พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน – ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน - ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน – ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์ วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นายศราวุธ มูลโพธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พม. ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมในพิธี ที่พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9 จังหวัดเชียงใหม่

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม มุ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามอัตลักษณ์ของตนเอง ควบคู่กับการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสืบสานและเผยแพร่วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้คงอยู่และเกิดคุณค่าในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

นายกันตพงศ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้ “เป้าหมายเดียวกัน” คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของประเทศไทย

นายกันตพงศ์ เปิดเผยว่า สำหรับภายในงาน ได้รวบรวมอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของ 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ กะเหรี่ยง ขมุ ถิ่นหรือมัลปรัย ม้ง อิ้วเมี่ยนหรือเย้า ลัวะหรือละว้า ลาหู่หรือมูเซอ ลีซูหรือลีซอ อ่าข่าหรืออีก้อ และมละบริ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตลอด 3 วัน ทั้งนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง การจำลองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน กิจกรรมเสวนา และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึงกิจกรรม “จับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนบนพื้นที่สูงได้เชื่อมโยงตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ นิทรรศการ “กาแฟของพ่อ ผ้าทอของแม่” ที่ถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาอาชีพบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ ผ้าทอ เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม เครื่องเงิน กาแฟ อาหาร และเครื่องดื่มพื้นถิ่น รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง

“งานมหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569 แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสืบทอดวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และต่อยอดอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เกิดคุณค่าทางสังคม และเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สำคัญของประเทศต่อไป” นายกันตพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

อ.เชน ร่วมเปิด SAI ผนึก ส.อ.ท.-มหิดล ดันเกษตร BCG ชู เห็ด วัตถุดิบมูลค่าสูงสู่สากล

อ.เชน ร่วมเปิด SAI ผนึก ส.อ.ท.-มหิดล ดันเกษตร BCG ชู เห็ด วัตถุดิบมูลค่าสูงสู่สากล

อ.เชน ร่วมเปิด SAI ผนึก ส.อ.ท.-มหิดล ดันเกษตร BCG ชู เห็ด วัตถุดิบมูลค่าสูงสู่สากล

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.15 น.

21 มีนาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ ศ.ดร.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพิธี Ground Breaking เปิดตัวโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Industry – SAI) ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ศาลายา เพื่อสร้างต้นแบบ Open Innovation ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG มุ่งใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ AI พัฒนา “เห็ด” เป็นพืชนำร่องวัตถุดิบมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมอนาคต ชูสินค้า MiT (Made in Thailand) ลดการนำเข้าวัตถุดิบพร้อมผลักดันไทยสู่เป้าหมาย Net Zero โดยเปลี่ยนพื้นที่ Siree Park ให้เป็น Sandbox บ่มเพาะนวัตกรรมเสมือนจริง ที่บูรณาการความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) เชื่อมโยงงานวิจัยระดับสูงไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และในฐานะอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมงานเปิดตัวโครงการฯด้วย

ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ขยับประเทศ” ด้วยเป้าหมาย Wellness Economy และการสร้างความมั่นคงทางโภชนาการ (Nutrition Security) ซึ่งจะเป็นรากฐานของความสำเร็จในอนาคต พร้อมระบุว่าตนได้รับ Blueprint จากทางสภาอุตสาหกรรมฯ มาเสร็จเรียบร้อย และพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการ ร่วมอำนวยความสะดวกในการปลดล็อกกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ (Regulatory Sandbox) ทั้งการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยโดยใช้ดิจิทัล และการยกร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ ขนานกันไป เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยืดหยุ่นและทันการณ์ตามความต้องการของภาคเอกชน

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ผ่าน Smart Agriculture และ AI เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรในสังคมสูงวัย (Aging Society) รวมถึงการผลักดันการจัดสรรงบประมาณวิจัยให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การวิจัยระดับลึกในมาตรฐานสากล (Nature Scale) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสิทธิบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้สมุนไพรไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ตลอดจนการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างสายอาชีพที่ชัดเจนให้กับนักวิทยาศาสตร์ไทยในฐานะ Product Owner ที่พร้อมเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของประเทศให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างเศรษฐกิจได้จริง โดยยินดีประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ เพื่อยกระดับทุนมนุษย์และความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ

เครือข่ายผู้เลี้ยงโคนม ยื่นค้านเกณฑ์นมโรงเรียน 69 จี้รัฐทบทวน หวั่นตลาดพัง

เครือข่ายผู้เลี้ยงโคนม ยื่นค้านเกณฑ์นมโรงเรียน 69 จี้รัฐทบทวน หวั่นตลาดพัง

เครือข่ายผู้เลี้ยงโคนม ยื่นค้านเกณฑ์นมโรงเรียน 69 จี้รัฐทบทวน หวั่นตลาดพัง

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

สมาคมโคนมก้าวหน้า นำทีมผู้ผลิต-ผู้ประกอบการภาคเอกชน บุกกระทรวงเกษตรฯ ,องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), สำนักงาน ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ส่งหนังสือ คัดค้านร่างหลักเกณฑ์นมโรงเรียนปีการศึกษา 2569 คาใจให้โควต้าใหม่เอกชนแค่ 30% ชี้ไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรม หวั่นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ พังทั้งระบบ

นายนที โดดสูงเนิน นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า ในฐานะตัวแทนภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย นำตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ, ตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ, สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และสมาคม SME ผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป กว่า 1,000 คน เข้ายื่นหนังสือต่อ นายนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คัดค้าน (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569

นายนที โดดสูงเนิน กล่าวว่า ตาม (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์จัดสรรสิทธิจำหน่ายในส่วนของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมภาคอื่นๆ (ภาคเอกชน) ไม่เกิน 30% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมไทย ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และโรงงานแปรรูปนม

นายนที กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการเอกชน มีมติร่วมกันคัดค้านร่างหลักเกณฑ์จัดสรรสิทธิ “นมโรงเรียน” ดังกล่าว ที่สร้างความไม่เป็นธรรม และทำลายอาชีพเกษตรกร รวมถึงทำลายตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมไทย พร้อมระบุว่า ร่างหลักเกณฑ์ใหม่ มีการกำหนดสัดส่วนที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอภิสิทธิชนบางกลุ่มอย่างน่าสงสัย ในขณะที่ฝั่งเอกชนและเกษตรกรรายย่อย ถูกบีบคั้นด้วยเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม การจัดสรรโควตาเช่นนี้ เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ จงใจทำลายกลไกการค้าเสรี และสร้างระบบผูกขาดขึ้นในอุตสาหกรรมนมไทยหรือไม่

“การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และจงใจกีดกันผู้ประกอบการบางกลุ่ม คือต้นเหตุที่แท้จริงของสาเหตุที่น้ำนมดิบส่วนเกินกว่า 769 ตันต่อวัน ไม่มีที่ไป รัฐกำลังเอาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งประเทศ มาเป็นตัวประกัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่กลุ่มใช่หรือไม่ แล้วเคยคิดถึงผลกระทบบ้างหรือไม่ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งผู้ประกอบการ โรงงานรับซื้อ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ มาจนถึงเกษตรกร หากรัฐยังฝืนใช้กติกาที่ให้สิทธิอย่างเป็นธรรม”

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อทางออกที่ยั่งยืน ภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการฯ ปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยยึดหลัก “นมทุกลิตรต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน” นมทุกลิตรที่มาจากแม่โคนมของเกษตรกรไทย ต้องสามารถเข้าถึงโครงการนมโรงเรียนได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น หรือใช้ระบบโควต้าแบบพวกพ้อง แต่ให้พิจารณาว่าผู้ประกอบการรายใด ซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยมาก ก็สามารถได้รับการจัดสรรสิทธิมาก เพื่อให้เกษตรกรทุกภาคส่วนสามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ ตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการอย่างแท้จริง จากนั้นตัวแทนเกษตรกรและผู้ประกอบ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือทวงความเป็นธรรมต่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.)

ทั้งนี้หากข้อเรียกร้องตามแถลงการณ์นี้ ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรม ภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พร้อมด้วยพี่น้องผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ มีความจำเป็นต้องยกระดับความเคลื่อนไหว และดำเนินมาตรการกดดันขั้นสูงสุดในทุกมิติต่อไป จนกว่าความยุติธรรม และการจัดสรรสิทธิที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นจริงต่อเกษตรกรโคนมไทยทุกคน

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็น ปธ.ประชุมติดตามแก้ปัญหา’ฝุ่น PM 2.5-ภัยแล้งอีสาน-พายุลูกเห็บ’

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็น ปธ.ประชุมติดตามแก้ปัญหา'ฝุ่น PM 2.5-ภัยแล้งอีสาน-พายุลูกเห็บ'

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็น ปธ.ประชุมติดตามแก้ปัญหา’ฝุ่น PM 2.5-ภัยแล้งอีสาน-พายุลูกเห็บ’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมติดตามการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขภัยแล้งให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงการยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ณ หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานี และผ่านระบบ VDO Conference โดยได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่วางแผนการทำงานเชิงรุก ช่วงชิงสภาพอากาศเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรให้ตรงความต้องการและเพียงพอต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร และติดตามสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บที่อาจเกิดขึ้น

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 - 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

18 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดกรอบการดำเนินงานในการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ โดยครอบคลุมการกำหนดห้วงเวลา สถานที่ รูปแบบการจัดงาน และแนวทางการดำเนินกิจกรรมให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจของกรมการข้าว และสามารถสะท้อนบทบาทสำคัญของข้าวและชาวนาไทยได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี ถือเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของข้าวในฐานะอาหารหลักและวัฒนธรรมไทย รวมถึงเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวนาไทย พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาและความมั่นคงทางอาหาร โดยในปี 2569 นี้ กรมการข้าวจะมีการจัดงานในวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานจะจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการด้านข้าว การสาธิตและกิจกรรมร่วมสนุกที่น่าสนใจ ตลอดจนการออกร้านค้าที่จะนำสินค้าและอื่นๆอีกมากมายมาจัดแสดงภายในงาน

– 006

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 และประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นางศศิพร ปาณิกบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ หัวหน้าสำนักงานฝนหลวงกองทัพอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการทหาร หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมประชุม ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูเข้าสู่ฤดูร้อน มักจะพบการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน และลูกเห็บตก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นการช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติด้วยการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ด้วยการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI Flare) ที่ยอดเมฆซึ่งมีระดับอุณหภูมิ -4 ถึง -12 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้กลุ่มเมฆตกเป็นฝนก่อนที่จะก่อยอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดลูกเห็บตกมาถึงพื้น ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตประชาชน และในแต่ละปีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะมีการดำเนินงานร่วมกับกองทัพอากาศที่สนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่การบินในการปฏิบัติการภารกิจดังกล่าว

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีการปฏิบัติการยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 จำนวนทั้งสิ้น 33 วัน 48 เที่ยวบิน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 1,088 นัด ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ 22 จังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งผลปฏิบัติการมีความสำเร็จคิดเป็นร้อยละ 58.83 สำหรับในปีงบประมาณ 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดตั้งหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จำนวน 3 หน่วย ปฏิบัติการระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้แก่ 1) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.เชียงใหม่ ใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนบน 2) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.พิษณุโลก ใช้เครื่องบิน Super King Air ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนล่าง และ 3) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานีใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ องคมนตรีและผู้บริหารได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาสาสมัครฝนหลวงกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง บ้านหนองคอนแสน ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อรับฟังการปฏิบัติการหน้าที่ของอาสาสมัครฝนหลวงในการสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และความต้องการน้ำในพื้นที่ รวมถึงรับฟังการดำเนินการของกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงฯ และความต้องการน้ำสำหรับการเพาะปลูก โดยได้รับทราบถึงความต้องการของเกษตรกรและประชาชน และได้กำชับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ที่ต้องการน้ำให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้การและบรรเทาสถานการณ์ในบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งอีกด้วย

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบราคาอาหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาลเพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคาน้ำมันเขียว

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเรือประมงสมาชิกสมาคมที่ทยอยนำเรือกลับเข้าฝั่ง หลังจากน้ำมันที่เติมไว้​ใกล้หมด ได้แจ้งว่า​ อาจยังไม่ออกทำประมงในรอบใหม่ เนื่องจากราคาน้ำมันเขียวปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการทำประมงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญราคาน้ำมันเขียวที่ผู้ประกอบการเติมไว้เมื่อ 10–15 วันก่อน อยู่ที่ประมาณลิตรละ 18–20 บาท

ล่าสุดราคาน้ำมันเขียวหน้าคลังอยู่ที่ 39.39 บาทต่อลิตร สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งต้นทุนหลักของการทำประมงมาจากค่าน้ำมัน เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังไม่ปรับเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้​ นอกจากนี้​ยัง​ข้อจำกัดในการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง​

ขณะที่ต้นทุนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ​ ค่าแรงลูกเรือ ซึ่งต้องจ่ายตามกฎหมายแรงงาน แม้ไม่ได้ออกเรือก็ตาม​ 

ขณะเดียวกัน ภาคการประมงยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยอื่น ทั้งการแข่งขันจากสินค้าประมงนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน​ดังนั้น หากผู้ประกอบการตัดสินใจจอดเรือ อาจจำเป็นต้องเลิกจ้างแรงงาน และจะส่งผลกระทบต่ออุปทาน​และ​ราคา​สินค้า​ประมงในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตัดสินใจจอดเรืออาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่จังหวัดชายทะเล จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเขียวที่พุ่งสูง จึงเป็นเหตุให้สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย​ นำโดยนายไตรฤกษ์​ มือสันทัด​ ประธาน​สมาคม​ฯ เตรียมเข้าหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​คมนาคม​ในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือเร่งด่วน

สำหรับ​ประเด็นสำคัญที่สมาคมฯ เตรียมเสนอได้แก่ การขอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเขียวไม่เกินลิตรละ 30 บาท โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง การขอปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันเขียวลงลิตรละ 5 บาท รวมถึงการเปิดทางให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อใช้ในภาคประมง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เรือประมงทั้งพาณิชย์และพื้นบ้านสามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสม และขอให้มีมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนอย่างเร่งด่วน เพื่อประคองผู้ประกอบการในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังผันผวน โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประเมินว่า ปัจจุบันมีเรือประมงจำนวนกว่า 6,000 ลำ ใช้น้ำมันรวมกันหลายสิบล้านลิตรต่อเดือน หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคการผลิต การจ้างงาน และราคาสินค้าอาหารทะเลในประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำ”สู่เกษตรยั่งยืน”

วันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ SCG GREEN CIRCULAR นำโดย นายวิสุทธ จงเจริญกิจ ประธานกลุ่มธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียน พร้อมคณะ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการลดการเผาในภาคการเกษตร และสนับสนุนระบบการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยมุ่งผลักดันการนำเทคโนโลยีไบโอชาร์ (Biochar) และนวัตกรรมด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

ที่ประชุมได้มีการนำเสนอภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร พร้อมทั้งบทบาทของภาคเอกชน โดย SCG ในการสนับสนุนระบบเกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านแนวทางลดการเผาในพื้นที่ต้นแบบ “Saraburi Sandbox” ซึ่งครอบคลุมการนำวัสดุชีวมวลไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในภาคอุตสาหกรรม การกักเก็บคาร์บอน และแนวทาง “Biomass Direct Storage” เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและภาคเอกชน ในการผลักดันนโยบายและกลไกสนับสนุนรูปแบบความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน โดยเน้นการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตามกรอบ T-VER และเป้าหมาย NDC 3.0 ของประเทศ ควบคู่กับการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)

ในด้านการปฏิบัติ ได้มีการนำเสนอข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อบริหารจัดการฟางข้าวอย่างเป็นระบบ ลดการเผาในพื้นที่ และส่งเสริมการนำฟางข้าวและตอซังกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปแบบพลังงาน อาหารสัตว์ และการผลิตไบโอชาร์ รวมถึงการส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และการวิเคราะห์ดินก่อนใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำฟางข้าวออกจากแปลงไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สอดคล้องกับแนวทางลดการเผาและเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เทคโนโลยีไบโอชาร์ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการแปรรูปวัสดุชีวมวลเหลือใช้ให้เป็นวัสดุที่สามารถปรับปรุงคุณภาพดิน ใช้เป็นส่วนผสมในคอนกรีต และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

ถึงเวลาหรือยังที่ “ฟางข้าว” จะไม่ใช่ของเหลือทิ้ง แต่เป็นทรัพยากรสร้างอนาคต ….ผมอยากรู้ว่า สมาชิกเพจคิดว่าการ แปรรูปเป็นไบโอชาร์ จะสามารถตอบโจทย์ในส่วนนี้หรือไม่?

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ พร้อมกำชับติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ต่อเนื่อง

17 มีนาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศประจำวัน (Morning brief) โดยมี นายวีระพล สุดชาฎา ผู้อำนวยการกองดัดแปรสภาพอากาศ นางสาวศิริพร ทวีเดช ผู้อำนวยการกองตรวจและพัฒนาการตรวจสภาพฝนหลวง นายสุรพันธ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องประชุมหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานี ภายในกองบิน 23 จ.อุดรธานี

จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า ในช่วงนี้มีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนบนมีโอกาสเกิดฝนตกชุก ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน อธิบดีฝนหลวงฯ จึงสั่งการให้วางแผนช่วงชิงสภาพอากาศปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ บริเวณภาคเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนบน

สำหรับปัญหาฝุ่น PM2.5 ค่าฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมีจุดความร้อนหนาแน่นในประเทศเป็นจำนวนมาก และมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 ฝั่ง จึงได้กำชับให้นักวิชาการและเจ้าหน้าที่วางแผนปฏิบัติการระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามสถานการณ์พายุลูกเห็บที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ บริเวณ จ.สุโขทัย จ.เลย และบริเวณฝั่งตะวันตกของภาคเหนือ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

16 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 20 ปี พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ข้าว GEN ใหม่ หัวใจรักษ์โลก” และเป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณข้าราชการพลเรือนดีเด่น “คนดีศรีข้าว” ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น และศูนย์วิจัยข้าวดีเด่น ประจำปี 2568 ณ กรมการข้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภายในงานมี นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว รวมถึงผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรมการข้าวถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนงานด้านข้าวของประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาพันธุ์ข้าว การวิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคการผลิตข้าวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การบริหารจัดการข้าวของประเทศเป็นไปอย่างครบวงจร และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ข้าว GEN ใหม่ หัวใจรักษ์โลก” โดยนำเสนอแนวคิดการผลิตข้าวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตไปสู่การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและข้าวพรีเมียม

นิทรรศการดังกล่าวประกอบด้วยหัวข้อสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดต้นทุนการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ การเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การพัฒนาฉลากคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรภาคกลาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกที่สามารถติดฉลากคาร์บอนให้กับผลิตภัณฑ์ข้าวได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “นาข้าวอัจฉริยะ” ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลงนา ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลกำไรอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอแนวคิด “Field to the Future” นวัตกรรมการผลิตข้าวที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบ “ข้าวดิจิทัล” เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

หลังจากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรดีเด่นของกรมการข้าว ประจำปี 2568 ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือนดีเด่น “คนดีศรีข้าว” จำนวน 9 ราย พนักงานราชการดีเด่น จำนวน 4 ราย และผู้ปฏิบัติงานจ้างเหมาบริการดีเด่น จำนวน 4 ราย

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของบุคลากรกรมการข้าว จำนวน 89 ทุน รวมถึงมอบรางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ เพื่อยกย่องหน่วยงานและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นประธานในพิธีสำคัญของกรมการข้าวในครั้งนี้ พร้อมฝากถึงข้าราชการและบุคลากรทุกคนให้ตระหนักอยู่เสมอว่า ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ และควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

“อยากฝากให้พี่น้องข้าราชการคิดอยู่เสมอว่า ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา เป็นเรื่องสำคัญและเป็นวาระแห่งชาติ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ก็ขอให้ทุกคนเอาจริงเอาจังกับการทำงาน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่างๆ จนทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตให้กับเกษตรกร แม้ว่าการหาตลาดอาจไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เห็นว่าควรดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกร และทำให้ระบบข้าวของประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

– 006