตัวยง, คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, คุณปิยะดา ปุณณกิติเกษม Food Influencer เจ้าของ Instagram Account ชื่อดัง PP GALLERY และ คุณชลทิพย์ ระยามาศ Food Influencer เจ้าของ Instagram Account ชื่อดัง EAT AND SHOUT 
 


โดยร้านที่ได้รับรางวัล HELLO! Taste Awards 2026 ในกลุ่ม Editors’ Choice ได้แก่
·    Biscotti – รางวัลสาขา Italian Cuisine
·    Blue Elephant Cooking School & Restaurant – รางวัลสาขา Legendary
·    China Palace Chinese Cuisine – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    FishHouse Restaurant & Bar – รางวัลสาขา Destination
·    HEI YIN – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    HONG’s Chinese Restaurant & Sky Bar – รางวัลสาขา Destination
·    House of Emily – รางวัลสาขา Modern Thai
·    KiSara – รางวัลสาขา Omakase
·    Klang Soi Restaurant – รางวัลสาขา Legendary
·    Nimitr Restaurant & Rooftop Bar – รางวัลสาขา Thai-Thai
·    Pink Tender Restaurant & Catering – รางวัลสาขา Meat Feast
·    Red Sky Restaurant – รางวัลสาขา European Cuisine
·    Shang Palace Chinese Restaurant – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    The Moon Hong Kong Cuisine – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Spice Market – รางวัลสาขา Thai-Thai
·    Xian Yuan – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Yuzu Omakase – รางวัลสาขา Omakase
 
ร้านที่ได้รับรางวัล HELLO! Taste Awards 2026 ในกลุ่ม Celebrities’ Choice ได้แก่
·    Anne-Sophie Pic At Le Normandie – รางวัลสาขา Fine Dining
·    Chai Jia Chai – รางวัลสาขา Find Dining
·    Colette Bangkok – รางวัลสาขา French Cuisine
·    Cross – รางวัลสาขา Fine Dining
·    Elements, Inspired by Ciel Bleu – รางวัลสาขา French Cuisine
·    Hanare by Kitaohji – รางวัลสาขา Omakase
·    Hashiri – รางวัลสาขา Omakase
·    Khao San Sek – รางวัลสาขา Thai-Thai
·    Liang Tang Chai Shabu – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Madison Steak Avenue – รางวัลสาขา Meat Feast
·    Purple Laurel – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Restaurant I-Sang – รางวัลสาขา Fine Dining
·    R-HAAN – รางวัลสาขา Fine Dining
·    Riva del Fiume Ristorante – รางวัลสาขา Italian Cuisine
·    Shokudo Maeno – รางวัลสาขา Japanese Cuisine
·    Somboon Seafood – รางวัลสาขา Legendary
·    Spider Collection – รางวัลสาขา Chinese Cuisine
·    Sushi Ichizu – รางวัลสาขา Omakase


 
นับได้ว่างาน HELLO! Taste Awards 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการประกาศรางวัล ยังเป็นการเฉลิมฉลองให้กับพลังสร้างสรรค์ของวงการอาหารและบาร์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความหลากหลาย และความแข็งแรงของอุตสาหกรรมอาหารไทย สำหรับนักชิมและผู้พิสมัยในรสชาติความอร่อย สามารถติดตามสุดยอดร้านอาหารและบาร์แห่งปีได้ในหนังสือ HELLO! Taste Guide 2026 วางจำหน่ายแล้วในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ไอคอนคราฟต์ ร่วมกับ5แบรนด์ในงาน Bangkok Design Week 2026 ผ่านนิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”

ไอคอนคราฟต์ ร่วมกับ5แบรนด์ในงาน Bangkok Design Week 2026 ผ่านนิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”

ไอคอนคราฟต์ ร่วมกับ5แบรนด์ในงาน Bangkok Design Week 2026 ผ่านนิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด บนชั้น 4 และชั้น 5 ไอคอนสยาม และชั้น 3 สยามพารากอน ร่วมกับนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือของไทย จัดนิทรรศการป๊อปอัพ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” ถ่ายทอดเรื่องราว “โชค–ลาภ” ความเชื่อ อาหารการกิน และวิถีชีวิตของคนเหนือ ผ่านเสื้อผ้า ลวดลายผ้า และเทคนิคการตัดเย็บอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความคิดสร้างสรรค์แบบไทย ถ่ายทอดมุมมองด้านงานออกแบบร่วมสมัย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายแรงบันดาลใจของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ใน Bangkok Design Week 2026 เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

กลุ่มสยามพิวรรธน์ ตอกย้ำศักยภาพความแข่งแกร่งในฐานะขุมพลังความคิดสร้างสรรค์ (Creative Powerhouse) เปิดไอคอนคราฟต์ เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงงานหัตถศิลป์ไทยเข้ากับโลกของการออกแบบร่วมสมัย พื้นที่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของไทยได้ รับการต่อยอดในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน พร้อมยกระดับภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นงานดีไซน์ที่มีคุณค่าในระดับสากล ปีนี้ไอคอนคราฟต์ ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงานของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week 2026) โดยร่วมจัดนิทรรศการพิเศษ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” นำเสนอผลงานแฟชั่นร่วมสมัยโดยนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ 4 แบรนด์ในกลุ่ม PATTERN.ERS ทั้ง KANZ, {JUN}, LONGGOY, FEEL YOUTH และอีก 1 แบรนด์ระดับตำนาน SUCHAI CRAFT ซึ่งนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นอันเปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวอย่าง “ลาบ” อาหารจานเด็ดของคนเหนือ มาตีความในเชิงสัญลักษณ์ตามความเชื่อท้องถิ่นในมุมของโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และสายใยทางวัฒนธรรม จนเกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงอดีต ความเชื่อ และชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย สะท้อนพลังของงานออกแบบไทยที่สามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็สื่อสารกับผู้คนในปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัยและเป็นสากล

แม้จะมีที่มาจากภาคเหนือของไทยเช่นเดียวกัน ทว่าทุกแบรนด์ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันแตกต่าง ผลงานที่นำเสนอผ่านนิทรรศการครั้งนี้จึงหลากหลาย ทั้งในแง่มุมของการตีความเพื่อสร้างการบอกเล่าเรื่อง โชค-ลาบ (ลาภ) ของคนเมืองเหนือ รวมถึงการเล่าเรื่องราวแนวคิดของแต่ละแบรนด์ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” จึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง แชร์ประสบการณ์ การรับรู้ และเกิดการรวมกลุ่มในวงการแฟชั่นไทย ที่นำไปสู่พื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ในการแสดงพลังของแฟชั่นไทยร่วมสมัย


