‘รมช.อัครา’เยี่ยมกลุ่มรักเกาะยอ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา

'รมช.อัครา'เยี่ยมกลุ่มรักเกาะยอ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา

‘รมช.อัครา’เยี่ยมกลุ่มรักเกาะยอ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.03 น.

“รมช.อัครา”เยี่ยมกลุ่มรักเกาะยอ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา และงานการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา

วันนี้ (16 ก.พ.68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องเกษตรกรกลุ่มรักเกาะยอ (กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา) โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายฐิติกร ศรีนิติวรวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 16 นายสิทธิพร เพชรศรี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสงขลา และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ กลุ่มรักเกาะยอ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มรักเกาะยอ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมประมง โดยกลุ่มมีการสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือด้านการตลาดกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงทั่วทั้งเกาะยอ สามารถควบคุมราคาตลาดปลากะพงให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดเป็นอาชีพหลักของสมาชิกด้วย

นอกจากนี้ เกษตรกรชาวประมงได้ร้องขอให้หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยบริหารจัดการเรื่องน้ำเน่าเสีย ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมชลประทานเข้ามาดูแลและบริหารจัดการน้ำในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเกาะยอต่อไป

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เดินทางไปยังโครงการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ บ้านคูวา หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามผลการดำเนินงานการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในคาบสมุทรสทิงพระ โดยการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพื้นที่หรือปรับรูปแปลงนาในลักษณะขุดคู-ยกร่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตปาล์มน้ำมัน ลดปัญหาการระบายน้ำของดิน พร้อมทั้งทำคันดินกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม

– 006

ควบคุมสารตกค้างในสัตว์และสินค้าสัตว์ ฉลุยผ่านการตรวจประเมินจาก สหภาพยุโรป

ควบคุมสารตกค้างในสัตว์และสินค้าสัตว์ ฉลุยผ่านการตรวจประเมินจาก สหภาพยุโรป

ควบคุมสารตกค้างในสัตว์และสินค้าสัตว์ ฉลุยผ่านการตรวจประเมินจาก สหภาพยุโรป

วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.01 น.

ไทยยืนยันความเข้มแข็งของระบบควบคุมสารตกค้างในสัตว์และสินค้าสัตว์ ฉลุยผ่านการตรวจประเมินจาก สหภาพยุโรป

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศความสำเร็จผลการตรวจประเมินระบบควบคุมสารตกค้างในสินค้าปศุสัตว์และประมงของไทย ระหว่างวันที่ 4-14 กุมภาพันธ์ 2568 โดยคณะผู้ตรวจประเมินจากสหภาพยุโรป พร้อมยืนยันความเข้มแข็งและมาตรฐานระดับสากลของระบบควบคุมสารตกค้างของไทย

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าการตรวจประเมินครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร โดยได้รับความร่วมมือจากกรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าไทยสามารถแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างมั่นคงต่อไป

ด้านนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่าคณะผู้ตรวจประเมินจากหน่วยงานด้านการตรวจประเมินและวิเคราะห์ด้านสุขภาพและอาหาร (Health and Food Audits and Analysis: HFAA) ภายใต้กรรมาธิการยุโรปด้านสุขภาพและความปลอดภัยอาหาร (DG SANTE) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบระบบควบคุมคุณภาพจากส่วนกลางจนถึงภูมิภาค ตลอดทั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารตกค้าง โดยตรวจสอบทั้งแผนการควบคุมและปฏิบัติงานเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลอย่างเป็นระบบ รวมถึงการแก้ไขปรับปรุงการตรวจสอบสารตกค้างให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ของ EU Regulation (EU) 2021/808 เพื่อให้มั่นใจว่าการส่งออกของไทยยังคงเป็นไปตามข้อกำหนดที่เข้มงวดของตลาดยุโรป

ทั้งนี้ คณะผู้ตรวจประเมินจากสหภาพยุโรปจะดำเนินการสรุปรายงานผลการตรวจประเมินอย่างเป็นทางการภายในสองเดือน โดยหน่วยงานไทยจะติดตามอย่างใกล้ชิดและดำเนินการตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษามาตรฐานและความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในตลาดสากลต่อไป

ส.ป.ก. ประชุมคณะกรรมการจัดงาน วันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 50 ปี ครั้งที่ 3

ส.ป.ก. ประชุมคณะกรรมการจัดงาน วันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 50 ปี ครั้งที่ 3

ส.ป.ก. ประชุมคณะกรรมการจัดงาน วันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 50 ปี ครั้งที่ 3

วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.59 น.

ส.ป.ก. ประชุมคณะกรรมการจัดงาน วันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 50 ปี ครั้งที่ 3/2568

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 50 ปี ครั้งที่ 3/2568 พร้อมด้วย นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ผู้ตรวจราชการกรม, ผู้อำนวยการ สำนัก/กอง/ศูนย์ ผู้เชี่ยวชาญ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการจัดกิจกรรม 5 ทศวรรษ ส.ป.ก. และรายงานความคืบหน้าของกิจกรรมของคณะทำงานทั้งหมด 7 คณะ ดังนี้
– คณะทำงานด้านพิธีการและประชาสัมพันธ์
– คณะทำงานฝ่ายวิชาการและนิทรรศการ
– คณะทำงานฝ่ายสถานที่
– คณะทำงานฝ่ายจำหน่ายผลิตภัณฑ์
– คณะทำงานฝ่ายต้อนรับ และอาหาร/เครื่องดื่ม
– คณะทำงานพิธีสงฆ์
– คณะทำงานฝ่ายติดตามประเมินผลการจัดงาน
ณ ห้องประชุมอาคาร 100 ปี ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และผ่านระบบประชุมทางไกลออนไลน์ Zoom Meeting

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ติดตามก่อสร้างสะพาน คสล.พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชน

'รมว.นฤมล'ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ติดตามก่อสร้างสะพาน คสล.พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชน

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ติดตามก่อสร้างสะพาน คสล.พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชน

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.14 น.

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ติดตามก่อสร้างสะพาน คสล.พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชน ด้าน ชาวบ้าน โผเข้ากอดทั้งน้ำตา ดีใจที่ได้ รมต.มาฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด 

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 12.00 น.  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่สะพานข้ามคลอง LMC บ้านสำโรง ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อพบปะประชาชน และรับฟังปัญหาความเดือดร้อน โดยมีนายวัฒนา ช่างเหลา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น,นายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น และนายพงศกรณ์ เสาร์ทน สมาชิกพรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ติดตามโครงการก่อสร้างสะพาน คสล. คลอง LMC กม.36+702 และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวายตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากสะพานข้ามคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย มีสภาพเป็นสะพานไม้ ก่อสร้างเมื่อปี 2522 มีอายุการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการชำรุดเสียหาย ซึ่งประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นทางสัญจรและลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถใช้ได้ ทั้งนี้จะมีการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความกว้างผิวจราจร 6 เมตร ความยาว 24 เมตร ในปีงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงิน 6.00 ล้านบาท ซึ่งประชาชนประมาณ  700 ครัวเรือนจะได้ใช้เป็นทางลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความคืบหน้าของโครงการแก้มลิงหนองสำโรง ที่มีปริมาณความจุเก็บกักน้ำเดิมประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน และมีวัชพืชปกคลุมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำบริเวณรอบข้าง ทำให้เก็บกักน้ำได้น้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร จึงต้องขุดลอกตะกอนดิน พร้อมก่อสร้างคันดินบดอัดแน่นผิวจราจรลูกรังบดอัดแน่น ความยาว 1.40 กิโลเมตร และก่อสร้างอาคารระบายน้ำ จำนวน 1 แห่ง อาคารท่อรับน้ำ จำนวน 2 แห่ง ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มความจุเก็บกักน้ำได้ประมาณ 420,000 ลูกบาศก์เมตร รวมเป็นความจุเก็บกักน้ำทั้งสิ้นประมาณ 820,000 ลูกบาศก์เมตร และได้เริ่มดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ม.ค.68

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวกับประชาชนที่มารอต้อนรับว่า กระทรวงเกษตรฯอยากจะมาเสริมศักยภาพให้เกษตรกรที่นี่ทำมาหากินแล้วได้รายได้สูงขึ้น จะทำอย่างไรให้เงินเหลือในกระเป๋าเยอะขึ้นตรงนี้คือโจทย์ใหญ่ของกระทรวงที่เราจะเข้ามาช่วยเหลือดูแล จึงอยากจะให้ความมั่นใจว่า เราจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี หากใีอะไรที่ต้องการให้ช่วยเหลือก็สามารถแจ้งผ่านมาทาง สส.ได้ เนื่องจากมีการประสานงานกันตลอดอยู่แล้ว

“กระทรวงเกษตรฯเรามีหน้าที่ 2 เรื่องคือ การถวายงานให้กับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพราะกรมต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรฯก็เกิดขึ้นเพราะในหลวง ร.9 และ ร.10 สานงาน นอกจากนั้นก็คือ การดูแลรับใช้เกษตรกรของพระราชา“ 

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.นฤมล ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับประชาชนถึงความต้องการ และสิ่งที่อยากให้กระทรวงเกษตรมาดูแล ซึ่งประชาชนก็ได้ฝากถึงปัญหาในพื้นที่ อาทิ การสร้างสะพาน,ปรับปรุงถนนลูกรัง,การก่อสร้างประตูปิดเปิดบริเวณเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำทะลัก โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า โครงการต่าง ๆ ที่ประชาชนต้องการนั้นได้ถูกบรรจุอยู่ในปีงบประมาณ พ.ศ.68-70 เรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงเกษตรฯจะเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนา จ.ขอนแก่น ให้เกษตรกรทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ระหว่างช่วงพูดคุยกันนั้น ได้มีประชาชนโผเข้ากอด ศ.ดร.นฤมล ด้วยน้ำตาพร้อมกล่าวว่า วันนี้ดีใจมากที่มีรัฐมนตรีผู้หญิงมารับฟังปัญหาของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด โดยตนอยากจะให้ช่วยเรื่องราคามันสำปะหลังที่ตกอยู่ในขณะนี้ ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล ก็ได้ชี้แจงว่า ไม่ต้องร้องไห้ ปัญหาเรื่องราคามันสำปะหลัง ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักเร่งแก้ปัญหาให้เกษตรกร พร้อมทั้งสั่งห้ามนำเข้ามันสำปะหลังจากต่างประเทศแล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะติดตามการดำเนินการให้อีกทางหนึ่งด้วย

‘กรมการข้าว’จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

'กรมการข้าว'จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

‘กรมการข้าว’จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.59 น.

“กรมการข้าว”จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมเปิดตัว Phayao Rainbow Rice แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ จังหวัดพะเยา

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “งานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2568” โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้กล่าวรายงาน และนายบำรุง สังข์ขาว รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ตลอดจนเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน ชาวนาอาสา และประชาชน เข้าร่วมกว่า 500 คน ณ แปลงนาศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสันป่าม่วง ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่ และเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวอย่างเหมาะสม นำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว ด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การตลาด และการบริหารจัดการกลุ่ม รวมถึงสร้างช่องทางการตลาดในการจำหน่ายข้าว ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตร เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน มีความเข้มแข็ง และมีรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ ภายในงานฯได้มีการจัดแสดงนิทรรศการด้านข้าว กิจกรรมสาธิตฝึกอาชีพ การออกร้านค้าจำหน่ายข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว การจัดแสดงวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชาวนาไทยผสานกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตลอดจนนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพะเยา

ในโอกาสเดียวกันนี้ นายอัคราได้เป็นประธานเปิดงาน “บอกรักที่แปลงข้าวหลากสี” เที่ยวพะเยา ลองแล้วจะหลงรัก Rainbow Rice มหัศจรรย์แห่งรัก โดยได้ร่วมกับสำนักทะเบียนอำเภอเมืองพะเยา จดทะเบียนสมรสคู่รัก บริเวณแปลงนาสายรุ้ง Phayao Rainbow Rice ซึ่งแปลงนาดังกล่าว กรมการข้าวได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการปลูกข้าวสรรพสีบนพื้นที่ตำบลสันป่าม่วง จำนวน 74 ไร่ โดยออกแบบเป็นรูปไดโนเสาร์และนกยูงคอเขียวไทย ซึ่งเป็นสัตว์ประจำจังหวัดพะเยา ผ่านการใช้เทคโนโลยีเป็นเกษตรประณีตช่วยให้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว และเป็นวงจรเกษตรอินทรีย์ ซึ่งผลผลิตจะเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และสามารถนำใบข้าวสรรพสีไปสกัดสารโปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุอื่น ๆ ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับรายได้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

– 006

ก.เกษตรฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เปิดจุดเช็คอิน ‘แปลงข้าวหลากสี’ พะเยา

ก.เกษตรฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เปิดจุดเช็คอิน 'แปลงข้าวหลากสี' พะเยา

ก.เกษตรฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เปิดจุดเช็คอิน ‘แปลงข้าวหลากสี’ พะเยา

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.30 น.

รมช.เกษตรฯ เปิดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงพร้อมเปิดจุดเช็คอินใหม่ ‘แปลงข้าวหลากสี’ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา

วันนี้ (14 ก.พ.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปี 2568 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนเกษตรกรทั่วไป และประชาชน เข้าร่วม ที่แปลงนาศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสันป่าม่วง ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่และเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวอย่างเหมาะสมนำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวด้านการลดต้นทุนการผลิตการเพิ่มผลผลิตการพัฒนาคุณภาพผลผลิตการตลาดและการบริหารจัดการกลุ่มรวมถึงสร้างช่องทางการตลาดในการจำหน่ายข้าวผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนมีความเข้มแข็งและมีรายได้ที่มั่นคง

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังเป็นประธานเปิดงาน “บอกรักที่แปลงข้าวหลากสี” เที่ยวพะเยาลองแล้วจะหลงรักRainBow Rice มหัศจรรย์แห่งรัก” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจังหวัดพะเยา ได้พัฒนาพื้นที่ 74 ไร่ให้เป็นแปลงเรียนรู้การปลูกข้าว 7 สีที่เป็นการต่อยอดการพัฒนากิจกรรมของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสันป่าม่วง ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรประกอบด้วยข้าวหลากหลายสายพันธุ์ที่มีสีสันแตกต่างกันไปซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็น Super Food เพิ่มมูลค่าข้าวสามารถสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรได้และภายในงานยังมีการปลูกข้าวหลากสีเป็นรูปไดโนเสาร์และนกยูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ จ.พะเยา ที่นอกจากเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีเป็นเกษตรประณีตแล้วยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับรายได้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกทั้งยังเป็นการพัฒนาแปลงนาหลากสีให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา

“การจัดงานครั้งนี้นอกจากเป็นการรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วยังเป็นการเปิดตัวแปลงข้าวหลากสีซึ่งสามารถมองเห็นสีของข้าวในแปลงได้ชัดเจนคล้ายกับสีของสายรุ้งโดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.พะเยา อีกแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวศึกษาทางด้านการเกษตรให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนโดยทั่วไปโดยในวันนี้ยังมีกิจกรรมเชิญคู่รักมาร่วมจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2568 โดยได้รับเกียรติจากคู่รักซึ่งมีความประสงค์จดทะเบียนสมรสและนายทะเบียน อ.เมือง จ.พะเยา มาดำเนินการจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ซึ่งผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีจดทะเบียนสมรสครั้งนี้และขออวยพรและแสดงความยินดีกับความรักของทุกคู่ขอให้ครองรักกันอย่างมีความสุขสมหวังตลอดไป” นายอัครา กล่าว

015

กรมประมงผลักดันนวัตกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำเน้นใช้พลังงานสะอาด

กรมประมงผลักดันนวัตกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำเน้นใช้พลังงานสะอาด

กรมประมงผลักดันนวัตกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำเน้นใช้พลังงานสะอาด

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.17 น.

รมช.เกษตรฯ อัครา หนุนกรมประมง ใช้พลังงานสะอาด ผลักดันนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

วันนี้ (14 ก.พ.) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านประมง โดยมีนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Agri-tech มาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการนำเอานวัตกรรมต่างๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมประมงจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในชื่อ “Support to upscaling and adoption of innovations and good practices on energy use efficiency in aquaculture in Thailand” ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมงได้เริ่มต้นโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร  สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และ 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์และราชบุรี ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4.ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และ 5.ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) และ 2.การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุนนโยบายสนับสนุนการให้บริการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากสตาร์ทอัพและนักลงทุน การส่งเสริม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรในการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานทดแทน และการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยผลความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 18-30% และลดต้นทุนพลังงานลงถึง 22.4-39% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งทะเลลดลงเป็น 10.1-24.3 บาท ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,291-9,433 kCO2e ต่อรอบการเลี้ยง ต่อบ่อ ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

“กรมประมง เชื่อมั่นว่านวัตกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำนี้ จะเป็นก้าวสำคัญ ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในภาคประมงของไทยต่อไป  ในอนาคต” อธิบดีกรมประมง กล่าว

015

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.49 น.

อสป. จัดกิจกรรมด้าน CSR ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568

นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) ร่วมจัดกิจกรรมด้าน CSR กับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 โดยพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568 โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วรากร  อยู่อย่างไท กรรมการองค์การสะพานปลา เป็นประธานเปิดพิธีส่งมอบฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานองค์การสะพานปลา ร่วมพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ทั้งนี้ องค์การสะพานปลาร่วมกับกองทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ เพื่อถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ประจำปี 2568 ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากระป๋อง 8,000 กระป๋อง ส่งมอบให้กับ พล.ร.ต.ประจักษ์  พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ พร้อมปล่อยขบวนรถยนต์ลำเลียงปลาฯและสิ่งของพระราชทาน ออกเดินทางจากองค์การสะพานปลาไปโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก

ทั้งนี้ ได้มีนายสุทักษ์ จิระรัตนวงศ์ รอง ผอ.องค์การสะพานปลา นางจิรฐา ฤทธิ์อร่าม หัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการประมง พร้อมคณะ ร่วมเดินทางส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน พระราชทาน โครงการตามพระราชดำริต่อตานโรคขาดสารไอโอดีน ส่วนพระองค์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก  โดยมี พล.ร.ท.อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้แทนกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ในฐานะผู้แทนโครงการส่วนพระองค์ในพื้นที่ จ.ตาก รวมถึงมีคณะครู ผู้แทนโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ , โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ท่านผู้หญิงทวี มณีนุช ,  โรงเรียนท่านผู้หญิงพรสม กุลฑลจินดา , โรงเรียนบ้านสามหมื่น , โรงเรียนชุมชนบ้านท่าสองยาง ร่วมรับมอบด้วย ซึ่งทางทัพเรือภาคที่ 1 ได้มีการจัดส่งตามที่สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กำหนดแผนการแจกจ่ายส่งมอบ ผ่านหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปยังโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งสิ้น 44 แห่ง เป็นที่เรียบร้อย

015

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.28 น.

กรมชลประทาน  เดินหน้าโครงการจ้างแรงงานช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2568 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ ตั้งเป้าจ้างแรงงานทั่วทุกภาค สร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 84,716 คน

วันนี้ (14 ก.พ.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2568 ว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ตามนโยบายการช่วยเหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและประชาชน  โดยในปี 2568 มีแผนจ้างแรงงานทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติงานด้านซ่อมแซม  บำรุงรักษา ขุดลอก  ปรับปรุงงานชลประทาน  ก่อสร้างระบบส่งน้ำและแหล่งน้ำเพื่อชุมชน  ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จำนวน 84,716 คน  ระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568  จนถึงขณะนี้ทั่วประเทศ  มีการจ้างแรงงานไปแล้วกว่า  21,022 คน  หรือคิดเป็นร้อยละ 24  ของแผนฯ ยังสามารถจ้างแรงงานให้ครบตามเป้าที่กำหนดได้อีกประมาณ 63,000 คน

ทั้งนี้ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจ้างแรงงาน ดังนี้ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรในพื้นที่ หรือสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน  รวมถึงประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ซึ่งหากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ จะพิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

กรมชลประทาน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสมัครรับจ้างแรงงานชลประทานตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460  ได้ตลอดเวลา

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย  สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุม Multilateral Meeting: Centre for the Fourth Industrial Revolution(C4IR) ในประเทศไทย พร้อมด้วย รมว.ต่างประเทศ CEO ภาคเอกชนไทย และผู้แทน World Economic Forum โดยหารือถึงแนวทางการจัดตั้งศูนย์ฯ ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการปฏิรูประบบอาหารและภาคการเกษตรเพื่อรับมือและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยี ขับเคลื่อนการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ประเทศไทยยินดีสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ C4IR เพราะถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้ภาคเกษตรมีภูมิคุ้มกันตลอดจนสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงอาหาร อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ฯ ต้องอาศัยความร่วมมือของภาคเอกชนไทย และหารือในกระบวนการภายในประเทศต่อไป

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ร่วมมือและรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การระหว่างประเทศต่างๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น GIZ FAO และ ADB ในเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เกษตรกรไทยเกิดภูมิคุ้มกัน สามารถทำการเกษตรท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ได้ ซึ่งระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น โครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เพื่อเพิ่มความยั่งยืนและการฟื้นตัวของพื้นที่สูง โดยได้รับงบประมาณกองทุนเพื่อการลดความยากจนของรัฐบาลญี่ปุ่น ดำเนินการโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งมี จ.น่าน เป็นพื้นที่เป้าหมาย เพราะเป็นพื้นที่เผชิญปัญหาการชะล้างพังทลายของดินและการขาดแคลนน้ำ

“การจัดตั้งศูนย์ C4IR ที่ประเทศไทย จะเป็นการเปิดโอกาสสำคัญให้หน่วยงานของไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ประสบการณ์ แนวปฏิบัติ และบทเรียนที่ผ่านมาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตรสู่ความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่าย C4IR ของประเทศอื่น แน่นอนว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น การพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับภาคการเกษตรไทย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว