Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พายุฤดูหนาวรุนแรงที่พัดถล่มพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ตั้งแต่วันศุกร์แล้ว (23 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 50 ราย กระจายอยู่ใน 14 รัฐ  สภาพอากาศเลวร้ายยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง   บ้านเรือนและธุรกิจกว่า 550,000 แห่งทั่วประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา การจราจรทางอากาศยังคงเป็นอัมพาต สนามบินสำคัญหลายแห่งทั่วประเทศต้องยกเที่ยวบินรวมมากกว่า 15,000 เที่ยว หนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ยังคงออกคำเตือนให้ชาวอเมริกันเกือบ 200 ล้านคน ระวังภัยจากอากาศหนาวไปจนถึงวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) เป็นอย่างน้อย

(ภาพ 1-8)

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนสต็อกโฮม และพักอยู่หลายวัน มิวเซียมหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้หลังจากเยือน Royal Palace แล้วนั่นคือ National Museum ทั้งนี้เพราะที่นี่มีของจัดแสดงมากมายโดยเฉพาะงานจิตรกรรมและงานตกแต่งต่าง ๆ มิวเซียมนี้ก็เป็นเฉกเช่นมิวเซียมทั่วทั้งยุโรปที่เป็นสมบัติที่ถูกโอนถ่ายจากราชวงศ์สู่รัฐ การสะสมงานศิลปะของสวีเดนเริ่มมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมฝรั่งเศสของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเคยเป็นของพระนางเจ้า Lovisa Ulrika มาก่อน เมื่อพระนางประสบปัญหาทางการเงิน พระนางก็ได้ขายของสะสมพวกนี้ให้กับพระเจ้ากุสตาฟที่สามพระบุตรของพระองค์เพื่อไว้ไปตกแต่ง Drottningholm Palace พระเจ้ากุสตาฟที่สามได้นำของสะสมเหล่านี้จัดแสดงไว้ต่างหาก ณ ปีกหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง

มิวเซียมที่ถูกออกแบบโดย Friedrich August Stuler สถาปนิกชาวเยอรมัน และออกแบบตกแต่งภายในโดย Fredrik Whilhelm Scholander สถาปนิกชาวสวีเดนนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 12 ปีและตกแต่งภายในอีก 3 ปีจนถือเป็นโครงการก่อสร้างที่ใหญ่และหรูหราที่สุดของสวีเดน เบื้องต้นนั้นรัฐบาลต้องการให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม หอสมุด และหอประชุม แต่ต่อมาได้มีการนำอาวุธและเครื่องแต่งกายมาจัดแสดงด้วยจนทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่จัดแสดงงานทัศนศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน

อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบอิตาเลียนเรอเนสซองส์โดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Neues Museum ในเบอร์ลินนี้ประกอบด้วย 3 ชั้นที่มีหน้าบรรณหุ้มห่อด้วยหินปูนของสวีเดนตกแต่งด้วยกระจกที่ผลิตจากโรงงานในเยอรมัน ถึงกระนั้นก็ตามมิวเซียมยังคงขาดความเป็นมาตรฐานจากการขาดเครื่องทำความอุ่นส่งผลให้ผู้เข้าชมต้องใส่ชุดกันหนาวกันอย่างเต็มยศ อีกทั้งยังไม่มีห้องน้ำที่ดีจนทำให้รัฐบาลต้องทำการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1931 ด้วยการเพิ่มเครื่องทำความร้อนและห้องน้ำ ปี 1961 รัฐบาลมีดำริที่จะขยายขนาดมิวเซียมใหญ่ขึ้นเพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมได้มากขึ้น และยังทำการเพิ่มส่วนของร้านอาหารในปี 1996

ปี 2009 รัฐบาลโดย National Property Board of Sweden เห็นว่าอาคารมีความทรุดโทรม และไม่สามารถตอบสนองต่อสาธารณชนทั้งในเรื่องการควบคุมความอบอุ่นในอาคารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอยู่อาศัย การเก็บงานศิลปะ ความปลอดภัย อีกทั้งยังมีพื้นที่ไม่มากพอที่จะนำสมบัติมาจัดแสดงได้ทั้งหมดจึงดำริให้มีการปรับปรุงมิวเซียมครั้งใหญ่อีกโดยให้กลุ่มสถาปนิกที่หลากหลายเสนอแนวทางมายังรัฐบาลภายในปี 2011 หลังจากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 มิวเซียมก็ได้เริ่มทำการขนย้ายของจัดแสดงออกจากอาคารเดิมและอีก 1 ปีต่อมาก็เริ่มปรับปรุงอาคารใหม่โดยในระหว่างปรับปรุงนั้น มิวเซียมได้ปิดทำการโดยย้ายของจัดแสดงส่วนหนึ่งไปจัดแสดงยังมิวเซียมอื่นในสวีเดนและอีกส่วนหนึ่งให้มิวเซียมต่างประเทศยืมไป

หลังการปรับปรุงครั้งล่าสุดเพื่อให้อาคารมีมาตรฐานสากลและขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่านั้นมิวเซียมได้เปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 13 ตุลาคม 2018 โดยพระเจ้าคาร์ลกุสตาฟที่ 16 นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะสามารถชื่นชมศิลปะต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะปัจจุบันมิวเซียมเป็นไปตามมาตรฐานสากลทั้งในเรื่องความอบอุ่น ความปลอดภัย และไม่มีเสียงดังจากห้องอาหารรบกวนอีกแล้ว

มูลนิธิไฟเซอร์ฯ รับประกาศนียบัตร 2025 ‘AMCHAM Corporate Impact Awards’

มูลนิธิไฟเซอร์ฯ รับประกาศนียบัตร 2025 ‘AMCHAM Corporate Impact Awards’

มูลนิธิไฟเซอร์ฯ รับประกาศนียบัตร 2025 ‘AMCHAM Corporate Impact Awards’

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

13 ปีแห่งความภูมิใจ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย รับประกาศนียบัตร 2025 AMCHAM Corporate Impact Awards จากสมาคมหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย หรือ AMCHAM ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยอยู่ในระดับ Platinum (ระดับสูงสุด) ร่วมกับ 37 บริษัท จากสมาชิกทั้งหมดมากกว่า 650 บริษัทของ AMCHAM Thailand

สำหรับมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ก่อตั้งโดยบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2544 โดยมีพันธกิจหลักคือการส่งเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมสุขภาพดีมีสมดุล ผ่านการให้โอกาสแก่ผู้ที่ต้องการโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเพศสภาพ รางวัลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นอันยาวนานในการมอบความรู้ด้านสุขภาพ และโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลการดูแลสุขภาพในชุมชน ผ่านโครงการศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน Pfizer First-aid Center ที่ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 โดยก่อสร้างครบ 10 ศูนย์ ใน 9 จังหวัด ทั่วประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัด อุทัยธานี เพชรบุรี ระนอง พังงา สตูล จันทบุรี บุรีรัมย์ เชียงใหม่ และ ราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณสุขเบื้องต้นแก่บุคลากรในโรงเรียนและชุมชนโดยรอบ พร้อมแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของหน่วยงานรัฐ และลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่แบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ อีกทั้งยังเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสุขภาพ

ศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชนแห่งแรกกำเนิดขึ้นที่โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประชากรมีฐานะยากจน ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง มีปัญหาในการเข้าถึงระบบการศึกษาและขาดความรู้ด้านสุขอนามัย และยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการทางการแพทย์และสาธารณสุขของรัฐ จึงจำเป็นต้องใช้โรงเรียนในชุมชนเป็นที่พึ่งพิงในการรักษาพยาบาลเบื้องต้น หากอาการร้ายแรง ทางโรงเรียนก็จะประสานส่งตัวไปรักษาในสถานพยาบาลของรัฐซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนกว่า 30 กิโลเมตร โดยศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน ออกแบบเป็นอาคารขนาด 140 ตารางเมตร พร้อมด้วยเตียงคนไข้จำนวน 4 เตียง ห้องน้ำ ยาสามัญประจำบ้าน และเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้บริการแก่นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียน กลุ่มบุคลากรภายในโรงเรียนและคนในชุมชน และเป็นหน่วยประสานงานส่งต่อผู้ป่วยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรณีเมื่อพบอาการเจ็บป่วยที่เกินขีดความสามารถ นอกจากนี้ ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านการดูแลสุขอนามัย และให้ความรู้ทางด้านสุขภาพในโอกาสต่าง ๆ จากการรายงานของบุคคลผู้อยู่ในพื้นที่ ซึ่งผลตอบรับที่ดีจากโรงเรียนและบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่บ้านบ่อหวี เป็นแรงผลักดันให้มูลนิธิฯ ใช้ศูนย์ฯ แห่งแรกเป็นต้นแบบขยายการดำเนินงานออกไปอีก 9 แห่ง ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย ครอบคลุมหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย รวมถึงชาวคริสต์และชาวไทยมุสลิม

น.ส.ศศิภา จิระสุขทวีกุล ผู้จัดการด้านกิจกรรมเพื่อสังคม มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จสูงสุดที่มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยอยากเห็นก็คือความยั่งยืนของศูนย์ปฐมพยาบาลทุกแห่ง ก่อนที่โครงการจะเริ่มต้นในแต่ละพื้นที่ เราได้มีการตกลงร่วมกันกับหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองท้องถิ่น ว่าพื้นที่จะคอยดูแลสนับสนุนให้ศูนย์ฯ สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ถูกทิ้งร้าง เพื่อความยั่งยืนและความต่อเนื่องในการบริการประชาชน

นอกจากโครงการศูนย์ปฐมพยาบาลดังกล่าวแล้ว มูลนิธิไฟเซอร์ฯ นำโดย พนักงานบริษัทไฟเซอร์ ซึ่งมีทั้งแพทย์ เภสัชกร และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ จัดกิจกรรมอบรมด้านสุขภาพสำหรับเด็กๆ เช่น การอบรมการอ่านฉลากยาและโรคประจำถิ่น การอบรมการช่วยชีวิต (CPR) การติดตั้งเครื่องออกกำลังกาย การก่อสร้างแปลงเกษตร ปรับปรุงโรงเพาะเลี้ยงเห็ด ปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ ติดตั้งระบบน้ำสะอาด ส่งเสริมการฝึกอาชีพ และการปรับปรุงอาคารเรียนให้มีความปลอดภัยและใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น โดยลงพื้นที่ไปแล้วใน 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ราชบุรี สตูล อุทัยธานี เชียงใหม่ และเพชรบุรี

ทั้งนี้ มูลนิธิไฟเซอร์ฯ ครบรอบ 24 ปี เมื่อวันที่ 15 ม.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันยาวนานที่ได้ช่วยเหลือสังคมไทย ผ่านโครงการส่งเสริมการศึกษา โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต โครงการส่งเสริมสุขภาพ และโครงการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟป่า หรือสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน มูลนิธิฯยังคงมีปณิธานมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสุขภาพของชาวไทยต่อไป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนตะวันออกกลางอันกว้างใหญ่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่า อาลาดิน อาศัยอยู่กับแม่ผู้ยากไร้   ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง อาลาดินเป็นเด็กขี้เกียจที่มีจิตใจดี  โดยมีชีวิตลำบากยากเข็ญจนบางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ

                  วันหนึ่ง มีพ่อมดเจ้าเล่ห์ปลอมตัวเป็นอาของอาลาดิน หลอกล่อให้เขาเข้าไปในถ้ำเพื่อนำ “ตะเกียงน้ำมันโบราณ” อันหนึ่งออกมา เมื่ออาลาดินได้ตะเกียงแล้ว พ่อมดจะแย่งชิงตะเกียงและขังเขาไว้ในถ้ำ แต่อาลาดินบังเอิญใช้มือถูตะเกียงนั้นเข้า!

                  ทันใดนั้นก็มี “ยักษ์จีนี่”  ร่างใหญ่ก็ปรากฏกายออกมาจากตะเกียง พร้อมกล่าวกับอาลาดินที่ใช้มือถูตะเกียงว่า 

                  “นายแห่งตะเกียง หากท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าจะบันดาลให้เป็นจริง!”

                  อาลาดินกลับมาหาแม่พร้อมกับพรวิเศษ เขาสามารถขออะไรก็ได้จากยักษ์ในตะเกียงตามใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นทองคำมหาศาล ปราสาทที่งดงาม หรือเสื้อผ้าที่ถักทอด้วยเพชรนิลจินดา แต่อาลาดินไม่ได้หลงระเริงไปกับอำนาจนั้น

                  อาลาดินนึกถึงความลำบากที่เคยพบมาก่อน จึงใช้ยักษ์และทรัพย์สินที่มี:

แบ่งปันผู้ยากไร้: เขาจัดตั้งโรงทานและมอบเงินให้แก่ราษฎรที่อดอยาก
พัฒนาบ้านเมือง: เขาสร้างบ่อน้ำและที่พักพิงให้คนไร้บ้าน
ใช้ใจแลกใจ: เขาไม่ได้ใช้เวทมนตร์บังคับให้ใครรัก แต่ใช้ความมีเมตตาซื้อใจคน

                 ต่อมาอาลาดินตกหลุมรัก เจ้าหญิงแบดรูลบาดูร์    อาลาดินไม่ได้ใช้เพียงความร่ำรวยไปขอความรัก แต่เขาพิสูจน์ให้องค์สุลต่านเห็นว่า ความมั่งคั่งของเขานั้นไหลเวียนไปสู่ความสุขของประชาชน แม้ภายหลังจะถูกพ่อมดกลับมาชิงตะเกียงไป แต่อาลาดินก็ใช้สติปัญญาและความดีงามที่เขาสั่งสมมา จนสามารถเอาชนะพ่อมดและชิงทุกอย่างกลับคืนมาได้

                 ต่อมาอาลาดินได้ครองคู่กับเจ้าหญิงอย่างมีความสุข ไม่ใช่เพราะเขามีตะเกียงวิเศษ แต่เพราะเขารู้จัก “การให้” เมื่อเขามีอำนาจอยู่ในมือ เขาเรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการครอบครองคนเดียว แต่มาจากการทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปพร้อมๆ กัน

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้และแบ่งปันสร้างความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้

                 เรียบเรียงจากนิทานอาหรับพันหนึ่งราตรี เรื่อง อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ  Aladin and the Magic Lamp ซึ่งมีรากฐานมาจากนิทานจีนโบราณ ที่สอนให้รู้จักแบ่งปัน

อาทร  จันทวิมล

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะนักวิจัยในจีนพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาที่ไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แต่อาศัยพลังงานที่เกิดจากการกะพริบตา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้เอง เช่น รถเข็นวีลแชร์ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของเทคโนโลยีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร เซลล์ รีพอร์ตส ฟิสิคัล ไซเอนซ์ (Cell Reports Physical Science) ในเดือนมกราคมนี้ ระบุว่า ระบบดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า ET-TENG พัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงเต่า และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง ใช้เครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้านาโนไทรโบอิเล็กทริก (TENG) เพื่อกักเก็บพลังงานเล็กๆ ที่เกิดจากแรงเสียดทานระหว่างเปลือกตาและลูกตาขณะกะพริบตา พลังงานที่ได้จะขับเคลื่อนเซ็นเซอร์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ภายนอก สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาได้อย่างละเอียดและแม่นยำสูง โดยสามารถระบุการเบนทิศทางของลูกตาได้เล็กสุดเพียง 2 องศา ด้วยความแม่นยำถึงร้อยละ 99 อีกทั้งทำงานได้ในสภาพมืดสนิท ช่วยแก้ข้อจำกัดของระบบติดตามดวงตาแบบใช้กล้องทั่วไปที่ต้องพึ่งพาแสงจากภายนอก

เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ซึ่งยังสามารถขยับดวงตาได้ ใช้การเคลื่อนไหวของสายตาเพื่อควบคุมคอมพิวเตอร์หรือรถเข็นวีลแชร์ นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเสนอว่า ระบบดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสำรวจอวกาศสำหรับแผงควบคุมแบบไม่ต้องใช้มือ ในยานยนต์อัจฉริยะเพื่อเฝ้าติดตามความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ รวมถึงช่วยทำให้อุปกรณ์สวมศีรษะระบบเสมือนจริง (VR) มีน้ำหนักเบาและประหยัดพลังงานมากขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รู้สึกเหมือนกันไหมว่า คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้มีข้อดีอยู่อย่างนึง คือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากำลังกลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในบ้านเราด้วย จากข้อมูลของ Gallup Polling พบว่า คนอายุ 18-34 ปีในสหรัฐฯ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงมาก จาก 72% เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ลดลงมาอยู่ที่ 62% ในปัจจุบัน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจสะท้อนว่า การที่ Gen Z (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997–2012) ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดไม่ใช่แค่เรื่องของ “เทรนด์สุขภาพ” ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง และบ่งบอกได้ว่า คนรุ่นนี้กำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับการเข้าสังคมและการดูแลตัวเอง

ทำไม Gen Z ถึงเมินแอลกอฮอล์?

ในยุค 2000s ยุคของ Millennials และ Gen X การดื่มแอลกอฮอล์คือบัตรผ่านเข้าสู่สังคม ใครที่ไม่ดื่มมักถูกมองว่าแปลกหรือไม่สนุก สำหรับ Gen Z การไม่ดื่ม (Teetotalism) กลายเป็นเรื่องเท่และแสดงถึงวินัยในการดูแลตัวเอง แรงกดดันเปลี่ยนจากการต้องดื่มตามเพื่อน เป็นการแข่งขันกันว่าใครจะมี Life-work balance หรือสุขภาพที่ดีกว่ากัน

ว่ากันว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตที่ดีมากกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาตระหนักถึงอาการที่เรียกว่า Hangxiety (Hangover + Anxiety) หรือภาวะวิตกกังวลหลังการดื่ม ซึ่งเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลหลังแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์ การต้องเสียเวลาหนึ่งวันเต็มๆ ไปกับการนอนซมและรู้สึกดิ่งคือ “ต้นทุนที่สูงเกินไป” สำหรับพวกเขา

ขณะเดียวกัน ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย “ภาพลักษณ์” คือสิ่งสำคัญที่สุด Gen Z เติบโตมากับการเห็นความผิดพลาดของคนอื่นที่กลายเป็นไวรัล พวกเขาจึงระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูแย่หรือขาดสติในโลกออนไลน์ การเมาจนครองสติไม่ได้ถูกมองว่าน่าอาย (Cringe) มากกว่าที่จะเป็นเรื่องตลก อีกอย่าง คน Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารล้นหลาม พวกเขามองแอลกอฮอล์ว่าเป็นสารพิษ (Toxin) มากกว่าเครื่องดื่มให้ความบันเทิง งานวิจัยใหม่ๆ ที่ระบุว่าไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ถูกแชร์อย่างแพร่หลายใน TikTok และ Instagram ทำให้ความเชื่อเรื่อง ‘ดื่มไวน์วันละแก้วช่วยให้หัวใจแข็งแรง’ ถูกมองว่าเป็นข้อมูลเก่าไปแล้ว

อีกปัจจัยสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในยุคสมัยนี้ แอลกอฮอล์ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสบการณ์อื่นๆ เช่น การไปคาเฟ่เก๋ๆ ไปเที่ยวหรือไปเข้ายิม หรือแม้แต่การซื้ออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การจ่ายเงินหลายร้อยบาทเพื่อเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพเริ่มไม่สมเหตุสมผลสำหรับคนรุ่นที่ต้องบริหารเงินอย่างระมัดระวัง

แม้จะดื่มน้อยลงหรือเลิก แต่คน Gen Z ไม่ได้เลิกสังสรรค์ พวกเขาแค่เปลี่ยนทั้งสิ่งที่ดื่มและพฤติกรรมในการดื่ม แทนที่จะดื่มเบียร์ราคาถูกหลายๆ ขวดหรือยกลังในคืนวันศุกร์ Gen Z ยินดีที่จะจ่ายเงินก้อนเดิมเพื่อซื้อค็อกเทลดีๆ เพียงแก้วเดียว หรือเลือกดื่มไวน์ธรรมชาติ (Natural Wine) ที่มีเรื่องราวและดีต่อสุขภาพมากกว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Less but Better ขณะเดียวกัน นอกจากคาเฟ่ทั่วไปแล้ว Gen Z ยังมีตัวเลือกอย่าง Functional Drinks หรือเครื่องดื่มผสมสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่ไม่เมา หรือในบางประเทศคือการเปลี่ยนไปใช้กัญชา ที่ถูกมองว่าส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่าในวันรุ่งขึ้น ยิ่งคนดังอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ และ แคที แพร์รี ร่วมส่งเสริมด้วยการทำตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เข้ามาเป็นตัวเร่งให้กระแสดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกอุตสาหกรรม

ในอดีต ผับบาร์คือสถานที่พักผ่อนหลักนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน แต่เมื่อกลุ่มผู้บริโภคหลัก คือคนอายุ18-34 ปีดื่มน้อยลง บรรดาผับบาร์และร้านอาหารจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ หากคุณไปบาร์ในนิวยอร์กหรือลอนดอนตอนนี้ เมนูเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ (Zero-Proof) จะมีหน้ากระดาษเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลือกท้ายเมนูอีกต่อไป ผับบาร์หลายแห่งยังเริ่มหันไปเก็บเงินจากกิจกรรมหรือค่าประสบการณ์อื่นๆ เช่น บาร์เกมกระดาน, บาร์ปาเป้า หรือบาร์ที่มีกิจกรรมเวิร์กชอป มากกว่าจะหวังพึ่งยอดขายเหล้าเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว ขณะที่เครื่องดื่มอย่างค็อกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่น้ำหวานผสมโซดาอีกต่อไป แต่ต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อน ใช้เทคนิคการกลั่น และมีรสสัมผัสที่ลุ่มลึกไม่แพ้เหล้าจริง

นอกจากนี้ เรายังเห็นการเกิดของบาร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Sober Bars) หรือการที่ร้านกาแฟเปิดให้บริการจนดึกเพื่อรองรับกลุ่มคนที่ต้องการพื้นที่พูดคุยโดยไม่ต้องพึ่งน้ำเมา

ส่วนในไทย เทรนด์นี้เริ่มเห็นชัดในกลุ่มคนเมืองผ่านกระแส Sober Curious หรือการตั้งคำถามกับการดื่ม เราจะเห็นการเติบโตของคราฟต์โซดา (Craft Soda), คอมบูชา (Kombucha) และบาร์ลับที่มีเมนู Mocktail โดดเด่นขึ้นมาเทียบเท่ากับเมนูแอลกอฮอล์

ในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพราะพฤติกรรมการดื่มของผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนไป จนหุ้นกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วโลก เช่น Diageo Plc เจ้าของแบรนด์ Johnnie Walker และ Smirnoff, หุ้นของ Brown-Forman Corp. เจ้าของ Jack Daniel’s ตามด้วย Pernod Ricard SA และ Remy Cointreau SA ต่างร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี สูญเสียมูลค่ารวมกว่า 830,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี

บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ควบรวมกิจการ และปรับโครงสร้างองค์กร เริ่มตั้งแต่ Carlsberg A/S และ Davide Campari-Milano NV ต่างกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ 0.0% พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกผู้บริโภคและให้ความสำคัญกับรสชาติที่เหมือนจริงมากขึ้น จนทำให้ยอดขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ (Low) หรือไม่มีเลยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว

แน่นอนว่าในระยะยาว เทรนด์นี้อาจช่วยลดภาระทางสาธารณสุขที่เกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ทั้งโรคตับ มะเร็ง และอุบัติเหตุบนท้องถนน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งสัญญาณว่า แอลกอฮอล์กำลังสูญเสียสถานะการเป็น “กาวทางสังคม” (Social Glue) เพียงหนึ่งเดียวไปแล้ว สังคมในอนาคตจะมีความหลากหลายในแง่ของกิจกรรมสังสรรค์มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องมีใครตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวในเช้าวันถัดไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเฝ้าระวังว่า Gen Z จะหันไปติดอย่างอื่นแทนหรือไม่ เช่น การเสพติดหน้าจอ หรือการใช้สารเสพติดประเภทอื่นแทน แต่ที่แน่ๆ สำหรับ Gen Z แล้ว  การไม่ดื่มไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจควบคุมตัวเอง ความใส่ใจในสุขภาพ และความฉลาดในการเลือกใช้ชีวิตต่างหาก

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ กองทัพอากาศ และสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Traffic Management : UTM) เพื่อมุ่งยกระดับ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ ห้องรับรองบริพัตร กองบัญชาการกองทัพอากาศ กรุงเทพฯ

การร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสนับสนุน ส่งเสริม และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ

พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กองทัพอากาศ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี ที่มุ่งพัฒนาไปสู่ “กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ” (Unbeatable Air Force) พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมวิจัยและพัฒนาระบบ UTM รวมถึงการใช้ทรัพยากรของกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์  ดิษยะศริน นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม UAV (Unmanned Aerial Vehicle) หรือ อากาศยานไร้คนขับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดรน (Drone) ของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การร่วมพัฒนาบุคลากร และการเผยแพร่เทคโนโลยีต่อสาธารณะ

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการจราจรอากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการบินไร้คนขับของไทยให้ได้มาตรฐานสากล โดยความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของ NT ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม และการสร้างคุณค่าใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ด้านอากาศยานไร้คนขับ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

Science Update : มหา’ลัยจีนเปิดตัว ‘คณะสำรวจอวกาศ’

Science Update : มหา’ลัยจีนเปิดตัว ‘คณะสำรวจอวกาศ’

Science Update : มหา’ลัยจีนเปิดตัว ‘คณะสำรวจอวกาศ’

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ประกาศก่อตั้งคณะการสำรวจอวกาศ (School of Space Exploration) แห่งแรกของจีนอย่างเป็นทางการ โดยจะมุ่งเน้นไปที่สาขาวิชาที่ล้ำสมัยอย่างระบบขับเคลื่อนระหว่างดวงดาว การสื่อสารและการนำทางในห้วงอวกาศลึก ตลอดจนวิทยาศาสตร์อวกาศ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถชั้นนำในสาขาการบินและอวกาศ

จูจวิ้นเฉียง นักวิชาการสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนและคณบดีคณะการสำรวจอวกาศ เผยเป้าหมายผลักดันให้สถาบันแห่งนี้กลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยด้านการบินและอวกาศขั้นพื้นฐานเพื่อสนับสนุนโครงการระดับชาติที่สำคัญ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถระดับสูงในการบุกเบิกการสำรวจ และเป็นศูนย์กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างประเทศ เพื่อแบ่งปันความเชี่ยวชาญของจีนผ่านความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

การก่อตั้งคณะแห่งใหม่นี้เป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยฯ ในการส่งเสริมการพัฒนาแบบบูรณาการทั้งด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบุคลากรที่มีความสามารถเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

โรงพยาบาลวิมุต คว้ารางวัลเกียรติยศด้านอนุรักษ์พลังงาน ชูแนวคิด Sustainable Healthcare Design ใส่ใจคน-ดูแลโลก

โรงพยาบาลวิมุต คว้ารางวัลเกียรติยศด้านอนุรักษ์พลังงาน ชูแนวคิด Sustainable Healthcare Design ใส่ใจคน-ดูแลโลก

โรงพยาบาลวิมุต คว้ารางวัลเกียรติยศด้านอนุรักษ์พลังงาน ชูแนวคิด Sustainable Healthcare Design ใส่ใจคน-ดูแลโลก

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลวิมุต เดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านการให้บริการทางการแพทย์คุณภาพควบคู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ล่าสุดคว้ารางวัลดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงาน ประเภทอาคารสร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (อาคารใหม่) จากเวที Thailand Energy Awards 2025 ซึ่งถือเป็นสุดยอดการประกาศรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล จัดโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน ผ่านการพิจารณาและประเมินอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการทรงคุณวุฒิระดับประเทศ นับเป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านการบริหารจัดการอาคารสีเขียว (Green Building) ของโรงพยาบาลวิมุต

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า รางวัลอันทรงเกียรติด้านการอนุรักษ์พลังงานจากหน่วยงานชั้นนำของประเทศในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจของรพ. วิมุต ในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Healthcare) ที่ให้ความสำคัญกับทุกมิติของคุณภาพชีวิต มากกว่าแค่การรักษาโรคเพียงชั่วคราว ที่ผ่านมา เราดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการทำงาน รางวัลดีเด่น ประเภทอาคารสร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (อาคารใหม่) สะท้อนถึงการออกแบบ Healing Environment หรือสภาพแวดล้อมที่เยียวยาคนและดูแลโลกไปพร้อมกัน โดยรางวัลในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เราเดินหน้าพัฒนาการดูแลสุขภาพที่น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการสร้างโรงพยาบาลมิติใหม่ที่ใส่ใจผู้คนและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การดูแลสุขภาพและร่วมยกระดับสังคมในทุกมิติ

“โรงพยาบาลวิมุต ออกแบบอาคารสีเขียวภายใต้แนวคิด Sustainable Healthcare Design กล่าวคือ การดีไซน์อาคารที่ใส่ใจทั้งคนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การวางผังอาคารให้ลดการรับความร้อน ใช้กระจกที่แสงผ่านได้ดี โดยสามารถสะท้อนความร้อนออก เพื่อให้แสงสว่างในอาคารและประหยัดพลังงานไปในตัว นอกจากนี้ เรายังเป็นโรงพยาบาลเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่พัฒนาระบบ iFEMs Smart Hospital Program และ ติดตั้ง IoT Sensors ใช้เองโดยทีมวิศวกรของโรงพยาบาล ซึ่งสามารถควบคุมพลังงานได้แบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อกับระบบปรับอากาศและเครื่องจักรหลัก เพื่อคาดการณ์การใช้งานและควบคุมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง ผลลัพธ์โดยตรงที่ผู้ใช้บริการได้รับคืออุณหภูมิที่เหมาะสม อากาศที่สะอาด และบรรยากาศที่ผ่อนคลายจากแสงอาทิตย์ในประมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ เรายังสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง ในอนาคต เราจะเตรียมพร้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นโรงพยาบาลต้นแบบในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้จริง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีและโลกที่ยั่งยืน”

นอกจากรางวัลใหญ่ระดับประเทศจากเวที Thailand Energy Awards 2025 แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ โรงพยาบาลวิมุต ยังเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดบนเวทีระดับภูมิภาค “ASEAN Energy Awards 2025” ที่ประเทศมาเลเซีย  ซึ่งจัดขึ้นโดย ASEAN Centre for Energy (ACE) ภายใต้การกำกับของ ASEAN Ministers on Energy Meeting (AMEM) ที่มีผลงานเข้าร่วมจาก 7 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมกว่า 68 โครงการและสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ (Winner) ในสาขา Energy Efficient Building ประเภท New and Existing Building โดยรางวัลดังกล่าวเชิดชูความสำเร็จในการดำเนินงานด้านการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมของอาคารโรงพยาบาลวิมุต  ซึ่งในปี 2568 มีการประหยัดการใช้พลังงาน ลดลงได้ 422,000 kWhต่อปี, การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 3.25 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 1,092 ตันคาร์บอนต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2567  ตอกย้ำมาตรฐานด้านอาคารสีเขียวและแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนในระดับสากลขององค์กร

ในฐานะ “โรงพยาบาลเอกชนมิติใหม่” โรงพยาบาลวิมุต พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานบริการทางการแพทย์ให้สอดรับกับความต้องการของสังคมและก้าวทันเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภายใต้แนวคิด “เข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด”  ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยที่สุขภาพดีอย่างยั่งยืน #วิมุต #ViMUT #Excellencewithcompassion #เข้าใจทุกความซับซ้อนเพื่อการรักษาที่ตรงจุด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ที่ประเทศเยอรมัน มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพังในกระท่อมหลังเล็ก ทั้งสองยากจนมาก จนบางวันไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่คำเดียว วันหนึ่งเมื่อเสบียงหมดเกลี้ยง เด็กน้อยจึงเดินเข้าไปในป่าด้วยความหิวโหย หวังจะหาผลไม้ป่ากินประทังชีวิต

                   ในป่าแห่งนั้น เธอได้พบกับหญิงชราแปลกหน้าคนหนึ่ง หญิงชราผู้นั้นรู้ดีว่าเด็กน้อยเป็นเด็กดี กตัญญู และมีใจเมตตา จึงมอบ “หม้อข้าววิเศษ” ให้แก่เธอพร้อมกับบอกความลับว่า  

                   หากต้องการกินข้าวต้ม ให้พูดว่า “หม้อวิเศษจ๋า ต้มข้าวเถอะ” แล้วหม้อจะปรุงข้าวต้มแสนอร่อยออกมาจนเต็ม และ หากอิ่มแล้วและต้องการให้หยุด ให้พูดว่า: “หม้อวิเศษจ๋า หยุดเถอะ” หม้อก็จะหยุดทำงานทันที

                   เด็กหญิงขอบคุณหญิงชราและรีบนำหม้อข้าววิเศษกลับบ้าน ตั้งแต่นั้นมาเธอกับแม่ก็ไม่เคยต้องหิวโหยอีกเลย

                   วันหนึ่งขณะที่เด็กหญิงออกไปข้างนอก แม่ของเธอเกิดหิวขึ้นมาจึงสั่งให้หม้อทำงาน:”หม้อวิเศษจ๋า ต้มข้าวเถอะ!” ข้าวต้มร้อนๆ รสอร่อยก็ปรุงขึ้นมาจนเต็มหม้อ แม่กินจนอิ่มหนำสำราญ แต่… เธอจำคำสั่งให้หยุดต้มข้าวไม่ได้!

                      เธอพยายามสั่งว่า “หยุดนะ”, “พอแล้ว”, “เลิกต้มได้แล้ว” แต่หม้อก็ยังคงผลิตข้าวต้มออกมาเรื่อยๆ ข้าวต้มเริ่มไหลล้นออกจากหม้อ ลงสู่พื้นครัว ไหลออกไปนอกประตูบ้าน ล้นไปตามถนนในหมู่บ้านราวกับแม่น้ำสีขาว

                      ชาวบ้านต่างพากันแตกตื่น เพราะข้าวต้มไหลเข้าไปในบ้านทุกหลังเหมือนน้ำท่วม โคลนถล่ม จนคนในหมู่บ้าน แทบจะจมกองข้าวต้มตายกันหมด!

                      ในขณะที่ข้าวต้มเกือบจะล้นออกไปนอกหมู่บ้าน เด็กหญิงก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นเหตุการณ์เธอจึงรีบตะโกนบอกว่า:”หม้อวิเศษจ๋า หยุดเถอะ!” ทันใดนั้น หม้อก็หยุดทำงานลงทันที…

                      นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การไม่รู้อะไรอย่างถ่องแท้ทั้งหมดนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายได้”

                      เรียบเรียงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง”ข้าวต้มวิเศษ” The Magic Porridge Pot , Der süße Brei

อาทร จันทวิมล