เริ่มจากแบรนด์แสนเก๋จากจังหวัดแพร่ “KANZ BY THAITOR” ที่สานต่อเทคนิคการทำผ้าบาติกจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก นำมาออกแบบสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าที่เรียบง่าย ร่วมสมัย สวมใส่ได้จริง พร้อมคำนึงถึงการใช้ได้ยาวนานและความยั่งยืน มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจคือการนำเศษผ้าเหลือใช้มาปะติดปะต่อเป็นผ้าชิ้นใหม่ เพื่อให้เกิดมิติของลาย จนเหมือนงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ โดย กานต์ศิริ พิทยะปรีชากุล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ เผยว่านิทรรศการครั้งนี้ KANZ BY THAITOR ตีความโชคลาภสู่คอลเลกชัน “Hom Dok – Hom Khan ฮ่มดอก ฮ่วมขัน” นำแรงบันดาลใจจากหม้อดอกล้านนา หรือ “ปูรณฆฏะ” มาสร้างลวดลายร่วมสมัยแห่งความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภ ความมั่งมี “ตามคติความเชื่อล้านนาเชื่อกันว่าเป็นหม้อดอกไม้แห่งความสมบูรณ์ รวมถึงความสุข สงบ ร่มเย็น อุดมสมบูรณ์ เปี่ยมด้วยปัญญานำไปสู่ความโชคดี โชคลาภ ความมั่งมี แฝงด้วยนัยะความหมายของดอกไม้ที่พบในพิธีกรรมต่าง ๆ ของล้านนามายาวนาน ถ่ายทอดออกมาเป็นลวดลายใหม่ที่ถูกตัดทอน และผสมผสานลายดอกไม้บาติกของรุ่นพ่อรุ่นแม่ ให้ดูร่วมสมัยในแบบ KANZ BY THAITOR ที่ใส่ได้ในทุกวัน”

 ด้าน “{JUN}” แบรนด์ Men’s Wear จากจังหวัดเชียงใหม่ ที่มักหยิบเอาดีเทลเครื่องแต่งกายผู้ชายจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาลดทอนให้เรียบง่าย นำเสนอเป็นงานคราฟต์ที่ออกแบบตัดเย็บด้วยผ้าทอคุณภาพของเชียงใหม่ โดยช่างฝีมือท้องถิ่นในจังหวัด เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและเพิ่มการกระจายรายได้สู่ชุมชน มาในคอลเลกชัน “S-LาrB สะ-ลาบ” โดย ธัญญพร จิตราภิรมย์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์อธิบายว่า “ในสมัยโบราณ ลาบถูกยกให้เป็นอาหารของชนชั้นสูง เพราะการปรุงลาบแต่ละครั้งต้องล้มควายหรือหมู ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพ เครื่องเทศจำนวนมาก และกระบวนการปรุงที่ซับซ้อน ทุกขั้นตอนจึงสะท้อนฐานะและความพร้อมของเจ้าบ้าน อีกทั้งการทำลาบมักเป็นกิจกรรมร่วมแรงร่วมใจกันทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่การชำแหละ การโขลกพริกลาบ ไปจนถึงการปรุงและจัดสำรับ จึงเป็นอาหารที่สร้างทั้งความสามัคคีและความหมายทางสังคม ที่สำคัญคือ ลาบยังถูกผูกโยงกับความเชื่อเรื่อง ‘ลาภ’ คนล้านนาจึงนิยมกินลาบในงานมงคล อย่างงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน บวชลูกแก้ว ฯลฯ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ ลาบยังสะท้อนโครงสร้างบทบาทในครอบครัว เพราะโดยทั่วไปผู้ชายเหนือไม่เข้าครัว แต่เมื่อมีการลาบ ครัวจะกลายเป็นพื้นที่ของผู้ชาย โดยในบางพื้นที่ ผู้ทำลาบฝีมือดีจะได้รับการเรียกขานอย่างให้เกียรติว่า ‘สล่าลาบ’ {JUN} จึงนำเรื่องราวเหล่านี้มาตีความใหม่ ผ่านการผสมผสานฟังก์ชันร่วมสมัย และบริบทวัฒนธรรมล้านนา จนเกิดเป็นคอลเลกชัน ‘S-LาrB’ ที่นำแรงบันดาลใจจาก ‘สล่าลาบ’ มาออกแบบ ถ่ายทอดทั้งทักษะ ความพิถีพิถัน และจิตวิญญาณของการทำลาบ สู่เสื้อผ้าที่สร้างโชคและความรุ่งเรืองในแบบร่วมสมัย”

สำหรับ “LONGGOY” แบรนด์แฟชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวล้านนาในรูปแบบใหม่ ให้ผู้คนได้มาลองสวมใส่เสื้อผ้าที่เอาความเก่ามานำเสนอด้วยความใหม่ ใช้เทคนิคการกัดสี และวัตถุดิบจากเชียงใหม่ มาสร้างสรรค์ผลงานให้มีเอกลักษณ์ คล้ายเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมล้านนาให้ออกเดินทางไปกับผู้สวมใส่ผ่านเสื้อผ้าที่มีเรื่องราวในทุกคอลเลกชัน อยากบอกผ่านนิทรรศการครั้งนี้ว่า “ถ้าคุณอยากโชคดี ฝีมือคุณต้องดีมาก่อนมีโชค” โดย ศุภกร สันคนาภรณ์ เจ้าของแบรนด์ เสริมว่า “ในมุมมองผู้คนภายนอกมักนิยามคนเหนือว่าเป็นคนช้าและเฉื่อยชามากกว่าคนภาคอื่น ๆ ซึ่งเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสียในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนตามไม่ทันในหลาย ๆ ด้าน จึงเกิดความคิดที่ว่า ถ้าอยากตามโลกให้ทันหรือนำกระแสของโลกนั้น เราจำเป็นต้องทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีกว่าหรือมากกว่าคนอื่นในแบบของเราเองจนเปิดโอกาสให้คำว่า ‘โชค’ นำพาเราไปได้ไกลขึ้นและมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราเชื่อว่าหากรวมความปรารถนา การลงมือทำ การพัฒนาตนเองให้ดีกว่าเดิม และโชคเข้าด้วยกัน จะออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่ง 3 ใน 4 ตัวแปรนี้มาจากตัวเราเอง ส่วนโชคเป็นปัจจัยภายนอกที่ตามมา ดังนั้นคอลเลกชันนี้ของ LONGGOY จึงอยากบอกว่า หากเราอยากโชคดี ต้องลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีก่อนเสมอ”

ส่วน “FEEL YOUTH” แบรนด์แฟชั่นจากจังหวัดเชียงใหม่ที่นำแรงบันดาลใจจากสีสัน ศิลปะ และธรรมชาติรอบตัว มาออกแบบเป็นเสื้อผ้าที่สะท้อนความสนุก ความงาม และความเยาว์ ได้อย่างมีชีวิตชีวา เพื่อให้ทุกคนได้ “Feel Youth” ในแบบของตัวเอง นำเสนอผลงาน “โชก–ลาภ” เสื้อผ้าสีแดงทองที่เกิดจากการย้อมด้วยเลือดควาย ผสานกับส่วนผสมทั้งจากธรรมชาติและเคมี สื่อถึงการโชกไปด้วยเลือด อันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของควาย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของลาบดิบในวัฒนธรรมภาคเหนือของไทย แต่งแต้มด้วยสีทอง สัญลักษณ์ของความโชคดี ที่สื่อถึงคำว่า “ลาบ” ซึ่งพ้องเสียงกับ “ลาภ” เพื่อให้ผลงานชิ้นนี้สะท้อนพลังแห่งโชคลาภและความเชื่อที่สืบต่อกันมา โดย ดุจกมล และ ภูวดล จันทรเกษม สองผู้ร่วมก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ ขยายความว่า “ผลงานนี้เป็นศิลปะบนเสื้อผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ลาบดิบ’ อาหารพื้นบ้านของภาคเหนือที่ไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความอุดมสมบูรณ์ เพราะคำว่า ‘ลาบ’ นั้นพ้องเสียงกับคำว่า ‘ลาภ’ ที่หมายถึงโชคลาภและความรุ่งเรือง ลาบจึงกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชนเข้าหากัน ด้วยรอยยิ้ม ความเชื่อ และศรัทธาที่สืบทอดมาเนิ่นนาน โดยเราเลือกหยิบเอา ‘เลือดควาย’ วัตถุดิบสำคัญที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของอาหารจานนี้ มาสร้างเป็นสีสำหรับการย้อมผ้า เพื่อถ่ายทอดมุมมองผ่านเทคนิคการย้อมและการออกแบบเฉพาะตัวของ FEEL YOUTH”

นอกจากนี้นิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” ยังร่วมด้วยแบรนด์ “SUCHAI CRAFT” ผู้รังสรรค์ภาชนะอลูมิเนียมลายไทยมานานกว่า 50 ปี ที่พลิกโฉมให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการเพิ่มสีสันให้หลากหลาย พร้อมนำเสนอการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมลายไทย ให้เป็นของที่ใคร ๆ ก็หยิบมาใช้ได้อย่างร่วมสมัย โดยนำเสนอผลงานชุด “เลิศ ลาภ” ที่หยิบเอาสีสันอันเป็นจุดเด่นของแบรนด์มาเล่าผ่านเรื่องราวของสีมงคล โดย ธนัชชา และ สาริศา ตั้งสุขสว่างพร สองทายาทแบรนด์ SUCHAI CRAFT เล่าถึงคอลเลกชันพิเศษนี้ว่า “แนวคิดของงานครั้งนี้ พูดถึงเรื่องโชคลาภ และเนื่องจาก SUCHAI CRAFT เราโดดเด่นเรื่องสีสัน เลยอยากเอาเรื่องสีมานำเสนอเป็นสีมงคล ซึ่งเรามองว่าเรื่องสีเป็นเรื่องปัจเจก และเราสามาถสร้างความเลิศลาภของเราเองได้ ประกอบกับภาชนะอลูมินียมสีสันของเราสามารถใส่อาหารได้ เราจึงนึกถึงสีโทนสีฟ้า-น้ำเงิน ที่มักจะถูกมองว่านำมาใช้กับอาหารแล้วดูไม่น่ากิน เลยอยากนำโทนสีนี้มาผสมผสานกับนิลกาฬและเงิน นำเสนอเป็นสินค้าตกแต่งโต๊ะอาหาร อย่างถาด ชาม ขัน หรือเหยือก ที่สามารถจัดแต่งทำให้โต๊ะอาหารสวยงามหรูหราขึ้นได้ เพื่อสื่อว่า เราสามารถสร้างสีแห่งโชคลาภได้เอง ขอเพียงเป็นสีที่เรามั่นใจ และใช้ให้ถูกกาลเทศะ ก็จะเป็นสีที่แสดงความเป็น ‘เลิศ’ ซึ่งนำพาเราไปสู่ ‘ลาภ’ ได้นั่นเอง”

นิทรรศการ “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week 2026) ที่ไม่เพียงนำเสนองานออกแบบ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตร่วมสมัย ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มองเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นในมิติใหม่ และสัมผัสพลังสร้างสรรค์ของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด ผู้สนใจเข้าสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

ไอคอนสยาม ร่วมสร้าง Bangkok Design Week 2026 ชวน “หลงเพื่อพบเจอ” เรื่องราวหลากหลายมิติ

ไอคอนสยาม ร่วมสร้าง Bangkok Design Week 2026 ชวน “หลงเพื่อพบเจอ” เรื่องราวหลากหลายมิติ

ไอคอนสยาม ร่วมสร้าง Bangkok Design Week 2026 ชวน “หลงเพื่อพบเจอ” เรื่องราวหลากหลายมิติ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่จัดแสดงผลงานสร้างสรรค์และการออกแบบของกลุ่มบริษัทสยามพิววรธน์ ใน Bangkok Design Week 2026 ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานครและเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าสร้างประสบการณ์เหนือระดับ เป็น Global Experiential Destination ขับเคลื่อนพลังความคิดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด DESIGN S/O/S: Secure Domestic / Outreach Opportunities / Sustainable Future เปิดพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่ผสานงานออกแบบ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และความยั่งยืน เข้าไว้ด้วยกันในหลากหลายมิติ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปี่ยมด้วยเรื่องราว ผ่านประสบการณ์สร้างสรรค์ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน 
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนศักยภาพความแข็งแกร่งในการเป็นขุมพลังความคิดสร้างสรรค์ (Creative Powerhouse) ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้บุกเบิกนำศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมสู่พื้นที่ศูนย์การค้าเป็นรายแรกของประเทศไทยและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจุดหมายปลายทางศิลปะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


 
ไอคอนสยามชวนทุกท่าน สัมผัสเรื่องราวทางวัฒนธรรม ผสานงานออกแบบ ศิลปะ ชุมชน
ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมมากมายทั่วทั้งไอคอนสยาม ได้แก่  

 “Klongsan Experience – Lost & Found หลงเพื่อพบเจอ” 
ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและไอคอนสยาม ในการจัดทำโครงการป้ายวัฒนธรรมย่านคลองสาน รวบรวมข้อมูลสำคัญด้านประวัติศาสตร์ บุคคล สถานที่ และเรื่องราวทางวัฒนธรรมของย่าน ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเป็นมิตรกับผู้เดินเท้า ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการที่ชวนให้ผู้ชมออกเดินสำรวจเมืองด้วยมุมมองใหม่ เปิดประสบการณ์เส้นทางเชื่อมโยงธรรมชาติ เชื่อมโยงอาหารและแหล่งจับจ่ายใช้สอย ย่านคลองสาน ภายใต้แนวคิด “หลงเพื่อพบเจอ” นิทรรศการตั้งใจเปลี่ยนภาพจำของการ “หลงทาง” ในย่านคลองสาน จากความสับสนให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินที่ตั้งใจและน่าค้นหา ผ่านระบบป้าย เรื่องเล่าจากเสียงของคนในชุมชน และเส้นทางที่ร้อยเรียงให้ผู้ชมค่อย ๆ เดิน ฟัง เรียนรู้ และออกไปสัมผัสสถานที่จริงในย่านคลองสานด้วยตนเอง ย้อนมองอดีตของคลองสานในฐานะย่านการค้าสำคัญริมเจ้าพระยา ที่เต็มไปด้วยโกดัง โรงสี และผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งหล่อหลอมเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมรับพาสปอร์ตเพื่อสะสมแสตมป์จุดต่าง ๆ ณ Walk Way ชั้น M 

IDA × EPDA Winners Exhibition
นิทรรศการผลงานผู้ชนะรางวัลจาก International Design Awards (IDA) และ European Product Design Award (EPDA) ประจำปี 2025 นำเสนอผลงานออกแบบที่โดดเด่นทั้งด้านแนวคิด งานฝีมือ และผลกระทบเชิงสร้างสรรค์ ต้อนรับชุมชนการออกแบบนานาชาติ เชื่อมโยงแนวคิด นักออกแบบ และผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายวัฒนธรรม ผ่าน “ภาษากลางของความเป็นเลิศ” ที่มองไปสู่อนาคตของอุตสาหกรรมการออกแบบ จัดแสดงให้ได้ชม ณ Arts Way ชั้น M

“ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION”
โปรเจกต์พิเศษที่นำเสนอแฟชั่นไทยร่วมสมัย โดยนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ 4 แบรนด์ในกลุ่ม PATTERN.ERS ทั้ง KANZ BY THAITOR, {JUN}, LONGGOY, FEEL YOUTH และอีก 1 แบรนด์ระดับตำนาน SUCHAI CRAFT ซึ่งนำ “ลาบ” อาหารจานเด็ดของคนเหนือมาตีความในเชิงสัญลักษณ์ตามความเชื่อท้องถิ่นในมุมของโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และสายใยทางวัฒนธรรม จนเกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงอดีต ความเชื่อ และชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย สะท้อนพลังของงานออกแบบไทยที่สามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็สื่อสารกับผู้คนในปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัยและเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นผลงานเสื้อผ้าคอลเลกชัน “Hom Dok – Hom Khan ฮ่มดอก ฮ่วมขัน” ของ “KANZ BY THAITOR” ที่นำแรงบันดาลใจจากหม้อดอกล้านนาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหม้อดอกไม้แห่งความสมบูรณ์มาสร้างลวดลายร่วมสมัย, คอลเลกชัน “S-LาrB สะ-ลาบ” ของ “{JUN}” ที่นำแรงบันดาลใจจาก ‘สล่าลาบ’ มาออกแบบ ถ่ายทอดทั้งทักษะ ความพิถีพิถัน และจิตวิญญาณของการทำลาบ สู่เสื้อผ้าที่สร้างโชคและความรุ่งเรือง, เสื้อผ้าจาก “LONGGOY” ที่นำเสนอคอลเลกชันซึ่งบ่งบอกว่า “ถ้าคุณอยากโชคดี ฝีมือคุณต้องดีมาก่อนมีโชค” และผลงาน “โชค–ลาภ” ของแบรนด์ “FEEL YOUTH” กับเสื้อผ้าสีแดงทองที่เกิดจากการย้อมด้วยเลือดควาย วัตถุดิบหลักของลาบดิบ แต่งแต้มด้วยสีทอง สัญลักษณ์ของความโชคดี นอกจากนี้มีผลงานภาชนะอลูมิเนียมลายไทยผลงานชุด “เลิศ ลาภ” จากแบรนด์ “SUCHAI CRAFT” ที่ต้องการบอกว่า ทุกคนสามารถสร้างสีแห่งโชคลาภได้เอง ขอเพียงเป็นสีที่มั่นใจและใช้ให้ถูกกาลเทศะ โดย “ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION” จัดแสดง ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

The Loudest Silence: Deaf Art Exhibition 2026  
นิทรรศการที่สะท้อนพลังของศิลปะในการขับเคลื่อนความหลากหลาย เปิดพื้นที่ให้ศิลปินผู้พิการทางการได้ยินได้ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ประสบการณ์ และมุมมองของตนผ่านงานศิลปะอย่างเสรี นิทรรศการมุ่งส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมคนหูหนวก (Deaf Culture) เพิ่มการมองเห็นของศิลปินกลุ่มนี้ในสังคม และเชื่อมโยงผลงานเข้ากับภาคศิลปะและวัฒนธรรมในวงกว้าง เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 

Sign of Siam (SOS) 
ไอคอนสยาม ได้จับมือกับศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย นำเสนองานศิลปะภายใต้คอนเซปต์ Sign of Siam (SOS) หรือ อัตลักษณ์แห่งสยาม ถ่ายทอดพลังของอัตลักษณ์ไทยในฐานะสิ่งที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนผ่าน และสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตอบโจทย์ยุคสมัย ผ่านผลงานของศิลปิน 4 ท่าน ได้แก่ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, 
ปฐมพงศ์ บูชาบุตร, ยี่ ดวงติ๊บ และ วันดา ใจมา เพื่อยืนยันว่าอัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ในอดีต แต่เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต ยังคงเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และสามารถนำมาต่อยอดใช้งานได้ในโลกปัจจุบัน จัดแสดงให้ได้ชม ณ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2 

2 นิทรรศการฮีลใจ
สุดท้ายชวนฮีลใจไปกับนิทรรศการ “BLOOM in Four Seasons – The Heart Blossoming Immersive Experience” ประสบการณ์ Immersive Art ที่พาผู้ชมออกเดินทางสู่โลกแห่งความหวัง ความสุข และแรงบันดาลใจ ผ่าน Digital Art Design ที่ผสานบทประพันธ์ระดับโลก Vivaldi – The Four Seasons เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งการฮีลใจอย่างลึกซึ้ง ณ Attraction Hall ชั้น 6 ต่อด้วย “Flower Art Garden – Let the Year Begin in Bloom” สวนดอกไม้ศิลปะที่ต้อนรับทุกคนด้วยความสดใส ถ่ายทอดความหมายของการเริ่มต้นปีใหม่อย่างเบ่งบาน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินและมุมพักใจเล็ก ๆ ท่ามกลางลายเส้นเอกลักษณ์ของดอกไม้จากศิลปินรุ่นใหม่ คนธรัตน์ เตชะไตรศร เสมือนได้เดินชมงานศิลป์และพักผ่อนในสวนดอกไม้ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกซื้อของที่ระลึกแสนเก๋ ทั้งสินค้า Fashion & Lifestyle และ Stationery ที่นำศิลปะและดอกไม้มาเล่าเรื่องราวผ่านลายเส้นฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ นำเสนอเป็นของใช้ดีไซน์น่ารักและใช้งานได้จริง ให้ทุกครั้งที่หยิบมาใช้เหมือนได้พกพาพิพิธภัณฑ์ศิลปะติดตัวไปทุกที่ ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M 

