‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

ประมงอำเภอสหัสขันธ์ เร่งออกสำรวจ 3 อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหายอย่างหนักเบื้องต้นมีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนแล้ว 5 ราย เสียหายกว่า 1 ล้านบาท

วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกฤษณา เขามีทอง ประมงอำเภอสหัสขันธ์ ลงเรือเพื่อออกตรวจและสำรวจความเสียหายของกระชังเลี้ยงปลานิล หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา (วันที่ 2 มี.ค.68) เวลาประมาณ 22.00 น. เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอหนองกุงศรี

นางกฤษณา เขามีทอง ประมงอำเภอสหัสขันธ์ เปิดเผยว่า พลพวงจากพายุฤดูร้อนเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้กระชังปลาพังเสียหายเบื้องต้นมีเกษตรกรแจ้งเข้ามาแล้ว 5 ราย รายละ 1-2 หลุม  มูลค่าความเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท  ในลักษณะความเสียหายมาจากแรงพายุได้พัดตัวกระชังพัง เหล็กหัก กระชังหลุด ทำให้ปลาล้นออกจากกระชังจำนวนมาก  และจากการสำรวจยังพบกระชังที่ชำรุดอีกหลายกระชัง ได้แจ้งให้เกษตรกรได้เร่งเข้าปรับปรุงโดยด่วน  และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่ปีนี้มาเร็ว รุนแรง และอาจจะเกิดบ่อยครั้งกว่าทุกปี

‘ในการเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เบื้องต้นได้แจ้งให้เกษตรกรได้ตรวจเช็คตัวประชังที่ต้องเพิ่มความแข็งแรงของกระชัง เชือกที่ต้องเพิ่มขนาดใหญ่ และทุ่นผูกกระชัง ที่จะต้องแน่นหนามั่นคง อย่างไรก็ตามในห้วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เป็นช่วงที่เกิดพายุฤดูร้อนเป็นประจำ เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังต้องหมั่นตรวจสอบกระชังเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมถึงการปล่อยพันธุ์ปลาช่วงนี้มีความเสี่ยงสูง จากสภาพอากาศร้อนจัดที่อาจจะทำให้ปลาน็อกตายได้  สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากวาตภัยหรือพายุฤดูร้อน จะได้นำเรื่องแจ้งไปยังส่วนกลางเพื่อรับความช่วยเหลือจากการชดเชยผู้ประสบภัยาต่อไป’ นางกฤษณา กล่าวเพิ่ม

สำหรับพื้นที่เลี้ยงกระชังปลาในเขื่อนลำปาว  มีทั้งหมด 455  ราย  จำนวนกระชัง  11,775 กระชัง  พื้นที่เลี้ยงกว่า 269,136 ตร.กม. ซึ่งเป็นไปตามสัดส่วนที่มีการควบคุม ในการทำการประมงในเขื่อนของกรมชลประทาน 

กรมชลฯจ้างเกษตรกร สร้างรายได้กว่า8.4หมื่นคน

กรมชลฯจ้างเกษตรกร  สร้างรายได้กว่า8.4หมื่นคน

กรมชลฯจ้างเกษตรกร สร้างรายได้กว่า8.4หมื่นคน

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปี 2568 ว่าได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ตามนโยบายการช่วยเหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและประชาชน โดยในปี 2568 มีแผนจ้างแรงงานทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติงานด้านซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างระบบส่งน้ำและแหล่งน้ำเพื่อชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 84,716 คน ระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 จนถึงขณะนี้ทั่วประเทศ มีการจ้างแรงงานไปแล้วกว่า 21,022 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของแผนฯ

อย่างไรก็ตาม ยังสามารถจ้างแรงงานให้ครบตามเป้าที่กำหนดได้อีกประมาณ 63,000 คน โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจ้างแรงงาน ดังนี้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรในพื้นที่ หรือสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน รวมถึงประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ซึ่งหากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ จะพิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสมัครรับจ้างแรงงานชลประทานตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน โทร.1460 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อสป.จัดCSRร่วมกับทัพเรือภาคที่1

อสป.จัดCSRร่วมกับทัพเรือภาคที่1

อสป.จัดCSRร่วมกับทัพเรือภาคที่1

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา (อสป.) จัดกิจกรรมด้าน CSR กับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 โดยพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568 ได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วรากร อยู่อย่างไท กรรมการ อสป.เป็นประธานเปิดพิธีส่งมอบฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงาน อสป.ร่วมพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน

ทั้งนี้ อสป.ร่วมกับกองทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ เพื่อถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ประจำปี 2568 ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากระป๋อง 8,000 กระป๋อง ส่งมอบให้ พล.ร.ต.ประจักษ์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ พร้อมปล่อยขบวนรถยนต์ลำเลียงปลาฯและสิ่งของพระราชทาน ออกเดินทางจากองค์การสะพานปลาไปโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีนายสุทักษ์ จิระรัตนวงศ์ รอง ผอ.อสป.พร้อมคณะ ร่วมเดินทางส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน พระราชทาน โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ส่วนพระองค์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังโรงเรียนดังกล่าวโดยมี พล.ร.ท.อาภา ชพานนท์ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธีส่งมอบ ให้แก่นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.ตาก ในฐานะผู้แทนโครงการส่วนพระองค์ในพื้นที่ จ.ตาก รวมถึงคณะครู ผู้แทนโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ท่านผู้หญิงทวี มณีนุช, โรงเรียนท่านผู้หญิงพรสม กุลฑลจินดา, โรงเรียนบ้านสามหมื่น และโรงเรียนชุมชนบ้านท่าสองยาง ร่วมรับมอบ

รองปลัดฯฝึกอบรม นักพัฒนาเกษตรฯ ถ่ายทอดนโยบาย สู่ระดับปฏิบัติการ

รองปลัดฯฝึกอบรม  นักพัฒนาเกษตรฯ  ถ่ายทอดนโยบาย  สู่ระดับปฏิบัติการ

รองปลัดฯฝึกอบรม นักพัฒนาเกษตรฯ ถ่ายทอดนโยบาย สู่ระดับปฏิบัติการ

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 113 และบรรยายพิเศษหัวข้อ การขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี น.ส.ชนชนก จันทร์เพ็ง ผอ.สถาบันเกษตราธิการ เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 120 คน เข้าร่วม ที่หอประชุมหม่อมราชวงศ์หญิงรสลิน คัคณางค์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับการอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง มีความพร้อมทางด้านภาวะผู้นำ สามารถถ่ายทอดนโยบายจากระดับสูงไปสู่ระดับปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง สามารถปรับแนวคิด มุมมอง วิธีการทำงาน วิธีการสื่อสาร บุคลิกภาพ ตลอดจนมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายขององค์กร และสามารถใช้กระบวนการเครือข่ายและระบบพันธมิตร เพื่อบูรณาการการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยฯถกคกก.ติดตาม ขับเคลื่อนงานด้านเกษตรฯ

ผู้ช่วยฯถกคกก.ติดตาม  ขับเคลื่อนงานด้านเกษตรฯ

ผู้ช่วยฯถกคกก.ติดตาม ขับเคลื่อนงานด้านเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมานิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมได้ติดตามผลการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ 1.ผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ โดยกรมประมง ได้กำจัดปลาหมอคางดำ รวมทั้งสิ้น 3,079,674.50 กิโลกรัม แบ่งออกเป็นจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรกร 1,884,983 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 61.21 และจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 1,187,992.50 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 38.58 (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568) ทั้งนี้ กรมประมงได้ศึกษาและวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอคางดำเพศผู้ และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้เกิดการผสมพันธุ์ในธรรมชาติ เพื่อให้ได้ลูกปลาหมอคางดำที่มีลักษณะเป็นปลาหมอคางดำโครโมโซม 3n หรือมีลักษณะเป็นหมันไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง เป็นต้น

2.ผลการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนย้อมสีไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ติดตามและตรวจสอบมาตรฐานทุเรียนผลสดส่งออกในทุกชิปเม้นท์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้กำหนดมาตรการ 4 ไม่ เพื่อควบคุมมาตรฐานทุเรียนไทย ประกอบด้วย 1) ไม่อ่อน 2) ไม่หนอน 3) ไม่สวมสิทธิ์ และ 4) ไม่มีสีและสารเคมีต้องห้าม อีกทั้งได้บูรณาการร่วมกับห้องปฏิบัติการทดสอบ (Lab) กว่า 8 แห่ง ในการตรวจวิเคราะห์สาร Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้า

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการแก้ไขการระบาดหนอนหัวดำในมะพร้าว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร มีแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจผ่าน 5 มาตรการ ดังนี้ 1) การสร้างการรับรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้าใจในการจัดการศัตรูมะพร้าวให้แก่เกษตรกร 2) การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย โดยจะมีรายงานสถานการณ์การระบาดผ่านทางเว็บไซต์ และช่องทางการติดต่อของหน่วยงาน 3) การป้องกันและควบคุมการระบาด เพื่อกำจัดเขตการระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันพบการระบาดในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชลบุรี จ.สุราษฎร์ธานี จ.สมุทรสาคร และ จ.เพชรบุรี 4) การให้ความช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนการผลิตและใช้ศัตรูธรรมชาติ รวมถึงแนะนำการใช้สารเคมีเพื่อตัดวงจรการระบาด และ 5) การติดตามประเมินผลจากการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ในทุกระดับ เพื่อควบคุมและกำจัดศัตรูมะพร้าว

ชาวสวนยาง‘สตูล’แบ่งพื้นที่ทำ‘วนเกษตร’ เผยประโยชน์ทั้งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

ชาวสวนยาง‘สตูล’แบ่งพื้นที่ทำ‘วนเกษตร’ เผยประโยชน์ทั้งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

ชาวสวนยาง‘สตูล’แบ่งพื้นที่ทำ‘วนเกษตร’ เผยประโยชน์ทั้งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้-สิ่งแวดล้อมดี

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

นายสมหมาย แซ่เจี่ย เกษตรกรหมู่ที่ 11 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล เปิดเผยว่า ตนได้นำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรของตนให้เป็นแบบวนเกษตร ซึ่งเป็นการปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยพบว่าสามารถลดรายจ่ายจากบำรุงรักษาพืช อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้และทำให้พื้นที่เกษตรมีความชุ่มชื้น จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ปลูกเฉพาะยางพาราเพียงอย่างเดียว ทำให้เมื่อราคายางตกต่ำรายได้จึงลดลงจนไม่พอกับรายจ่าย

โดยพื้นที่ทำการเกษตรของตนนั้นมีอยู่ประมาณ 36 ไร่ แบ่งมาทำวนเกษตร 10 ไร่ โดยปลูกไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น พะยอม ตะเคียนทอง ขาวดำ จำปา และไม้ผล/พืชผัก เช่น มะพร้าว ทุเรียน มะม่วงหิมพานต์ ผักเหลียง ชะอม พริก พริกไทย ตะไคร้ ชะพลู ข่า ขมิ้น มีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น แปรรูปผักเหลียง หน่อไม้ดอง ผักเสี้ยนดอง พริกไทยแห้ง อีกทั้งยังมีการทำปุ๋ยหมักแห้ง เพาะพันธุ์กล้วย มะละกอและมะเขือ ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย 234,000 บาทต่อปี

“ประโยชน์ที่ได้จากการทำวนเกษตร 1.ด้านเศรษฐกิจ มีรายได้จากกิจกรรมในแปลงตลอดทั้งปี ลดรายจ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีและการซื้อปัจจัยการเกษตร เช่น ไม้ค้ำยัน ไม้หลักต่างๆ 2.ด้านสิ่งแวดล้อม มีความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมขาติ พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น และ 3.ด้านสังคม เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชุมชนและบุคคลทั่วไปที่สนใจวนเกษตร” นายสมหมาย กล่าว

‘จากสวนยาง-ปาล์ม’สู่การทำ‘วนเกษตร’ เพิ่มมูลค่าพื้นที่-สร้างรายได้ตลอดทั้งปี

‘จากสวนยาง-ปาล์ม’สู่การทำ‘วนเกษตร’ เพิ่มมูลค่าพื้นที่-สร้างรายได้ตลอดทั้งปี

‘จากสวนยาง-ปาล์ม’สู่การทำ‘วนเกษตร’ เพิ่มมูลค่าพื้นที่-สร้างรายได้ตลอดทั้งปี

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

นายไชยัน ทรัพย์สมบูรณ์ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 6 บ้านฝ้ายท่า ต.ชัยบุรี อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ตนได้นำเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเอง โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมมาเป็นแบบวนเกษตร โดยก่อนหน้านี้ตนปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน โดยมีไม้ป่าแซมเล็กน้อย แต่เพื่อต้องการให้มีรายได้ตลอดทั้งปีด้วยการเพิ่มมูลค่าพื้นที่ ตนจึงแบ่งแปลงเกษตรออกเป็น 7 ส่วน คือ 1.พื้นที่น้ำ ปลูกผักบุ้ง ผักน้ำ 2.ใต้ดิน ปลูกขิง ข่า 3.ผิวดิน ปลูกบัวบก 4.ชั้นล่าง ปลูกข้าว กล้วย อ้อย 5.ชั้นกลาง ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน 6.ชั้นบน ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า และ 7.ปลูกพืชเกาะเกี่ยว พริกไทย

ซึ่งจากการปรับเปลี่ยน ทำให้ได้ผลผลิตที่หลากหลาย 1.ไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น มะฮอกกะนี ตะเคียนทอง พะยอม สัก สะเดาเทียม จำปาทอง จิกนม 2.พืชกินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ข้าวไร่ พริก มะเขือ ขิง ข่า ขมิ้น กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ มะเขือ ผักกูด นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น สุกร เป็ด ไก่ ปลา และมีกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ทำน้ำหมัก เพาะกล้าไม้ขาย แปรรูปข้าวไร่ เป็นต้น

“ได้รับความรู้จากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ในการปรับเปลี่ยนสู่การทำวนเกษตร ซึ่งผลที่ได้มีทั้งแต่ 1.ด้านเศรษฐกิจ มีกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลาย จึงสร้างรายได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเกิดการจ้างงานคนในพื้นที่ในการเพาะกล้าไม้ขาย 2.ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างร่มเงา เกิดความชุ่มชื้น ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ เกิดการเกื้อกูลกันเองตามธรรมชาติ ทรัพยากรในแปลงถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และ 3.ด้านสังคม เป็นพื้นที่ต้นแบบ เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนปลูกป่า เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของผู้สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน” นายไชยัน กล่าว

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก.ที่นายไชยันได้รับการจัดสรรมานั้น มีทั้งหมด 29 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา ทั้งหมดถูกใช้สำหรับทำการเกษตร โดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ และมีสระน้ำเนื้อที่ 2 ไร่ สามารถทำรายได้จากการเกษตรได้เฉลี่ยราว 5 แสนบาทต่อปี

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! หลังตะวันออกกลาง มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง ผู้ว่าฯเร่งดีลเกษตรกรพบ ผู้ประกอบการ จับคู่ธุรกิจหวังส่งออกสร้างรายได้

วันที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดกิจกรรม Business matchin ไม้ดอกไม้ประดับโคราช การจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตพบผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดนครราชสีมา ณ.สวนเลม่อนซีด ม.2 บ้านใหม่ ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา  โดยมีนายมนัส เสียงก้อง เกษตรจังหวัดนครราชสีมา นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตร พาณิชย์จังหวัดนครราชีมา นายจารพัฒน์ ไตรพัฒนจันทร์ เกษตรอำเภอหนองบุญมาก  เกษตรกรและผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่อำเภอหนองบุญมาก ร่วมในกิจกรรม

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ด้วยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการว่า ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ได้แก่ ดูไบ ซาอุดิอารเบีย กาตาร์ จอร์แดน และบาร์เรน มีความต้องการไม้ล้อมและดอกไม้ประดับ ซึ่งไม้ล้อมที่มีความต้องการในระดับมาก เช่น สะเดา ชงโค จามจุรี และก้ามปู และความต้องการในระดับปานกลาง เช่น มะรุม หยีน้ำ พวงชมพู และนนทรี รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับต่าง ๆ เช่นชงโค เข็ม และโกศล เป็นต้น   ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองบุญมากที่มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะเฟื่องฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย จึงได้มีการเชิญประธานกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ และประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตไม้ดอก ไม้ประดับ ที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (BM) เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรได้พบกับผู้ประกอบการโดยตรงในการทำธุรกิจ เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร และเฟื่องฟ้าถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ของจังหวัดนครราชสีมา 

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า อำเภอหนองบุญมาก ถือเป็นแหล่งผลิตเฟื่องฟ้าและไม้ดัดแหล่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากการทำนา ทำสวนและทำไร่มันสำปะหลัง หันมาปลูกต้นเฟื่องฟ้ากันเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมกลุ่มปลูกต้นเฟื่องฟ้าขายแล้วมากกว่า 100 ราย (ตำบลบ้านใหม่ , ตำบลหนองหัวแรต , ตำบลแหลมทอง) มีสวนจำหน่าย มากกว่า 40 สวน สร้างรายได้ในการขายต้นเฟื่องฟ้าดัดรวมกันไม่ต่ำกว่าปีละ 20 ล้านบาท โดยต้นเฟื่องฟ้าของอำเภอหนองบุญมาก มีความโดดเด่นสวยงามที่ดอก เพราะมีดอกหลากหลายสีสันภายในต้นเดียว ได้มากถึง 5 สี ต้นพันธุ์แข็งแรง และสวยงามกว่าที่อื่นอีกทั้งต้นเฟื่องฟ้ายังสามารถดัดให้เป็นรูปร่างต่างๆ ได้มากมายทั้งสัตว์ป่า ช้าง นกยูง และมังกร หรือเป็นรูปทรงพุ่มได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ต้นเฟื่องฟ้าของอำเภอหนองบุญมากเป็นที่นิยมของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ ดูไบ การ์ตา ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน บาร์เรน จีน ฮ่องกง มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และไต้หวัน  โดยลูกค้าส่วนใหญ่นิยมนำต้นเฟื่องฟ้าไปตกแต่งสถานที่สวนหย่อม /// – 026

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

นักวิชาการประมงเตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงปลาตายยกกระชัง เหตุจากขาดออกซิเจนในน้ำ แนะควรลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง รวมทั้งระดับน้ำในกระชังจะต้องมีการไหลหมุนเวียน จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องปลาตายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อัตรา ไชยมงคล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา  เตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อนว่า ในช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ปลามีการเจริญเติบโตดี เพราะฉะนั้นการควบคุมในเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาควรระวังอย่างยิ่งในเรื่องของปลาขาดออกซิเจน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงกรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนของภาคใต้ พบว่ามีปัญหาในเรื่องปลาตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากระดับน้ำ การหมุนเวียนของน้ำมันค่อนข้างจะนิ่ง น้ำขึ้น-น้ำลงน้อย เพราะฉะนั้นปลากะพงขาวที่เราเลี้ยงในกระชัง ถ้ามีจำนวนมากมันจะมีปัญหาในเรื่องออกซิเจนไม่พอในช่วงหน้าร้อน จึงจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารลง

ดร.อัตรา ไชยมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิในน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ขบวนการเผาผลาญอาหารของสัตว์น้ำมากขึ้น ออกซิเจนในน้ำก็ถูกใช้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรระมัดระวังก็คือการให้อาหาร ความหนาแน่นของปลาและระดับน้ำในกระชัง เนื่องจากกระชังเราไม่สามารถควบคุมระดับน้ำได้ ต้องระมัดระวังในเรื่องของการไหลผ่านของน้ำ ต้องคอยตรวจสอบกระชังว่ามีสาหร่ายเกาะหนาแน่นมากน้อยแค่ไหน จะต้องทำให้น้ำไหลผ่านกระชังมากที่สุดและระมัดระวังในเรื่องของการควบคุมปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารเหลือ จะได้ไม่เกิดการย่อยสลายและเป็นพิษ ส่งผลต่อเนื่องด้านลบต่อสุขภาพของปลา รวมทั้งระมัดระวังและเฝ้าสังเกตอาการของปลา บางครั้งช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิสูงเกินไป ทำให้ออกซิเจนในน้ำต่ำลง เฝ้าดูอาการ ถ้ามีปัญหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ติดต่อประมงจังหวัด ประมงอำเภอหรือหน่วยงานของกรมประมงในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดได้ ผมคิดว่าคนของกรมประมงทุกท่านจะช่วยดูแลเกษตรกรทุกคนอยู่แล้ว

ในส่วนของเรื่องโรคในหน้าร้อนของสัตว์น้ำ ก็เกิดจากความเครียดเนื่องจากออกซิเจนในน้ำน้อยหรือเกิดจากของเสียที่ย่อยสลายมากขึ้น ก็ต้องระมัดระวังดูอาการให้ดี ถ้ามีปัญหาอาจจะต้องส่งตัวอย่างให้หน่วยงานของกรมประมงที่เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์น้ำตรวจสอบได้ทันที /// – 026

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.23 น.

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ หลังได้รับคัดเลือกเข้าโครงการลดต้นทุนการผลิต ปี 67 

นที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว รวมถึงสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ร่วมแสดงความยินดี ณ อาคารโรงสีข้าว ปันสุข ตำบลแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ ได้รับการคัดเลือกและได้รับการสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตปี 2567 จากกรมการข้าว เพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว ซึ่งจะทำให้เกิดการ ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าของผลผลิตข้าว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งโรงสีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องอบลดความชื้น เครื่องสีข้าว ชุดเครื่องชั่งและแพ็คข้าวกึ่งอัตโนมัติ เครื่องซีลสุญญากาศ และโดรนเพื่อการเกษตร

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า งบประมาณดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว ผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เพื่อให้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมตามความต้องการใช้ในกระบวนการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว ซึ่งจะทำให้กลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชนมีรายได้เพิ่ม และลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม ในการทำนาเพื่อความเข้มแข็งของกลุ่มและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย