ชป.เผยน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาพุ่ง 86% มั่นใจน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

ชป.เผยน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาพุ่ง 86% มั่นใจน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

ชป.เผยน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาพุ่ง 86% มั่นใจน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ชป.เผยน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาพุ่ง 86% มั่นใจน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

วันที่ 29 มกราคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยตัวเลขสถานการณ์น้ำล่าสุด พบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 62,923 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุรวม โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภูมิพล, สิริกิติ์, แควน้อยฯ และป่าสักฯ) มีน้ำทุนสำรองสูงถึงร้อยละ 86

ปัจจุบัน มีการใช้น้ำไปแล้วกว่า 13,979 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตามกรมชลประทานยอมรับว่าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีปริมาณน้ำสะสมน้อยเนื่องจากฝนทิ้งช่วงที่ผ่านมา จึงได้สั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่าง “ประณีต” โดยมุ่งเน้นการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศเป็นอันดับแรก พร้อมแนะเกษตรกรในพื้นที่น้ำน้อยให้เลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน

ในส่วนของคุณภาพน้ำ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลัก ได้แก่ เจ้าพระยา, บางปะกง, ท่าจีน และแม่กลอง อย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่กระทบต่อการผลิตน้ำประปาและการเกษตร นอกจากนี้ยังได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กำจัดผักตบชวาและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำให้ถึงปลายทางอย่างทั่วถึง

สำหรับประชาชนหรือพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำไว้คอยสนับสนุนช่วยเหลือทันที โดยสามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1460 ได้ตลอดเวลา

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล’สมเด็จพระพันปีหลวง’แห่งการสวรรคต พิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล'สมเด็จพระพันปีหลวง'แห่งการสวรรคต พิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล’สมเด็จพระพันปีหลวง’แห่งการสวรรคต พิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม เวลา 10.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แห่งการสวรรคต พิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เดินหน้ายกระดับการทำงานและสวัสดิการบุคลากร

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เดินหน้ายกระดับการทำงานและสวัสดิการบุคลากร

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เดินหน้ายกระดับการทำงานและสวัสดิการบุคลากร

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง เพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

การมาเยี่ยมศูนย์ฯในครั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้ร่วมหารือและรับฟังสถานการณ์และผลการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ สถานที่ และสวัสดิการความเป็นอยู่ของบุคลากร เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

“การลงพื้นที่ พบปะพี่น้องทีมงานในครั้งนี้ ตั้งใจสร้างความเป็นกันเอง เรียบง่าย เปรียบเสมือนการแวะเวียนเข้ามาพบปะ พูดคุย โดยไม่ต้องมีลำดับขั้นตอนที่มากมาย  ถือโอกาสรับประทานอาหารร่วมกันกับบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน นำเสนอผลการดำเนินงาน และร่วมพูดคุยกันก็เพียงพอแล้ว และขอเดินดูสถานที่จริง  เพื่อจะได้ทราบจุดที่เสียหายชำรุด หรือต้องซ่อมแซมปรับปรุง ทั้งเรื่อง สถานที่ อุปกรณ์ รวมถึงเครื่องจักรต่างๆ ที่จะทำให้การทำงานของศูนย์เดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขาดเหลืออะไรมาก็นำมาพูดคุยกัน รวมถึงการจัดสรรบุคลากรให้ตรงตามตำแหน่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตลอดจนในเรื่องงบประมาณ เรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องที่อยากฟังจากปากเจ้าหน้าที่คนทำงานจริงในพื้นที่โดยตรง และที่สำคัญคือตั้งใจมาให้กำลังใจ พี่น้องบุคลากรในแต่ละศูนย์ด้วยตนเอง และจะแวะเวียนไปแบบนี้ ใน ทุกศูนย์ โดยอาจไม่มีกำหนดการล่วงหน้า” อธิบดีอานนท์ กล่าว

#กรมการข้าว #อธิบดีอานนท์ #ศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง

กรมการข้าว เยี่ยมบ้าน CP ดูกระบวนการทำงาน แลกเปลี่ยนแนวทางเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

กรมการข้าว เยี่ยมบ้าน CP ดูกระบวนการทำงาน แลกเปลี่ยนแนวทางเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

กรมการข้าว เยี่ยมบ้าน CP ดูกระบวนการทำงาน แลกเปลี่ยนแนวทางเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.42 น.

กรมการข้าว เยี่ยมบ้าน CP ดูกระบวนการทำงาน แลกเปลี่ยนแนวทางเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 

วันที่ 28 มกราคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าเยี่ยมชมกระบวนการแปรรูปข้าวของ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด เพื่อทราบถึงกระบวนการดำเนินงานด้านการแปรรูปข้าวแบบครบวงจร ระบบห้องปฏิบัติการ ตลอดจนแนวคิดในการดำเนินโครงการ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานของกรมการข้าวในอนาคต โดยมี นายธรรมวิทย์ ศรีเกริกกริช รองผู้จัดการกรรมการอาวุโส บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด และคณะ ให้การต้อนรับ

อธิบดีอานนท์ เล่าว่า การดูงานครั้งนี้ เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานระดับอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการนำแนวทางและประสบการณ์จากภาคเอกชน มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว โดยเฉพาะในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ในชั้นพันธุ์คัด (Breeder Seed) ชั้นพันธุ์หลัก (Foundation Seed) และชั้นพันธุ์ขยาย (Registered Seed) ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นตามมาตรฐาน มีความบริสุทธิ์พันธุ์สูง สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร และสามารถรองรับการขยายผลสู่การผลิตเมล็ดพันธุ์ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“กรมการข้าวจะนำองค์ความรู้และแนวทางที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ มาพิจารณาปรับใช้ในการพัฒนาระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของหน่วยงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด ชั้นพันธุ์หลัก และชั้นพันธุ์ขยายให้มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด อันจะส่งผลให้ชาวนาไทยเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างยั่งยืน” อธิบดีอานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

การมาศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะจากกรมการข้าวได้ร่วมรับฟังการบรรยายและเยี่ยมชมกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเครื่องจักร รวมถึงระบบการบริหารจัดการโรงงานที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ
 

อธิบดีฝนหลวง ขึ้น ฮ.สำรวจ สถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรกรรม จ.นครนายก สั่ง จนท.เร่งปฏิบัติการระบายฝุ่นควัน

อธิบดีฝนหลวง ขึ้น ฮ.สำรวจ สถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรกรรม จ.นครนายก สั่ง จนท.เร่งปฏิบัติการระบายฝุ่นควัน

อธิบดีฝนหลวง ขึ้น ฮ.สำรวจ สถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรกรรม จ.นครนายก สั่ง จนท.เร่งปฏิบัติการระบายฝุ่นควัน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 14.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขึ้นสำรวจ สถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดนครนายก ซึ่งส่งผลให้ฝุ่นควันจากการเผาไหม้เข้าปกคลุมกรุงเทพมหานคร และสั่งการให้เจ้าหน้าที่วางแผนและเร่งดำเนินการปฏิบัติการระบายฝุ่นควันให้กับพื้นที่ดังกล่าว

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุย ‘Carbon Farming’ ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ความยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุย ‘Carbon Farming’ ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ความยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุย ‘Carbon Farming’ ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว (Rice Science Center) ประเด็น Carbon Farming ในการผลิตข้าว : โอกาสและแนวทางสำหรับชาวนา โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว กำแพงแสน ได้เสนอแนวคิดและความก้าวหน้าของโครงการ Carbon Farming รวมถึงการพัฒนา EO Platform for Rice Carbon Farming เพื่อสนับสนุนการทำฟาร์มคาร์บอนในนาข้าวทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ปัจจุบันการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยภาคของการเกษตรของไทยนั้นมีสถานะเป็น Net Negative (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นลบ) มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดุลสุทธิอยู่ที่ – 22.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการผลิตข้าวสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ในอนาคต

อนาคตการทำเกษตรคาร์บอน (Carbon Farming) ในการผลิตข้าวสามารถทำได้ทุกแปลง ผ่านระบบสนับสนุนที่ครบวงจร โดยเฉพาะระบบ MRV (Measurement Reporting and Verification) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระดับแปลงเข้าสู่บัญชีก๊าซเรือนกระจกและระบบคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชาวนา ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“กรมการข้าวได้มีการเตรียมนำ EO Platform หรือระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าถึง จัดการ และประมวลผลข้อมูลโดยนำเทคโนโลยีสังเกตโลกมาใช้ ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่จะช่วยในการติดตาม ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบการจัดการน้ำในนาข้าว ภายใต้แนวคิด AWD และ Mid-season Drainage ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมจาก Harvard Innovation Lab เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของข้อมูล และที่สำคัญการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ปลดปล่อยก๊าซมีเทนต่ำ รวมถึงการส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ ข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเตรียมความพร้อมรับมือกับกติกาการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ตามแนวนโยบายการดำเนินงานของกรมการข้าวในเรื่องของ การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำ” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

-(016)

เพชรบูรณ์เปิดเวที! ‘ประกวดมะขามหวาน’ ชูพืชอัตลักษณ์-ยกระดับสู่ตลาดโลก

เพชรบูรณ์เปิดเวที! ‘ประกวดมะขามหวาน’ ชูพืชอัตลักษณ์-ยกระดับสู่ตลาดโลก

เพชรบูรณ์เปิดเวที! ‘ประกวดมะขามหวาน’ ชูพืชอัตลักษณ์-ยกระดับสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เพชรบูรณ์ชูพืชอัตลักษณ์! เปิดเวทีประกวดมะขามหวาน 5 สายพันธุ์หลัก-มุ่งยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดโลก

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กองอำนวยการประกวดมะขามหวาน บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดมะขามหวาน ในงานมะขามหวาน นครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2569 โดยมีส่วนราชการและเกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

การประกวดในปีนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีและหลักวิชาการมาใช้ในการดูแลสวนมะขามหวาน มุ่งเป้าผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้มาตรฐาน และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ในปีนี้มีเกษตรกรนำผลผลิตส่งเข้าประกวดรวมทั้งสิ้น 422 ตัวอย่าง โดยแบ่งตามสายพันธุ์หลักดังนี้ พันธุ์ศรีชมภู 147 ตัวอย่าง (ยอดนิยมสูงสุด) , พันธุ์ประกายทอง 95 ตัวอย่าง , พันธุ์สีทอง 48 ตัวอย่าง , พันธุ์ขันตี 41 ตัวอย่าง , พันธุ์เพชรอัมพร 39 ตัวอย่าง และพันธุ์อื่นๆอีก 52 ตัวอย่าง โดยเกณฑ์การตัดสินกำหนดให้ตัวอย่างมะขามหวานต้องมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม สภาพผลสมบูรณ์ ไม่มีการตกแต่ง ไม่ผ่านการนึ่งหรืออบความร้อน เพื่อคงความเป็นธรรมชาติของมะขามหวานเพชรบูรณ์อย่างแท้จริง

สำหรับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับโล่รางวัลพร้อมเงินสด 10,000 บาท และที่พิเศษที่สุดคือ คณะกรรมการจะคัดเลือกจากผู้ชนะเลิศทุกประเภทเพื่อเฟ้นหา ‘สุดยอดมะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์ แห่งปี 2569’ ซึ่งจะได้รับ ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลเพิ่มเติมอีก 10,000 บาท ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาพืชอัตลักษณ์ของจังหวัดให้ยั่งยืนสืบไป

////////////-026

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กรมชลประทาน ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวและนำเสนอ “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” ภายใต้ความร่วมมือในการพัฒนาและต่อยอดการใช้ยางพาราในงานชลประทาน โดยได้รับเกียรติจาก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมทุ่นยางพาราดักผักตบชวา RID-UNITED และท่อHDPEผสมยางพาราสำหรับส่งและระบายน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่นำไปใช้งานจริงในพื้นที่ชลประทาน

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้มีการนำนวัตกรรมยางพารา มาประยุกต์ใช้ในงานชลประทาน จากแนวคิดในการแก้ไขปัญหาและพัฒนางานภาคสนาม เนื่องจากยางพาราเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน และสามารถผลิตได้ภายในประเทศ นำมาพัฒนาเป็นอุปกรณ์และโครงสร้างด้านการจัดการน้ำ อาทิ ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา RID-UNITED และท่อHDPEผสมยางพาราสำหรับส่งและระบายน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการใช้วัสดุนำเข้า ลดต้นทุน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย มีแผนการใช้ยางพารารวมกว่า 900 ตัน เพื่อผลิตทุ่นยางพาราประมาณ 43,000 ทุ่น และท่อยางพาราประมาณ 15,000 เมตร ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานและการยางแห่งประเทศไทย ในการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และการสนับสนุนด้านวัสดุ เพื่อผลักดันการใช้ยางพาราในงานชลประทานอย่างเป็นรูปธรรม  ตามนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ยางพารา” นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ทั้งนี้ กรมชลประทานเชื่อมั่นว่า “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในการนำนวัตกรรมจากทรัพยากรของประเทศมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพงานชลประทานและการจัดการน้ำของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราไทย เสริมความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง และขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว

ครบรอบ 13 ปี กรมฝนหลวงฯ ‘ธรรมนัส’ ย้ำเดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ

ครบรอบ 13 ปี กรมฝนหลวงฯ ‘ธรรมนัส’ ย้ำเดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ

ครบรอบ 13 ปี กรมฝนหลวงฯ ‘ธรรมนัส’ ย้ำเดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีแสดงความยินดีและอ่านสารอำนวยพรให้แก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบ 13 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2569 โดยมี นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วม ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

โดยร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการการดัดแปรสภาพอากาศ การปฏิบัติการฝนหลวง และบูรณาการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภค รวมถึงการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ภายในประเทศ ซึ่งได้ปฏิบัติทุกภารกิจอย่างเต็มกำลังมาจนครบปีที่ 13 ในวันนี้ โดยที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวทางพระราชดำริของพระบรมชนกนาถ ในการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การสนับสนุนภาคการเกษตร การป้องกันและบรรเทาไฟป่า รวมถึงการลดปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของกรมฯ ควบคู่กับการปรับปรุงและทดแทนอากาศยานที่มีสภาพเก่า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

“เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 13 จึงขออำนวยพรให้แก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรทั่วประเทศ ประสบแต่ความสุข มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งกำลังกาย กำลังใจ และเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยสมดังพระราชปณิธานสืบไป” รมว.ธรรมนัส กล่าว

ด้านนายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการฝนหลวงมีจุดเริ่มต้นจากโครงการพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ. 2498 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงคิดค้นและพัฒนาจนเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลจึงได้ยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง พัฒนาสู่สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร และยกฐานะเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และการบูรณาการภารกิจรองรับปัญหาภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่ง สถานีเรดาร์ฝนหลวงทั้งแบบประจำที่และแบบเคลื่อนที่ รวม 11 สถานี ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับอากาศยานและการบินเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความพร้อมทั้งด้านจำนวนและสมรรถนะ รองรับการปฏิบัติภารกิจและการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติของประเทศ โดยมีอาสาสมัครฝนหลวงร่วมสนับสนุนภารกิจอย่างเข้มแข็ง พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง และการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยครบวงจร ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดตั้งโรงผลิตสารฝนหลวงตามพระราชดำริ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและฝุ่นละอองอย่างเป็นรูปธรรม

“นับเป็นเวลา 13 ปี ที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไม่หยุดการพัฒนา ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบิดาแห่งฝนหลวง และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดจากพระบรมชนกนาถ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าว

-(016)

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.57 น.

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ นายอำเภอเยี่ยมสวนออร์แกนิกต้นแบบ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน-จ่อเปิดแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

วันที่ 23 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง พร้อมด้วย นางสาวอาภรณ์ รัตนพิบูลย์ เกษตรอำเภอเบตง และคณะปลัดอำเภอ ลงพื้นที่สวนทุเรียนบริเวณ ก.ม. 16 ต.ตาเนาะแมเราะ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสวนทุเรียนนายเฉลิมศักดิ์ จูฑะมงคล ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนไทยและนายซือต้า เกอ นักลงทุนชาวจีน

ทุเรียนแห่งนี้ มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ไร่ โดยได้เริ่มปลูกไปแล้วกว่า 600 ไร่ สัดส่วนหลักคือทุเรียนหมอนทอง 70% ส่วนที่เหลือเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมอย่าง ‘โอวฉี่’ (หนามดำ) และ ‘มูซังคิง’ โดยมีการนำ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำอัจฉริยะ มาใช้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างแม่นยำและช่วยให้ต้นกล้าอายุ 1 ปีเศษเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นายเฉลิมศักดิ์ ผู้ประกอบการ ระบุว่า ทางสวนยึดถือแนวทางเกษตรปลอดภัยตามความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยใช้ ปุ๋ยหมักจากถั่วเหลืองและกากน้ำตาล แทนสารเคมีในการบำรุงใบและป้องกันแมลง เพื่อให้ได้รสชาติทุเรียนที่เข้มข้นและปลอดภัยที่สุด ซึ่งนอกจากจะสร้างผลผลิตพรีเมียมแล้ว ยังสร้างงานให้ชาวบ้านในพื้นที่กว่า 20 ราย มีรายได้หมุนเวียนในชุมชน

ด้าน นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง ได้เน้นย้ำถึงนโยบายการขับเคลื่อน ‘เกษตรสีเขียว’ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทางเกษตรอำเภอพร้อมให้คำแนะนำเพื่อเข้าสู่กระบวนการขอรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ในอนาคตที่แห่งนี้จะเป็นมากกว่าสวนทุเรียน แต่จะเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงเกษตรของเบตงที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาสัมผัสวิถีธรรมชาติและชิมทุเรียนคุณภาพได้ถึงต้น’ นายอำเภอเบตง กล่าวทิ้งท้าย