MIECA เปิดบ้านแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียนประจำในต่างแดน

MIECA เปิดบ้านแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียนประจำในต่างแดน

MIECA เปิดบ้านแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียนประจำในต่างแดน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันเราอาจจะเห็นบรรดาผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการลงทุนเรื่องการศึกษาของลูกมากขึ้น โดยส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะนอกจากจะได้พัฒนาเรื่องภาษาแล้ว หลายครอบครัวมองว่า การไปเรียนต่างประเทศ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ทักษะชีวิตและเก็บเกี่ยวประสบการณ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจจะไม่ได้รับ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมแสนสบายที่บ้านที่มีคนคอยดูแลตลอดเวลา ฉะนั้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่นี้ MIECA ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนต่อต่างประเทศ จึงจัด Session แลกเปลี่ยนประสบการณ์การศึกษา การใช้ชีวิต จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง และมุมมองจากเหล่าคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งลูกไปเรียนยังโรงเรียนประจำตั้งแต่ยังเด็ก

คมพิชญ์ พนาสุภน

จิทัศ ศรสงคราม สถาปนิกและนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คุณพ่อหัวสมัยใหม่ที่เพิ่งส่งลูกชายวัย 9 ขวบ และลูกสาวอายุ 13 ไปเรียน Boarding School ที่ Aiglon College ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เริ่มต้นความคิดเห็นว่า “ของผมจะเกิดจากการพูดคุยกันระหว่างพ่อกับแม่ที่เห็นตรงกันว่าอยากพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตให้ลูกมากขึ้น ด้วยการหาอะไรที่เหมาะกับลูกเรา เพื่อให้ลูกได้ฝึกการใช้ชีวิต ได้เก็บประสบการณ์ เรียนรู้การดูแลตัวเองได้ ซึ่งการไปเรียนต่างประเทศ คือตัวเลือกที่สนใจเป็นอันดับแรก และเลือก Aiglon เพราะชอบการใช้ชีวิตของนักเรียนและชอบวัฒนธรรมของโรงเรียนมาก”

ชินวัฒน์- วีรวัฒน์ แซ่ลี้ และ จิทัศ ศรสงคราม

ซึ่งมุมมองเรื่องนี้ก็ตรงกันกับ 2 พี่น้อง นักธุรกิจ วีรวัฒน์ และ  ชินวัฒน์ แซ่ลี้ ที่ได้ส่งลูกๆ ไปเรียนอยู่ด้วยกัน “การที่ผมส่งลูกสาวคนเดียวที่อายุเพียง 12  ปีไปเรียน Boarding School ที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียว ได้ฝึกดูแลตัวเอง ผมมองว่าสิ่งที่ลูกได้รับจะเป็นทักษะพิเศษที่จะติดตัวลูกตลอดไปได้แน่ๆ ตอนแรกพวกเราก็ไป Visit โรงเรียนด้วยกัน ไปดูมาหลายประเทศ หลายโรงเรียน เพราะอยากได้โรงเรียนที่เหมาะกับลูกเราที่สุด และจากประสบการณ์ที่ผมเคยเรียนต่างประเทศมาเหมือนกัน ก็รู้สึกว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง คุณภาพชีวิตของประเทศนี้ดีมาก ๆ เหมาะกับการใช้ชีวิตที่สุด ส่วน Aiglon ก็เป็นโรงเรียนที่มีขนาดกำลังดี มีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติ ที่ลูกจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น เรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติ และที่สำคัญวิวสวยมาก เลยเห็นตรงกันและตัดสินใจให้ลูกเรียนที่นี่” วีรวัฒน์ กล่าว

อีกทั้ง คุณพ่อทั้ง 3 ยังได้เห็นในความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกๆ อย่างชัดเจนตรงกันว่า “ลูก ๆ มีความเป็นตัวเองสูงขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ดี มีความรับผิดชอบชัดเจน” นี่คือความภูมิใจของเหล่าพ่อๆ ที่เลือกส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ๆ

สาวสวยเก่ง ซาช่า – อัญชิสา กิติพราภรณ์ CEO บริษัท Max Maxlife

 นอกจากนี้ ยังมี Aiglonians (ศิษย์เก่าของโรงเรียน Aiglon) มาร่วมพูดคุย บอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตต่างแดนในวัยเด็กอย่าง กัณฑ์ นาวิกผล กรรมการบริษัท สไมล์ลิ่ง แม๊ด ด๊อก จำกัด (Smiling Mad Dog) เล่าว่า “เหตุผลที่คุณพ่อ คุณแม่ ส่งผมไปเรียนที่ Aiglon เพราะท่านไปดูโรงเรียนแล้วชอบ ประกอบกับตอนเด็กๆ ทุกอย่างในชีวิตผมมีคนดูแลทั้งหมด ท่านจึงอยากให้ผมฝึกที่จะช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งพอโตขึ้นมาจึงได้รู้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับมาจาก Aiglon เป็นสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่ากับชีวิตผมมากๆ เพราะช่วยสร้างให้เราเข้มแข็งและช่วยเหลือตัวเองได้ดี ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการใช้ชีวิตของผม ด้วยการมอบโอกาสที่ดีนี้ให้ Aiglon เป็นโรงเรียนที่ดีมาก ๆ ถ้าใครมาปรึกษาผมเรื่องหา Boarding School ให้ลูก ผมจะแนะนำ Aiglon เลย”

สาวสวยเก่ง ซาช่า – อัญชิสา กิติพราภรณ์ CEO บริษัท Max Maxlife ก็มาแชร์ประสบการณ์เช่นกันว่า “ซาช่าเองก็คล้าย ๆ กันคือ เวลาอยู่เมืองไทย จะมีคนคอยอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง คุณแม่เลยอยากส่งเราไปเรียนต่างประเทศ ไปฝึกใช้ชีวิตด้วยตัวเอง คุณแม่ก็ไป Visit หลายโรงเรียนมาก ๆ จนมาเจอ Aiglon ที่ตรงใจคุณแม่และดูเหมาะสมกับเราที่สุด ตอนที่ไปเรียนด้วยความที่ยังเด็กมาก ก็ร้องไห้คิดถึงบ้านทุกวัน เพราะยังไม่เข้าใจว่าโอกาสที่เราได้รับคืออะไร แล้วเราโชคดีมากขนาดไหน แต่พอเติบโตขึ้นมา ณ วันนี้ ได้มองย้อนกลับไป ประสบการณ์ โอกาส คนรอบๆ ตัวที่มาจากหลากหลายประเทศ กิจกรรมที่เราได้ทำอย่างหลากหลายที่เชื่อได้ว่าไม่มีที่ไหนหลากหลายเท่าที่นี่แล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ซาช่ารู้สึกว่าคือของขวัญที่ติดตัวเรามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเราจะไม่มีทางเติบโตแบบแข็งแกร่งได้ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายได้เลย ความลำบาก ความเหนื่อยที่เราได้เจอใน Boarding School ต่างหาก ที่เป็นสิ่งใหม่ในชีวิตที่สร้างให้เราเป็นเราในทุกวันนี้”  ซาช่า เล่าปิดท้าย

กัณฑ์ นาวิกผล

Pretima Farrant

ในช่วงถามตอบ ผู้ปกครองที่มาร่วมงาน อาทิ เอมี่-มรกต แสงทวีป, แพร์-ณกุล ยุคล ณ อยุธยา, ดร.จอมพงษ์ มงคลวนิช ก็ร่วมสอบถามมากมาย โดยมี  Pretima Farrant, Associate Director of Admissions – Aiglon College คอยให้คำตอบเกี่ยวกับโรงเรียน โดยเฉพาะเรื่องการฝึกทักษะชีวิตของเด็กให้รอบด้าน ทั้งวิชาการ การเป็นผู้นำ และการเป็น World Citizen ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ที่โรงเรียนก็เน้นเช่นกัน โดยโรงเรียนจะจัดให้มีการเรียนการสอนควบคู่กิจกรรมกลางแจ้ง – นักเรียนจะได้เข้าร่วมกิจกรรม ปีนเขา สกี เดินป่า และการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อสร้างวินัย ความอดทน และการทำงานเป็นทีม

ปิดท้ายงาน  คมพิชญ์ พนาสุภน ผู้ก่อตั้ง MIECA เสริมความเห็นเรื่องทักษะชีวิตว่า “ความสำเร็จและการได้เป็นตัวของตัวเองของผมในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ไปเรียนต่างประเทศมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งทำให้ผมได้รับการพัฒนาทักษะชีวิตแบบรอบด้าน ผมมองว่าทักษะชีวิตอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดแบบมีวิจารณญาณ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ล้วนมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทักษะเหล่านี้ไม่ได้เรียนรู้ได้แค่ในห้องเรียน แต่เกิดจากการทำกิจกรรม การใช้ชีวิตจริง การออกจากคอมฟอร์ตโซน และเหตุผลเหล่านี้เองก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมก่อตั้ง MIECA ขึ้นมาด้วย เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้ผู้ปกครองที่อยากส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ได้เลือกโรงเรียนที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูก เพื่อให้ลูกได้พัฒนาทักษะชีวิตอย่างรอบด้าน พร้อมเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขกับการไปเรียนต่างประเทศจริงๆ”

กรมวิทย์ฯ พร้อมตรวจเฝ้าระวังเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยวิธีมาตรฐาน รายงานผลฉับไว

กรมวิทย์ฯ พร้อมตรวจเฝ้าระวังเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยวิธีมาตรฐาน รายงานผลฉับไว

กรมวิทย์ฯ พร้อมตรวจเฝ้าระวังเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยวิธีมาตรฐาน รายงานผลฉับไว

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตามที่มีข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ ที่ต่างประเทศ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจเฝ้าระวังเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR ตามมาตรฐานสากล มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ได้ฉับไว เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างทันท่วงที สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางสาธารณสุขของประเทศ

ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 

ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์หรือสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวกินผลไม้ โดยเฉพาะค้างคาวแม่ไก่ รวมถึงสัตว์ที่รับเชื้อจากค้างคาว เช่น สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือดหรือน้ำลาย โรคดังกล่าวเคยระบาดครั้งแรกในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรที่หมู่บ้านนิปาห์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นที่มาของชื่อไวรัส และปัจจุบันมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในประเทศอินเดีย ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อ

สำหรับอาการของผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีระยะฟักตัวประมาณ  4–14 วัน หรืออาจยาวนานถึง 1 เดือน ระยะแรกมีอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือมีภาวะสมองอักเสบ และอาการทางระบบประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ ซึม สับสน ชัก ลูกตาเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือแขนขากระตุก ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง

ทั้งนี้ ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ จึงขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ

“โรงพยาบาลสามารถส่งตัวอย่างผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งมีอาการไข้สูงร่วมกับประวัติสัมผัสสัตว์หรือรับประทานผลไม้ต้องสงสัย หรือผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ส่งตรวจและสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์รวมบริการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์ประสานงานตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ 0 2951 1485, 0 2951 0000 ต่อ 98340” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวทิ้งท้าย

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซาวน่าในปัจจุบันได้รับความนิยมทั้งเพื่อสุขภาพและการพักผ่อน มีทั้งซาวน่าแบบดั้งเดิม ไอน้ำ อินฟราเรด และออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีรีวิวดีมากเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพและการผ่อนคลาย

ข้อมูลจาก ดร. ไบรอัน สุภวุฒิ คุณาคม แพทย์ธรรมชาติบำบัดขึ้นวิชาชีพที่สหรัฐอเมริกา (ND) แนะนำว่า ซาวน่า (sauna) คือการให้ความร้อนกับร่างกายแบบพาสซีฟจัดเป็นหนึ่งใน “การบำบัดด้วยความร้อน” (hyperthermic therapy) ที่คนสมัยใหม่เข้าถึงได้ง่าย ไม่เพียงแต่ให้ความผ่อนคลาย แต่มีงานวิจัยชี้ว่าการซาวน่าบ่อยๆอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ความดัน และแม้กระทั่งภาวะสมองเสื่อมบางประเภทได้ด้วย

 ดร. ไบรอัน สุภวุฒิ คุณาคม แพทย์ธรรมชาติบำบัดขึ้นวิชาชีพที่สหรัฐอเมริกา (ND) 

ซาวน่ามีผลต่อการทำงานกับร่างกายอย่างไร

เมื่อเราเข้าไปในห้องซาวน่า อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่ม ระบบหลอดเลือดขยายตัว เหงื่อออกมาก และเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดก็ทำงานได้กระฉับกระเฉงขึ้น คล้ายกับเวลาที่ร่างกายมีไข้หรือออกกำลังกายเล็กน้อย นี่คือเหตุผลที่ซาวน่าถูกมองว่าเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและเป็น “การออกกำลังกายแบบไม่ต้องออกแรง” ในแง่การกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือด

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและตายก่อนวัยจริงไหม

มีการศึกษาในฟินแลนด์ติดตามคนกลุ่มหนึ่งเป็นเวลาหลายปี พบว่าผู้ที่ใช้ซาวน่าบ่อย (ตัวอย่างเช่น 4–7 ครั้ง/สัปดาห์) มีอัตราการตายจากโรคหัวใจและอัตราตายรวมต่ำกว่าผู้ที่ใช้ซาวน่าน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยเหล่านี้เป็นงานเชิงสังเกต แต่ชี้ให้เห็นว่า “นิสัยการซาวน่า” อาจเป็นหนึ่งในกิจวัตรที่ช่วยยืดอายุสุขภาพ (Healthspan)

ซาวน่าช่วยการทำงานของสมองได้หรือไม่

การติดตามกลุ่มชายชาวฟินแลนด์พบความสัมพันธ์ว่าผู้ที่ซาวน่าบ่อยมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ต่ำกว่า อย่างไรก็ดีการศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นการสังเกตุ จึงต้องการการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไก แต่ข้อมูลเชิงสังเกตชี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ

ซาวน่าช่วย ‘ดีทอกซ์’ สารพิษได้จริงไหม

เมื่อเหงื่อออก สารบางชนิดรวมถึงโลหะหนักบางชนิด (เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู) สามารถตรวจพบในเหงื่อได้ งานสังเคราะห์ผลการศึกษาจำนวนหนึ่งสรุปว่า การขับผ่านเหงื่อมีบทบาทในการขับโลหะหนักและสารพิษออกจากร่างกายในบางสถานการณ์ และอาจมีปริมาณเทียบเท่าหรือมากกว่าการขับทางปัสสาวะในบางตัวอย่าง อย่างไรก็ดี การทดสอบในเลือดหรือปัสสาวะเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนปริมาณที่ค้างในอวัยวะ ดังนั้นซาวน่าอาจช่วยเป็นกลไกหนึ่งในการลดภาระสารพิษเมื่อใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ

ซาวน่าเหมือนการออกกำลังกายไหม

ซาวน่าเหมือนการออกกำลังกายไหม คำตอบคือ “บางแง่มุม” คือ ซาวน่าทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มและหลอดเลือดขยาย คล้ายกับการออกกำลังกายในระดับเบา–ปานกลาง (บางคนเปรียบเป็น zone 2) แต่ซาวน่าไม่ใช่การออกแรงของกล้ามเนื้อหรือการฝึกความแข็งแรง จึงควรถูกมองเป็น “การเสริม” มากกว่าจะเป็นทดแทนการออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการใช้ซาวน่าเป็นประจำช่วยเพิ่มความสามารถของหัวใจและความทนทานเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

ข้อแนะนำวิธีการซาวน่าแบบปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป

•              เลือกชนิดซาวน่า: แบบดั้งเดิม (Finnish dry sauna) มักร้อนมาก (ประมาณ 70–100°C) ส่วนซาวน่าอินฟราเรด/สตีมจะอุ่นกว่า (ประมาณ 40–60°C หรือ 38–46°C สำหรับสตีม) — เลือกตามความทนทานและความสะดวก

•              เริ่มช้า: ผู้เริ่มต้นควรเริ่มที่อุณหภูมิและระยะเวลาต่ำ เช่น 8–10 นาที/รอบ ทำ 1–2 รอบก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 3–5 รอบตามความทนทาน (พักระหว่างรอบด้วยการดื่มน้ำเยอะ ๆ และอาบน้ำเย็นสั้น ๆ) คำแนะนำนี้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทั่วไปจากบทความแนะนำสุขภาพ

•              ความถี่: เริ่มที่ 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ หากทนได้ดีสามารถเพิ่มเป็น 3–5 ครั้ง/สัปดาห์ (การศึกษาบางชิ้นพบผลดีชัดเจนจากการทำซาวน่าบ่อยๆ)

•              การดื่มน้ำและเติมเกลือแร่: เนื่องจากมีเหงื่อออกมากทำให้เสียของเหลวและอิเล็กโทรไลต์  จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอและเติมเกลือแร่หากมีเหงื่อมากหรือทำหลายรอบติดต่อกัน

•              ข้อควรระวัง: ห้ามซาวน่าในขณะมึนเมา หรือตอนเป็นไข้รุนแรง ผู้มีโรคหัวใจที่ไม่เสถียร ผู้มีความดันเลือดที่ไม่สามารถควบคุมได้ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ข้อจำกัดของงานวิจัย

งานวิจัยที่พบผลดีของซาวน่าส่วนใหญ่เป็นงานสังเกตในประชากรประเทศฟินแลนด์ซึ่งมีวัฒนธรรมการซาวน่าที่ฝังรากลึก ผู้วิจัยจึงเตือนว่ายังไม่สามารถสรุปสาเหตุ-ผลได้แน่ชัด จึงยังต้องการการทดลองแบบสุ่ม (RCTs) ขนาดใหญ่เพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไกแต่ขณะเดียวกันก็มีการศึกษากลไกและทดลองขนาดเล็กที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เป็นประโยชน์

บทสรุป

ซาวน่าไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่เป็นเครื่องมือง่ายๆที่ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต เพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกัน ลดภาระสารพิษบางชนิดและอาจเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและภาวะสมองเสื่อมเมื่อใช้เป็นนิสัยร่วมกับการดูแลสุขภาพโดยรวม การใช้ที่ปลอดภัย โดยเริ่มจากความร้อนและเวลาที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีโรคประจำตัว จะช่วยให้ซาวน่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของ การลงทุนด้านสุขภาพในระยะยาว ที่คุ้มค่า

ตัวอย่างงานวิจัย/แหล่งอ้างอิงสำคัญ ที่อ่านง่าย

•              Laukkanen T. Association Between Sauna Bathing and Fatal Cardiovascular and All-Cause Mortality Events. JAMA Internal Medicine, 2015.

•              Laukkanen T. Sauna bathing is inversely associated with dementia and Alzheimer’s disease in middle-aged to older Finnish men. Age and Ageing, 2017.

•              Sears ME. Arsenic, Cadmium, Lead, and Mercury in Sweat: A Systematic Review. 2012 (การทบทวนการขับโลหะหนักทางเหงื่อ).

•              Laukkanen JA. Cardiovascular and Other Health Benefits of Sauna Bathing. Mayo Clinic Proceedings review, 2018 (และบทความทบทวนต่อเนื่องปี 2024).

•              Lee E. Effects of regular sauna bathing in conjunction with exercise on cardiorespiratory fitness. American Journal of Physiology/2022 (งานทดลองที่พบการปรับปรุง CRF เมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย).

คุณแหน : 28 มกราคม 2569

คุณแหน : 28 มกราคม 2569

คุณแหน : 28 มกราคม 2569

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • จุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานมอบเกียรติบัตร “เด็กดีศรีเมืองสุราษฎร์” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติเรียบร้อย และสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคม..
  • ยินดีกับ รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น ที่ได้เป็นประธานคณะผู้บริหารวิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพรฯวาระที่ 3 (พ.ศ.2568-2571) โดยมี ดร.ภญ.พิมพ์พิมล ตันสกุล, ผศ.ดร.ภก.วุฒิชัย วิสุทธิพรต, ดร.ภก.อดิศักดิ์ ถมอุดทา, รศ.ดร.ภญ.ประสบอร รินทอง, ภญ.ชวัลวลัย เมฆสวัสดิชัย, ภก.นฤทธิ์ เหลืองใส, ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ร่วมด้วย..
  • ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ. สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย รับมอบเงินบริจาค จาก ภญ.วราพร ลิขิตจรรยากุล กก.ผจก. บจ.ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย)  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ..
  • นวชัย เกียรติก่อเกื้อ ผู้บริหารจาก AIS Business ต้อนรับ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ พร้อมนำชาวคณะหลักสูตร Digital CEO#9 เยี่ยมชม Exhibition เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม 5G โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, Cloud, Digital Platform ณ AIS EEC center @ Thailand Digital Valley..
  • เพื่อนๆร่วมยินดีกับ สมยศ วงษ์ทองสาลี ที่ได้เข้ารับพระราชทาน ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา ม.เชียงใหม่..
  • ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ซีอีโอ บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมมอบเงินบริจาคให้แก่สภากาชาดไทย ในโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆได้อย่างทันท่วงที..
  • ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ซีอีโอ บจ.คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล โดยแบรนด์ ฮีโร่ (HERO) มอบเครื่องเป่าลม และถุงขยะชนิดต่างๆให้ อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพืชพรรณ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การจัดการสิ่งแวดล้อมและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย..
  • มิตรสหายปลื้มใจแทน วาสนา- สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ที่บุตรสาว ปิงปิง ทวีแสงสกุลไทย เรียนจบ MBA University of Bath ด้วยผลการเรียนระดับ Merit..
  • อนุโมทนาบุญกับ ศักดา-สุมาลี เด่นแดนโดม ที่มอบทุนการศึกษา ให้นักเรียน รร.เชียงคานวิทยา และรร.ห้วยซวกคกลกใต้ ณ วัดป่าห้วยซวก จ. เลย..
  • นพ.อิทธิกร โรจน์ดำรงวัฒนา รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นวิทยากร กิจกรรมการฝึกปฏิบัติการเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการเย็บแผลเบื้องต้น ให้กับนักเรียนแผนการเรียนแพทยศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย..

น้องใหม่

ททท. เนรมิตราตรีแห่งหัตถศิลป์และคีตศิลป์ “The Night By Amazing Thailand”

ททท. เนรมิตราตรีแห่งหัตถศิลป์และคีตศิลป์ “The Night By Amazing Thailand”

ททท. เนรมิตราตรีแห่งหัตถศิลป์และคีตศิลป์ “The Night By Amazing Thailand”

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนร่วมชมงาน “The Night By Amazing Thailand” ถ่ายทอดความวิจิตรตระการตาของมรดกไทยผ่านนวัตกรรมแสงสีเสียงระดับสากล เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โครงการ “The Night By Amazing Thailand” รอยไหมในแสงจันทร์ : ศิลป์แผ่นดินในความทรงจําใต้แสงพระบารมี น้อมนำพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการรังสรรค์งาน ผ่านไฮไลท์สำคัญอย่าง IMMERSIVE BOX พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมสื่อผสมเสมือนจริงที่บอกเล่าเรื่องราวการทรงงานด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งงานหัตถศิลป์จากโครงการศิลปาชีพที่ทรงสร้างเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพสกนิกร และการยกระดับผ้าไทยให้เป็นแฟชั่นไอคอนที่คนทั่วโลกยอมรับ รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ต THE MOONLIGHT CONCERT ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำวงออเคสตรามาผสมผสานกับการแสดงโขนในรูปแบบ KHON IN JAZZ นับเป็นมิติใหม่แห่งการผสมผสานทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่เวทีแสดงโขน แต่คือพื้นที่แห่งจิตวิญญาณศิลปะไทยที่สะท้อนพระราชดำริในการอนุรักษ์โขนให้คงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน

ไฮไลท์กิจกรรมสำคัญภายในงาน ได้แก่ “THE MOONLIGHT CONCERT: รอยไหมในแสงจันทร์” การแสดงดนตรีชุด “บทเพลงแห่งพระเมตตา” ที่รวบรวมเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระมหากรุณาธิคุณ นำเสนอในรูปแบบ Jazz Meets Orchestra โดยศิลปินระดับโลก Koh Mr.Saxman & The Sound of Siam ร่วมกับวง Thai Symphony Orchestra เพื่อมอบประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ที่นุ่มนวลและลึกซึ้งภายใต้แสงจันทร์ พร้อมศิลปินรับเชิญที่จะสลับสับเปลี่ยนมาร่วมมากมาย อาทิ เบน ชลาทิศ, วิยะดา โกมารกุล ณ นคร, สุชาติ ชวางกูร, เก่ง ธชย, อันฉี Anchee The Voice, ครูกิต The Voice, มายด์ สิริกร เพลงเอก, ฟอร์ด สบชัย, กบ ทรงสิทธิ์, วสุ แสงสิงแก้ว, ลูกหว้า พิจิกา รวมทั้ง คุณอิสริยา คูประเสริฐ นักร้องประจําพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

KHON IN JAZZ: จิตวิญญาณแห่งศิลปะไทย การแสดงโขนมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่เวทีแสดงโขน แต่คือพื้นที่แห่งจิตวิญญาณศิลปะไทยที่สะท้อนพระราชดำริในการสืบทอดโขนให้คงอยู่ในวิถีชีวิตคนไทย IMMERSIVE BOX: แสงแห่งพระบารมี นิทรรศการสื่อผสมเสมือนจริงที่นำเสนอพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การส่งเสริมงานหัตถศิลป์ ศิลปาชีพ และการยกระดับผ้าไทยจนกลายเป็นแฟชั่นไอคอนระดับสากล สะท้อนพระราชปณิธานในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิตจากศูนย์ศิลปาชีพ ได้แก่ งานปักผ้า การทอผ้าไหมแพรวา ผ้าตีนจก การทำเครื่องประดับโขน จักรสานไม้ไผ่ สานหญ้าลิเภา เพนท์เซรามิก ดอกไม้ประดิษฐ์ การเป่าแก้วจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพนอกภาคการเกษตร โดยผู้เข้าร่วมงานยังสามารถร่วมกิจกรรม DIY เพนท์หน้ากากโขน และประดิษฐ์ว่าวได้ด้วย

งาน The Night By Amazing Thailand รอยไหมในแสงจันทร์ : ศิลป์แผ่นดินในความทรงจําใต้แสงพระบารมี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00-21.30 น. ณ อาคารบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม TAT Call Center 1672 และ Line : @tatcontactcenter หรือติดตามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียIG / TikTok / Line / X : @1672travelbuddy และเว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org / http://www.1672travelbuddy.com

หารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก

หารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก

หารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นวิทยากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการระดมทุนเพื่อสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทําเรื่องการหารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก” ในโครงการประชุมสัมมนา”นายกเหล่ากาชาดจังหวัด เลขานุการ และเหรัญญิกเหล่ากาชาดจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2569″ ณ ห้องนภาลัย แกรนด์บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยการบรรยายดังกล่าวมุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ และแนวทางการระดมทุนเพื่อการกุศลในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การหารายได้ผ่านแพลตฟอร์ม Crowdfunding  www.donationhub.or.th และแพลตฟอร์มดิจิทัล http://www.iredcross.org ตลอดจนการออกแบบโครงการหรือกิจกรรมการหารายได้ให้มีความน่าสนใจ ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่และสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริจาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เหล่ากาชาดจังหวัดสามารถระดมทุนและนำไปใช้สนับสนุนโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ ตามภารกิจของสภากาชาดไทยต่อไป

ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิตเพื่อแม่ของแผ่นดิน

ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิตเพื่อแม่ของแผ่นดิน

ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิตเพื่อแม่ของแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมกับ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมนักศึกษาเก่าคณะต่างๆ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และหน่วยงานต่างๆ ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรม “รวมพลคนบริจาคโลหิต ครั้งที่ 11 ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระแม่ของแผ่นดิน” ตั้งแต่วันนี้  – 30 มกราคม 2569 ผู้บริจาคโลหิตในโครงการจะได้รับเสื้อยืด “๙ พระแม่ของแผ่นดิน” เป็นที่ระลึก โดยมีพิธีเปิดกิจกรรมเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  ถ.อังรีดูนังต์

รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันในสถานการณ์ปกติ การรับบริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และสาขาบริการโลหิต โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ จะได้รับโลหิตบริจาค จำนวนมากกว่า 2 แสน ยูนิตต่อเดือน ซึ่งตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อสำรองเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาทิ เกิดเหตุคลังแสงระเบิด เพลิงไหม้ กราดยิง เพื่อให้ทันท่วงทีต่อการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ขณะที่ข้อมูลการเบิก-จ่ายโลหิต ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ย้อนหลัง 1 เดือน ปริมาณการเบิก 7,500 ยูนิต แต่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สามารถจ่ายได้เพียง 3,200 ยูนิต  จากสถิติจะเห็นได้ว่าอย่างไรสถานการณ์โลหิตก็ไม่เพียงพอ ปริมาณการเบิกใช้จากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ มีจำนวนมากกว่าปริมาณที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะสามารถจ่ายให้ได้ และยิ่งสถานการณ์ในช่วงปีใหม่ สถิติการเบิกโลหิตเพื่อนำไปสำรองใช้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาปกติมากถึงร้อยละ 30

“การจัดกิจกรรม‘รวมพลคนบริจาคโลหิต ครั้งที่ 11 ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระแม่ของแผ่นดิน’ เพื่อร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี รวมถึงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดได้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ยังจะช่วยให้การสำรองโลหิตคงคลังมีปริมาณเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องโลหิตในการรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศอีกด้วย”

ขอเชิญชวนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคโลหิตในโครงการ ‘รวมพลคนบริจาคโลหิต ครั้งที่ 11 ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระแม่ของแผ่นดิน’ ระหว่างวันที่ 27 – 30 มกราคม 2569 โดยผู้ร่วมบริจาคโลหิตในโครงการจะได้รับเสื้อยืด  “๙ พระแม่ของแผ่นดิน” เป็นที่ระลึก (ของมีจำนวนจำกัด)

สามารถบริจาคโลหิตได้ในวัน และสถานที่ ดังนี้  วันที่ 27 มกราคม 2569 บริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์    พิเศษ ! เฉพาะผู้บริจาคโลหิตครั้งแรก รับเพิ่ม “เข็มกลัดริบบิ้นถวายความอาลัย” (จำนวนจำกัด) ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม  ได้ที่ : https://bdbooking.redcross.or.th/event/รวมพลคนบริจาคโลหิต โปรดมาตามเวลาที่ลงทะเบียนไว้ , หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่  (Fixed Station) 7 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม  (บางแค)  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ  ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น  อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา ภูเก็ต งานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และงานบริการโลหิต จังหวัดอุดรธานี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)

วันที่ 28-29 มกราคม 2569 บริจาคโลหิต ได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ 12 แห่ง ทั่วประเทศ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  และวันที่ 30 มกราคม 2569 บริจาคโลหิต ได้ที่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน

โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลง

เดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

ประเทศไทยร่วมการทดลองทางคลินิก รับมือเชื้อดื้อยารักษาโรคหนองใน

ประเทศไทยร่วมการทดลองทางคลินิก รับมือเชื้อดื้อยารักษาโรคหนองใน

ประเทศไทยร่วมการทดลองทางคลินิก รับมือเชื้อดื้อยารักษาโรคหนองใน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์กรไม่แสวงผลกำไร Global Antibiotic Research & Development Partnership (GARDP) ประกาศว่า องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้อนุมัติ ยาปฏิชีวนะแบบรับประทานแบบครั้งเดียวสำหรับรักษาโรคหนองในแบบไม่ซับซ้อน ภายใต้ชื่อ Nuzolvence ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวิธีรักษาใหม่สำหรับโรคหนองในในรอบหลายทศวรรษ และเป็นยาตัวแรกที่ได้รับการพัฒนาด้วยแนวทางใหม่แบบไม่แสวงกำไรด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อรับมือกับปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะที่มีจำนวนเพิ่มขี้นเรื่อย ๆ ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อหนองในรายใหม่มากกว่า 82 ล้านรายทั่วโลกในแต่ละปี Nuzolvence ถือเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้ เชื้อ Neisseria gonorrhoeae ได้พัฒนาการดื้อยาต่อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิดที่เคยใช้รักษา และปัจจุบันเหลือเพียง ceftriaxone เป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ก็เริ่มพบสัญญาณการดื้อยาเพิ่มขึ้นมาก โดยบางภูมิภาครายงานว่าพุ่งสูงถึงหกเท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากไม่มีการพัฒนายาใหม่ที่มีประสิทธิภาพ โรคหนองในอาจกลายเป็นโรคที่รักษาไม่ได้อีกครั้งจากวิกฤตเชื้อดื้อยา

ในประเทศไทย โรคหนองในแม้ดูเหมือนห่างหายจากหน้าสื่อ แต่ไม่ได้ลดลง ตรงกันข้ามกลับพบการระบาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วงปี 2565–2567 ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับปัญหาเชื้อดื้อยาที่รุนแรงขึ้น การรักษาผู้ป่วยยิ่งท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม ประเทศไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ของ Nuzolvence ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่ใหญ่และครอบคลุมที่สุดที่เคยมีมาสำหรับยารักษาโรคหนองใน โดยไทยเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่เข้าร่วมการทดลอง พร้อมบุคคลากรและกลุ่มผู้ป่วยที่สะท้อนสถานการณ์จริงของภาระโรคในประเทศ

แพทย์หญิงรสพร กิตติยาวมาลย์ หัวหน้าผู้วิจัย ศูนย์การแพทย์บางรัก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 

แพทย์หญิงรสพร กิตติยาวมาลย์ หัวหน้าผู้วิจัย ศูนย์การแพทย์บางรัก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ในฐานะแพทย์เห็นว่าปัญหาหนองในดื้อยาจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในประเทศไทย สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหนองในเพิ่มขึ้นในแต่ละปี การดำเนินการวิจัยยาใหม่ๆในการรักษาหนองในในประเทศไทยจะเป็นประโยชน์ จะช่วยเพิ่มทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาในรูปแบบรับประทานครั้งเดียว ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการควบคุมโรคหนองใน และมีความสำคัญต่อการลดโรคและป้องกันการแพร่กระจายของหนองในดื้อยารุนแรงทั่วโลก”        

การทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 นี้ไม่เพียงเป็นการทดลองที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาสำหรับยาต้านหนองในตัวใหม่ แต่ยังครอบคลุมพื้นที่และประชากรได้หลากหลายที่สุดด้วย มีผู้เข้าร่วม 930 คน จาก 16 ศูนย์ทดลองใน 5 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ไทย และสหรัฐอเมริกา ตั้งใจออกแบบให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีภาระโรคสูง และรวมกลุ่มประชากรที่มักถูกมองข้าม เช่น ผู้หญิง วัยรุ่น และผู้ติดเชื้อเอชไอวี

“การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรักษาหนองในดื้อยาหลายขนาน เพราะอัตราการดื้อยากำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการพัฒนายาปฏิชีวนะ” นายแพทย์มานิกา บาลาเสการัม ผู้อำนวยการบริหาร GARDP กล่าว “Nuzolvence แสดงให้เห็นว่าแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนายาปฏิชีวนะนั้นเป็นไปได้—เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญต่อสาธารณสุข เสริมการเข้าถึงในประเทศที่มีภาระโรคสูง และช่วยรักษาประสิทธิภาพของยาในระยะยาว”

การขึ้นทะเบียนและจำหน่าย Nuzolvence ในหลายประเทศทั่วโลกสามารถดำเนินการได้ เนื่องจาก GARDP ได้รับสิทธิ์ครอบคลุมประเทศรายได้ต่ำทั้งหมด ประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ และบางประเทศรายได้สูง ส่วน Entasis Therapeutics, Inc. และ Innoviva Specialty Therapeutics ยังคงถือสิทธิ์เชิงพาณิชย์ในตลาดสำคัญ ได้แก่ อเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก

ในส่วนของการเข้าถึงยา GARDP กำลังก้าวหน้าในการยื่นขอขึ้นทะเบียนในประเทศไทยและแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญและมีบทบาทเด่นในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 โดยเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Nuzolvence ได้ยื่นขอ ขึ้นทะเบียนในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมยื่นในแอฟริกาใต้ช่วงต้นปีหน้า

การผลักดันยาตัวนี้เกิดขึ้นได้จากบทบาทของ GARDP ในการระดมความร่วมมือและเงินสนับสนุนจากรัฐบาลและองค์กรนานาชาติรวมถึงรัฐบาลเยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก นครเจนีวา สภาวิจัยการแพทย์แอฟริกาใต้ และ มูลนิธิ Leo Model โดยต่อยอดจากการค้นพบสารต้นแบบของบริษัทแอสตร้าซิเนก้า  และจากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน NIAID ของสหรัฐอเมริกา

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่คนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและ Aging เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมี Longevity หรือ มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เลือกทานจึงเป็นข้อแรกที่ต้องใส่ใจ เริ่มจากหากอยากให้กระดูกแข็งแรง คิดว่าทานแคลเซียมอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่? ถ้าคำตอบว่า ใช่ อยากให้ลองคิดใหม่ เพราะการดูดซึมในร่างกายมีกลไกมากกว่าที่คิด ถ้าไม่อยากให้กระดูกพรุนแบบไม่รู้ตัว ต้องรอบรู้เรื่องสุขภาพเพื่อการดูแลตัวเองอย่างฉลาด ด้วยกลุ่มเพื่อนซี้ ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’

สำหรับ ‘แคลเซียม’ เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรงทั้งกระดูกและฟัน รวมถึงมีส่วนในการทำงานของหลอดเลือด กล้ามเนื้อ และหัวใจ การเสริมสร้างแคลเซียมจึงช่วยให้ทั้งกระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

ส่วน ‘วิตามินดี 3’  ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารผ่านลำไส้ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ตามปกติ โดยเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ จึงแนะนำให้ทานพร้อมอาหารเพื่อให้การดูดซึมดีขึ้น ซึ่งหากร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพียงพอจะดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ถึง 30–40 %

และ ‘วิตามินเค 2’ จะช่วยดึงแคลเซียมจากเลือดเข้าสู่กระดูกเพื่อนำไปใช้สร้างกระดูก ป้องกันการสะสมแคลเซียมตามเนื้อเยื่ออ่อนและหลอดเลือดแดง จึงลดแคลเซียมส่วนเกินในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้ และยับยั้งการสลายของกระดูก ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและลดการเกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุ โดย ‘วิตามินเค 2’ มีหลายชนิด แต่วิตามินเค 2 ชนิด MK-7 มีงานวิจัยรองรับในเรื่องการดูดซึมและการนำไปใช้ได้ดีที่สุด จะพบมากในนัตโตะ ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินเค 2 จากธรรมชาติ

ทำความเข้าใจง่าย ๆ ด้วย 4 นิยามนี้ ‘รับ – ดูดซึม – นำส่ง – ตรงจุด’ โดยมี 3 เพื่อนซี้หลักอย่าง ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’ ทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยเมื่อร่างกายได้รับ ‘แคลเซียม’ จากการทานอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลำดับถัดไปคือหน้าที่ของ ‘วิตามินดี 3’ ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารผ่านลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และเมื่อมีแคลเซียมในเลือดแล้วถึงเวลาของ ‘วิตามินเค 2’ ที่จะเป็นเหมือน GPS ช่วยนำทางส่งแคลเซียมจากเลือดเข้าสู่กระดูก ทำให้แคลเซียมตรงเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น เห็นได้ชัดว่าการดูแลสุขภาพอย่างเข้าใจทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้และได้รับแคลเซียมอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อรู้จักกุญแจสำคัญของกระดูกที่แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม ให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สะดวกมากยิ่งขึ้น Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย พร้อมเคียงข้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กิฟฟารีน เค 2 พลัส ไลโปโซมอล ดี 3 (Giffarine K2 Plus Liposomal D3) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อความแข็งแรงของกระดูก ด้วย วิตามินเค 2 ธรรมชาติจากนัตโตะในรูปแบบ Trans MK-7 พร้อมด้วยวิตามินดี 3 ในรูปแบบไลโปโซม ที่เป็นขั้นกว่าของการดูดซึมแคลเซียม ผลิตด้วยเทคโนโลยีไลโปโซม ซึ่งมีความคงตัวสูง ไม่ถูกทำลายจากกรดในกระเพาะอาหาร ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่าวิตามินดี 3 ทั่วไปถึง 1.8 เท่า โดยทานคู่กับแคลเซียมเพื่อเพิ่มการดูดซึมได้ทุกวัน เมื่อวิตามินเค 2  และไลโปโซมอล วิตามินดี 3 ทำงานกันเป็นทีม จะช่วยทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมและตรงเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น

การให้คุณค่ากับสุขภาพของตัวเอง เหมือนเป็นการได้บอกรักตัวเองทุกวัน แก๊งคู่ซี้สายซัปพอร์ต ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’ ที่จะช่วยให้การดูดซึมและนำส่งแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ตรงจุดมากที่สุด รักกระดูก อย่ารอให้สายเกินไป