Art in ICONSIAM กับ 8 ไฮไลต์ ระดับมาสเตอร์พีซจากศิลปินแห่งชาติและศิลปินระดับโลก 
ภายในไอคอนสยามยังได้พบกับความมหัศจรรย์แห่งงานศิลปะทุกมิติ กับ 8 ไฮไลต์ ระดับมาสเตอร์พีซ อาทิ ผลงาน “จารึกสัญลักษณ์สุวรรณภูมิ คือแสงแห่งปัญญา” ของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ประติมากรรมแสงของ Haberdashery Studio อาร์ตสตูดิโอระดับโลก JOY แชนเดอเลียร์พวงมาลัย ประติมากรรม “ทองหยอด” ลวดลายพิมพ์ใบไม้ ผ่าน “เสาแห่งมงคล”  โอ่งและผนังที่แฝงวัฒนธรรมไทยจากภาคต่าง ๆ  ในเมืองสุขสยาม กำแพงศิลป์สไตล์อิมเพรสชันนิสม์ “แสงสยาม” และ Photo Collage “รวมพลังความเป็นไทย” อีกด้วย

การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะใน Bangkok Design Week ของไอคอนสยามครั้งนี้ ไม่เพียงนำเสนอผลงานออกแบบและศิลปะร่วมสมัย แต่ยังสะท้อนบทบาทของการออกแบบในฐานะเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน เมือง และชุมชนอย่างยั่งยืน ชวนทุกคนออกเดิน “หลงอย่างตั้งใจ” เพื่อค้นพบคุณค่าและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในย่านคลองสานด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง พร้อมร่วมกิจกรรมรับพาสปอร์ต และแสตมป์ตราประทับจากแต่ละจุดที่จัดแสดงงานศิลปะภายในไอคอนสยามและย่านคลองสาน เพื่อรับโค้ดส่วนลดรถตุ๊กตุ๊กจาก muvmi (มูฟมี) และใช้บริการเรือข้ามฟากฟรีเพียงแสดงพาสปอร์ต เพื่อให้เดินทางไปชมงานในย่านต่าง ๆ ในงาน Bangkok Design Week 2026 ได้สะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICONSIAM หรือสอบถามโทร.1338

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดระบำการกุศล สานพลังนาฏศิลป์ ระดมทุนเพื่อเยาวชนโอกาสทางการศึกษา

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดระบำการกุศล  สานพลังนาฏศิลป์ ระดมทุนเพื่อเยาวชนโอกาสทางการศึกษา

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดระบำการกุศล สานพลังนาฏศิลป์ ระดมทุนเพื่อเยาวชนโอกาสทางการศึกษา

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแสดงระบำการกุศลชุดพิเศษ “พระแม่ทรงสรรค์สร้างนาฏยศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล เรื่อง ตุ๊กตานางฟ้า และ ปีเตอร์แพน 2026” เพื่อระดมทุนสนับสนุนเยาวชนขาดโอกาสทางการศึกษาและศิลปะการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

การแสดงครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีและองค์กรชั้นนำ อาทิ สถาบันออสเตรเลียน ทีชเชอร์ส ออฟ ดานซ์ซิง อินเตอร์เนชันแนล สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท เคนเบอร์จีโอเทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด คลินิกโพโดโลจีเซนเตอร์ และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการร่วมชมการแสดง อาทิ บุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่,  Ms. Kelia E. Cummins กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่, ท่านเย็นดี มณฑีรรัตน์ อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 5, กรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่, ดร. ณัฏฐ์พัฒน์ ผลพิกุล, คงกระพัน เวฬุสาโรจน์,  ชฎาธช จันทนพันธ์, ดร. วิไลวรรณ วรรณโชติผาเวช, วุฒิพงศ์ อารยะธรรมโสภณ, กัมปนาท ฟาเยอร์ ศังขานนท์  ผู้จัดการสถานีเชียงใหม่ สายการบิน ไทยไลอ้อนแอร์ เป็นต้น

การแสดงระบำการกุศลทั้งสองเรื่องมีเยาวชนมีความสามารถระดับนานาชาติ ซึ่งเคยคว้ารางวัลจากเวทีการแข่งขันระดับโลก ร่วมถ่ายทอดการแสดงอย่างงดงาม อาทิ พัชรณัฏฐ์ ภมรไมตรี ทิมริน วิง โฮม สุรัสวดี อินทะโน ปัญญาวีณ์ ฟื้นตระกูล และ ฟ้าใส ภววัฒนานุสรณ์ พร้อมด้วยนักแสดงรับเชิญ วุฒิพงษ์ มงคลพันธุ์ จากโรงเรียนแพชชั่น ด๊านซ์ รวมถึงเยาวชนผู้แสดงประกอบจากหลายสถาบันในจังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนเชียงใหม่นาฏยศิลป์สากล

รายได้จากการแสดงทั้งหมดมอบให้แก่เยาวชนที่มีโอกาสน้อยกว่า โดยมี ดร.สายสม วงศ์ศาสุลักษณ์ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้รับมอบ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความประทับใจ การแสดงระบำการกุศลครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนพลังของนาฏยศิลป์ที่หลอมรวมจากท้องถิ่นสู่สากล หากยังเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญในการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ก้าวสู่อนาคตด้วยศิลปะและความหวังอย่างงดงาม

-(016)

เที่ยวสไตล์ ‘MILLI’ ส่องที่พัก Airbnb ที่สร้างแรงบันดาลใจไอคอนแร็ปเปอร์สาวไทย

เที่ยวสไตล์ ‘MILLI’ ส่องที่พัก Airbnb ที่สร้างแรงบันดาลใจไอคอนแร็ปเปอร์สาวไทย

เที่ยวสไตล์ ‘MILLI’ ส่องที่พัก Airbnb ที่สร้างแรงบันดาลใจไอคอนแร็ปเปอร์สาวไทย

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลังจากสร้างกระแสด้วยการเปิดตัว Airbnb Weekender สุดเอ็กซ์คลูซีฟในกรุงเทพฯ ไปหมาดๆ  ไอคอนแร็ปเปอร์สาวของไทยอย่าง “มิลลิ” (MILLI) ดนุภา คณาธีรกุล ก็กลับมาสร้างแรงบันดาลใจด้านการท่องเที่ยวอีกครั้งด้วยการแชร์ที่พัก Airbnb สุดโปรดที่จุดประกายแรงบันดาลใจให้กับเธอมากที่สุด ท่ามกลางกระแสความสนใจในการท่องเที่ยวประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบรายปี และนักเดินทางกลุ่ม Gen Z ไทยมีการเติบโตกว่า 25% และเน้นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จริงใจ เป็นส่วนตัว และได้เรียนรู้วัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ

 “มิลลิ” (MILLI) ดนุภา คณาธีรกุล

ครั้งนี้ มิลลิ ขอชวนแฟนๆ เข้ามาส่อง Travel Moodboard ส่วนตัว ซึ่งเต็มไปด้วยที่พัก Airbnb ทั่วประเทศไทย ที่สะท้อนพลัง จังหวะ และสไตล์การเดินทางของเธอได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ที่พักสุดคูลใจกลางเมือง ไปจนถึงที่พักท่ามกลางธรรมชาติที่เหมาะกับการตัดขาดจากความวุ่นวายและพักผ่อนอย่างแท้จริง ทุกแห่งล้วนสะท้อนสไตล์การเดินทาง สร้างสรรค์ผลงาน และชาร์จพลังให้กับตัวเอง 

ประเทศไทยในมุมมองของมิลลิ มีแต่ความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และเป็นตัวของตัวเอง มาส่องที่พักสุดโปรดของมิลลิกัน

Luxury Pool Villa, กรุงเทพมหานคร

Luxury Pool Villa, กรุงเทพมหานคร : เมื่อความคึกคักของกรุงเทพฯ มาเจอกับไวบ์ในแบบของมิลลิ MILLI พูลวิลล่าสุดหรูขนาด 7 ห้องนอนแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ออกแบบมาสำหรับการเข้าพักเป็นกลุ่มโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัวและโซนคาราโอเกะ บ้านพักแห่งนี้เป็นบ้านที่มิลลิจะเลือกสำหรับทริปกับเพื่อน เพราะมีกิจกรรมหลากหลายให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการร้องคาราโอเกะ นั่งชิลริมสระ หรือเข้าครัวทำอาหารก่อนออกไปลุยข้างนอกต่อ ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ BTS พร้อมพงษ์ และแหล่งช้อปปิ้ง เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืน คนชอบเข้าสังคม ความบันเทิง และสำรวจย่านฮิตของกรุงเทพฯ

The Unique Colonial House, กรุงเทพมหานคร 

The Unique Colonial House, กรุงเทพมหานคร  :  ใจกลางอารีย์ ย่านฮิปของกรุงเทพฯ บ้านโคโลเนียลสุดยูนีคและเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนงานสร้างสรรค์กลางเมืองใหญ่ มี 4 ห้องนอน แต่ละห้องตั้งชื่อตามชื่อดอกไม้ ไวบ์อบอุ่น เหมาะกับทั้งคืนที่คุยกันไปฟังเพลงกันไปยาวๆ และยามเช้าแบบสโลว์ไลฟ์ ก่อนออกไปเดินเล่น นั่งคาเฟ่ และสำรวจวัฒนธรรมของย่านอารีย์ บ้านพักเหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนที่อยากได้ทั้งความสบาย ความยูนีค และกลิ่นอายของคนในพื้นที่

Capucine Villas, ภูเก็ต

Capucine Villas, ภูเก็ต รีเซ็ตโหมด ชาร์จพลัง สไตล์มิลลิ : วิลล่ามินิมอล 2 ห้องนอนที่ซ่อนตัวอยู่กลางเนินเขากมลา ไวบ์นิ่งสงบ ดีไซน์คลีน ๆ  พร้อมด้วยห้องนอนส่วนตัว เปิดออกสู่ระเบียงและสระว่ายน้ำ เหมาะสำหรับเช้าที่ไม่ค่อยเร่งรีบ รีเซ็ตความคิดสร้างสรรค์ และเย็น ๆ ลงว่ายน้ำชมแสงสวย ๆ ช่วงพระอาทิตย์ตก ที่เข้ากับโหมดนอกเวทีของมิลลิได้อย่างพอดี  เงียบสงบ เรียบเท่ และเหมาะกับการหลีกหนีความวุ่นวาย

Villa 1968, เชียงใหม่

Villa 1968, เชียงใหม่ ที่พักสายครีเอทีฟ สำหรับตะลุยเมืองสไตล์มิลลิ :วิลล่ามีสไตล์ 4 ห้องนอนแห่งนี้ ตั้งอยู่ใจกลางถนนนิมมาน ห่างจากคาเฟ่ แกลเลอรี และแหล่งแฮงเอาท์ฮิป ๆ เพียงแค่ไม่กี่ก้าว ด้วยพื้นที่ที่เหมาะทั้งการรวมตัว ความคิดสร้างสรรค์ และผ่อนคลาย ที่นี่จึงเหมาะสำหรับคาเฟ่ฮ็อปปิ้งตอนกลางวัน และใช้เวลายามค่ำคืนซึมซับบรรยากาศชิล ๆ อยู่ที่ห้อง ลองนึกถึงไวป์ของเชียงใหม่ ที่มีความเป็นส่วนตัวและความสบายในทุกๆ วินาที

Glass House Villa With Sea Views, กระบี่ 

Glass House Villa With Sea Views, กระบี่ : ช่วงเวลาที่มิลลิมองหาความสงบ พื้นที่ส่วนตัว และวิวแบบเต็มตา ที่พักวิลล่า 4 ห้องนอนสุดสวยหลังนี้โอบล้อมด้วยกระจกและรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ชวนให้ใช้ชีวิตช้าลง และดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว ด้วยวิวทะเลแบบพาโนรามา สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ และพื้นที่แบบเปิดโล่ง เหมาะกับการว่ายน้ำในช่วงพระอาทิตย์ตก เช้าที่เงียบสงบ ให้ความคิดวุ่นวายหยุดทำงาน เพื่อโฟกัสกับช่วงเวลาส่วนตัวกับตัวเองอย่างแท้จริง

Sunset Villa With Pickle Ball Court, เกาะสมุย 

Sunset Villa With Pickle Ball Court, เกาะสมุย เล่นให้สุด แล้วพักให้สุดกว่า : วิลล่าริมหาด 5 ห้องนอนหลังนี้ออกแบบมาเพื่อความสนุกโดยเฉพาะ ครบทั้งสนามพิกเคิลบอลส่วนตัว สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ ฟิตเนส ซาวน่า และทางเดินสู่ชายหาดโดยตรง เหมาะสำหรับทริปกลุ่มที่เต็มไปด้วยกิจกรรม การเปิดเพลง และการแฮงเอาต์ยามดึก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือใช้เวลาชิลๆ ช่วงพระอาทิตย์ตก วิลล่าแห่งนี้ผสมผสานความกระตือรือร้นของแร็ปเปอร์สาวกับไลฟ์สไตล์ชาวเกาะได้อย่างลงตัว

ตั้งแต่บ้านพักใจกลางเมืองดีไซน์มีสไตล์ ทาวน์เฮ้าส์ที่มีคาแรกเตอร์ ไปจนถึงพูลวิลล่าขนาดใหญ่และที่พักเงียบสงบแบบเป็นส่วนตัว Airbnb มีที่พักคุณภาพหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนเย็นในวันขึ้นปีใหม่   มีนักท่องเที่ยวสามคนเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย   แต่ไม่มีร้านอาหารใดที่เปิดทำการ  เนื่องจากหมู่บ้านนี้เพิ่งประสบภัยน้ำท่วม และยากจน

นักท่องเที่ยวก่อไฟ ตั้งหม้อต้มน้ำกลางลานหมู่บ้าน  หย่อนก้อนหิน กำมือหนึ่งลงไป พร้อมพูดว่า “เรากำลังทำต้มยำก้อนหินที่อร่อยที่สุดในโลก”

ชาวบ้านหัวเราะ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยืนดู นักท่องเที่ยวชิมน้ำต้มหินแล้วบอกว่า “ถ้ามีตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก  สักหน่อยจะหอมขึ้น” ชาวบ้านคนหนึ่งจึงนำตะไคร้มาใส่ อีกคนใส่ใบมะกรูด อีกคนใส่พริกสด กลิ่นหอมเริ่มลอยออกมา

เด็ก ๆ วิ่งเข้ามาดูด้วยความสนใจ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เดินมาด้วยความสงสัย ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในหมู่บ้านเปลี่ยนไป จากความระแวงกลายเป็นความร่วมมือ

นักท่องเที่ยวพูดว่า “ถ้ามีเนื้อไก่สักหน่อยจะสมบูรณ์แบบ” ชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ไว้จึงนำเนื้อและตีนไก่มาใส่ลงไป กลิ่นหอมของสมุนไพรไทยผสมกับไก่สดทำให้ทุกคนตื่นเต้นมากขึ้น จากนั้นมีคนใส่เห็ด หอมแดง กระเทียม และน้ำปลา เพราะเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ พูดว่า “แม่บอกว่า ต้มยำต้องมีน้ำปลา” ทุกคนหัวเราะและเห็นด้วย

ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดว่า “ถ้ามีมะนาวอีกหน่อยจะอร่อยขึ้น” เด็กชายรีบวิ่งไปเด็ดมะนาวจากต้นมาบีบลงไป รสชาติเปรี้ยวผสมกับความเผ็ดร้อนทำให้ต้มยำก้อนหินสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หญิงชราคนหนึ่งใส่ข่า อีกคนใส่ผักชี กลิ่นหอมแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ชาวบ้านบางคนเริ่มจัดโต๊ะไม้ยาว กลางลานหมู่บ้าน พวกเขานำจาน ชาม และช้อนออกมาเตรียมไว้ ทุกคนตั้งตารอที่จะได้กินต้มยำก้อนหินร่วมกัน เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังไปทั่ว

เมื่อต้มยำในหม้อใหญ่เดือดจนได้ที่ นักท่องเที่ยวก็ตักต้มยำก้อนหินใส่ชาม แจกจ่ายให้ชาวบ้าน  ทุกคนเริ่มชิมด้วยความตื่นเต้น รสชาติเปรี้ยว เผ็ด หอมสมุนไพรไทยผสมกับเนื้อไก่สดทำให้ทุกคนยิ้มออกมา เด็ก ๆ ตะโกนว่า “อร่อยที่สุดเลย!” ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “นี่คืออาหารที่ทำให้เรารู้จักการแบ่งปัน”

ทุกคนในหมู่บ้านนั่งกินต้มยำก้อนหินด้วยกันอย่างมีความสุข พวกเขาเล่าเรื่องราวของตนเองระหว่างกินต้มยำก้อนหิน เสียงหัวเราะและการพูดคุยทำให้บรรยากาศอบอุ่น นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้ม พวกเขารู้ว่าต้มยำก้อนหินไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นสะพานที่เชื่อมใจคนในหมู่บ้านเข้าด้วยกัน

เมื่อทุกคนกินอิ่มแล้ว ผู้เฒ่าพูดว่า “เราควรทำต้มยำก้อนหินทุกครั้งที่มีงานรวมญาติหรือเทศกาล เพื่อเตือนใจว่า การแบ่งปันทำให้เรามีความสุข” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เด็ก ๆ วิ่งเล่นรอบลานหมู่บ้านด้วยเสียงหัวเราะ ผู้ใหญ่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจ

ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ก็มีตำนานเล่าขานว่า “ต้มยำก้อนหิน” คืออาหารแห่งการแบ่งปันและความสามัคคี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลายเป็นเพื่อน และทำให้ทุกคนเข้าใจว่าการร่วมมือกันสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า      “การร่วมมือแบ่งปันเพียงเล็กน้อยจากแต่ละคน เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของยุโรป  (ฝรั่งเศส  รัสเซีย สเปน)  เรื่อง ซุปก้อนหิน  The Stone soup ที่ให้ความรู้เรื่องจริยธรรมและการให้ทาน

อาทร จันทวิมล 

TOA ไม่ทิ้งกัน ผนึกกำลังจิตอาสา คืนรอยยิ้มสู่หาดใหญ่ ทาสีฟื้นฟูโรงพยาบาลและโรงเรียน หลังวิกฤตอุทกภัยปี 68

TOA ไม่ทิ้งกัน ผนึกกำลังจิตอาสา คืนรอยยิ้มสู่หาดใหญ่ ทาสีฟื้นฟูโรงพยาบาลและโรงเรียน หลังวิกฤตอุทกภัยปี 68

TOA ไม่ทิ้งกัน ผนึกกำลังจิตอาสา คืนรอยยิ้มสู่หาดใหญ่ ทาสีฟื้นฟูโรงพยาบาลและโรงเรียน หลังวิกฤตอุทกภัยปี 68

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ตอกย้ำพันธกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าโครงการ TOA ไม่ทิ้งกัน ‘รวมพลังไทย ฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้’ ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จัดกิจกรรม ‘รวมพลังจิตอาสาทาสีฟื้นฟู คืนรอยยิ้มและสีสัน’ ให้แก่โรงพยาบาลและโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยปี 68 เพื่อให้กลับมาเปิดให้บริการและจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติโดยเร็วที่สุดโรงพยาบาลหาดใหญ่ กลับมาเต็ม 100% ด้วยนวัตกรรมสีปกป้องสุขภาพ

จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา พบว่า “โรงพยาบาลหาดใหญ่” ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะพื้นที่บริการชั้นล่างที่ถูกน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร TOA จึงได้ส่งทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้าสำรวจพื้นที่และวางแผนฟื้นฟู โดยสนับสนุนผลิตภัณฑ์สีนวัตกรรมสูงครบระบบตั้งแต่สีทารองพื้น (TOA Extra Wet Primer) สีทาภายนอก ซุปเปอร์ชิลด์ (SuperShield) และสีทาภายใน ซุปเปอร์ชิลด์ ดูราคลีน เอ พลัส (SuperShield Duraclean A+) ที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโรคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคืนความสะอาด ปลอดภัย และสุขอนามัยที่ดีให้กับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เปิดเผยว่า หลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครบรอบ 2 เดือนเต็ม ขณะนี้เราเข้าสู่ระยะฟื้นฟูเต็มตัว ทำให้ระบบการให้บริการคนไข้กลับคืนมาได้ 100% แล้ว ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือความร่วมมือจาก TOA ที่เล็งเห็นความสำคัญและยื่นมือเข้ามาสนับสนุนสีคุณภาพสูง เพื่อปรับปรุงพื้นที่อาคารทั้งหมดที่ได้รับความเสียหาย อาทิ อาคารส่วนหน้า ตึกผู้ป่วยนอก (OPD) และตึกผู้ป่วยใน (IPD) และเรามีความมั่นใจว่านวัตกรรมสีของ TOA จะช่วยดูแลและฟื้นฟูพื้นที่ให้บริการประชาชนให้กลับมามีสีสันสวยงามและสะอาดถูกสุขลักษณะ พร้อมกลับมาเป็นที่พึ่งทางสุขภาพให้กับชาวหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง

ผนึกกำลังจิตอาสา คืนความสดใสให้ “โรงเรียนบ้านคลองหวะ”

นอกจากการฟื้นฟูโรงพยาบาล TOA ยังได้ร่วมกับทหารจิตอาสา มณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) กองพลพัฒนาที่ 4 ค่ายรัตนพล นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านคลองหวะ (ทวีรัตนราษฎร์บำรุง) ร่วมกันทำความสะอาดและทาสีอาคารเรียนใหม่ เพื่อลบเลือนรอยคราบน้ำและฟื้นฟูบรรยากาศการเรียนรู้ที่สดใส

ด้าน นางณัชชา บุญสิริธนา ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาว่า เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยจึงทำให้น้ำไหลหลากเข้าท่วมอาคารเรียนและห้องเรียนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมไปถึงตัวอาคารที่ทิ้งคราบสกปรกจากดินโคลนและมีสภาพสีหลุดล่อนอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับการได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ผอ.ณัชชา กล่าวว่า “ในนามของโรงเรียน ต้องขอขอบพระคุณ TOA เป็นอย่างสูงที่จัดโครงการ ‘TOA ไม่ทิ้งกัน’ โดยการระดมพลังจิตอาสา พร้อมนำผลิตภัณฑ์สีที่มีคุณภาพและอุปกรณ์ต่างๆ มาช่วยฟื้นฟูและทาสีอาคารเรียนให้กับพวกเราใหม่ กิจกรรมในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมแซมสถานที่ให้กลับมาสวยงามดังเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่สำคัญยิ่งให้กับคณะครู บุคลากร และนักเรียนทุกคน ที่จะได้กลับมาทำการเรียนการสอนในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และสดใสอีกครั้ง”

โครงการ “TOA ไม่ทิ้งกัน” ไม่ได้หยุดเพียงแค่การสนับสนุนสี แต่ยังมองถึงการบรรเทาสาธารณภัยเชิงรุก โดยเมื่อช่วงวิกฤตปลายปี 2568 TOA ได้ร่วมกับเทศบาลเมืองคลองแห เทศบาลเมืองคอหงส์ เทศบาลเมืองบ้านพรุ สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดสงขลา และเทศบาลนครยะลา ส่งมอบรถขนส่งเพื่อทำความสะอาดเศษซากขยะและดินโคลนทั่วเมืองหาดใหญ่ เพื่อเร่งกระบวนการคืนพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอย่างรวดเร็วที่สุด

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA ย้ำถึงเจตนารมณ์ว่า “โครงการ TOA ไม่ทิ้งกัน คือหัวใจหลักที่เรายึดถือเสมอมา ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ เราไม่ได้เพียงแค่นำสีมามอบให้ แต่เรานำแรงกายจากจิตอาสา และความเชี่ยวชาญของเรามาหลอมรวมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนความเสียหายให้กลายเป็นพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่แข็งแกร่งและสวยงามกว่าเดิม TOA พร้อมจะเคียงข้างสังคมไทยในทุกก้าวของการฟื้นฟู เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และรอยยิ้มให้กับพี่น้องชาวไทยตลอดไป”

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดหลัง หรือปวดต้นคอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือแทบทั้งวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดที่มองข้ามเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของปัญหากระดูกสันหลัง ที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว

จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์  เผยว่า “อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก หรือ การกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ สูญเสียศักยภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ ยกของหนักผิดท่า ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของกระดูกตามวัย

นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ 

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหลังเวลานั่งหรือเดินนาน มีอาการปวดมากขึ้นตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตามหาก ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา เดินไกลหรือยืนนานแล้วมีอาการขาอ่อนแรง ต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินต่อได้ อาการลักษณะนี้เป็นสัญญาณของภาวะโพรงไขสันหลังตีบแคบ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำกัดแค่วัยสูงอายุ เพราะในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้สูงอายุจะมักมีภาวะความเสื่อมร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้ เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจฟื้นตัวยาก หรือไม่สามารถฟื้นได้สมบูรณ์ 100% การผ่าตัดในกรณีที่มีการกดทับมากก็เปรียบเหมือนการ “เอาหินออกจากหญ้า” เพื่อให้หญ้าได้มีโอกาสฟื้นตัว แต่ถ้าหญ้าถูกทับไว้นานจนแห้งเฉา แม้จะเอาหินออกแล้วก็อาจไม่กลับมาเขียวสดดังเดิม เปรียบได้กับเส้นประสาทในร่างกาย ที่เมื่อเสียหายแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น

นพ. ศรัณย์ เน้นย้ำว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อแยกแยะว่าอาการปวดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือความเสื่อม และต้องดูว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงพอที่จะต้องพิจารณาการรักษาแบบเฉพาะทางหรือไม่ หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรืออ่อนแรง การรักษาอาจไม่สามารถใช้แค่ยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หากไม่มีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ก็สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เช่น ควบคุมน้ำหนักร่างกาย การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและคอให้แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างที่อาจเสื่อมไปแล้วบางส่วน ถึงแม้ความเสื่อมจะย้อนคืนไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ร่างกายกลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

วิธีป้องกันที่สามารถทำได้ทันที เช่น  การจัดท่านั่งให้ถูกต้องระหว่างทำงาน  ,ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที และออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ  แต่หากเริ่มมีอาการปวดอย่ารอจนเรื้อรัง 

เพราะ “หลังและคอ” คือ แกนสำคัญของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินไป ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ เรามีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดคอ ปวดหลัง สามารถของรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร. 02 034 0808