ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ ‘The Power of Next’ สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ 'The Power of Next' สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ ‘The Power of Next’ สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ยัสปาล กรุ๊ป (Jaspal Group) ผู้นำในอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสนับสนุนสังคม ภายใต้แนวคิด “The Power of Next” โดยได้มอบทุนสนับสนุนงานแฟชั่นโชว์ผลงานธีสิสของนิสิตนักศึกษาด้านแฟชั่นดีไซน์จาก 5 สถาบันการศึกษารวม 145,000 บาท ให้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองใหม่ ๆ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของวงการแฟชั่นไทยอย่างยั่งยืน

 ผศ.ดร.อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน)

นลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป กล่าวว่า “ยัสปาล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่า คนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย การสนับสนุนแฟชั่นโชว์ผลงานธีสิสในครั้งนี้ จึงเป็นหนึ่งในการแสดงเจตนารมณ์ของแนวคิด ‘The Power of Next’ ที่เราอยากให้นิสิตนักศึกษาได้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของพวกเขามีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในโลกแฟชั่นได้จริง ขณะเดียวกัน เวทีนี้ยังเป็นโอกาสให้ ยัสปาล กรุ๊ป ได้เห็นพลัง ความสามารถ และมุมมองใหม่ ๆ ของนักออกแบบรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และร่วมเติบโตไปกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้ ยัสปาล กรุ๊ป ในอนาคต”

ผศ.ปรุฬห์ลภย์ พฤกษ์โสภี อาจารย์สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และนลินี เรืองวิทยานุกูล

นลินี เรืองวิทยานุกูล และรองศาสตราจารย์ ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นลินี เรืองวิทยานุกูลม, นักศึกษา และอาจารย์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ

ในปีนี้ ยัสปาล กรุ๊ป ได้ร่วมสนับสนุนการจัดแสดงผลงานแฟชั่นธีสิสของนิสิตนักศึกษาจาก 5 สถาบันชั้นนำ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองต่อโลกผ่านผลงานแฟชั่นที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย ดังนี้

นลินี เรืองวิทยานุกูล ร่วมแสดงความยินดี

สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “EXITS” ถ่ายทอดการค้นหาทางออก ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และการสำรวจตัวตน ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับประสบการณ์ชีวิต

สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายใต้แนวคิด “ULTIMATE SOURCE XIX” เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ผ่านการทดลองแนวคิด เทคนิค และมุมมองที่ไร้ข้อจำกัด


ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 

สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “GENESIS” สื่อถึงจุดเริ่มต้นของการเติบโต การเรียนรู้ และการค้นพบตัวตนของนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านผลงานที่สะท้อนพัฒนาการทางความคิดและทักษะ

สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


หลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้แนวคิด “WHAT E VER NEXT?” ตั้งคำถามต่ออนาคตของความคิดสร้างสรรค์และทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่น พร้อมชวนสำรวจบทบาทของนักออกแบบรุ่นใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้แนวคิด “Activism Thai Modern” นำเสนอการตีความอัตลักษณ์ความเป็นไทยในบริบทสมัยใหม่ ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย เพื่อสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะเครื่องมือสื่อสารทางสังคม

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

นอกเหนือจากการสนับสนุนเวทีแฟชั่นธีสิส ยัสปาล กรุ๊ป ยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด “The Power of Next” ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการออกแบบ เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้จากดีไซเนอร์มืออาชีพในเครือ ยัสปาล กรุ๊ป ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง ตั้งแต่กระบวนการคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การพัฒนาคอลเลกชัน ไปจนถึงขั้นตอนการผลิต และการดำเนินธุรกิจแฟชั่นในโลกการทำงาน รวมไปถึงการฝึกงาน พร้อมเชื่อมโยงสู่โอกาสในการฝึกประสบการณ์และร่วมงานจริงกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้องค์กรในอนาคต

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ยัสปาล กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจ “The Power of Next” ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะวิชาชีพ และการเชื่อมโยงเยาวชนสู่โลกการทำงานจริง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนักออกแบบและบุคลากรรุ่นใหม่ให้เติบโตสู่กำลังสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

Easter Surgery Hospital ประกาศความพร้อมในการยกระดับสู่การเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ มุ่งเน้นการให้บริการด้านศัลยกรรมตกแต่งและเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ได้มาตรฐานสากล สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและผลลัพธ์ทางการแพทย์ ต่อยอดจากประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการยุคใหม่ด้วยคุณภาพสูงสุด

นพ. ประดิษฐ์ เจริญพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร (President) ของ Easter Surgery Hospital เปิดเผยว่า “การก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางครั้งนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสถานพยาบาลที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การดูแลหลังผ่าตัด และการยกระดับบริการภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและทันสมัยที่สุด”

ยกระดับมาตรฐานการรักษาด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี

นพ.ประดิษฐ์ กล่าวถึงหัวใจสำคัญในการทำงานว่า “ศัลยกรรมคือการผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นใจของบุคคล โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการวินิจฉัยและการวางแผนการรักษาที่แม่นยำ โดยทีมแพทย์ของเรายึดถือมาตรฐานทางวิชาการและแนวปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นสำคัญ”

Easter Surgery Hospital มุ่งเน้นการดูแลผู้รับบริการทั้งด้านศัลยกรรมตกแต่งและศัลยกรรมแก้ไข (Correction Surgery) โดยให้ความสำคัญกับการประเมินปัญหาอย่างรอบด้านและออกแบบแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพื่อให้ผลลัพธ์การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

ผสานประสบการณ์ทีมแพทย์สู่มาตรฐานสากล

จุดแข็งสำคัญของโรงพยาบาลคือการบูรณาการองค์ความรู้จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนาน ร่วมกับแพทย์รุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคนิคทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“เรามุ่งมั่นติดตามความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและเทคนิคการรักษาจากทั่วโลก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพสูงสุด ภารกิจของเราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการให้บริการด้านความงาม แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้รับบริการในภาพรวม เพราะการศัลยกรรมเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นใจ คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของแต่ละบุคคล การพัฒนา Easter Surgery Hospital จึงเป็นการต่อยอดประสบการณ์และองค์ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดหลายทศวรรษ สู่การให้บริการที่ครบวงจรและมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเรายังยึดมั่นในปรัชญา “3 สวย” อย่างเคร่งครัด โดยทีมแพทย์ทุกคนทำงานภายใต้หลักการเดียวกัน คือ สวยถูกต้อง : ต้องถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์
สวยถูกใจ: มีทักษะในการสื่อสารและเข้าใจความต้องการของคนไข้ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงใจที่สุดภายใต้ความถูกต้อง สวยปลอดภัย: ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ทีมแพทย์ยึดถือ นี่คือความตั้งใจของเราในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การรักษาที่น่าเชื่อถือ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการอย่างยั่งยืน”
นพ.ประดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์: www.easterhospital.com

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.59 น.

เมื่อเทรนด์บิวตี้จากรันเวย์ทั่วโลกหันมาโฟกัสความงามที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เทรนด์ “ปรุงจืด” จึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นนิยามความงามใหม่ และกลายเป็นเทรนด์บิวตี้ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียล ด้วยเมกอัป ที่เน้น “งานผิวจริง” ผ่านการคอมพลีทลุคที่ดูเรียบง่าย เผยผิวสุขภาพดี และสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ สไตล์เมกอัปนี้ช่วยครีเอตลุคให้ละมุนอย่างพอดี ไล่ตั้งแต่ผิวโกลว์บางเบา แก้มชมพูระเรื่อ ไปจนถึง ริมฝีปากโทนนู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งใน  เทรนด์เมกอัปงานผิวในยุคนี้ ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกสาว ๆ คนไหนไม่อยากตกขบวน และอยากอัปเลเวลงานผิวให้ทันรับเทรนด์นี้ found & found คัดมาแล้วกับ  7 เมกอัปสำหรับครีเอตลุคผิวสวยฉ่ำ ดูสุขภาพดี มาดูกันว่ามีไอเทมชิ้นไหนน่าช้อปบ้าง ไปดูกันเลย!

TIRTIR Mask Fit Red Cushion (21N Ivory)

หัวใจของลุคปรุงจืดคือผิวที่ดูสวยเหมือนไม่ได้พยายามมากเกินไป แต่ผิวยังต้องสวยเนียนฉ่ำ งานนี้เราขอยกให้คุชชั่นตลับแดงทรงไข่สุดฮิตจากเกาหลี ที่เนื้อสัมผัสบางเบาแต่ให้การปกปิดดีเยี่ยม ช่วยเบลอรูขุมขนเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ และติดทนนานสูงสุด 72 ชั่วโมง ควบคุมความมัน กันเหงื่อ ช่วยให้ผิวดูโกลว์มีสุขภาพดี

Wakemake Defining Cover Concealfit Palette (01)

คอนซีลเลอร์พาเลตต์เนื้อครีมบางเบา ปกปิดเนียนกริบอย่างเป็นธรรมชาติ ติดทนนาน กลมกลืนไปกับผิว  มีหลายเฉดในตลับเดียว ช่วยแก้ไขปัญหาผิวบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Dasique Shadow Palette (27 Rose Milk Tea)

เติมมิติให้ดวงตาอย่างแผ่วเบา ด้วยพาเลตต์อายแชโดว์โทนสีชมพูชานมอ่อนละมุน มาพร้อมทั้ง 3 สัมผัสเนื้อแมตต์ ชิมเมอร์ และกริตเตอร์เกลี่ยง่าย ไม่เป็นก้อน สีฟุ้งกระจายสวย ช่วยสร้างลุคดวงตานุ่มนวล ดูหวานกำลังดี

Cezanne Blend Color Cheek Blush (01)

แก้มระเรื่อคืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของลุคปรุงจืด บลัชออนตัวนี้ช่วยเติมสีสันให้พวงแก้มดูดีมีเลือดฝาดตามธรรมชาติ เนื้อพาวเดอร์ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เกลี่ยง่าย ให้ฟินิชบางเบาที่ช่วยเสริมให้ผิวโดยรวมดูสุขภาพดีและมีชีวิตชีวามากขึ้น

Canmake Styling Edge Eyebrow (01 Natural Brown)

คิ้วที่ดูเป็นธรรมชาติแต่ยังมีทรงสวยคือกุญแจสำคัญของเมกอัปสไตล์นี้ พลิกวงการดินสอเขียนคิ้ว ด้วยหัวดินสอปลายสี่เหลี่ยม 2in1 ให้ความบาง 0.8 มม. เนรมิตขนคิ้วเรียงเส้นสวย วาดเส้นคิ้วให้ดูคล้ายขนคิ้วจริง ให้ลุคละมุนและดูไม่แข็งจนเกินไป

KISSME Heavy Rotation Coloring Eyebrow (03)

ยกระดับลุคปรุงจืดให้ดูซอฟต์ขึ้นด้วยมาสคาร่าคิ้วที่ช่วยปรับสีคิ้วให้กลมกลืนกับสีผมและเมกอัปโดยรวม เนื้อฟิล์มบางเบาช่วยจัดทรงคิ้วให้ดูฟูเป็นธรรมชาติ เพิ่มความละมุนให้ใบหน้าโดยไม่ต้องแต่งเติมมาก

Colorgram Nude Blur Tint (03)

ปิดท้ายลุคด้วยริมฝีปากโทนนู้ดอมชมพูที่ดูสุขภาพดี ลิปทินท์เนื้อแมตต์บางเบาช่วยเบลอขอบปากให้ดูนุ่มนวล พร้อมมอบเอฟเฟกต์ซอฟต์โฟกัสที่ทำให้ริมฝีปากดูละมุนราวกับสีปากจริง เป็นความสวยแบบเรียบง่ายที่กำลังได้รับความนิยม

เพราะเสน่ห์ของเทรนด์ “ปรุงจืด” ไม่ได้อยู่ที่การแต่งหน้าให้น้อยที่สุด แต่คือการเลือกเติมแต่งอย่างพอดี สีที่เป็นธรรมชาติ เพื่อดึงความสวยในแบบของตัวเองออกมาให้โดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ ใครที่อยากอัปเดตลุคให้ทันเทรนด์ และสัมผัสเสน่ห์ของเมกอัปสไตล์ปรุงจืด สามารถเลือกช้อปไอเทมทั้งหมดนี้ได้ที่ found & found ทุกสาขา หรือช้อปสะดวกผ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง GrabMart, LINE MAN MART, Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว

ชวนสัมผัสประสบการณ์บิวตี้รูปแบบใหม่สไตล์ J/K Beauty เจอครบจบที่ found & found พร้อมติดตามสินค้าใหม่และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found  LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

#JKBeautyเจอครบจบที่นี่ #foundnfound #SimpleEasyEverySkin #makeupnomakeup #ปรุงจืด #glowyskin

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน ณ กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี ต.โพธิ์ใหญ่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งโชว์ศักยภาพการยกระดับผ้าไหมไทยสู่เวทีระดับประเทศ ประจำปี 2569 

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี มีจุดเริ่มต้นจากการทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระดับครัวเรือนในปี พ.ศ. 2542 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 10 ราย ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ร้อยเอ็ด ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และสาวไหมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลุ่มสามารถยกระดับได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP หม่อนใบ) และรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมสำเร็จในปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 82 ราย มีพื้นที่ปลูกหม่อนรวม 65 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บ้านโนนชัยศรีและบ้านหนองแคน โดยมีการแบ่งสัดส่วนกิจกรรมของสมาชิกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มปลูกหม่อนเพื่อจำหน่ายใบ 62 ราย และกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายเส้นไหม 20 ราย 

กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่ม จึงได้สนับสนุนงบประมาณขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 ได้สนับสนุนงบประมาณ 3,000,000 บาท ผ่านโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการจัดการน้ำในแปลงหม่อน ทำให้ใบหม่อนมีคุณภาพดีและเหมาะสมต่อการเลี้ยงไหมอย่างมีประสิทธิภาพ และล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 นี้ กรมหม่อนไหมได้ผลักดันงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสร้างเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงไหมวัยอ่อนเพื่อผลิตไหมหัตถกรรม เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตรังไหม ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน อีกทั้งยังช่วยลดเวลาและแรงงาน ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรอบการเลี้ยงไหมให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น  และโครงการนำเทคโนโลยีการผลิตหม่อนไหมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มแปลงใหญ่เส้นไหมจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อขยายผลเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการบริหารจัดการน้ำ

นายศรัญญู กล่าว จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของกลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี คือการปรับตัวเข้าสู่ยุคการตลาดออนไลน์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ภายใต้การนำของนายบุญเรือง รัตนโสภา ประธานกลุ่ม และนางสุวะภาพ หมื่นแสน ผู้นำกลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมมาตรฐาน โดยทางกลุ่มได้ขับเคลื่อนการจำหน่ายเส้นไหมไทยสาวมือผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างเครือข่ายไปยังจังหวัดใกล้เคียงจนมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับสินค้าจนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเส้นไหมไทยสาวมือ (มกษ.8000-2565 และ มกษ. 5900-2565) และติดเครื่องหมายรับรองคุณภาพ “Q” ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงตลอดทั้งปี 

“การพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ในวันนี้ กรมหม่อนไหมตั้งใจที่จะเผยแพร่ความสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้และเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ทั่วประเทศ ในการนำเทคโนโลยีและมาตรฐานผลิตภัณฑ์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์พื้นบ้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มุ่งสู่ความยั่งยืนในอาชีพด้านหม่อนไหมของประเทศไทยต่อไป” นายศรัญญู กล่าว

นายศรัญญู กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้กรมหม่อนไหมยังได้นำสื่อมวลชนเข้าชม “งานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2569” ณ หอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งการจัดงานประกวดในปีนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแก่เยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านต้นแบบ ที่สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหมและการทอผ้าไหมไทยให้คงอยู่คู่ชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งเป็นเวทีนำเสนอผลงานด้านภูมิปัญญาและสร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานที่ถูกต้องเกี่ยวกับลายผ้าไหมไทย ประวัติผ้าไหม ตลอดจนกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไปจนถึงการแปรรูปและการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ สำหรับ ไฮไลต์สำคัญในปีนี้ มีการจัดการประกวดแข่งขันรวมทั้งสิ้น 34 ประเภท ประกอบด้วย การแข่งขันสาวเส้นไหม 6 ประเภท,การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 27 ประเภท และสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 1 ประเภท ซึ่งมีผลงานจากเยาวชน เกษตรกร และกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมจากศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ ส่งเข้าประกวดอย่างคึกคักรวมกว่า 800 ชิ้น ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าหม่อนไหมและการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ ๆ ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและตรงใจตลาดผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

๐๐จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี ต้อนรับ พลโท อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ พร้อมด้วยคณาจารย์และนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 มาดูกิจการและศึกษาภูมิประเทศภาคใต้ พร้อมเปิดเวทีเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี การท่องเที่ยว และพลังงานไฟฟ้าชีวมวล”..๐๐

๐๐ ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด ประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพผู้นำท้องที่ และท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่าย ป.ป.ช. ภาคประชาสังคม จ.ร้อยเอ็ด..๐๐

๐๐ยินดีกับคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัล Thai HealthTech Excellence Awards 2026 ในหมวด รร.แพทย์ ระดับ Gold ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมด้านสุขภาพของประเทศไทย..๐๐

๐๐ เพลินพิศ ศรีภพ นายกเทศมนตรีเมืองตาคลี พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิด การประกวดแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับภาคเหนือ ครั้งที่ 21 “สวรรคโลกวิชาการ CREATIVE CITY CREATIVE LEARNING” โดยมี สมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รอง ผวจ.สุโขทัย เป็นประธานในพิธีเปิด..๐๐

๐๐ มิตรสหายยินดีกับ ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ที่ได้เป็น ว่าที่  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน..๐๐

๐๐มูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ สนับสนุนสนามเด็กเล่นให้กับ รร.บ้านป้องกันตนเองด่านชุมพล จ.ตราด เพื่อเสริมสร้างทักษะทางด้านร่างกายให้เหมาะสมแก่วัย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ..๐๐

๐๐ ชื่นชม วิทูร สุริยวนากุล ซีอีโอ บมจ.โกลบอลเฮ้าส์ พร้อม เข็มชาติ สังฆะคาม ที่ร่วมส่งมอบโครงการ AI Empowering Education เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี AI ในการพัฒนาการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.ราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมี ผศ.ดร.วิชิต กำมันตะคุณ อธิการบดี รับมอบ..๐๐

๐๐คมคาย ธูสรานนท์ ชวน พิมพาพรรณ ชาญศิลป์ และ นฤมล ปุณณกิติเกษม เที่ยวชมฟยอร์ดและน้ำตกอลังการในนอร์เวย์ ไปจบโปรแกรมที่สวีเดน โดยมีขาประจำ กาญจนา แสมขาว, วรรณภา อาจแย้มสรวล, วิทยา ดำรงค์ศักดิ์สกุล และ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ ร่วมทีม..๐๐

๐๐ ยามว่าง ดร.จรวยพรภัทร ลีสมสิริ พร้อม ปารณีย์ อำนวยรักษ์กุล ชวนเพื่อนๆ วตท. และ วพน. ไปออกรอบตีกอล์ฟที่ มาเก๊า 3 วัน..๐๐

๐๐ ภญ.วันวิสา สหศุภานันท์ ศิษย์เก่าเภสัชมหิดลรุ่น 25 มอบเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของ 10 ภาควิชาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล โดยมี รศ. ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ รับมอบ..๐๐

๐๐ ชนิต สุวรรณพรินทร์ เป็นตัวแทนสมาคมการตลาดฯ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินในโครงการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT)..๐๐

๐๐ สมาคมนักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ดร.ภญ.ฐานิศร มหัตนิรันดร์กุล นักศึกษาเก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่..๐๐

๐๐ สวด พรชัย สกุลวีระ บิดา อัญญารัตน์ สกุลวีระ 21-26 มิ.ย.19.30 น.วัดศรีประจันตคาม ปราจีนบุรี ..ฌาปนกิจ 27 มิ.ย.15.30 น. และสวด วาสนา ภู่บัวเผื่อน มารดา นงชนก สถานานนท์ 21-24 มิ.ย.18.30 น.วัดคันลัด พระประแดง สมุทรปราการ ..ฌาปนกิจ 25 มิ.ย.16.30 น..๐๐

น้องใหม่

Around W. By หมูอ้วน : สัมผัส ‘เสน่ห์’ เที่ยวทั่วไทย 4 ภาค จาก ‘ทะเลหมอก’ ถึงทะเลใต้ ค้นพบเมืองไทยมุมใหม่กับความรู้สึกที่ไม่รู้ลืม

Around W. By หมูอ้วน : สัมผัส ‘เสน่ห์’ เที่ยวทั่วไทย 4 ภาค จาก ‘ทะเลหมอก’ ถึงทะเลใต้ ค้นพบเมืองไทยมุมใหม่กับความรู้สึกที่ไม่รู้ลืม

Around W. By หมูอ้วน : สัมผัส ‘เสน่ห์’ เที่ยวทั่วไทย 4 ภาค จาก ‘ทะเลหมอก’ ถึงทะเลใต้ ค้นพบเมืองไทยมุมใหม่กับความรู้สึกที่ไม่รู้ลืม

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์เที่ยวทั่วไทย 4 ภาคจากทะเลหมอกถึงทะเลใต้ ดื่มด่ำบรรยากาศที่แตกต่าง และร่วม “feel all the feelings” เปิดหัวใจรับทุก “ความรู้สึก” ค้นพบความ Amazing Thailand กับหลากหลายสถานที่สวยงาม พร้อมดื่มด่ำประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยมุมมองใหม่ที่รอให้คุณออกไปสัมผัสคุณค่า ความหมาย และความประทับใจด้วยตนเองในทุกช่วงเวลา

สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายกลางสายหมอกใน “ภาคเหนือ”

เริ่มต้นการเดินทางที่ “ภูลังกา” จ.พะเยา จุดหมายปลายทางของคนรักทะเลหมอก ที่ทุกเช้าเหมือนโลกทั้งใบกำลังถูกห่มด้วยผ้าสีขาวผืนใหญ่ ท่ามกลางภูเขาสลับซับซ้อนและอากาศเย็นสดชื่น ให้ความรู้สึกสวยงามราวกับความฝัน ต่อด้วย “วัดเจดีย์หลวง” จ.เชียงใหม่ ที่ยิ่งดูขลังและงดงามในวันที่ฝนโปรยเบาๆ ก้อนอิฐเก่าแก่สีเข้มตัดกับท้องฟ้าหม่น เป็นเสน่ห์ของล้านนาที่สงบเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ขณะที่ “เจดีย์ลอยฟ้า วัดพุทธบาทสุทธาวาส” จ.ลำปาง คืออีกหนึ่งจุดหมายที่เหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์แฟนตาซี บันไดทอดยาวขึ้นสู่เจดีย์สีขาวสง่าตั้งเรียงรายอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางสายหมอกและวิวภูเขาสุดลูกหูลูกตา ส่วนเชียงรายในฤดูฝน คือช่วงเวลาที่ “ไร่ชา” ถ่ายทอดความเขียวขจีแห่งขุนเขา ลอนใบชาที่ทอดยาวไปตามเนินเขา ดูละมุนราวพรมสีเขียวขนาดใหญ่ ยิ่งได้จิบชาร้อนท่ามกลางอากาศเย็นและสายฝนบางๆ ยิ่งทำให้ช่วงเวลาธรรมดากลายเป็นความสุขที่น่าจดจำ และหากอยากใช้ชีวิตให้ช้าลง “บ้านรักไทย” จ.แม่ฮ่องสอน ก็ยังเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขาที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ไม่เปลี่ยน บ้านดินริมทะเลสาบ แสงไฟอุ่นยามเย็น และหมอกที่ลอยเหนือผืนน้ำ ทำให้ที่นี่เหมือนเมืองเล็กในนิทานที่ใครได้ไปก็ยากจะลืม

ค้นพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติใน “ภาคอีสาน”

ในวันที่ดอกบัวเบ่งบานเต็มผืนน้ำ “ทะเลบัวแดง” จ.อุดรธานี คือภาพความงดงามที่แทบไม่มีที่ไหนเหมือน เรือเล็กค่อยๆล่องผ่านทะเลดอกไม้สีชมพูสุดสายตา ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า เป็นโมเมนต์ที่ทั้งเงียบสงบและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน ขณะที่ “สามพันโบก” จ.อุบลราชธานี ยังคงสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยลวดลายหินธรรมชาติกลางลำน้ำโขง แอ่งหินนับพันที่ถูกสายน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นรูปร่างแปลกตา สะท้อนให้เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติไทยได้อย่างน่าอัศจรรย์

เที่ยวหลากสไตล์หลายความรู้สึกใน “ภาคกลาง”

แม้อยู่ใจกลางเมือง แต่ “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” กรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นภาพจำของความงดงามเหนือกาลเวลา เมื่อแสงสะท้อนจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วยขับให้พระปรางค์สีขาวดูโดดเด่นกว่าที่เคย และเมื่อพระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้า แสงไฟโทนอุ่นที่สาดส่องกระทบองค์พระปรางค์ พร้อมเงาสะท้อนระยิบระยับบนผืนน้ำเจ้าพระยา ก็ยิ่งเติมเสน่ห์ให้บรรยากาศริมแม่น้ำงดงามราวภาพวาดอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ อีกหมุดหมายที่สายธรรมชาติไม่ควรพลาด “น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น” จ.กาญจนบุรี ในช่วงหน้าฝนที่สายน้ำไหลเต็มชั้น น้ำตกสีฟ้าใสท่ามกลางผืนป่าเขียวชอุ่ม กลายเป็นเสียงของธรรมชาติที่ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าได้ดีที่สุด

ปล่อยใจไปกับทะเลและผืนป่าใน “ภาคใต้”

“แหลมหาด เกาะยาวใหญ่” จ.พังงา คือภาพของทะเลใต้ในวันที่เงียบสงบ สันทรายสีขาวราวกับผงแป้งทอดยาวสู่ท้องทะเลตัดกับน้ำสีฟ้าอมเขียวดูสวยราวภาพวาด ที่นี่เหมาะทั้งสำหรับการเล่นน้ำ พายเรือคายัค และนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินสุดโรแมนติก ปิดท้ายที่ “อุทยานแห่งชาติเขาสก” จ.สุราษฎร์ธานี ดินแดนขุนเขาแห่งป่าฝนโบราณที่เต็มไปด้วยภูเขาหินปูนสูงตระหง่านและทะเลสาบสีเขียวมรกต สายหมอกที่ลอยเหนือผืนน้ำในยามเช้าทำให้บรรยากาศดูสงบนิ่ง ราวกับธรรมชาติกำลังโอบกอดผู้คนที่เดินทางเข้ามาเยือน หากอยากสัมผัสความงดงามของวิวเหนือเขื่อนในบรรยากาศเขียวชอุ่มเป็นพิเศษ ช่วงฤดูฝนถือเป็นอีกช่วงเวลาที่สวยงามไม่ควรพลาด ขณะที่สายธรรมชาติสามารถเที่ยวชมน้ำตกภายในอุทยานฯ ได้อย่างเต็มอิ่มในช่วงฤดูฝนที่สายน้ำกำลังไหลสวย ส่วนกิจกรรมล่องเรือชมวิวเหนือเขื่อน หรือการนอนพักผ่อนบนแพกลางน้ำ ก็สามารถสัมผัสเสน่ห์ของเขาสกได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน

นอกจากออกเดินทางสัมผัสความมหัศจรรย์ทั่วไทย นักท่องเที่ยวยังจะได้เติมเต็มอีกหนึ่งความประทับใจ กับกิจกรรม “Feel All the feelings, Seeking Thailand’s Wonders” ด้วยการสะสม Buddy Rewards  เช็คอินจุดท่องเที่ยวต่างๆทั่วประเทศที่กำหนดใน Buddy Reward ครบ 2,000 คะแนน โดยรับแต้มพิเศษเมื่อเที่ยวตามรอยเสน่ห์ไทยไปกับ ลิซ่า ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador อย่างน้อย 2 แห่ง ลุ้นรับ Photobox ที่บรรจุ Photocard ภาพ Key Visual Amazing Thailand Ambassador สอดแทรกรูปแหล่งท่องเที่ยว และชุดสติกเกอร์โฮโลแกรม จำนวน 100 รางวัล หรือสะสมใบเสร็จยอดขั้นต่ำ 2,000 บาทจากสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองจาก ททท. ประเภทใดก็ได้จากทั้งหมด 3 โครงการ ได้แก่ สถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand สถานประกอบการที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือรางวัลกินรี ปี 2568 และ สถานประกอบการภายใต้โครงการ STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) เพื่อลุ้นรับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟในแต่ละภูมิภาคที่ออกเดินทาง ประกอบด้วย เสื้อยืดสีดำ 55 เมืองน่าเที่ยว เสื้อยืดสีขาว 55 เมืองน่าเที่ยว ผ้าสารพัดประโยชน์ และพวงกุญแจโลหะสีเงินที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Near Field Communication (NFC) เชื่อมต่อนักท่องเที่ยวกับชิ้นงานโฆษณา feel all the feelings ได้ทุกที่ทุกเวลา รวม 400 รางวัล ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 สำหรับการสะสมใบเสร็จ สามารถลงทะเบียนร่วมสนุกได้จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับรางวัลในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียด เงื่อนไข และกติกาของทั้ง 2 กิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tatnewsthai.org/article-infos/6286

เพราะบางครั้ง การเดินทางที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การไปให้ไกลที่สุด แต่คือการได้ออกไป “feel all the feelings” สัมผัสกับหลากความรู้สึกกับความงดงามของเมืองไทยที่รอให้นักเดินทางไปค้นพบกับความหมายที่ยิ่งใหญ่ของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“Repids” นวัตกรรมจากจุฬาฯ เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นสารกำจัดแมลงอินทรีย์ปลอดสารพิษ ช่วยลดปัญหามลพิษจากไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ สร้างทางเลือกผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำให้เกษตรกร ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลายบริษัทที่มีโรงอาหารสำหรับพนักงานจำนวนมากคงเคยเผชิญกับปัญหากากไขมันสะสมจนระบบท่ออุดตัน แม้จะมีระบบกรองและดักไขมันแล้วก็ตาม แนวทางแก้ไขก็อาจมีตั้งแต่ล้างท่อด้วยน้ำร้อน ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าไปในท่อ ใช้สารเคมีหรือเติมจุลินทรีย์เพื่อสลายไขมัน ฯลฯ แต่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา ด้วยนวัตกรรมที่แปลงน้ำมันพืชใช้แล้วหรือกากไขมันให้เป็นสารป้องกันแมลงปลอดสารพิษ คิดค้นโดย ดร.ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์ นักวิจัยชำนาญการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนปี 2563 จุฬาฯ มีปัญหากากไขมันจากโรงอาหารสะสมในระบบท่อจนอุดตัน เพราะไม่ค่อยมีการทำความสะอาดกล่องดักไขมัน ทำให้ดักจับไขมันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตอนแรก เราก็แก้ปัญหาโดยการแปลงไขมันให้เป็น “สบู่โพแทสเซียม” ที่ย่อยสลายได้ง่ายและนำเอาไปหมักพร้อมกับปุ๋ยหมักจามจุรี แต่ต่อมา เราได้ปรึกษากับอาจารย์จากคณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วพบว่าสารนี้ใช้กำจัดแมลงในแปลงเกษตรอินทรีย์ได้ ทีมของเราจึงคิดค้นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง Repids ขึ้น” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรมสบู่เหลวโพแทสเซียม Repids สารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ปลอดภัยต่อพืช เด็ก สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ชื่อ “Repids” มาจากการผสมคำระหว่าง “Re” อันหมายถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle/Reuse) กับ “Lipids” ซึ่งแปลว่า “ไขมัน” ซึ่งสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการนำไขมันหรือน้ำมันพืชใช้แล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ โดยอ้างข้อมูลจากการรีวิวงานวิจัยในระดับนานาชาติ ที่เผยว่าประเทศไทยมีน้ำมันพืชใช้แล้วสะสมกว่า 800,000 ตันต่อปี แต่เก็บรวบรวมได้เพียงไม่ถึง 5% ที่เหลืออีก 95% ไหลลงท่อระบายน้ำ “เมื่อน้ำมันเจอเข้ากับน้ำกระด้างที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ก็จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นของแข็งเกาะผนังท่อ ที่เรียกว่า “Fatberg” สะสมจนอุดตันท่อสาธารณะในที่สุด”

เมื่อท่อระบายน้ำสาธารณะซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการระบายน้ำของเมืองถูก “ก้อนไขมันแข็ง” อุดตันจนพื้นที่ในท่อเหลือไม่ถึงครึ่ง หรือบางจุดอุดตัน 100% ผลที่ตามมา เวลาฝนตกหนัก น้ำฝนจะไม่สามารถไหลลงท่อได้ทันที แต่จะเอ่อล้นขึ้นมาบนพื้นผิวจราจร กลายเป็นปัญหาน้ำท่วมฉับพลันหรือที่มักเรียกกันว่า “น้ำรอการระบาย” ส่วนความเดือดร้อน การจราจรเป็นอัมพาต รถติดยาวนาน รถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม และส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปทำภารกิจต่างๆของทุกคนในเมือง รวมถึงเมื่อเกิดน้ำหนุนหรือน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ก็อาจส่งกลิ่นเหม็นเน่าเสียขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ โชยไปทั่วบริเวณ สิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะเอ่อขึ้นมาสัมผัสกับร่างกายมนุษย์ เสี่ยงต่อโรคผิวหนังและโรคทางเดินอาหาร

หัวใจของ Repids คือกระบวนการที่เรียกว่าปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันหรือการทำสบู่ โดยนำน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งในทางเคมีเรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ มาทำปฏิกิริยากับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อให้ได้สบู่โพแทสเซียมที่มีลักษณะเหลวข้นออกมา

“โดยปกติแล้วน้ำและน้ำมันตามธรรมชาติไม่ผสมกัน ทำให้การทำสบู่นั้นใช้เวลานาน และบางครั้งเกิดปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ ปัญหานี้ ในระดับอุตสาหกรรม แก้ได้ด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์ที่มีแรงปั่นสูง แต่ชาวบ้านไม่มีเครื่องแบบนั้น ทีมนวัตกรรม Repids จึงออกแบบสูตรพิเศษที่เพิ่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกลางช่วยให้สารผสมกัน โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือราคาแพง และได้พัฒนากระบวนการให้ทุกคนสามารถทำได้ด้วยสารเคมีที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปคือทำตามสูตรแล้วได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทุกครั้ง ที่สำคัญกระบวนการนี้ไม่ก่อให้เกิดของเสียเลย สารทุกตัวที่ใส่เข้าไปจะถูกแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งหมด”

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า วิธีการทำ Repids นั้นไม่ยาก จะใช้หลักการทางเคมีที่เรียกว่า Saponification (ปฏิกิริยาการเกิดสบู่) โดยวัตถุดิบประกอบด้วย น้ำมันพืชใช้แล้ว เป็นแหล่งไขมันหลัก (นำมาบำบัด/กรองกากอาหารออกก่อน) ด่างคลีหรือโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ด่างตัวนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ได้สบู่เหลว ซึ่งทำให้ละลายน้ำได้ 100% ต่างจากการใช้โซดาไฟที่จะได้สบู่ก้อนแข็ง เอทิลแอลกอฮอล์ (เช่น เอทานอล) ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและช่วยละลาย เพื่อให้ไขมันในน้ำมันพืชกับน้ำด่างผสมเข้าเนื้อกันได้เร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วิธีการทำ นำวัตถุดิบมากวนผสมกันภายใต้ความร้อนคงที่ 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง จนได้เนื้อสบู่เข้มข้นเหมือนน้ำผึ้ง ก่อนจะนำไปละลายน้ำสะอาดเพิ่ม ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้ว 1 ลิตร จะสามารถแปรสภาพเป็นน้ำยาพร้อมใช้งานได้ถึง 4 ลิตร

ทั้งนี้ สูตรการผลิต Repids ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรแล้ว และทีมผู้คิดค้น Repids เลือกเปิดเผยสูตรให้ชุมชนและวิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเองได้ โดยมีอินโฟกราฟิกแบบง่ายๆ อธิบายขั้นตอน ส่วนวัตถุดิบในการผลิตก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในราคาที่ไม่แพง

หลายคนอาจสงสัยว่าสบู่ธรรมดาจะไปสู้กับแมลงได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วมีกลไกทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน โดย ดร.ณัฐพงศ์  อธิบายว่า ลองสังเกตดูเวลาหยดน้ำบนใบพืชหรือตัวแมลง น้ำจะม้วนตัวกลมๆและกลิ้งออกไปง่ายๆ เพราะทั้งใบไม้และตัวแมลงต่างมีชั้นไขมันหุ้มอยู่ ซึ่งธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ น้ำเลยกลิ้งออกโดยไม่เกาะ แต่สบู่โพแทสเซียมเป็นสารลดแรงตึงผิว ซึ่งมีทั้งส่วนที่ชอบน้ำและชอบน้ำมัน จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองสิ่งที่ปกติไม่ยอมผสมกัน เมื่อฉีดสารละลาย Repids ลงไป ก็สามารถเคลือบตัวแมลงนี้เองที่เป็นกลไกหลักในการกำจัดแมลง

กลไกการทำลายแมลง/การออกฤทธิ์ มีอยู่ด้วยกัน 2 จังหวะ ซึ่งจังหวะที่ 1 สบู่ Repids ออกฤทธิ์น็อคทันที ตัวสบู่เหลว Repids ที่ได้จากน้ำมันพืชเก่า มีคุณสมบัติเป็นสารซักฟอกอ่อนๆ โดยธรรมชาติ เมื่อฉีดพ่นไปโดนตัวแมลงศัตรูพืช (โดยเฉพาะแมลงตัวเล็กๆ หรือพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง) จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นทันที ล้างเกราะคุ้มกัน/ทำลายชั้นไขมันผิว ตามธรรมชาติ ผิวของแมลงพวกนี้จะมีชั้นไขมันหรือแป้งเคลือบอยู่เพื่อป้องกันตัวเองและกักเก็บน้ำ แต่สบู่ Repids จะเข้าไป ชะล้างไขมันที่เคลือบตัวแมลงออก ทำให้แมลงสูญเสียน้ำจากร่างกายอย่างรวดเร็วและแห้งตาย กลไกนี้ทำงานได้ดีกับแมลงที่มีผิวบางหรือผนังลำตัวอ่อนนิ่ม เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรขาว และแมลงหวี่ขาว อุดรูหายใจ แมลงหายใจผ่านรูเล็ก ๆ ที่ผิวลำตัว เรียกว่า สไปราเคิล เมื่อฟิล์มสบู่คลุมตัวแมลง มันจะไปอุดรูหายใจเหล่านั้น ทำให้แมลงขาดอากาศและตายในที่สุด การอุดรูหายใจไม่ใช่สารพิษเคมี จึงไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของยาฆ่าแมลงทั่วไป

จังหวะที่ 2 สปอร์ชีวภัณฑ์ (BT/เชื้อรา) ตามเก็บงานระยะยาวด้วย Wetting Effect คำว่า Wetting Effect คือ ความสามารถในการลดแรงตึงผิวของน้ำ นึกภาพเวลาเราหยดน้ำลงบนใบไม้ที่มันๆหรือบนตัวแมลง น้ำมักจะกลิ้งเป็นลูกกลมๆ แล้วไหลตกพื้นไป ไม่ยอมเกาะเปียกบนใบไม้หรือตัวแมลงเลย นั่นคือสิ่งที่มีแรงตึงผิวสูง และเมื่อเราใส่สบู่ Repids ลงไปผสมกับน้ำและสปอร์เชื้อรา (เช่น บีที หรือ บิวเวอเรีย) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระจายตัวและเปียกทั่ว สบู่จะลดแรงตึงผิว ทำให้น้ำยาไม่จับตัวเป็นก้อนกลม แต่จะแผ่กระจายตัวเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบเปียกไปทั่วทั้งใบไม้และซอกมุมบนตัวแมลงอย่างทั่วถึง ทำให้สปอร์ของเชื้อราที่ผสมอยู่กระจายตัวไปแปะติดอยู่ทั่วทุกจุด ไม่กองรวมกันหรือไหลทิ้งลงดิน ค่อยๆ เติบโตและฝังตัว สำหรับแมลงที่อึดและรอดชีวิตจากจังหวะแรกมาได้ สปอร์ของเชื้อรา (เช่น บิวเวอเรีย) ที่ติดอยู่บนตัวมันอย่างทั่วถึงจาก Wetting Effect จะได้รับความชื้นและค่อยๆงอกเส้นใย แทงทะลุผ่านผิวแมลงที่โดนสบู่กัดเซาะไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เข้าไปเจริญเติบโตข้างในตัวแมลง ทำให้แมลงค่อยๆป่วยและตายไปใน 3 – 7 วัน

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สบู่เหลวโพแทสเซียม Repids มีความปลอดภัยตามมาตรฐานการผลิตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วย สามารถใช้เป็นสารควบคุมแมลงศัตรูพืช หรือผสมเป็นสารจับใบเพิ่มประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มีความปลอดภัยต่อพืช เด็ก และสัตว์เลี้ยง และสามารถย่อยสลายในดินปลดปล่อยแร่ธาตุโพแทสเซียมได้ภายใน 5 วัน

ที่สำคัญ “Repids จะไม่ส่งผลกระทบต่อผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสร หรือ โพลิเนเตอร์ (Pollinator) เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่กว่าและบินหนีได้ การฉีดพ่น Repids จึงไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อดีที่สารกำจัดแมลงเคมีส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าว

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วังปารุสกวัน หรือเรียกชื่อสั้น ๆ ว่าวังปารุสก์ คือวังหรือพระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างเพื่อพระราชทานแด่จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ก่อนที่สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ จะเสด็จกลับสยาม หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากรัสเซีย โดยในประวัติกล่าวว่าสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงบอกว่าที่นี่คือบ้านหรือตำหนักของพระองค์ 

วังหรือพระตำหนักองค์นี้เริ่มสร้างในปี 2446 เสร็จสมบูรณ์ในปี 2448 สถาปนิกคือนายมาริโอ ตามัญโญ นายสก็อตส์ และนายกอล์โล หรือเบย์โรเลรี แต่นายตามัญโญกลับไปอิตาลีก่อนสร้างเสร็จ ส่วนนายสก็อตส์เสียชีวิตก่อนสร้างเสร็จ ดังนั้น ผู้ควบคุมการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์คือนายกอล์โล เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงทำพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ วันที่ 5 เมษายน 2449 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ประทับในพระตำหนักแห่งนี้จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เดิมพระตำหนักองค์นี้มีสองชั้น แต่ต่อมาทรงให้สร้างเพิ่มอีกหนึ่งชั้นจึงมีทั้งหมดสามชั้นในบางตำแหน่งของพระตำหนัก โดยชั้นสามคือห้องพระบรรทม ส่วนชั้นล่างเป็นห้องโถงท้องพระโรง และห้องรับแขก ชั้นสองเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ห้องแต่งพระองค์ ห้องพระสำราญ ห้องสรง ห้องทรงพระอักษร และห้องพระชายา รวมถึงห้องพระบรรทม

อันที่จริงคนที่ไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดของวังปารุสก์ อาจเข้าใจผิดว่าวังแห่งนี้มีพระตำหนักเพียงแห่งเดียวคือพระตำหนักปารุสกวัน (ตำหนักใต้) แต่อันที่จริงยังพระตำหนักจิตรลดา (ตำหนักเหนือ) อีกองค์หนึ่ง ซึ่งพระตำหนักจิตรลดานี้ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงสร้างเพื่อพระราชทานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังไม่ได้ขึ้นทรงราชย์ ทรงดำรงพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร โดยทรงแลกที่ดินที่พระตำหนักจิตรลดากับที่ดินท่าวาสุกรี ของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ แล้วสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์จึงทรงใช้พระตำหนักจิตรลดาเป็นที่ทรงงาน แต่ปัจจุบันพระตำหนักจิตรลดาใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ตำรวจไทย ส่วนพระตำหนักปารุสกวัน แต่เดิมเคยเป็นที่ทำการของรัฐบาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แต่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน โดยยังคงใช้ห้องชั้นล่างของพระตำหนักแห่งนี้เป็นห้องประชุม หรือเป็นที่รับแขกสำคัญของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ผู้ที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์วังปารุสก์ ต้องทำหนังสือของอนุญาตเข้าชมเป็นหมู่คณะ เพราะปัจจุบันยังอยู่ในเขตที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และแนะนำว่าขอเข้าชมในวันเสาร์หรืออาทิตย์ เพราะสะดวกในการเข้าชม โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำชม แต่มีข้อห้ามคือไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารรอบ ๆ พระตำหนัก เพราะเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่ 

ขอขอบคุณนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

หากคุณผู้อ่านคอลัมน์ต้องการจะเข้าชมพระตำหนังปารุสก์พร้อมกับคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อ 091 7233615 โดย Mr. Flower จะทำหนังสือขอพาผู้อ่านเข้าชมพระตำหนักอีกครั้งในเดือนช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

Research Synergy พลังนักวิจัยหญิงไทย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

Research Synergy พลังนักวิจัยหญิงไทย  ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

Research Synergy พลังนักวิจัยหญิงไทย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

งา น“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับ หน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ปีนี้จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ได้รับการจัดต่อเนื่องก้าวสู่ปีที่ 21  ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่สาธารณะ  ปีนี้นำงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน จาก 231 หน่วยงานที่ยกออกจากห้องวิจัยทั่วประเทศมาจัดแสดงอย่างใกล้ชิด 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยจำนวนมากได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานปีนี้ มีผลงานที่น่าสนใจจากนักวิจัยหญิงไทยที่น่าจับตามอง ได้ใช้ความรู้ ความมุ่งมั่น และพลังแห่งการวิจัย เปลี่ยนโจทย์ปัญหาของสังคมให้กลายเป็นคำตอบของอนาคต และสะท้อนให้เห็นว่า “งานวิจัย” ไม่ได้อยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าต่อผู้คนได้อย่างแท้จริง

“เรือนหมอพร: สืบสานพระราชปณิธาน สู่นวัตกรรมสุขภาวะจากสมุนไพรด้วย AI” ของ    ผศ.ดร.สิริรัตน์ พานิช ศูนย์นวัตกรรมเครื่องสำอางและสมุนไพร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร งานวิจัยนี้ ต่อยอดจากคัมภีร์โบราณ “พระโอสถปราสาททอง” สู่การพัฒนาระบบสุขภาวะอัจฉริยะที่เชื่อมโยง AI, AIoT และ VR เข้ากับภูมิปัญญาสมุนไพรไทย โครงการนี้สะท้อนการเชื่อมโยง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

องค์ความรู้ดั้งเดิมนำมาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้านสุขภาวะจากสมุนไพรไทย พร้อมพัฒนาไปสู่ระบบ AI Herbal Personality Analysis ที่สามารถวิเคราะห์และแนะนำผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ควบคู่กับการใช้ AIoT ในการบริหารจัดการแปลงปลูกสมุนไพรอัจฉริยะ ผลงานดังกล่าวไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทย แต่ยังเป็นตัวอย่างของการใช้ Soft Power ไทย สร้างคุณค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะ พร้อมส่งต่อมรดกภูมิปัญญาไทยสู่คนรุ่นใหม่และเวทีโลก

“เส้นไข่ขาว นิ่มนิ่ม” ผลงานของ อุมาพร บูรณสุขสมบัติ นักวิจัยด้านอาหารและโภชนาการ ผู้มองเห็นปัญหาของผู้ป่วยโรคไต โรคมะเร็ง และผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับโปรตีนคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง จากโจทย์ดังกล่าว เธอใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารพัฒนาไข่ขาวให้กลายเป็น     “เส้นอาหาร” ที่คงคุณค่าของโปรตีนได้สูง มีเนื้อสัมผัสนุ่ม รับประทานง่าย สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

นวัตกรรมนี้ถือเป็นเส้นอาหารจากไข่ขาวล้วนที่มีจุดเด่นด้านโปรตีนสูง ไร้แป้ง ไร้ไขมัน และโซเดียมต่ำ ก่อนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ “นิ่มนิ่ม” ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบและได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของนักวิจัยหญิงไทยที่สามารถนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาตอบโจทย์สุขภาพของสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม

“นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพร เศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทยเพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา” ของ ภญ.ธีราธร สังหร่าย เภสัชกรชำนาญการ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก วิจัยนี้ต่อยอดจากองค์ความรู้ในตำรับยาสมุนไพรไทย “ประสะกาฬแดง” ซึ่งได้รับการศึกษาต่อยอดด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาการสมัยใหม่  ผ่านกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น ตั้งแต่การวิเคราะห์สารสำคัญ การศึกษาระดับโมเลกุลและระดับเซลล์ การทดสอบประสิทธิภาพ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกรรมวิธีปรุงยาเดิมในรูปแบบของเหลว โดยใช้เทคโนโลยีทางเภสัชกรรมให้อยู่ในรูปแบบ “เม็ดฟู่” ที่ใช้งานสะดวกและได้มาตรฐานการผลิต

ผลการศึกษาพบว่าสาระสำคัญในตำรับ มีศักยภาพในการช่วยลดความอยากดื่มและลดความพึงพอใจจากการดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งมีความปลอดภัยในเซลล์ประสาทของมนุษย์และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว ผลงานยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรไทย สนับสนุนเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศในอนาคต

นักวิจัยหญิงทั้ง 3 คนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังนักวิจัยไทย ที่กำลังขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม ผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน จาก 231 หน่วยงานทั่วประเทศ ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา  แกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

‘โซลีน่าฯ’ เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ชูคอนเซปต์ Rare Longevity Destination ระดับโลก

'โซลีน่าฯ' เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ชูคอนเซปต์ Rare Longevity Destination ระดับโลก

‘โซลีน่าฯ’ เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ชูคอนเซปต์ Rare Longevity Destination ระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.47 น.

บริษัท โซลีน่า เรสซิเดนท์ จำกัด เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ (SOLYNA Residence) โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury วิลล่าหรูสุดหายากบนเนินเขาริมทะเลแห่งใหม่ หาดคลองม่วงของจังหวัดกระบี่ หนึ่งในทำเลชายทะเลที่สวยงามและหายากที่สุดในประเทศไทย รายล้อมด้วยโรงแรมและรีสอร์ทระดับ 5 – 6 ดาว โครงการนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงวิลล่าหรูอีกหนึ่งโครงการ แต่มุ่งสู่การเป็น Rare Longevity Destination แห่งแรกของประเทศไทย ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 8 วิลล่า ในช่วง Soft Launch และ 16 หลังเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ พร้อมวิวพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลอันดามันแบบพาโนรามา โดยใช้งบลงทุนพัฒนาโครงการมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

นฤพันธ์ พรหมวิเศษ Co-Founder | Wellness & Longevity โครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลองท่อม เฮอริเทจ จำกัด และ รองผู้อำนวยการ Amataya Wellness ผู้ผลักดันพื้นที่น้ำพุร้อนเค็มธรรมชาติของกระบี่สู่ Wellness Destination ระดับโลก เปิดเผยว่า การพัฒนา โครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ภายใต้แนวคิดแห่งการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน สะท้อนวิสัยทัศน์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผสาน “Luxury Living” เข้ากับ “Wellness & Longevity Living” อย่างลงตัว พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ SOLYNA อย่างชัดเจน ทั้งในด้านความเรียบหรู (Modern Luxury) ความเป็นส่วนตัว (Private & Exclusive) และประสบการณ์ระดับ High Society 

นอกจากนี้แนวคิดของการพัฒนาโครงการมีความสอดรับกับแนวโน้มการขยายตัวของตลาดด้านสุขภาพ และโครงการที่อยู่อาศัยในกระบี่ โดยเฉพาะทำเล “หาดคลองท่อม” มีศักยภาพเป็นได้มากกว่า Beach Tourism Zone และกำลังยกระดับไปสู่ Wellness Frontier Zone ในอนาคต ขณะเดียวกันตลาดที่อยู่อาศัยที่เป็น Luxury Market เริ่มขยายตัวไปสู่พื้นที่ชายฝั่งที่ยังมีความเป็นธรรมชาติสูง และมีความเป็นส่วนตัว ทำให้ตัดสินใจพัฒนาโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์นี้ขึ้น 

โซลีน่า เรสซิเดนท์ ไม่ได้แข่งขันกับโครงการในกระบี่ แต่กำลังแข่งขันกับบ้านพักตากอากาศในภูเก็ต บาหลี และจุดหมายปลายทางระดับโลกอื่น ๆ เพราะสิ่งที่เรากำลังนำเสนอในวันนี้ ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่คือคุณภาพชีวิตในระยะยาวที่พร้อมเติบโตไปกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกระบี่ ที่กำลังก้าวสู่“Beyond Phuket Destination” ในอนาคต

6 จุดเด่น โซลีน่า เรสซิเดนท์ สู่ ‘Rare Longevity Destination’ แห่งกระบี่

1. Rare Location: หาดคลองม่วงเป็นทำเลที่สวยงามและเป็นส่วนตัวที่สุดแห่งหนึ่งของกระบี่ รายล้อมด้วยรีสอร์ท ระดับโลก ยังคงความสงบและเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

2. Beyond Phuket: ในวันที่ภูเก็ตเติบโตเต็มที่แล้ว กระบี่กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนและผู้มองหาคุณภาพชีวิต ด้วยสนามบินนานาชาติ แหล่งธรรมชาติ และจุดปีนเขาระดับโลกอย่างไร่เลย์

3. Panoramic Ocean Sunset View แบบ 180 องศา ความเป็นส่วนตัวสูงสุด (Limited Unit) บริการระดับ เทียบเท่า Luxury Resort Concept Longevity Living รองรับไลฟ์สไตล์ระดับ High-Net-Worth เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในตลาดอสังหาฯ ชายทะเลระดับพรีเมียมในปัจจุบัน

4. Longevity Living: ได้รับแรงบันดาลใจจาก Blue Zone ทั่วโลก ออกแบบเพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว ด้วยอินฟินิตี้ออนเซน, สปา, ฟิตเนส และโยคะสตูดิโอ 

5. World-Class Services: บริการบัตเลอร์, คอนเซียร์จ, รถรับ-ส่งสนามบิน, บริการจองร้านอาหารและกิจกรรม รวมถึง การบริหารจัดการที่พักและการเช่า ตลอด 24 ชั่วโมง

6. Rare Item: เพียง 8 หลังเท่านั้นในช่วง Soft Launch ครั้งนี้ พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับเจ้าของ (Founder Privileges)

‘MIRA – SERA’ 2 แบบบ้าน สไตล์ Modern Minimal Wellness Villa

วิรัตน์ ศรีรัชตระกูล Co-Founder | Construction & Real Estate Development ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและวัสดุนวัตกรรมสถาปัตยกรรม กล่าวว่า โซลีน่า เรสซิเดนท์ เป็นโครงการ Luxury Wellness Villa ที่มีเพียง 16 หลังเท่านั้น บนหาดคลองม่วง จังหวัดกระบี่ โดยพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ Rare Longevity Destination แห่งแรกของประเทศไทย ผสานสถาปัตยกรรมระดับโลก การใช้ชีวิตที่เน้นสุขภาพ และบริการระดับรีสอร์ท 5 ดาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงการโซลีน่า เรสซิเดนท์ ออกแบบโดย บริษัท เพียว ดีไซน์ จำกัด ภายใต้แนวคิด “Designed for the Horizon” ด้วยสไตล์ Modern Minimal Wellness Villa ที่เน้นความสวยงามควบคู่กับการใช้ชีวิตจริงในระยะยาว โดยบ้านทั้งสองแบบถูกตั้งชื่อว่า MIRA และ SERA สื่อถึงแสงและท้องฟ้า สะท้อนตัวตนของโซลีน่าที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและขอบฟ้า ส่วนงานก่อสร้างดูแลโดย บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในการส่งมอบคุณภาพที่สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด

นิยามใหม่ของความมั่งคั่ง โอกาสการลงทุนและการอยู่อาศัย

ชานนท์ อิสระเอลเซ่น Co-Founder | Finance & Investment โครงการโซลีน่า เรสซิเดนท์ และ รองประธานบริหาร Retail Business Group บริษัท เจนเนอราลี่ ประเทศไทย กล่าวว่า นิยามใหม่ของการอยู่อาศัยในปัจจุบันโซลีน่า เรสซิเดนท์ ถูกวาง Positioning ให้เป็น “Wellness Residence แห่งแรกในกระบี่” ที่ไม่ได้เป็นเพียงบ้านพักตากอากาศที่มองเห็นทะเลและภูเขา แต่คือการลงทุนใน “คุณภาพชีวิตระยะยาว” และเป็น “Rare Asset” ที่มีจำนวนจำกัด ตอบโจทย์ทั้ง นักลงทุนระยะยาว (Capital Gain + Yield) ผู้ซื้อเพื่อพักผ่อน (Second Home ) และกลุ่ม Ultra High Net Worth (UHNW)

ด้วยศักยภาพการเติบโตของกระบี่ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก และจุดเด่นของที่ดินชายทะเลระดับพรีเมียมที่หาได้ยากในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มตลาด Wellness Tourism ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้โซลีน่า เรสซิเดนท์ เป็นหนึ่งโอกาสการลงทุนสำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนระยะยาว เพื่อสร้างสินทรัพย์แห่งคุณค่าที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 

การเปิดตัวในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของโซลีน่า เรสซิเดนท์ ในการขึ้นสู่ตลาด Luxury & Wellness Real Estate ระดับสากล พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของโครงการว่า เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือสินทรัพย์แห่งอนาคต (Future Asset of Living)”

ด้าน ณชญาดา ฉัตรพิชากร  Project Consultant & Marketing) ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์และการดูแลลูกค้าระดับสูง และผู้คิดโปรเจคคอนเซปต์ของโซลีน่า เรสซิเดนท์ กล่าวเสริมว่า ที่พักอาศัยระดับลักชัวรีมิได้ถูกจดจำเพียงแค่ความงามของสถาปัตยกรรม หากแต่อยู่ที่ความรู้สึกที่มอบให้แก่ผู้พักอาศัย “A luxury residence is remembered not by its architecture alone, but by how it makes people feel.” 

สำหรับงานเปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ (SOLYNA Residence) อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ จัดขึ้นที่ เดอะ กลาส เฮาส์ โรงแรมปาร์ค นายเลิศ กรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูง พร้อมแขกผู้มีเกียรติ อาทิ Mr. Giacomo Lobizzi, Mr. Bruno Barone, คุณมัลลิกา มาร์เกริต้า, Dr. Francesco Pensato, คุณพนิตตา ศรีสะอาด, คุณยงยุทธ ธีรวิทยภิญโญ, คุณสายหทัย แสงสิงแก้ว,
คุณธีรภัทร์ สัจจกุล ร่วมถ่ายภาพและร่วมสัมผัส Presentation โครงการแบบ First Reveal พร้อมโอกาสในการจองสิทธิ์ Early Bird ก่อนเปิดขายสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 063-646-4954 | http://www.solynakrabi.com