ปลัดฯร่วมงาน ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม

ปลัดฯร่วมงาน  ไถกลบตอซัง  สร้างดินยั่งยืน  ฟื้นสิ่งแวดล้อม

ปลัดฯร่วมงาน ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่บ้านเนินมหาเชษฐ์ หมู่ 3 ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี และถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom conference Meeting และ Facebook live กรมพัฒนาที่ดิน ไปยังพื้นที่จัดงานอีก 72 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 10,000 คน โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ จ.ฉะเชิงเทรา และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ ให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ด้วยการไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทย

รองปลัดฯเปิดอบรมหลักสูตร นักบริหารพัฒนาการเกษตรฯ

รองปลัดฯเปิดอบรมหลักสูตร  นักบริหารพัฒนาการเกษตรฯ

รองปลัดฯเปิดอบรมหลักสูตร นักบริหารพัฒนาการเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 74 ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.ยุทธภูมิ ประสมทรัพย์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการและหลักสูตร สถาบันเกษตราธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้กล่าวรายงานความเป็นมาและการดำเนินโครงการฯ

สำหรับการอบรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานระหว่างกัน และเพิ่มพูนสัมพันธภาพ เพื่อการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานอีกด้วย

‘นฤมล’เผยข่าวดีส่งออก เนื้อโคไปมาเลเซีย-เปิดตลาดจีน

‘นฤมล’เผยข่าวดีส่งออก  เนื้อโคไปมาเลเซีย-เปิดตลาดจีน

‘นฤมล’เผยข่าวดีส่งออก เนื้อโคไปมาเลเซีย-เปิดตลาดจีน

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ–กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ได้เดินหน้าเจรจายกระดับเปิดตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ขณะเดียวกันกรมปศุสัตว์ รายงานว่าเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 กรมสัตวแพทย์บริการแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย (DVS) มีหนังสือแจ้งผลการเจรจาเปิดตลาดส่งออกเนื้อโคไปยังประเทศมาเลเซีย ว่าอนุญาตให้ส่งออกเนื้อโคจากไทยไปมาเลเซีย ได้แล้ว ตามข้อกำหนดที่ตกลง และขอให้สถานประกอบการนำส่งคำขอขึ้นทะเบียนไปยัง DVS เพื่อรับการตรวจรับรอง

“กระทรวงเกษตรฯ มีสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ โดยเฉพาะยางพารา ที่ไทยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม โคเนื้อและผลิตภัณฑ์เป็นอีกหนึ่งความคาดหวังที่จะผลักดันให้เป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ เพื่อเป้าหมายประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกโคเนื้อรายใหญ่ของโลก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมระดับพรีเมียม จึงควรส่งเสริมการเลี้ยงโคให้กับเกษตรกร และสนับสนุนการแปรรูปพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และรูปแบบ ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อของไทย ดังนั้นจึงต้องพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อ รวมถึงการลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ พัฒนาคุณภาพสินค้าให้ตรงความต้องการของตลาด พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัย รวมถึงส่งเสริมให้แปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ ว่าได้ผลักดันแนวทางการกำหนดราคาโคเนื้อให้มีเสถียรภาพ เริ่มจากการประกาศราคาแนะนำโคเนื้อมีชีวิตรายภาค โดยสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย การจัดทำโครงสร้างราคา การรณรงค์การบริโภคเนื้อโค พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้า เข้มงวดการตรวจสอบการลักลอบนำเข้าเนื้อโคผิดกฎหมาย โดยชุดเฉพาะกิจพญานาคราช รวมถึงเข้มงวดป้องกันการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง และเจรจาเปิดตลาดโคเนื้อมีชีวิตเพื่อขยายตลาดส่งออกให้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังร่วมกันพิจารณาในประเด็นที่สำคัญ โดยเห็นชอบการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ (งบกลาง) ปีงบประมาณ 2568 สำหรับการจัดซื้อวัคซีนสำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคให้ครอบคลุมประชากรโคเนื้อ กระบือ แพะและแกะ ควบคุมป้องกันโรคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดความเสียหายของเกษตรกรจากโรคดังกล่าวตลอดจนเพื่อให้อุบัติการณ์ของโรคลดลง จนไม่พบการระบาดและไม่พบสัตว์ป่วยตายภายในประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า เพิ่มศักยภาพการส่งออกไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น

เกษตรฯรับโล่งานตรวจสอบภายในฯ

เกษตรฯรับโล่งานตรวจสอบภายในฯ

เกษตรฯรับโล่งานตรวจสอบภายในฯ

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางละออ ขันธรักษ์ ผอ.สำนักตรวจสอบภายใน สำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมโครงการสัมมนาการปฏิบัติการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายในภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การประเมินการประกันและการปรับปรุงคุณภาพงานตรวจสอบภายในภาครัฐจากภายนอกองค์กรที่กรมบัญชีกลางกำหนด ในปี 2567 โดยมีนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นผู้มอบประกาศเกียรติคุณ ที่โรงแรมกราฟ โฮเทล กทม.

สำหรับปีงบประมาณ 2567 มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้ารับการประเมิน โดยมีผลการประเมินภาพรวมระดับดีเยี่ยม (Leading) ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และกรมชลประทาน รวมถึงหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีผลการประเมินภาพรวมระดับดี (Leveraging) ได้แก่ กรมปศุสัตว์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลาง ได้กำหนดให้มีการประเมินการประกันและการปรับปรุงคุณภาพ งานตรวจสอบภายในภาครัฐจากภายนอกองค์กรทุกปี โดยประเมินตามกรอบมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ปฏิบัติการตรวจสอบภายใน สำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางการนำมาตรฐานไปใช้ปฏิบัติ (Implementation Guidance) และแนวทางเสริม (Supplemental Guidance) ของ The Institute of Internal Auditors (IIA) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ผลักดันให้มีการรักษาคุณภาพของงานตรวจสอบภายใน ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับวิชาชีพการตรวจสอบภายในภาครัฐสู่มาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง

‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีเปิด (kick-off) โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน จังหวัดเชียงราย

'กรมปศุสัตว์'จัดพิธีเปิด (kick-off) โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน จังหวัดเชียงราย

‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีเปิด (kick-off) โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน จังหวัดเชียงราย

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.22 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิด (kick-off) โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ซึ่งมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฯ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ และมีนายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์เขต 5 พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ลานทองฟาร์ม ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในการนี้ รมช.อิทธิฯ ได้มอบนโยบายการป้องกันโรคลัมปี สกิน พร้อมมอบวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินแก่อาสาปศุสัตว์ รวมทั้งปล่อยขบวนรถเจ้าหน้าที่และอาสาปศุสัตว์รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน

กรมปศุสัตว์ได้มีการกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคลัมปี สกินในโคและกระบือภายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสนับสนุนวัคซีนให้กับเกษตรกร เพื่อใช้ในการป้องกันโรคเป็นประจำทุกปี เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคลัมปี สกินในสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจังหวัดเชียงรายยังเป็นพื้นที่นำร่องการสร้างพื้นที่ปลอดโรค และการสร้างคอกกักสัตว์มีชีวิต เพื่อผลักดันการส่งออกโคและกระบือมีชีวิตไปยังประเทศคู่ค้าตามแผนของกรมปศุสัตว์ ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้จัดให้มีงานพิธีเปิด Kick-off โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน จังหวัดเชียงรายขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ และความตระหนักของความสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคลัมปี สกิน ในโคและกระบือ และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ของกรมปศุสัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคและกระบือในพื้นที่จังหวัดเชียงรายต่อไป

– 006

รมว.เกษตรฯร่วมแชร์ ทิศทางดันพืชเกษตร มุ่งสร้างโอกาสพัฒนา ตอบโจทย์ตลาดโลก

รมว.เกษตรฯร่วมแชร์  ทิศทางดันพืชเกษตร  มุ่งสร้างโอกาสพัฒนา  ตอบโจทย์ตลาดโลก

รมว.เกษตรฯร่วมแชร์ ทิศทางดันพืชเกษตร มุ่งสร้างโอกาสพัฒนา ตอบโจทย์ตลาดโลก

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา ไข่ผำ – วานิลลา : เจาะลึก โอกาสธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่ พร้อมทั้งร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางพืชมูลค่าสูง และโอกาสของเกษตรไทย” โดยมีผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ากระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายหลักที่ชัดเจนในพัฒนาศักยภาพเกษตร เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะการทำเกษตรยุคใหม่ และการพัฒนาศักยภาพภาคการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน รวมถึงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดสินค้าเกษตร โดยเล็งเห็นโอกาสในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจากพืชทางเลือกยุคใหม่ อาทิ “ไข่ผำ” ซึ่งจัดเป็นสินค้าเกษตรยุคใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอาหารสุขภาพทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและ “วานิลลา” ผลผลิตทางการเกษตรที่สามารถแปรรูปเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นและมั่นคงให้แก่เกษตรกรต่อไป

โอกาสนี้ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมเสวนาพิเศษในหัวข้อ Renewable ปรับเกษตรไทย สู่เกษตรมูลค่าสูง

เกษตรฯโชว์ผลงานเวทีพลังหญิงฯ

เกษตรฯโชว์ผลงานเวทีพลังหญิงฯ

เกษตรฯโชว์ผลงานเวทีพลังหญิงฯ

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Global Markets : เกษตรไทยผงาดตลาดโลก ภายในงาน “Go Thailand 2025 Women Run the World : พลังหญิงเปลี่ยนโลก” ที่ TRUE ICON HALL ICONSIAM เพื่อเป็นการแบ่งปันวิสัยทัศน์และมุมมองการขับเคลื่อนประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจ เรียนรู้จากผู้นำหญิงที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันเวทีโลกให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรของไทย องค์กรนานาชาติที่เกี่ยวกับเรื่องของอาหารและการเกษตรมาตั้งสำนักงานสาขาที่เรียกว่า สำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยครบหมดแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเรามีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของภาคการเกษตร จากข้อมูลปี 2565-2567 ไทยส่งสินค้าเกษตร เฉพาะสินค้าเกษตรร่วม 1.8 ล้านล้านบาท และก็เพิ่มขึ้นทุกปี โดยลำดับแรกของประเทศที่เราส่งสินค้าเกษตรออกไปคือประเทศจีน ถัดมาเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยข้าวมีมูลค่าส่งออกเยอะที่สุด รองลงมาคือเนื้อไก่ ทุเรียน ยางพารา ที่เราเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า ปี 2567 ราคายางพาราเพิ่มขึ้นร่วม 40 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท ส่วนภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 15 จากปีก่อนที่อยู่ลำดับที่ 16 ซึ่งเราก็หวังว่าเราจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ

“ภาคการเกษตรไทยอยู่ในลำดับต้นๆ ของตลาดโลกได้นั้น เป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงริเริ่มไว้หลายๆ โครงการ เช่น นวัตกรรมทำฝนหลวงในพื้นที่แห้งแล้งภาคอีสาน จนกำเนิดเป็นกรมฝนหลวงฯ การศึกษาวิจัยว่าจะเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่ดี จึงเกิดกรมพัฒนาที่ดิน ทำให้ยูเอ็นประกาศให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลกเพื่อเฉลิมพระเกียรติ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาหาร-เพิ่มรายได้

‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ  สร้างแหล่งอาหาร-เพิ่มรายได้

‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาหาร-เพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำโครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง กิจกรรมบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนเพื่อเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน ประจำปี 2568 ที่อ่างแฝดหมู่ 8 บ้านใหม่ดอนชัย ต.ยางคราม อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ โดยกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการเผาลดการเกิดมลพิษลดฝุ่น PM2.5 เนื่องจากในกิจกรรมดังกล่าวจะใช้ฟางข้าวเป็นอาหารธรรมชาติ ไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลกรัม เพื่อนำเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ปลาเกล็ดเงิน (ปลาจีน) ปลายี่สกเทศ ปลาตะเพียนขาว ปลาบ้า ปลานิล และปลาบึก 37,600 ตัว และพันธุ์กุ้งก้ามกราม 40,000 ตัว นอกจากนี้ในกิจกรรมดังกล่าวจะมีการขยายผลสู่แหล่งน้ำปิดของชุมชนอื่นๆ (ขนาด 10-60 ไร่) ทั่วประเทศอีกรวม 1,500 แหล่งน้ำ (พื้นที่ประมาณ 47,268 ไร่) ใน 70 จังหวัด รวมทั้งโครงการจะปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 116.4 ล้านตัว (77,600 ตัว/แหล่งน้ำ) และจะใช้ฟางข้าวเป็นอาหารสัตว์น้ำที่ปล่อยลงไปทั้งหมด

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะใช้ฟางข้าวรวมแล้วไม่น้อยกว่า 15,000 ตัน ช่วยเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจในแหล่งน้ำชุมชนได้ไม่น้อยกว่า 6,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 450 ล้านบาท(กุ้งก้ามกราม ประมาณ 300 ตัน มูลค่า 165 ล้านบาท ปลาน้ำจืดเศรษฐกิจ ประมาณ 5,700 ตัน มูลค่า 285 ล้านบาท) ที่สำคัญจะทำให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์ในระยะยาวทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยลดการเผาฟาง ลดปริมาณคาร์บอนได้กว่า 18,529 กิโลกรัมคาร์บอน และลดการเกิดฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่า 2,750 ตัน

“กิจกรรมการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบแหล่งน้ำ รวมทั้งเพื่อให้ชุมชนเกิดความรักและความสามัคคีในการร่วมกันบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯมุ่งมั่นยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยทุกโครงการจะต้องมาจากการสะท้อนปัญหาของพี่น้องเกษตรกร”นายอัครา กล่าว

ด้านนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มุ่งหวังว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างจริงจัง และช่วยส่งเสริมเพิ่มรายได้ลดค่าครองชีพให้กับเกษตรกร ตลอดจนเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำประจำถิ่นในธรรมชาติและสัตว์น้ำที่ไม่สามารถหาพื้นที่เหมาะสมตามธรรมชาติในช่วงฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ได้ ช่วยคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ชุมชนและสร้างแหล่งอาหารโปรตีน

‘นฤมล’ถกคกก.นโยบาย พัฒนาสุกร-รักษาเสถียรภาพ

‘นฤมล’ถกคกก.นโยบาย  พัฒนาสุกร-รักษาเสถียรภาพ

‘นฤมล’ถกคกก.นโยบาย พัฒนาสุกร-รักษาเสถียรภาพ

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบสถานการณ์การผลิตเนื้อสุกรของโลกในปี 2568 จะลดลงร้อยละ 1 เป็น 115.1 ล้านตัน จากเดิมปี 2567 ผลิตได้ 116.02 ล้านตัน เนื่องจากแหล่งผลิตเนื้อสุกรลำดับต้นของโลก(จีนและสหภาพยุโรป) มีปริมาณแม่พันธุ์และการบริโภคเนื้อสุกรลดลงในปี 2567 ขณะที่สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และบราซิล มีการผลิตเพิ่มขึ้น

สถานการณ์การผลิตสุกรขุนของไทย ปี 2567 ผลิตได้ 23.46 ล้านตัว ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 14.67 หรือ 20.46 ล้านตัว เป็นผลจากการปรับตัวของฟาร์มสุกรที่ทำระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ และราคาสุกรมีชีวิตมีเสถียรภาพในปี 2566 สำหรับปี 2567 สุกรมีชีวิต มีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 72.91 บาท เนื้อสุกรชำแหละ มีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 132.26 บาท และคาดว่าปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับผลการดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร มีการปราบปรามเนื้อสุกรเถื่อนอย่างจริงจัง และตัดวงจรลูกสุกรทำหมูหัน ปี 2567 รวม 43,262 ตัว รวมถึงเปิดตลาดส่งออกสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสุกร

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบ (ร่าง) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ระหว่างกรมปศุสัตว์ และผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ 16 ราย ซึ่งมีสาระสำคัญให้หยุดการขยายฟาร์มแม่พันธุ์ใหม่ คงระดับจำนวนแม่พันธุ์สุกรให้อยู่ในระดับไม่เกิน 1.2 ล้านตัวในปี 2568 เพื่อลดความผันผวนของราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.43 น.

ก.เกษตรฯ มุ่งฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง เดินหน้า 11 มาตรการ ยกระดับการผลิต พร้อมเร่งพัฒนาสายพันธุ์และจัดการโรค

วันนี้ (20 ก.พ.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกรมประมง ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เข้าร่วม ที่ห้องประชุมพะยูน อาคารจุฬาภรณ์ ชั้น 7 กรมประมง โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2568 – 2572 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายระดับโลก และนโยบายระดับประเทศ รวมถึงสอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวม 11 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้ได้ลูกกุ้งทะเลคุณภาพ มาตรการที่ 2 การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน มาตรการที่ 3 การส่งเสริมการใช้อาหารที่เหมาะสมกับรูปแบบการเลี้ยง มาตรการที่ 4 การจัดการโรคและการป้องกันโรคในกุ้ง

มาตรการที่ 5 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มาตรการที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์สินค้ากุ้งทะเลหลังการจับ มาตรการที่ 7 การสร้างแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด มาตรการที่ 8 การบริหารจัดการข้อมูลกุ้ง มาตรการที่ 9 การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มาตรการที่ 10 การยกระดับความรู้บุคลากร ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ และมาตรการที่ 11 การสร้างเครือข่าย ความเข้มแข็ง

นายอัครา กล่าวว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายกฯ มีข้อสั่งการให้กรมประมง ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพันธุ์กุ้งอย่างจริงจัง และฟื้นฟูความเข้มแข็งด้านการเลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออกที่ไทยเคยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สามารถทำได้อีกครั้ง นอกจากนี้ในที่ประชุมฯ ได้มุ่งเน้นมาตรการที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งและการจัดการโรคกุ้ง โดยให้พิจารณาในเรื่องกิจกรรมและงบประมาณให้มีความเหมาะสม อีกทั้งยังให้ความสำคัญ และเรื่องต้นทุนการผลิตและการจัดหาแหล่งเงินทุนให้เกษตรกร

015