อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ ‘งดเผาฟางและตอซัง’ ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ 'งดเผาฟางและตอซัง' ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ ‘งดเผาฟางและตอซัง’ ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.42 น.

กระทรวงเกษตรฯ เร่งรณรงค์ “งดเผาฟางและตอซัง” ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก ชูใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายแทนการเผา

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน” พื้นที่นาข้าวของจังหวัดตาก โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว เกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ เทศบาลนครแม่สอด ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาในที่โล่ง การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยพื้นที่ของจังหวัดตากมีพื้นที่ทำนาประมาณ 355,249.45 ไร่ และในช่วงเดือนมกราคม 2568 จังหวัดตากพบจุดความร้อน (HOTSPOT) มากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 จากทั้งหมด 17 จังหวัดภาคเหนือ รองจาก จ.นครสวรรค์ จึงต้องเร่งทำสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

รมช.อิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร จึงได้จัดทำโครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังฯ ในพื้นที่นาข้าวของจังหวัดตากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่น PM 2.5 เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยเน้นไปที่การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วม เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาฟางและตอซัง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวแทนการเผา เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ภาคการเกษตร และยังสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยให้เกษตรกรได้อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจ อาทิ 1. นิทรรศการภายใต้หัวข้อ “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน พื้นที่ในนาข้าวของจังหวัดตาก” โดยเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในวิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่องดการเผาฟางและตอชังในพื้นที่ของจังหวัดตาก เช่น การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้รถอัดฟาง เป็นต้น 2. การสาธิต การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การไถกลบตอซังข้าว 3. นิทรรศการผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว เป็นต้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ข้าว กลุ่มเกษตรกรชุมชนของจังหวัดตาก และกำแพงเพชร และกลุ่มเกษตรกรทั่วไป เข้าร่วม จำนวน 1,200 คน

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’

'นฤมล'หารือ'รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์'ลุยขยายตลาดส่งออก'เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด'

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.54 น.

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’เพิ่มจาก’ข้าว-เนื้อสุกร’ตอบโจทย์ความต้องการของประชากรฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโต

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับ H.E. Francisco P. Tiu Laurel, Jr. Secretary of the Department of Agriculture รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์

นางนฤมล เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ในวันนี้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบให้เร่งรัดการปรับแก้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองประเทศ และเทคโนโลยีการเกษตรในปัจจุบัน รวมทั้งเร่งรัดการปรับแก้ข้อตกลงระหว่างกรมประมงแห่งประเทศไทย และกรมประมงและทรัพยากรสัตว์น้ำแห่งฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU)

“ไทยต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร คือ เนื้อสัตว์ปีก และ ผลลำไยสด จากไทยไปยังฟิลิปปินส์ ซึ่งสินค้าทั้ง 2 ชนิดอยู่ระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานของทางฟิลิปปินส์ โดยฟิลิปปินส์มีการติดตามความคืบหน้าเพื่อให้ไทยสามารถขยายตลาดสินค้าเกษตรไปได้มากขึ้น รวมทั้งแสดงความสนใจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรของฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโต โดยสินค้าที่ฝ่ายฟิลิปปินส์ให้ความสนใจจะนำเข้า ได้แก่ ข้าว และเนื้อสุกร”นางนฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 15 ของไทย ในระหว่างปี 2565-2567 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร คิดเป็นร้อยละ 1.87ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำตาล 2.ข้าว 3.อาหารสุนัขหรือแมว 4.ซอสและของปรุงรส และ 5.สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เยี่ยมชม : นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เยี่ยมชมตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ประเทศจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย ที่ส่งมายังประเทศจีน โดยเฉพาะการนำเข้าทุเรียนไทย มากกว่า 5 แสนตันต่อปี รวมถึงมีการนำเข้าลำไยและมังคุดจากไทยด้วย

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ศึกษาดูงานและหารือร่วมกับนายเว้ย ซูเจียน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานกลุ่มบริษัทโซ่วเหิง และนายหมี่ ย่าหลิน ประธานตลาดเกาเป่ยเตี้ยน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย

สำหรับตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ดำเนินการโดยบริษัท โซ่วเหิง (Sunhula Group) ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากรัฐบาล ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9,500 เอเคอร์ หรือประมาณ 24,000 ไร่ แบ่งเป็น โซนผักผลไม้ไม้ดอกไม้ประดับ และสินค้าแช่แข็ง โดยเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญในภาคเหนือของจีน เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ใน 5 มณฑล มีทั้งสินค้าเกษตรในประเทศและนำเข้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก ในปี 2024 ตลาดมีปริมาณการนำเข้าผักและผลไม้ 19 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 140,000 ล้านหยวน และมีการนำเข้าทุเรียนไทย มากกว่า 5 แสนตันต่อปี รวมถึงมีการนำเข้าลำไยและมังคุดจากไทย

ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนเปิดตลาดที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตก และเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังพัฒนานิคมโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นอัจฉริยะที่มีศักยภาพสูง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ และสามารถเก็บรักษาสินค้าได้มากกว่า 5 แสนตัน ครอบคลุมสินค้าหลากหลายกว่า 3,000 รายการ เช่น เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ และอาหารทะเล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชากรประมาณ 500 ล้านคน ในพื้นที่ 13 แห่ง ทั้งระดับเขต เมือง และมณฑล โดยลดขั้นตอนในกระบวนการจัดส่ง ทำให้สามารถจัดส่งวัตถุดิบจากแหล่งผลิตตรงไปยังผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และต้องการสร้างความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการนำผลไม้ไทยไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม  หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 74 โดยมีนายอภินันท์ ขันทะสีมา รักษาการหัวหน้ากลุ่มวิชาการและหลักสูตรสถาบันเกษตราธิการ เป็นผู้กล่าวรายงาน ที่หอประชุมหม่อมราชวงศ์หญิงรสลิน คัคณางค์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับการอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 100 คน จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีภาวะผู้นำ เสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา  ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” โดยมีนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และถ่ายทอดผ่านระบบ Video conference application zoom ไปยังสถานีพัฒนาที่ดินตัวแทน 5 ภาค และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติหมอดินอาสา อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้หมอดินอาสาในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันรวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา โดยมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

นายอัครา กล่าวว่า หมอดินอาสาเป็นกลไกการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดรายได้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย จึงขอชื่นชมหมอดินอาสาทุกท่านที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่หวังผลตอบแทน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญของกลไกการพัฒนาด้านการเกษตร และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ที่ร่วมกันพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งความสำเร็จดังกล่าว ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลกนำไปใช้เป็นต้นแบบโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้ทั่วโลกสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืนตามแบบอย่างหมอดินอาสาของประเทศไทย

“การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการรวมพลังสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และหมอดินอาสาทั่วประเทศ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับ เพิ่มรายได้ และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร โดยเฉพาะเครือข่ายหมอดินอาสา ที่ตั้งเป้าให้มีความปราดเปรื่องในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย” นายอัครา กล่าว

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ  จัด‘เกษตรอีสานใต้’  มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า  ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.นรินทร บุญพราหมณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวภายหลังร่วมจัดงานเกษตรอีสานใต้ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรเพิ่มมูลค่าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ซึ่งมีดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ ว่าภายในงานกำหนดให้มีการจัดนิทรรศการทางวิชาการของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ โดยแบ่งพื้นที่จัดงานหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดอุทยานวิชาการ ผลงานวิจัยเด่นของคณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของ 5 ภาควิชาในสังกัด คณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของคณะต่างๆในสังกัดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี การจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการภายนอก

2.การจัดนิทรรศการเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเอกชนรายใหญ่ และ 3.พื้นที่แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปรับรูปแบบการจัดงานในส่วนของนิทรรศการวิชาการให้สอดคล้องกับธีมงานในแต่ละปี โดยมีเทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ยกระดับมาตรฐานการผลิตทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘นฤมล’ เผย มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบไม่ได้มาตรฐานจากอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นใจในคุณภาพรังนกบ้าน ผลักดันให้ส่งออกเพิ่ม สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ (27 ก.พ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบหรือเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้ายังสามารถนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากสาธารณรัฐอินเดียได้ โดยใช้ใบรับรองมาตรฐานบังคับ (มกษ. 4702-2557) หรือมาตรฐานสากล เช่น GHP, HACCP และ ISO 22000 และใบรายงานผลวิเคราะห์ ทดแทนการใช้ใบรับรองการส่งออก (Certification of Export) ภายใต้การกำกับดูแลของ Agricultural and Processed Food Products Export Development Authority (APEDA) จากสาธารณรัฐอินเดีย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.จิ้งหรีดแห้ง 2.จิ้งหรีดแช่แข็ง 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับบ้านนกแอ่นกินรัง 4.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ความปลอดภัยด้านอาหาร สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ-สังคม และ 5.แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร

“ดิฉันได้เน้นย้ำการดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะการทำรังนกส่งออก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจากประเทศจีนต้องการนำเข้ารังนกถ้ำมากกว่ารังนกบ้าน เนื่องจากเป็นรังนกคุณภาพสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด หากประเทศไทยสามารถจัดการมาตรฐานรังนกบ้านให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าอาจช่วยให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร ร่วมมือกันตรวจสอบผู้ประเมินของหน่วยรับรองสถานประกอบการ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาด้านคุณภาพสินค้าให้การรับรองเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ประเมินได้ ซึ่งจะช่วยให้คู่ค้ามีความมั่นใจในสินค้าเกษตรไทยมากยิ่งขึ้น

015

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! 'ไทยแบล็ค DLD'โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.08 น.

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.00 น.กรมปศุสัตว์จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานฯ ณ ลานเอนกประสงค์หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิว ทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ก็ถึงเวลาที่คนไทยควรให้ความสำคัญ “นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูง และโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา “ไทยแบล็ค DLD” ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมียมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ (1) การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” (2) เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ (3) การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน (4) แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง (5) การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ (6) การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD”

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้ชื่อ “โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คสำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย” “ไทยแบล็ค DLD” ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม ขณะนี้กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD จะมีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวปิดท้าย

– 006

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.00 น.

กรมปศุสัตว์ แนะผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคนม และสัตว์เคี้ยวเอื้อง ให้ใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารหยาบหลัก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ราคาย่อมเยา แต่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีน ให้พลังงาน เหมาะต่อการเจริญเติบโตของสัตว์

วันนี้ (27 ก.พ.) น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารข้นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-25% ดังนั้นข้าวโพดพร้อมฝักหมัก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถผลิตได้ในประเทศ มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงานจากแป้งในเมล็ดข้าวโพด โปรตีนจากลำต้น ใบ และเยื่อหุ้มเมล็ด พร้อมทั้งมีใยที่ช่วยเสริมการย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ส่งผลให้สัตว์แข็งแรง โตเร็ว ลดต้นทุนการเลี้ยง และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีขึ้น ลดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้กระบวนการหมักข้าวโพดพร้อมฝัก อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อาหารหยาบที่มีคุณภาพ การหมักที่ดีช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ ลดการสูญเสียสารอาหาร และสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้นาน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนสำรองอาหารสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้าวโพดพร้อมฝักหมักที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนประมาณ 7-9% กรดแลคติกมากกว่า 4% ผนังเซลล์ (NDF) 35-55% ลิกโนเซลลูโลส (ADF) 20-33% และโภชนะรวมที่ย่อยได้ (TDN) 65-73% ลักษณะที่ดีควรมีสีเหลืองอมเขียว ไม่เละ ไม่เป็นเมือก และมีกลิ่นหมักดองหอมคล้ายน้ำส้มสายชู สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพด พร้อมฝักเพื่อทำการหมัก ควรอยู่ในระยะเมล็ดน้ำนมประมาณ 50% หรืออายุหลังการปลูกประมาณ 85-90 วัน สามารถให้ผลผลิตน้ำหนักสด 6-8 ตันต่อไร่ต่อรอบ หรือ 18-24 ตันต่อไร่ต่อปี

จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์ ในปี 2567 พบว่าประเทศไทยมีประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้อง ทั้งสิ้น 13.96 ล้านตัว ซึ่งต้องการอาหารหยาบมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมัก 1,313 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่ และให้ผลผลิตรวมกว่า 17 ล้านตันต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมักในระดับชุมชน เพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เสริม โดยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิคการผลิต และการยืมเครื่องจักรกลอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดข้าวโพดในแบบดับเบิ้ลช้อป และเครื่องอัดก้อนพืชอาหารสัตว์พร้อมห่อพลาสติก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก คืออนาคตของการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารสัตว์คุณภาพดี ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมปศุสัตว์ ขอเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาใช้ข้าวโพดหมัก เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ และหากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์ สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

015

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.59 น.

‘อิทธิ’ เปิดตัว ‘ไทยแบล็ค DLD’ โคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก ยกระดับเนื้อโคไทยสู่ครัวโลก

วันนี้ (27 ก.พ.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ ‘ไทยแบล็ค DLD’ พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผศ. น.สพ.ดร.ธีรวัฒน์ สว่างจันทร์อุทัย ผู้แทนคณบดีคณสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และ น.สพ.วิษณุ ไพศาลรุ่งพนา ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ที่ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท

นายอิทธิ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’ เป็นการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิว ทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยควรให้ความสำคัญ ‘นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’

“ต้องขอชื่นชมกรมปศุสัตว์  ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นทำการวิจัยร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ซึ่งใช้เวลากว่า 15 ปี จนประสบความสำเร็จ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ตอบโจทย์ความนิยมเนื้อโคพรีเมี่ยมในประเทศไทยที่มีมากขึ้น เป็นความท้าทายของกรมปศุสัตว์ ที่จะทำอย่างไรให้สามารถผลิตเองได้ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะเดินหน้าพัฒนาสายพันธุ์ที่มีคุณภาพต่อไป โดยนำเทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ เข้ามาใช้ซึ่งช่วยลดระยะเวลา ทำให้สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น  พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ ยังได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจไว้ด้วยแล้ว“ นายอิทธิ กล่าว

ด้านอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูงและโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา ‘ไทยแบล็ค กรมปศุสัตว์’ ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมี่ยมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ 1.การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’ 2. เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ 3.การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน 4.แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง 5.การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ 6.การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สวก.และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คสำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย ‘ไทยแบล็ค DLD’ ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD มีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์

015