‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ที่ดี คือแรงผลักดันที่ทำให้คนเรามีความสุขและความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ การสื่อสารผิดพลาด หรือพฤติกรรมที่บั่นทอนกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็น Toxic Relationship หรือ “ความสัมพันธ์เป็นพิษ” ที่ค่อยๆ กัดกร่อนหัวใจและสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า 

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารคือรากเหตุสำคัญของปัญหาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคำพูด สีหน้า ท่าทาง หรือเจตนาแฝงที่ทำให้ผู้รับสารรู้สึกถูกกดทับหรือด้อยคุณค่า ปัจจุบันผู้คนมัก “พูดมากกว่าฟัง” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้งเรื้อรัง คำพูดเชิงลบที่ได้รับซ้ำๆ อาจทำให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง และเสี่ยงต่อภาวะ Gaslighting เมื่อการบั่นทอนเกิดขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างความคิดเชิงลบจะฝังลึก มองโลกในแง่ดีได้ยาก และอาจลุกลามไปสู่ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าในที่สุด

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น ความรู้สึกอึดอัด เหนื่อยใจ อารมณ์แปรปรวนผิดปกติ หรือมีอาการทางกายทันทีเมื่อพบเจออีกฝ่าย หากปล่อยให้เหตุการณ์ลบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนมีอิทธิพลเหนือกว่าด้านดี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตในระยะยาว แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้เสมอไป แต่สามารถปรับวิธีมองและปกป้องใจตัวเองได้

 เมื่อเปรียบเทียบการรับมือความสัมพันธ์พิษร้ายกับการใช้ “กล้องถ่ายรูป”  จะมีลักษณะดังนี้ 1. เลนส์ที่ใช้มอง เปลี่ยนมุมมองต่อคนที่ทำร้ายใจ มองเขาเป็น “ครูสอนอารมณ์” ช่วยให้ตั้งสติและจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อเผชิญหน้า 2. ฟิลเตอร์ที่ใช้กรอง เลือกรับเฉพาะสาระสำคัญของคำพูด ไม่แบกรับอารมณ์ด้านลบที่อีกฝ่ายโยนมา เพื่อลดผลกระทบต่อจิตใจ 3. เกราะป้องกันภายใน สร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ให้มั่นคง เมื่อแกนกลางแข็งแรง ปัจจัยภายนอกก็ยากจะทำให้ใจสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารอย่างมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง ซึ่งทำได้ด้วย 3 หลักง่ายๆ ได้แก่ 1.ฟังอย่างตั้งใจ คิดก่อนพูด และมีเจตนาเชิงบวก การสื่อสารเชิงบวกช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกได้รับการเข้าใจ ลดการปะทะทางอารมณ์ และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปสู่ความเป็นพิษ 2..การตั้งขอบเขตที่เหมาะสม 3.การยอมรับความจริงของความสัมพันธ์ และการรู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมา เป็นทักษะสำคัญในการดูแลใจตนเอง

เพราะสุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิต การหมั่นฟังเสียงหัวใจและใส่ใจตัวเอง คือวิธีที่ช่วยให้เราห่างไกลความสัมพันธ์พิษร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล …ทำความดี 99 วิธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล  ...ทำความดี 99 วิธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล …ทำความดี 99 วิธี

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เช้าวันหนึ่งน้องต้นกล้านั่งกลุ้มใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน   ใช้โทรศัพท์มือถืออ่านข่าว  พบว่ากระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยชวน ให้คนไทยทำความดีถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 “ทำความดี… ทำความดี..ทำความดี ” น้องต้นกล้าพึมพำ “แต่เราจะทำอะไรกันดีล่ะ ตัวเล็กคนเดียวแค่นี้ จะทำอะไรได้มากนัก.. เหมือนน้ำหยดเดียวในทะเลเลย”

ถ้าจะไปช่วยผู้ประสบภัย  น้ำท่วม……..ก็ว่ายน้ำไม่เป็น

ถ้าจะบริจาคโลหิต……ก็กลัวเข็มดูดเลือด แดร็กคูล่า

ถ้าจะแจกถุงยังชีพ….ก็ไม่มีเงินซื้อของแพง

ถ้าจะบริจาคหัวใจ  ไต และ ดวงตา…… ก็อายุไม่ถึง 18 ปี

น้องต้นกล้าหงุดหงิด ไม่รู้จะทำอะไรดี     จนต้องตะโกนออกมาดังๆ   “ ฉันจะทำความดียังไง? ทำที่ไหน? ทำอะไร? ทำทำไม? ทำกับใคร? ทำเมื่อไหร่?  ทำไปแล้วจะได้อะไร? และถ้าไม่ทำจะเสียหายอย่างไรกัน?”

ทันใดนั้นเสียงหัวเราะดังขึ้น เมื่อย่าบัวผู้เป็นเพื่อนบ้านเดินผ่านมาด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส  ในมือถือตะกร้าสานจากผักตบชวา  ใส่ผักสวนครัวและเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาเต็ม…..   “หนูต้นกล้า ย่าได้ยินหนูตะโกนถามแล้ว……ความดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ความใหญ่โต มูลค่าสูง  หรือทำยากเย็น   แต่วัดที่หัวใจและการกระทำเล็กๆ ของเราในทุกวัน เหมือนน้ำฝนหยดเล็กๆ ที่สามารถรวมกันเป็นน้ำทะเลอันกว้างขวางนั่นแหละ”

ย่าบัวมี  “วิธีทำความดี 99 วิธีจากทั่วโลก”  โดยมีวิธีแปลกๆ ที่ทำง่ายมาฝากหนูด้วยนะ” ย่าบัวกางรายการความดีให้น้องต้นกล้าดูดังนี้

ในยุคที่สังคมต้องการพลังบวก การทำความดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โตเสมอไป เพียงแค่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ขึ้น    โดยได้รวบรวม “99 วิธีทำความดี” ที่ครอบคลุมทั้งในบ้าน สถานศึกษา ที่ทำงาน  มาฝากกัน

หมวดที่ 1: ความรับผิดชอบต่อตนเองและคนในครอบครัว

  • ตื่นเช้ามาเก็บที่นอน พับผ้าห่ม และจัดหมอนให้เรียบร้อย
  • ไหว้และกอดพ่อแม่ด้วยความรักก่อนไปและหลังกลับจากโรงเรียน
  • ช่วยจัดโต๊ะ เก็บโต๊ะอาหาร และล้างจาน
  • ช่วยกวาดบ้าน ถูบ้าน และจัดระเบียบไม่ให้บ้านรก
  • แยกขยะก่อนทิ้ง โดยเฉพาะขยะที่นำกลับมาใช้ได้และขยะอันตราย
  • ประหยัดไฟฟ้า ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่ใช้งาน
  • ประหยัดน้ำ ปิดก๊อกน้ำให้แน่นและคอยซ่อมแซมจุดที่รั่วซึม
  • ช่วยน้องทำการบ้าน หรืออธิบายบทเรียนที่น้องไม่เข้าใจ
  • ช่วยรดน้ำต้นไม้หรือดูแลสวนรอบบ้านให้สะอาดร่มรื่น
  • ออมเงินหยอดกระปุกออมสินไว้ใช้ในคราวจำเป็น
  • ทำอาหารกินเองที่บ้านเพื่อสุขภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย
  • เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในบ้านเช่นสบู่ แปรงสีฟันที่ผลิตในประเทศไทย
  • ช่วยพ่อแม่ซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุดเล็กน้อยภายในบ้าน
  • บริจาคของเล่นสภาพดีให้เด็กผู้ยากไร้
  • บริจาคเสื้อกันหนาวให้ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล
  • ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือขณะกินอาหาร หรือนั่งในรถ
  • อาสาซักผ้าหรือช่วยงานบ้านให้สมาชิกในครอบครัว
  • ดูแลความสะอาดถังขยะหน้าบ้านไม่ให้ส่งกลิ่นรบกวน
  • ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง
  • พูดจาไพเราะและแสดงความกตัญญูต่อคนในบ้านเป็นประจำ

หมวดที่ 2: สร้างวัฒนธรรมที่ดีในสถานศึกษา

  • กล่าวคำทักทาย “สวัสดีครับ/ค่ะ” คุณครูทุกครั้งที่พบ
  • ช่วยเพื่อนถือของหรือหามสัมภาระหนัก
  • ไม่ทิ้งขยะลงพื้นและช่วยเก็บขยะที่ขวางทางเดิน
  • ตั้งใจเรียนและไม่ส่งเสียงดังรบกวนสมาธิเพื่อนในห้อง
  • ช่วยทำความสะอาดห้องเรียนและลบกระดานหลังเลิกเรียน
  • ปิดก๊อกน้ำในโรงเรียนที่ผู้อื่นเปิดทิ้งไว้
  • บริจาคเครื่องแบบหรืออุปกรณ์การเรียนสภาพดีให้รุ่นน้อง
  • แบ่งปันอุปกรณ์การเรียนให้เพื่อนที่ลืมพกมา
  • ปกป้องเพื่อนจากการถูกรังแกและไม่ร่วมวงนินทาว่าร้ายผู้อื่น
  • พกเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ต้นไม้ไปโปรยตามที่รกร้างกองขยะ
  • เลือกใช้อุปกรณ์การเรียนที่ผลิตภายในประเทศไทย
  • อาสาช่วยครูยกของหรือเตรียมอุปกรณ์การสอน
  • เข้าแถวซื้ออาหารหรือต่อคิวทำกิจกรรมอย่างเป็นระเบียบ
  • รับประทานอาหารให้หมดจานเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร
  • ช่วยจัดโต๊ะและเก้าอี้ในโรงอาหารให้เรียบร้อย
  • แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสิ่งของเสียหายหรือจุดที่อาจเป็นอันตราย
  • อาสาทำงานกลุ่มเพื่อช่วยให้งานสำเร็จ
  • รักษาความสะอาดโต๊ะและห้องเรียน ไม่ขีดเขียนให้สกปรก

หมวดที่ 3: จิตสำนึกในที่ทำงานและองค์กร

  • มาทำงานให้ตรงเวลาและเริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม
  • ทักทายเพื่อนร่วมงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเป็นกันเอง
  • ช่วยเหลืองานเพื่อนที่กำลังงานล้นมือหรือมีปัญหาเร่งด่วน
  • ใช้ทรัพยากรสำนักงาน เช่น กระดาษและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างคุ้มค่า
  • กล่าวคำชื่นชมเมื่อเพื่อนร่วมงานทำผลงานได้ดี
  • รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยความเคารพและใจกว้าง
  • แบ่งปันความรู้หรือเทคนิคการทำงานใหม่ๆ ให้ทีม
  • ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนกลับบ้าน
  • ไม่ใช้เวลางานไปกับการทำธุระส่วนตัวจนเสียงาน
  • เป็นผู้ฟังที่ดีเมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการคำปรึกษา
  •  ใช้เสื้อผ้า  กระเป๋า  และของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย
  • ใช้บันไดแทนลิฟต์หากขึ้นลงเพียงไม่กี่ชั้น เพื่อประหยัดพลังงาน
  • รักษาความลับขององค์กรและให้เกียรติข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น
  • เสนอความคิดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงาน
  • ไม่นำอุปกรณ์สำนักงานกลับไปใช้ส่วนตัวที่บ้าน
  • จัดระเบียบโต๊ะทำงานให้สะอาดตาและไม่รกรุงรัง

หมวดที่ 4: น้ำใจต่อสังคมและเพื่อนร่วมโลก

  • ช่วยสอนผู้สูงอายุในชุมชนให้ใช้เทคโนโลยีเบื้องต้นเพื่อติดต่อลูกหลาน
  • ลุกให้เด็ก คนชรา หรือคนท้องนั่งบนรถโดยสารสาธารณะ
  • ช่วยเช็ดทำความสะอาดปุ่มกดลิฟต์หรือราวบันไดเลื่อนในที่สาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการถกเถียงที่ไร้ประโยชน์เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
  • ช่วยเหลือชีวิตสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากตามกำลังความสามารถ
  • ให้อาหารปลาหรือสัตว์ในแหล่งน้ำที่เหมาะสม
  • ไปเยี่ยมเยียนหรือส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยและผู้ที่ขาดที่พึ่ง
  • แบ่งปันผลผลิตที่ปลูกเองให้เพื่อนบ้าน (แบบนิวซีแลนด์)
  • ช่วยเพื่อนบ้านดูแลความสะอาดพื้นที่หน้าบ้าน (แบบแคนาดา)
  • อาสาเก็บขยะบริเวณชายหาดหรือแหล่งท่องเที่ยว (แบบออสเตรเลีย)
  • วางน้ำดื่มหรือขนมไว้ให้พนักงานส่งของ (แบบอเมริกา)
  • บริจาคเส้นผมเพื่อทำวิกผมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง (แบบไทย)
  • บริจาคแว่นตาเก่าสภาพดีให้กับผู้ยากไร้ (แบบเนเธอร์แลนด์)
  • แสดงความจำนงบริจาคเลือด อวัยวะ หรือร่างกายให้สภากาชาดไทย
  • ปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาสวันสำคัญหรือวันเกิด (แบบอินเดีย)
  • เรียนรู้วิธีทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารเพื่อลดขยะ (แบบเดนมาร์ก)
  • ปลูกต้นไม้ที่เติบโตยาวนานไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ (แบบจีน)
  • ช่วยสอดส่องหรือแจ้งซ่อมไฟส่องสว่างในที่เปลี่ยว (แบบเวียดนาม)
  • เล่านิทานหรือแบ่งปันเรื่องราวสอนใจให้เด็กๆ ฟัง (แบบแอฟริกัน)
  • เขียนหรือส่งต่อบทความให้กำลังใจคนทำดี (แบบเปอร์เซีย)
  • จัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ (แบบอเมริกาใต้)
  • อภัยทานด้วยการปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าสู่ธรรมชาติ (แบบจีน)
  • แบ่งปันอาหารให้กับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก (แบบไทย)
  • สนับสนุนการสร้างที่พักริมทางหรือจุดพักผ่อนของชุมชน (แบบไทย)
  • ช่วยทำความสะอาดจุดรอรถโดยสารประจำทาง (แบบสิงคโปร์)
  • ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นในที่สาธารณะ (แบบญี่ปุ่น)
  • จ่ายค่าอาหารล่วงหน้าเพื่อให้คนยากไร้ได้ทานฟรี (แบบอิตาลี)
  • จัดน้ำดื่มสะอาดไว้หน้าบ้านให้คนผ่านทาง (แบบตุรกี/กรีซ)
  • ร่วมสร้าง “ตู้ปันสุข” ใส่ของจำเป็นให้กับผู้ต้องการ (แบบอเมริกา)
  • มีน้ำใจบนท้องถนน เว้นทางให้รถคันอื่นแทรกเมื่อจราจรติดขัด (แบบเยอรมัน)
  • ทักทายและยิ้มแย้มให้เพื่อนบ้านในทุกวัน (แบบออสเตรเลีย)
  • นำเสื้อผ้าไปแขวนไว้ในจุดแบ่งปันเพื่อผู้ที่ต้องการ (แบบอิหร่าน)
  • แบ่งปันอาหารให้กับคนแปลกหน้าหรือสัตว์จรจัด (แบบเม็กซิโก)
  • ช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อพบเหตุการณ์รถเสียหรือต้องการความช่วยเหลือ (แบบแคนาดา)
  • รักษาความสะอาดโดยการเก็บมูลสัตว์เลี้ยงของตนเองในที่สาธารณะ (แบบสวิตเซอร์แลนด์)
  • จัดวางรองเท้าให้เป็นระเบียบและหันหัวออกเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน (แบบญี่ปุ่น)
  • มอบของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแทนคำขอบคุณ (แบบเกาหลี)
  • เมื่อพบของหาย ให้แขวนไว้ในที่ที่เจ้าของสังเกตได้ง่าย (แบบเยอรมัน)
  • พกถุงผ้าไปซื้อของเองเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก (แบบไต้หวัน)
  • วางน้ำสะอาดไว้ให้นกหรือสัตว์จรจัดได้ดื่ม (แบบอินเดีย)
  • กล่าวคำ “ขอโทษ” หรือ “ขอทาง” อย่างสุภาพเมื่อเดินสวนกัน (แบบอังกฤษ)
  • ยืนเว้นระยะห่างเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น (แบบฟินแลนด์)
  • ทำความดีส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ (Pay It Forward) (แบบอเมริกา)
  • ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความยิ้มแย้มและอาหารว่างตามธรรมเนียม (แบบจีน)
  • ส่งมอบรอยยิ้มและความเป็นมิตรให้ทุกคนที่พบเจอ (แบบไทย)

การทำความดีทั้ง 99 วิธีนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราสามารถลงมือทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่ทำ แต่อยู่ที่ความตั้งใจจริงที่จะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กัน หากทุกคนช่วยกันโลกใบนี้จะงดงามขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่ออ่านจบน้องต้นกล้ายิ้มกว้างด้วยความเข้าใจ “หนูรู้แล้วค่ะย่า! การปล่อยปลาช่อนที่ซื้อมาจากตลาด หรือการหันหัวรองเท้าให้คนอื่น ก็คือน้ำหยดหนึ่งที่ทำให้โลกนี้สวยขึ้น” วันนั้นน้องต้นกล้าเริ่ม  ช่วยแม่เก็บจาน ช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้  และนำเมล็ดบานไม่รู้โรย จากพานไหว้ครู ไปโปรยตรงที่ดินว่างเปล่าหน้าปากซอย

 เมื่อตะวันลับขอบฟ้าน้องต้นกล้า มองดูมือที่เปื้อนดินแต่หัวใจกลับพองโตด้วยความสุข “น้ำหยดเดียวในทะเล…” น้องต้นกล้าพึมพำ   “ถ้าเราทุกคนช่วยกันเติมน้ำคนละหยด   น้ำจากหลายคนก็จะกลายเป็นก้อนเมฆ ที่ลอยไปกลั่นตัวเป็นเม็ดฝน  เติมน้ำในทะเลไม่ให้แห้งเหือดหายไป”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่น้องต้นกล้าลงมือทำความดีทุกวันด้วยเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

                                                                          

อาทร   จันทวิมล

คุณแหน : 27 มกราคม 2569

คุณแหน : 27 มกราคม 2569

คุณแหน : 27 มกราคม 2569

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll นอกจากเขาจะเป็นนักยุทธศาสตร์ฝีมือเยี่ยม เขายังเป็นมือไพ่โป๊กเกอร์สองหน้าหาตัวจับยากอีกต่างหาก ชื่อเสียงคุ้นๆ ดี โดนัลด์ทรัมป์ ยุทธการสายฟ้าแลบเข้าฉกตัวจอมเผด็จการ มาดูโร ออกจากวงล้อมของกองกำลังองครักษ์กลางกรุงการากัส หายจากความทรงจำหลังจากรัฐบาลเวเนซุเอลาตั้งหลักได้ก็รีบให้รองประธานาธิบดี โรดริเกซ สาบานตนเข้ารักษาการในตำแหน่งผู้นำแทน ทรัมป์ ก็ใช้กลยุทธ์ไพ่สองหน้าคือ (1) เขากดดันให้ โรดริเกซยอมรับการบริหารพลังงานน้ำมันตามนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งรักษาการฯ ก็ยินยอมแต่โดยดีถึงแม้จะออกมาแถลงกับประชาชนคนละเรื่องเลยส่วนไพ่หน้า (2) ทรัมป์ ก็ดำเนินการไปอย่างแนบเนียนโดยเชิญผู้นำฝ่ายค้าน มาชาโด ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ มาพบที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อปรึกษาหารือ ฝ่าย มาชาโดก็มีทักษะดีรีบประกาศที่ทำเนียบขาวว่าขอยกรางวัลยิ่งใหญ่นี้ให้แก่ ทรัมป์ ในฐานะที่เป็นผู้กำจัดจอมเผด็จการ การนี้ มาชาโด ก็คงคิดดีแล้วชื่อเธอในฐานะผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์แล้ว สิ่งที่ ทรัมป์ ได้ไปก็จะเป็นแค่ “วัตถุ” ตัวเหรียญสัญลักษณ์เท่านั้นแต่สิ่งที่เธอขอ ทรัมป์ นั่นคือตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศ! ภายหลัง ทรัมป์ ได้ออกมาแถลงว่าขอบคุณสำหรับรางวัลโนเบล แต่เขาจะยังไม่สนับสนุน มาชาโด อย่างเป็นทางการเพราะเช็คแล้วคะแนนนิยมจากประชาชนยังไม่ถึงขั้น…เมื่อเล่นไพ่สองหน้าอย่างนี้ ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ ก็คือทรัมป์ ผู้กำหนดชะตาชีวิตชาวเวเนซุเอลา..

llนับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่หญิงเหล็ก สุจิตราปาลีวงศ์ ประธานศูนย์วัฒนธรรมไทยแห่งรัฐนิวยอร์ก ไม่ได้มาเยือนไทยเพราะภารกิจของประธานคิวแน่นยิ่งกว่าแน่น ทั้งงานกำกับดูแลธุรกิจเครือข่ายการจัดจำหน่ายเบียร์ไทย ทั้งสิงห์และช้างมีขอบเขตครอบคลุมทั้ง COAST-TO-COAST สหรัฐฯ และอีกภารกิจสำคัญคืองาน“จิตอาสา” ดำเนินงานตามเจตจำนงของศูนย์วัฒนธรรมฯ จำนวนประชากรไทยในปริมณฑลนิวยอร์กนั้นใหญ่เป็นอันดับสองรองจากมหานครแอล.เอ.จึงมีกิจกรรมและปัญหาที่ต้องระดมสมองแก้ไขมากตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ มาถึงบ้านกรุงเทพฯได้ไม่กี่วันก็รีบสั่งให้ช่างมาเตรียมโครงการรีโนเวทบ้านและบริเวณให้ดูดีสำหรับสามี สุโชติ บินมาใช้พักผ่อนปีละหลายครั้ง บารอนเนส เลยถือโอกาสถามประเด็นที่คนในเมืองไทยกำลังวิตกว่าจะขอวีซ่าเดินทางไปสหรัฐฯ ลำบากยากเย็นเนื่องจากมาตรการที่ ท่านทรัมป์ กำหนดออกมาควบคุม 75 ประเทศ รวมถึงไทยด้วย ประธานฯสรุปให้ฟังว่าอันนี้ยังอยู่ในภาวะคลุมเครือ เราคงต้องรอสถานทูต ยู.เอส. ประกาศเป็นทางการ แต่สิ่งหนึ่งบอกได้ว่าความเข้มงวดด้านพิจารณา “วีซ่า” และการเข้า-ออกสหรัฐฯ น่าจะกลับมาเข้มระดับยุค“โบราณ” เลย..ll และเพาเวอร์จะถูกแบ่งออกไปสู่กองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (PORT OF ENTRY)ด้วย มีวีซ่าในมือแต่เขาพิจารณาแล้วบางรายอาจปฏิเสธพร้อมส่งกลับต้นทางได้..

llขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ ธัชชัยศิริสัมพันธ์ ในการจากไปของเขา พิธีสวดพระอภิธรรมศพจัดที่ศาลา 17 (โสภณ) วัดธาตุทอง25-27 ม.ค. 18.30 น. และฌาปนกิจ 28 ม.ค. 14.00 น. …ขอให้ดวงวิญญาณของ พี่เอ็ดดี้-ธัชชัย ไปสู่สุคติสัมปรายภพด้วยเทอญ..ll พิธีสวดพระอภิธรรมศพ พล.อ.บรรจบ บุนนาคจัดระหว่าง 23-29 ม.ค. 18.00 น. ณ ศาลาร้อยปี
ปิยมหาราชอนุสรณ์ วัดเบญจมบพิตรฯ…หลังสวดคืนสุดท้าย (29 ม.ค.) เสร็จ มีพิธีบรรจุศพ..

ll ยินดีกับ ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนาทาบูกานอน ที่บุตรชายคนเล็ก ผศ.ดร.อรันย์ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลดีเด่น ประเภทวิชาการ ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยมหิดล..

llเพื่อนๆ แอบบอกว่า ดร.ผุสดี ตามไท สวมใส่ชุดอินเดียได้สวยงามมาก เช่นเดียวกันกับดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร เพราะทั้งคู่มีสรีระสูงสง่า ประหนึ่งนางแบบโฆษณาการท่องเที่ยวอินเดียนั่นเทียว!!..

บารอนเนส

‘MBM BUSINESS FORUM 2026’ เปิดเวทีผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผสานพลัง Purpose & Synergy ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

'MBM BUSINESS FORUM 2026' เปิดเวทีผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผสานพลัง Purpose & Synergy ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

‘MBM BUSINESS FORUM 2026’ เปิดเวทีผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผสานพลัง Purpose & Synergy ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.58 น.

เครือข่ายนักธุรกิจมุสลิม สถาบัน MBM (MUSLIM BUSINESS MATCHING INSTITUTE) จัดงาน MBM BUSINESS FORUM 2026 งานสัมมนาธุรกิจระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Synergy for Purpose-Driven Growth – พลังร่วมเพื่อการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย” มุ่งสร้างเวทีแห่งการรวมพลังผู้นำ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กลยุทธ์ และมุมมองการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีทิศทาง ชัดเจน และเปี่ยมคุณค่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่พร้อมเกิดขึ้นตลอดเวลา
การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ MBM ในฐานะแพลตฟอร์มเครือข่ายนักธุรกิจที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้นำองค์กร และสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจไทยบนพื้นฐานของ “Purpose” หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ควบคู่กับ “Synergy” หรือพลังความร่วมมือระหว่างบุคคล องค์กร และเครือข่ายทางสังคม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริงผ่านหัวข้อที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุค Disruption ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณค่า

ช่วงบ่ายเริ่มต้นด้วย Session สำคัญ “Navigating Uncertainty” ว่าด้วยการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการเติบโตท่ามกลางความผันผวน โดย ดร.วิทย์ สิทธิ์เวคิน และ ศาสตราจารย์ธีรณี อจลากุล ถ่ายทอดแนวคิดการบริหารองค์กรให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ผ่านความเข้าใจเชิงพัฒนาการ และการให้ความสำคัญกับการใช้ฐานข้อมูล (Data) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

ต่อด้วย Session “Exponential Growth: The Power of Purpose and Synergy in Business” โดย คุณทรงพล ชัญมาตรกิจ และ คุณปิยะบุตร จารุเพ็ญ ที่เปิดมุมมองการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด ผ่านพลังของเป้าหมายและการผสานความร่วมมือ พร้อมกรณีศึกษาการสร้างธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนา “Beyond Profit – The Synergy of Purpose for Driving Growth & Impact”
ซึ่งรวมพลังผู้นำธุรกิจแนวหน้าของประเทศ ได้แก่ คุณภานุมาศ ชนากานต์, คุณสมิส ตอฮา, คุณณัฐ เพ็ชรทองคำ และคุณสุภาพ เรืองปราชญ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนองค์กร “เหนือกว่ากำไร” เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ช่วงค่ำมีการจัดกิจกรรม Networking & Dinner Talk เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำธุรกิจ พร้อมพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ MBM Award 2026 ได้แก่ MBM THE RISING STAR AWARD คุณสมปรารถนา หงษ์เอก บริษัท เอ็มเมดิ จำกัด , MBM THE PRIME MEMBER AWARD คุณภานุมาศ ชนากานต์ Heritage Group , MBM THE LEGACY AWARD คุณวารี แวววันจิตร บริษัท ออแกนิควา (ประเทศไทย) จำกัด , MBM THE DEDICATOR AWARD อาจารย์ประสาน ศรีเจริญ , MBM THE MASTER AWARD คุณวันมูหะหมัดนอร์ มะทา โดยได้รับเกียรติจาก ท่านดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย กล่าวปาฐกถาพิเศษ สร้างแรงบันดาลใจและตอกย้ำพลังของ “Synergy” ในการเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

คุณสุภาพ เรืองปราชญ์ ประธาน MBM Business Forum 2026 กล่าวว่า “MBM Business Forum 2026 ไม่ใช่เพียงงานสัมมนาธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ให้ผู้นำและผู้ประกอบการได้หยุดคิด ทบทวน และออกแบบทิศทางใหม่ให้กับองค์กรของตน เราเชื่อว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก Purpose ที่ถูกต้อง และขยายผลด้วย Synergy ของผู้คนและเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีทิศทางและมีความหมายในระยะยาว”

ขณะที่ ดร.รังสรรค์ ปู่ทอง เจ้าของสถาบันดีน อาคาเดมี่ เน้นย้ำบทบาทของคุณค่าและจริยธรรมในโลกธุรกิจ โดยกล่าวว่า “ความสำเร็จทางธุรกิจในยุคใหม่ไม่อาจแยกขาดจากคุณค่าและความรับผิดชอบต่อสังคมได้ ผู้นำที่แท้จริงต้องกล้าตั้งคำถามว่า ความสำเร็จของเรากำลังสร้างประโยชน์ให้ใคร และส่งต่อคุณค่าอะไรให้กับสังคม MBM Business Forum คือเวทีที่ช่วยย้ำเตือนว่า ธุรกิจสามารถเป็นพลังบวกได้ หากขับเคลื่อนด้วยจริยธรรม ความร่วมมือ และเป้าหมายที่ชัดเจน”

สำหรับ MBM Award 2026 ถือเป็นเวทีการยกย่องผู้นำและองค์กรต้นแบบที่สะท้อนคุณค่าความเป็นผู้นำแบบ MBM ซึ่งไม่ได้วัดความสำเร็จจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับวิธีคิด การตัดสินใจ ความรับผิดชอบ และผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยรางวัลดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการเชิดชูความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการจุดประกายแรงบันดาลใจและสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้กับสังคมธุรกิจไทยในระยะยาว 

MBM เป็นเครือข่ายนักธุรกิจและผู้นำองค์กรที่มุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจบนพื้นฐานของการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย (Purpose-Driven Growth) และพลังความร่วมมือ (Synergy) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และโอกาสทางธุรกิจระหว่างสมาชิกจากหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันผู้นำรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างมีคุณธรรม มีวิสัยทัศน์ และมีบทบาทเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ MBM Business Forum 2026 นับเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ และสะท้อนวิสัยทัศน์ของ MBM ในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยให้เติบโตควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างยั่งยืน

อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

บนโลกปัจจุบันนิยามของคำว่า ‘ศัลยกรรมตกแต่ง’ อาจถูกผูกโยงไปกับภาพลักษณ์ความงามอันไร้ที่ติ การมีจมูกโด่งคม หรือใบหน้าเรียวยาว ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของใครหลายคนที่ต้องการทำให้ตนเอง ‘ดูดี’ กว่าที่เคยเป็น แต่ ณ อีกมุมหนึ่งของห้องผ่าตัด งานของศัลยแพทย์ตกแต่งก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเติมเต็มความปรารถนาในความสวยงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เพราะสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ‘ความสวยงาม’ อาจเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าจะใฝ่ฝัน หากสิ่งที่เขาต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือ ‘ความปกติ’ โอกาสที่จะเดินไปบนท้องถนนโดยไม่ต้องหลบซ่อนสายตาใคร โอกาสที่จะยิ้มได้สุดริมฝีปาก หรือโอกาสที่จะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีใบหน้าสมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป นั่นเพราะเขาคือผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง

แม้จะฟังดูเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อชีวิตของใครบางคน แต่ทราบหรือไม่ว่าอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ มีอยู่เพียงไม่ถึง 10 คนในประเทศไทย…

โดยหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทลายกรงขังแห่งความพิการเหล่านั้น คือ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแก้ไขความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

หากอธิบายเพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะความพิการบนใบหน้า มีได้ตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อยที่เราอาจพบได้บ่อย อย่างเช่น โรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ไปจนถึงความผิดปกติที่รุนแรงมากขึ้น เช่น โรคประสานกะโหลกศีรษะเชื่อมติดผิดปกติ โรคใบหน้าแหว่งแต่กำเนิด โรคงวงช้าง ฯลฯ ซึ่งบรรดากลุ่มอาการที่มีความรุนแรงเหล่านี้เอง จึงจำเป็นต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ

แต่หากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าปี พ.ศ. 2526 ขณะนั้นประเทศไทยยังไม่เคยมี…

ในปีนั้นเอง ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ คือผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อไปศึกษาต่อด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง จากผู้เชี่ยวชาญที่ประเทศออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะได้กลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ. 2529 เพื่อบุกเบิกและจัดตั้ง “คณะทำงานแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ รพ.จุฬาลงกรณ์” โดยร่วมกับศัลยแพทย์ตกแต่งแก้ไขความพิการชนิดรุนแรง (Craniofacial Surgeon), ประสาทศัลยแพทย์, แพทย์หู คอ จมูก, กุมารแพทย์, รังสีแพทย์, จักษุแพทย์, วิสัญญีแพทย์, ทันตแพทย์, จิตแพทย์ ไปจนถึงนักจิตวิทยา, นักอรรถบำบัด, นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ รวม 12 สาขา

นั่นจึงเป็นปีเริ่มต้นของประเทศไทยในการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง ที่สมบูรณ์แบบเทียบเท่านานาอารยะประเทศ อีกทั้งเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่ในภายหลังจะจัดตั้ง “ศูนย์แก้ไขความพิการฯ” ขึ้นอย่างเป็นทางการ และต่อมาได้รับพระราชทานนามใหม่กลายเป็น “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ” ที่เดินหน้าแก้ไขความพิการให้กับผู้ป่วยทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง จนเข้าสู่วาระครบรอบ 40 ปี ในปีนี้

ผลงานของ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ และทีมงานของศูนย์ฯ ไม่ใช่แค่เพียงการได้ร่วมกันรักษาผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมาจากทั่วประเทศไทยรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จนสำเร็จไปแล้วมากกว่า 4,000 รายเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้ที่ได้คิดค้นวิธีที่ชื่อว่า “จุฬาเทคนิค” โดยร่วมกับประสาทศัลยแพทย์ ผศ. นพ.ช่อเพียว เตโชฬาร คิดค้นวิธีผ่าตัดรักษาโรคงวงช้างด้วยวิธีการใหม่ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ช่วยลดระยะเวลา ลดผลกระทบ ลดค่าใช้จ่าย จนต่อมากลายเป็นแนวทางที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย และมีศัลยแพทย์จากต่างประเทศที่แวะเวียนเข้ามาเรียนรู้วิธีการที่ศูนย์ฯ แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ย้อนเล่าถึงเส้นทางการทำงานในด้านนี้ตลอด 40 ปี ที่ไม่ได้อาศัยเพียงทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งยังต้องอาศัยจิตใจกุศล เมตตา การมีเจตนารมณ์ที่มุ่งการทำงานเพื่อสังคม เพราะผู้ป่วยที่ประสบกับโรคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความยากลำบากทางเศรษฐฐานะ ซึ่งไม่ใช่แค่การขาดค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเท่านั้น หากบางรายยังไม่มีแม้กระทั่งค่าเดินทางในการเข้ามารักษา

“งานพวกนี้ทำแล้วไม่ค่อยได้เงิน ในทางกลับกันเราต้องหาเงินให้เขา” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ยอมรับ “แต่หลายคนพอเขาเห็นแล้วก็สงสาร เห็นใจกับความยากลำบากและสภาวะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเผชิญ จึงมีหน่วยงาน ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิต่างๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเงินบริจาค เพื่อให้เราสามารถดำเนินการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างต่อเนื่อง หากติดต่อเข้ามาที่จุฬาฯ เรามีกองทุนให้ทั้งค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ ค่าผ่าตัดรักษา ฟรีทั้งหมด”

ณ วัย 77 ปี ปัจจุบัน ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ยังไม่ได้เกษียณจากการทำงานแต่อย่างใด หากยังคงดำรงฐานะหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยที่ไม่รับค่าตอบแทน ดำรงบทบาทศัลยแพทย์แก้ไขความพิการที่ยังคอยเดินหน้ามอบคืนชีวิตให้กับผู้ป่วย ทั้งยังเป็นประธานคณะกรรมการแผนกแพทยศาสตร์ มูลนิธิอานันทมหิดล รวมถึงนายกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไม่นับรวมไปถึงบทบาทอีกมากมายในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจที่ประวัติของศัลยแพทย์ตกแต่งท่านนี้ จะเต็มไปด้วยผลงานและรางวัลเชิดชูเกียรติอันยาวเหยียดหลายหน้ากระดาษ

หนึ่งในนั้นคือการถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 19 อาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ผู้ทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้กับคณะฯ มหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ที่ได้รับการจารึกและจัดทำหุ่นจำลองไว้ในหอประวัติคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และล่าสุดทางแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังได้มอบรางวัลใหญ่ที่สุดประจำปีอย่าง “รางวัลสมเด็จพระวันรัต” ที่เป็นการยกย่องและเพิ่มพูนเกียรติภูมิให้กับแพทย์ที่สร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ อันนำชื่อเสียงมาสู่วงการแพทย์ ให้กับ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ในวันที่ 31 ม.ค. นี้

แน่นอนว่า ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ จะยังคงเดินหน้าเป็นแรงบันดาลใจให้กับแพทย์รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพราะภารกิจของการพลิกคืนชีวิตผู้ป่วยให้หายจากความทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเดินหน้ารักษาอย่างเดียวเท่านั้น หากจะต้องบ่มเพาะและสร้าง “ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญด้านแก้ไขความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง” เพิ่มเข้ามาให้มากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่โอกาสในการได้ชีวิตคืนของผู้ป่วยเหล่านั้น จะเดินทางไปถึงเขาได้มากกว่าเดิม

ก่อนผ่าตัด / หลังผ่าตัด

ก่อนผ่าตัด / หลังผ่าตัด

อว. เปิดรับสมัครทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

อว. เปิดรับสมัครทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

อว. เปิดรับสมัครทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

26 มกราคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. ได้เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมอบหมายให้ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา เพื่อขอรับทุนการศึกษาในโครงการ “ทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568” เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อนำความรู้กลับไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติ โดยการเปิดรับสมัครในรอบนี้ เป็นการรับสมัคร กลุ่มที่ 2 ซึ่งเจาะจงไปยังกลุ่มนักเรียนที่สามารถสอบเข้าศึกษา หรือได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว (ผ่านระบบ TCAS หรือระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย)

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า สำหรับปีการศึกษา 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้จัดสรรโควตาทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มที่ 2 ไว้จำนวนทั้งสิ้น 246 ทุน โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นค่าครองชีพ จำนวน 40,000 บาท ต่อปีการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร (ภายใต้เงื่อนไขที่โครงการกำหนด) โดยคุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย และเป็นผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวง อว. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ รีบดำเนินการสมัครเพื่อรับโอกาสดีๆ เช่นนี้ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวง อว. มุ่งมั่นที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสันติสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านทางสถาบันอุดมศึกษาที่ผู้สมัครศึกษาอยู่”

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ขั้นตอนการสมัคร และเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. หมายเลขโทรศัพท์ 02 039 5573 ในวันและเวลาราชการ

-(016)

ปลัด ยธ.เป็นประธานเปิดกิจกรรม ‘รวมพลังแห่งความภักดี จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน’

ปลัด ยธ.เป็นประธานเปิดกิจกรรม ‘รวมพลังแห่งความภักดี จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน’

ปลัด ยธ.เป็นประธานเปิดกิจกรรม ‘รวมพลังแห่งความภักดี จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน’

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

26 มกราคม 2569  นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี : จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน” โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภล นาคบัว ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงยุติธรรม โฆษกกระทรวงยุติธรรม นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นางอุษา จั่นพลอย บุญเปี่ยม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม นายกิตติชัย บุญวงษ์ ปลัดหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เครือข่ายภาคประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ และมีนายสำรวม บุญเสริม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานจิตอาสากระทรวงยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ อาคารหอประชุมอำเภอพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวเปิดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี : จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน” พร้อมทั้งถ่ายทอดภารกิจและบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในภาพรวม โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การรวมพลังของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชพันปีหลวง ในห้วงเวลา 100 วัน แห่งการสวรรคต กระทรวงยุติธรรม จึงขอน้อมนำพระราชปณิธาน มุ่งเน้นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน ทรงให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัย การส่งเสริมอาชีพเพื่อความยั่งยืน การดูแลรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นต้นแบบแห่งความเมตตา โดยตลอดรัชสมัยที่ทรงตามเสด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขราษฎร และพระราชทานความช่วยเหลือ

กระทรวงยุติธรรม จึงน้อมสืบสานพระราชปณิธาน สู่การปฏิบัติ ภายใต้บทบาท ภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ในการ “อำนวยความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม” โดยครอบคลุมการกำหนดนโยบาย การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การให้บริการประชาชน เพื่อให้เข้าถึงความยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย การฟื้นฟูผู้กระทำผิด การป้องกันอาชญากรรม รวมถึงการส่งเสริมความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน ผ่านการอำนวยความยุติธรรม เพื่อ​ให้ประชาชนได้รับการบริการงานยุติธรรมอย่างโปร่งใส รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ มีเป้าหมาย​เพื่อ​ให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการให้บริการงานยุติธรรมอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม และปราศจากการเลือกปฏิบัติ รวมถึงการสร้างความเป็นธรรมในสังคม เพื่อ​ให้สังคมมีความเป็นธรรม และสงบสุข

ปลัดกระทรวง​ยุติธรรม​ กล่าวในช่วงท้ายว่า กระทรวงยุติธรรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมในวันนี้จะเป็นการนำองค์ความรู้ด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมมาสู่ประชาชน​ทุกท่าน เพื่อให้ทุกท่านรับทราบถึงสิทธิและสามารถเข้าถึงงานบริการของกระทรวงยุติธรรม รวมถึงป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกลวงจากภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งมุ่งหวังให้ทุกท่านในที่นี้ ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่สำคัญของกระทรวงยุติธธรรมได้นำความรู้กลับไปถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่​ เพื่อเป็นการติดอาวุธทางความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชนต่อไป

ต่อจากนั้น ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาประจำจังหวัดนครปฐม จำนวน 4 ราย และมอบความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม ที่ได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดนครปฐม จำนวน 2 ราย พร้อมทั้งได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการการนำเสนอภารกิจ/ผลงานสำคัญและงานบริการด้านกระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม จำนวน 12 หน่วยงาน

สำหรับกิจกรรมฯ ดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ​เป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเป็นการรวมพลังของจิตอาสากระทรวงยุติธรรมเพื่อถ่ายทอดภารกิจ และบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม รวมถึงองค์ความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้กับกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นเครือข่ายของกระทรวงยุติธรรมที่มีสำคัญในเชิงพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้เครือข่ายภาคประชาชนได้นำความรู้ในวันนี้กลับไปถ่ายทอดหรือบอกเล่าให้กับชุมชนหรือประชาชนต่อไป เพื่อสร้างการรับรู้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิและสามารถเข้าถึงงานบริการของกระทรวงยุติธรรม รวมถึงป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกลวงจากภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในปัจจุบัน

-(016)

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

ในโลกที่วุ่นวายสับสน  บางคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำดีแล้วได้อะไร?” หรือ “ความดีที่แท้จริงนั้นต้องทำอย่างไร  ที่ไหนและเมื่อไหร่?”    

กว่าสองพันปีมาแล้ว   พระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องความดีที่บันทึกในพระไตรปิฏกไว้ว่า

  1. ความดีทำได้ที่ไหนและเมื่อไหร่?       พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การทำความดีนั้น  ไม่มีข้อจำกัดข้อกำหนด  เรื่องกาลเวลา (อกาลิโก) หรือสถานที่  จะทำเมื่อไรก็ได้  เป็นสิ่งดีทั้งนั้น      ดังความในพระไตรปิฎก เล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 12 อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต  สุปุพพัณหสูตร (พระสูตร เกี่ยวกับกาลเวลาอันดี) ความว่า: “ สุนกฺขตฺตํ  สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ สุขโณ สุมุหุตฺโต จ สุยิฏฺฐํ พฺรหฺมจาริสุ”  แปลว่า   “ ความดีนั้นควรทำทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย หรือค่ำ หากจิตเป็นกุศลในตอนนั้น ย่อมถือเป็นฤกษ์ดีและมงคลดีเสมอ”      คำสอนดังกล่าวหักล้างความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ว่า  การทำความดีนั้นไม่ต้องรอฤกษ์งามยามดี  ไม่ต้องดูดวงดาวบนท้องฟ้า    ไม่ต้องรอวันเวลาอันเป็นมงคล   เพราะการทำดีด้วยใจเป็นกุศลนั้น จะทำเมื่อไรที่สะดวกก็จะเป็นฤกษ์ดีเสมอ   
  2.  กลิ่นหอมของคนดี    พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย ธรรมบท  (ปุปผวรรค)   บันทึกไว้ว่า   ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “กลิ่นของดอกไม้หรือแก่นจันทน์ แม้จะหอมเพียงใดก็ลอยไปได้ตามลมเท่านั้น มีกลิ่นอะไรบ้างไหมพระเจ้าข้า ที่สามารถหอมทวนลมได้?”   พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า: “ น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิโลตเมติ น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา สตญฺจ คนฺโธ ปฏิโลตเมติ สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ”   แปลว่า  “กลิ่นดอกไม้นั้น ย่อมจะกระจายไปทวนลมไม่ได้    กลิ่นไม้จันทน์ กลิ่นไม้กฤษณา หรือกลิ่นดอกมะลิ ก็ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้   แต่กลิ่นของสัตบุรุษ (คนดี) จะฟุ้งกระจายทวนลมได้  สัตบุรุษย่อมฟุ้งไป (ขจรขจาย) ทั่วทุกทิศ”
  3.  หลักการทำความดี  พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีทำความดี  ด้วยบุญกิริยาวัตถุ 10 ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 15 อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (หน้า 245-247)    สรุปใจความสำคัญออกเป็น 3 หมวด 10 ข้อ คือ 

“ตีณิมานิ ภิกฺขเว ปุญฺญกิริยาตฺถูนิ. กตมานิ ตีณิ? ทานมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, สีลมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, ภาวนามยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ.”แปลว่า: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ (เหตุเป็นที่ตั้งแห่งบุญ) มี  3 ประการนี้คือ:

  1. ทานมัย: บุญสำเร็จด้วยการให้ทานเพื่อลดความตระหนี่
  2. สีลมัย: บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีลไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  3. ภาวนามัย: บุญสำเร็จด้วยการฝึกจิตให้สงบและเกิดปัญญา

ในชั้นอรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) ได้ขยายความจาก 3 ข้อข้างต้น ออกเป็น 10 ประการ เพื่อให้ครอบคลุมการทำความดีในทุกมิติ ดังนี้:

  1. ทานมัย (ให้ทาน)  คือการทำบุญด้วยการ “สละออก” ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สิ่งของ ความรู้ หรือการให้อภัย เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียว  ด้วย เจตนาที่เป็นกุศล ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้
  2. สีลมัย (รักษาศีล)  คือการทำบุญด้วยการ “สำรวมกาย วาจา” ให้อยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การรักษาศีล 5 หรือศีล 8  ด้วยการยับยั้งชั่งใจ และการเคารพในสิทธิของผู้อื่น
  3.  ภาวนามัย (เจริญภาวนา) คือการทำบุญด้วยการ “พัฒนาจิตและปัญญา” เช่น การทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ หรือการวิปัสสนาเพื่อให้เห็นแจ้งในธรรม  ด้วยการมีสติ รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง
  4.  อปจายนมัย (อ่อนน้อมถ่อมตน)   คือการทำบุญด้วยการ “ลดมานะละทิฐิ” ให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้มีคุณธรรม หรือผู้ที่มีอาวุโสกว่า รวมถึงการมีกิริยามารยาทที่สุภาพรลดความถือตัว เย่อหยิ่งจองหอง (Ego) และการสร้างบรรยากาศที่ดีในสังคม
  5.  เวยยาวัจจมัย (ช่วยเหลือขวนขวาย)  คือการทำบุญด้วยการ “สละแรงกาย” ช่วยเหลืองานส่วนรวมหรืองานของผู้อื่นที่ชอบด้วยธรรม เช่น การช่วยงานวัด งานจิตอาสา หรือการช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน  ด้วยความมีน้ำใจและการมีส่วนร่วมในสังคม
  6. ปัตติทานมัย (แบ่งปันส่วนบุญ)  คือการทำบุญด้วยการ “ขยายความดี” คือเมื่อเราทำความดีแล้ว ก็นึกถึงผู้อื่น แบ่งปันความสุขหรืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น   ด้วยใจที่กว้างขวาง ไม่หวงความดีไว้เพียงคนเดียว
  7. ปัตตานุโมทนามัย (ยินดีในบุญของผู้อื่น)  คือการทำบุญด้วยการ “ร่วมยินดี” เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดีหรือมีความสุข โดยไม่มีความริษยา (การกล่าวคำว่า “สาธุ”กำจัดความอิจฉาริษยาออกจากใจ
  8. ธัมมัสสวนมัย (ฟังธรรม)  คือการทำบุญด้วยการ “แสวงหาความรู้” ไม่ใช่แค่การฟังพระเทศน์ แต่รวมถึงการอ่านหนังสือธรรมะ หรือการฟังเรื่องราวที่ทำให้เกิดสติปัญญา   เปิดรับความจริงเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิต
  9.  ธัมมเทสนามัย (แสดงธรรม)  การทำบุญด้วยการ “ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์” การแนะนำสั่งสอนสิ่งที่ดีงาม การแชร์แง่คิดที่เป็นประโยชน์ หรือการให้คำปรึกษาเพื่อทางสว่างแก่ผู้อื่น  ด้วยความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
  10.  ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำความเห็นให้ตรง)   คือการทำบุญด้วยการ “ปรับทัศนคติ” ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เช่น เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว       ข้อนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะถ้ามีความเห็นที่ถูกต้อง อีก 9 ข้อที่เหลือจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “การทำความดีตามคำสอนของพระพุทธองค์ นั้น   ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ต้องรอให้ถึงฤกษ์งามยามดี”

อาทร  จันทวิมล

ดัน Soft Power ภาคใต้สู่เวทีโลก พณ.กางแผนเจรจาธุรกิจ ‘สมุนไพร-แฟชั่น’ หวังสร้างเครือข่ายกระตุ้นเม็ดเงินกลุ่มจังหวัดภาคใต้

ดัน Soft Power ภาคใต้สู่เวทีโลก พณ.กางแผนเจรจาธุรกิจ 'สมุนไพร-แฟชั่น' หวังสร้างเครือข่ายกระตุ้นเม็ดเงินกลุ่มจังหวัดภาคใต้

ดัน Soft Power ภาคใต้สู่เวทีโลก พณ.กางแผนเจรจาธุรกิจ ‘สมุนไพร-แฟชั่น’ หวังสร้างเครือข่ายกระตุ้นเม็ดเงินกลุ่มจังหวัดภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง เตรียมเปิดเวทีเจรจาธุรกิจครั้งใหญ่ “Hybrid Business Matching” ขนทัพผู้ประกอบการสมุนไพรและแฟชั่นผ้าทออัตลักษณ์ภาคใต้ บุกตลาดไทยและต่างประเทศ 20-21 มกราคมนี้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช มั่นใจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนให้กลุ่มจังหวัดภาคใต้

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนา “เศรษฐกิจฐานราก” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยเฉพาะการผลักดันนโยบาย “Soft Power” ภายใต้แนวคิด 5F ซึ่งการจัดงานนี้มุ่งเน้นไปที่แฟชั่นผ้าทอไทยและอาหาร ซึ่งครอบคลุมถึงสมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อสร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ

“ภาคใต้มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ เห็นได้จากอัตราการเติบโตของการค้าชายแดนผ่านมาเลเซีย ณ จังหวัดสตูล ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการส่งเสริมผู้ประกอบการระดับฐานรากให้ก้าวสู่ระดับอุตสาหกรรม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน” ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ด้าน นางสาวกุลธิดา เพ็ชรวงศ์  พาณิชย์จังหวัดพัทลุง เปิดเผยรายละเอียดว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการขับเคลื่อน Soft Power ภาคใต้ผ่านการจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ 2 รูปแบบใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางการตลาดให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีกิจกรรมสำคัญคือ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสมุนไพร และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกลุ่มสินค้าผ้าและแฟชั่นเครื่องแต่งกายภาคใต้ ชูจุดเด่นผ้าที่มีชื่อเสียง อาทิ ผ้าทอลานข่อย จ.พัทลุง, ผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช, ผ้าเกาะยอ จ.สงขลา และผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง เป็นต้น โดยจะมีการจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

“กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน จ.นครศรีธรรมราช ในรูปแบบ Hybrid Business Matching ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าปัจจุบัน เราตั้งเป้าหมายว่าการเจรจาธุรกิจในทั้งสองกลุ่มสินค้า คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าการค้ารวมไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ที่กระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมตามนโยบายรัฐบาล” พาณิชย์จังหวัดพัทลุง กล่าวสรุป     

-(016)

ผู้ว่าฯ กทม. สานสัมพันธ์ไทย-จีน หารือร่วมกันสู่การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ กทม. สานสัมพันธ์ไทย-จีน หารือร่วมกันสู่การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ กทม. สานสัมพันธ์ไทย-จีน หารือร่วมกันสู่การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหารือผู้บริหาร Pacific Construction Group และ Atlantic Construction เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้อนรับและหารือร่วมกับ นายหยัน เจ่ยเหอ (Mr. Yan Jiehe) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท Pacific Construction Group (PCG) และประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท แอตแลนติก คอนสตรัคชั่น (Atlantic Construction) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการลงทุน การก่อสร้าง และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. จับมือกับ หยัน เจ่ยเหอ ระหว่างการเข้าพบและหารือร่วมกัน 

นายหยัน เจ่ยเหอ ประธานกลุ่มบริษัทฯ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจระดับโลก โดยประกาศให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมกำหนดให้ “กรุงเทพมหานคร” เป็นศูนย์กลางในการขยายฐานธุรกิจ และอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ณ กรุงเทพมหานคร ภายในปี พ.ศ. 2572  นอกจากนี้ นายหยัน เจ่ยเหอ ยังได้เน้นย้ำถึงศักยภาพการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรผ่านโมเดล FEPCO ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจแบบ “3-in-1” อันประกอบด้วย F (Investor: นักลงทุน), EPC (Contractor: ผู้รับเหมาเบ็ดเสร็จ) และ O (Operator: ผู้บริหารจัดการ) โดยยึดมั่นในปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ว่า “ความสำเร็จที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการสร้างสัมพันธภาพที่มั่นคง” เพื่อนำโมเดลดังกล่าวมาบูรณาการร่วมกับองค์กรชั้นนำของไทยในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้ บริษัท แอตแลนติก คอนสตรัคชั่น ยังได้แสดงความพร้อมในการผนึกกำลังร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร มุ่งสู่การยกระดับเมืองให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนสืบไป

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาและแผนการดำเนินงานในอนาคตของกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณที่กลุ่มบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมือง โดยระบุว่ากรุงเทพมหานครยินดีต้อนรับและส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรชั้นนำระดับสากล และคาดหวังให้มีการนำความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง การบริหารจัดการเมือง รวมถึงด้านการลงทุนและการระดมทุน มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายสืบไป