‘อัครา’ดันกุ้งทะเล เป็นวาระแห่งชาติ จ่อใช้11มาตรการ มุ่งยกระดับกุ้งไทย

‘อัครา’ดันกุ้งทะเล  เป็นวาระแห่งชาติ  จ่อใช้11มาตรการ  มุ่งยกระดับกุ้งไทย

‘อัครา’ดันกุ้งทะเล เป็นวาระแห่งชาติ จ่อใช้11มาตรการ มุ่งยกระดับกุ้งไทย

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2568 ที่กรมประมง โดยที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2568–2572 ซึ่งกรมประมงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาด้านกุ้งทะเล และต้องการผลักดันการแก้ปัญหากุ้งทะเลให้เป็นวาระแห่งชาติ จึงจัดประชุมหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง จัดทำกิจกรรม/โครงการ และยกร่างมาตรการสำคัญเพื่อแก้ปัญหากุ้งทะเลตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งทะเลของประเทศไทย11 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 การพัฒนาลูกพันธุ์คุณภาพสูง มาตรการที่ 2 การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน มาตรการที่ 3 การควบคุมคุณภาพอาหารกุ้ง มาตรการที่ 4 การจัดการโรคและการป้องกันโรคในกุ้ง มาตรการที่ 5 การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและการถนอมคุณภาพ

มาตรการที่ 6 การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและแปรรูปสินค้ากุ้งทั้งในและต่างประเทศ มาตรการที่ 7 การสร้างแบรนด์ และเพิ่มช่องทางการตลาด มาตรการที่ 8 การบริหารจัดการข้อมูลกุ้ง
มาตรการที่ 9 การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มาตรการที่ 10 การยกระดับความรู้บุคลากร ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ และมาตรการที่ 11 การสร้างเครือข่ายความเข้มแข็ง ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและพิจารณารายละเอียดของมาตรการ เพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทย

‘อิทธิ’เดินหน้ามาตรการ ป้องกัน-แก้ฝุ่นPM2.5ภาคเกษตร

‘อิทธิ’เดินหน้ามาตรการ  ป้องกัน-แก้ฝุ่นPM2.5ภาคเกษตร

‘อิทธิ’เดินหน้ามาตรการ ป้องกัน-แก้ฝุ่นPM2.5ภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการปัญหาละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร โดยมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นPM2.5 ในประเทศที่มีความรุนแรงมากขึ้น และรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอแนวทาง และมาตรการที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างรอบครอบ และเร่งด่วน ตลอดจนยกระดับมาตรการในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยจะนำร่างคำสั่งดังกล่าวเสนอ รมว.เกษตรฯ เพื่อลงนามเห็นชอบ ต่อไป

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รายงานข้อมูลสถานการณ์จุดความร้อน(Hot Spot) ข้อมูลจากดาวเทียม ดังนี้ 1.จุดความร้อนสะสม แบ่งตามพื้นที่ความรับผิดชอบ วันที่ 1-27 มกราคม 2568 พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรม 6,333 จุด (51.24 % ของทั้งหมด) แบ่งเป็น พื้นที่การเกษตร 4,207 จุด (34.04% ของทั้งหมด) และในเขต ส.ป.ก.2,126 จุด(17.20% ของทั้งหมด) 2.จุดความร้อนสะสม ตามการใช้ประโยชน์ที่ดินวันที่ 1-27 มกราคม 2568 พบจุดความร้อนในพื้นที่นาข้าว 3,563 จุด (28.83%ของทั้งหมด) ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดและไร่หมุนเวียน 568 จุด (4.60% ของทั้งหมด) ในพื้นที่ปลูกอ้อย 1,046 จุด (8.46% ของทั้งหมด) ในพื้นที่การเกษตรอื่น 1,774 จุด (14.35% ของทั้งหมด) พื้นที่ป่า 4,238 จุด (34.29% ของทั้งหมด) และ อื่นๆ 1,170 จุด (9.47% ของทั้งหมด)

นอกจากนี้ นายอิทธิได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง มาตรการบริการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)ภาคการเกษตร ประกาศเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 โดยได้กำหนดคุณสมบัติเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริม สนับสนุน การช่วยเหลือจะต้องไม่เผาในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง หากเกษตรกรรายใดมีการเผาในพื้นที่จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เป็นระยะเวลา 2 ปี (ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2568-30 พฤษภาคม 2570) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ของเกษตรกร จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ทุก 15 วัน ให้กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อตรวจสอบพื้นที่เผาไหม้ของเกษตรกรต่อไป

รมว.เกษตรฯปลื้มนร. ใช้นวัตกรรมช่วยผู้ปลูกข้าว

รมว.เกษตรฯปลื้มนร.  ใช้นวัตกรรมช่วยผู้ปลูกข้าว

รมว.เกษตรฯปลื้มนร. ใช้นวัตกรรมช่วยผู้ปลูกข้าว

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังการนำเสนอผลงานโครงการ Future of Life จากนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา และโรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.นานา คึนเคล ผอ.และผู้ประสานงานกลุ่มเกษตรและความปลอดภัยด้านอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (Dr. Nana Kuenkel : Cluster Director Coordinator – Agriculture and Food Cluster GIZ) นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผอ.กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และผู้แทนกรมการข้าว เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่เยาวชนไทย สนใจทำโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถเพาะปลูกข้าวคาร์บอนต่ำลดโลกร้อน ซึ่งได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยชาวนาทำเกษตรกรรมได้สะดวกและมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับเยาวชนที่สนใจด้านเกษตรกรรม โดยมีโครงการสนับสนุนเยาวชนไทยให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) ให้อยู่ในห่วงโซ่การเกษตรทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม การตลาดให้มากขึ้น นอกจากนี้ ขอฝากกรมการข้าว ผลักดันผลงานของนักเรียนให้กระจายสู่ชุมชน และขอขอบคุณ GIZ ที่สนับสนุนผลงานของเยาวชนไทย

สำหรับโครงการ Future of good Life เป็นโครงการส่งเสริมเกษตรกรและชุมชนให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมปลูกข้าวลดคาร์บอน เน้นการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้น้ำสำหรับเพาะปลูก ด้วยการใช้เทคนิคการปลูกข้าวเปียกสลับแห้ง (AWD) และนำท่อ PVC เจาะรูรอบท่อ ฝังลงดิน เพื่อวัดระดับน้ำด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic) ผ่านอุปกรณ์ที่มีชื่อว่า “Rice Sense”

‘นฤมล’มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57%

'นฤมล'มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57%

‘นฤมล’มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57%

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.17 น.

‘นฤมล’มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57% พร้อมเร่งแก้โรคมือเท้าปากเปื่อยในโค ตั้งเป้าลุยขยายตลาดส่งออกจีน

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจากที่ได้เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า เราได้มีโอกาสพบกับ ดร.ซุน เหมยจุน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และได้พูดคุยถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าผลไม้จากประเทศไทยไปยังจีนว่า มีการดำเนินการอะไรไปบ้าง เพราะจีนนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 และทุเรียนเป็นสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด จึงจำเป็นจะต้องดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเราส่งออกทุเรียนไปจีนเฉลี่ยปีละ 1.3-1.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าในปี 2568 นี้ไทยจะส่งออกทุเรียนไปจีนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งทุเรียนไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 57% และผู้บริโภคจีนยัดงให้การยอมรับทุเรียนไทยมาก

นางนฤมล กล่าวต่อว่า การดูแลผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่ได้รับรายงานถึงปัญหาในการพบสารปนเปื้อน ตนจึงให้กรมวิชาการเกษตรออกประกาศให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และเรียกฟรุตบอร์ดสั่งการเร่งด่วนให้ตรวจสอบสาร Basic Yellow 2 (BY2) แคดเมียม และหนอนในสินค้า พร้อมเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการตรวจสอบ (แล็บ) ที่จะสามารถตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าจะไม่มีสารปนเปื้อนในทุเรียน

“ตอนนั้นมีแล็บที่มีความพร้อม 4-5 รายที่ให้การตรวจสอบได้ แต่ปัจจุบันจำนวนห้องแล็บเริ่มมีจำนวนมากขึ้น พร้อมที่จะให้ตรวจสอบสินค้าได้แล้ว เพราะได้มอบนโยบายให้กับกรมวิชาการเกษตร ในการเร่งตรวจสอบให้มีความเร็วขึ้น และเพิ่มจำนวนแล็บในการรองรับการตรวจสอบ เพราะทุเรียนถือว่าเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท และเชื่อว่าจะมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล ยังกล่าวต่อด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความพยายามที่จะเปิดตลาดโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนตั้งแต่ปี 2562 และส่งรายงานให้กับ GACC หน่วยงานของจีน ซึ่งได้มีการสอบถามมายังประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ได้มีการรายงานให้ทราบถึงความคืบหน้าว่า ประเทศไทยได้มีการเตรียมพื้นที่ค่ายกักกันโรค สำหรับโคมีชีวิตเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโคมีชีวิตจะไม่ติดโรคก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งพื้นที่กักกันเราได้ใช้พื้นที่จังหวัดเชียงราย และเมื่อระยะเวลาในการกักกันครบ มีการตรวจโรค เราจะนำโคมีชีวิตขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือ ล่องแม่น้ำโขงและขึ้นที่ท่าเรือคลองจีน และอีกช่องทาง คือ ผ่านการขนส่งทางรถไฟ จากกรุงเทพฯ-หนองคาย-สปป.ลาว-จีน ซึ่งทางหน่วยงานจีนได้รับทราบและอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยง และรอความเห็นจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯของจีน

“ตอนนี้อยู่ระหว่างรอรับการประเมินผลของจีนว่าจะตอบรับหรือให้ความคิดเห็นอย่างไร เพื่อให้เราสามารถส่งโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนได้ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดจีนมีความต้องการสินค้าดังกล่าวสูงมาก แต่ประเทศไทยยังติดปัญหาประเทศที่อยู่ในลิสต์ของการติดโรคระบาดของมือเท้าปากเปื่อยในสัตว์ ซึ่งการที่จะนำประเทศไทยออกจากลิสต์ เป็นเรื่องที่ยาก แต่ล่าสุดได้มีการประชุม Beef Board เห็นชอบให้เร่งหางบประมาณเพื่อนำวัคซีนฉีดให้สัตว์เพื่อป้องกันโรคได้ 100% ซึ่งที่ผ่านมาวัคซีนป้องกันโรคได้เพียง 50-60% ซึ่งต้องยอมรับว่า งบประมาณที่ได้แต่ละปียังไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างการผลักดันต่อไป“ นางนฤมล กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมช.อิทธิฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมช.อิทธิฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมช.อิทธิฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.40 น.

17 กุมภาพันธ์ 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ชุติพนธ์ ศิริมงคลรัตน์ ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน นายพินิจ สวัสดิรักษา ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา นายสุราษฎร์ สัทธิง ปศุสัตว์จังหวัดสตูล และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามคณะ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อรับทราบผลการปฏิบัติงานของด่านกักกันสัตว์สงขลา ด่านตรวจพืชสะเดา และศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมง เขต 8 (สงขลา) ในการนี้ได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าศุลกากร (ขาออก) ณ ด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

กรมปศุสัตว์ โดยนายณัฐชัย วรสุทธิ์ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สงขลา ได้รายงานผลการปฏิบัติงานว่า การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านด่านศุลกากรสะเดาและปาดังเบซาร์เติบโตต่อเนื่อง ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีสินค้าหลัก ได้แก่ โค-กระบือมีชีวิต เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง ไข่ไก่เพื่อการบริโภคส่งออกไปสิงคโปร์ผ่านมาเลเซีย  ส่วนโค-กระบือมีชีวิตผ่านด่านชายแดนใต้ยังมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ ในส่วนการส่งออกกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ขณะที่ Dog Chews และ Pet Treats มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความนิยมของสินค้ากลุ่มนี้ในตลาดต่างประเทศ โดยทั้งด่านศุลกากรสะเดาและด่านศุลกากรปาดังเบซาร์มีบทบาทสำคัญในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าพัฒนามาตรฐานคุณภาพสินค้า และเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมส่งออก

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง และโค-กระบือมีชีวิต หากสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพ ไทยจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในภูมิภาคอาเซียนได้ในระยะยาว โดยกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังผลักดันมาตรการเพิ่มขีดความสามารถด้านส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมโรคสัตว์ หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึด ซากสัตว์ลักลอบนำเข้า 

-(016)

‘กรมที่ดิน’อำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service

'กรมที่ดิน'อำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service

‘กรมที่ดิน’อำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.38 น.

กรมที่ดินอำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service ฉลองครบรอบ 124 ปี กรมที่ดิน

กรมที่ดินมอบของขวัญวันคล้ายวันสถาปนากรมที่ดิน ครบรอบ 124 ปี (17 กุมภาพันธ์ 2568) เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า กรมที่ดินได้จัดทำระบบการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ผ่านแอปพลิเคชัน SmartLands  ที่เป็นการอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางของประชาชน สร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

1.เป็นบุคคลธรรมดา มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน มีความประสงค์ขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์เฉพาะโฉนดที่ดิน (ที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง) โดยยื่นคำขอในเว็ปแอปพลิเคชั่นผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือได้ทั้งระบบ Android และ IOS ทุกวันและทุกเวลาที่ระบบเปิดใช้งาน

2.ลงทะเบียนและเข้าใช้งานในระบบทางเว็ปไซต์ https://eservice.dol.go.th หรือลงทะเบียนผ่าน Smartlands Application เลือกเมนู “ขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์”

3.กรอกคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และชำระเงินผ่าน Mobile Banking หรือตู้ ATM ที่รองรับ QR code เท่านั้น เมื่อระบบตรวจสอบการชำระเงินแล้ว จึงสามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่าน E-mail ที่ลงทะเบียนไว้  หากยื่นคำขอและชำระเงินก่อนเวลา 15.00 น.สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้หลังเวลา 15.00 น.ของวันที่ยื่นคำขอฯ และหากชำระเงินหลังเวลา 15.00 น.สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ในวันถัดไป กรณีข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์

4.ค่าธรรมเนียมในการให้บริการเรียกเก็บตามกฎหมายอัตราปกติเช่นเดิม เนื่องจากอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ เพื่อพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียม หรือมีค่าบริการเพิ่มเติมกรมที่ดินจะประกาศให้ทราบต่อไป

กรมที่ดินมุ่งมั่นพัฒนาบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และใช้งานง่าย (User Friendly) โดยประชาชนสามารถดำเนินการได้เองจากทุกที่ ลดภาระการเดินทางไปสำนักงานที่ดิน เป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

‘นฤมล’ขยายศักยภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

‘นฤมล’ขยายศักยภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

‘นฤมล’ขยายศักยภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีของกลุ่มนาแปลงใหญ่ โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และเกษตรกร เข้าร่วม ที่โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมองค์ความรู้การผลิตเมล็ดข้าวอย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวคุณภาพในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และยกระดับคุณภาพข้าวไทยในเวทีการแข่งขันทางการตลาดโลกแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญ คือการเพิ่มรายได้เกษตรกร ตลอดจนการสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร ตามนโยบายภาคการเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

สำหรับ “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปี 2568” กรมการข้าว ได้จัดงานขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกรด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนยกระดับคุณภาพข้าวไทยในการแข่งขันทางการตลาดระดับโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 64.08 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 43.38 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด โดย จ.หนองบัวลำภู มีพื้นที่ทำนาประมาณ 740,000 ไร่ หรือ ร้อยละ 48 ของพื้นที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรรวมทั้งจังหวัด

รองปลัดฯร่วมประชุม กรรมการพุทธสถานฯ รับทราบการดำเนินการ สอดคล้องวิถีพระวัดป่า

รองปลัดฯร่วมประชุม  กรรมการพุทธสถานฯ  รับทราบการดำเนินการ  สอดคล้องวิถีพระวัดป่า

รองปลัดฯร่วมประชุม กรรมการพุทธสถานฯ รับทราบการดำเนินการ สอดคล้องวิถีพระวัดป่า

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นผู้แทน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการโครงการพุทธสถานทรัพยากรเฉลิมพระเกียรติวัดป่าดานวิเวก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งที่ 1/2568 ที่สำนักงานองคมนตรี ชั้น 1 ทำเนียบองคมนตรี โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส เป็นประธานการประชุม และนายอำพน กิตติอำพนองคมนตรี ประธานกรรมการ เป็นประธานการประชุมร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานผลการดำเนินงานของโครงการฯ รับทราบ 6 เรื่อง ได้แก่ การจัดพิธีบุญประทายข้าวเปลือก ปี 2567-2568 ที่วัดป่าดานวิเวก จ.บึงกาฬ การดูแลและใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า การสำรวจบัญชีพรรณไม้และพื้นที่ป่า การศึกษาสรรพคุณทางยาของพืชสมุนไพรและการใช้ประโยชน์ และการดำเนินกิจกรรมสนับสนุนเด็กและเยาวชน และเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ได้แก่ การขอพระราชทานผ้าขาว การขอถุงพระราชทาน และการดำเนินกิจกรรมสนับสนุนเด็กและเยาวชน โดยมติที่ประชุมเห็นชอบตามที่ฝ่ายเลขาฯ นำเสนอ และให้นำข้อแนะนำขององคมนตรี ไปปรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยประธานองคมนตรี เน้นย้ำการดำเนินโครงการฯ ที่สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติของพระสายวัดป่า ที่เน้นการฝึกปฏิบัติ และใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ทั้งนี้ องคมนตรี จะขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายรายงานความก้าวหน้าโครงการฯ ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทต่อไป

3รมต.เกษตรฯถกสำนักงบฯ วางกรอบด้านการพัฒนาเกษตร

3รมต.เกษตรฯถกสำนักงบฯ  วางกรอบด้านการพัฒนาเกษตร

3รมต.เกษตรฯถกสำนักงบฯ วางกรอบด้านการพัฒนาเกษตร

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ร่วมกับสำนักงบประมาณ โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ นายอัคราพรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.ส.มัทนา เจริญศรี รองผอ.สำนักงบประมาณ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

สำหรับปีงบประมาณ 2569 กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้ 3 นโยบายสำคัญ คือ 1.นโยบายการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ และการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ 2.นโยบายเร่งด่วน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การยกระดับการทำเกษตรให้ทันสมัย การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้าง และ 3.นโยบายระยะกลางและระยะยาว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการน้ำ การสานต่อนโยบาย Carbon Neutrality การปฏิรูประบบราชการ การยกระดับการบริการภาครัฐ และการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเจรจาการค้าเสรี อีกทั้งยังมุ่งเน้นดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ 9 นโยบาย

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง โดยเน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และบูรณาการในมิติสินค้า 14 สินค้า ที่สอดคล้องกับ IGNITE THAILAND : AGRICULTUARL HUB ได้แก่ ข้าว กาแฟ กุ้ง โคเนื้อ ทุเรียน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย ถั่วเหลือง โกโก้ ไก่เนื้อ และหม่อนไหม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีปัจจัยพื้นฐานทั้งในเรื่องน้ำ ดิน และปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของแหล่งน้ำ ซึ่งในหลายพื้นที่น้ำยังเข้าไม่ถึง และควรให้ความสำคัญกับโครงการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงทั้ง 14 สินค้าที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องการบูรณาการงานในมิติพื้นที่ รวมถึงภารกิจอื่น อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าอัตลักษณ์ด้านหม่อนไหม และการยกระดับระบบประเมินเพื่อป้องกันความเสี่ยงภาคสหกรณ์ ซึ่งต้องเร่งพัฒนาทุกเรื่องเพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านการผลิตและการส่งออกด้วย

ด้านนายอิทธิ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายของรัฐบาล รวมถึงต้องการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ขณะที่นายอัครา กล่าวว่า ได้ทำงานกับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเห็นปัญหาต่างๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขและพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเร่งด่วน จึงขอให้สำนักงบประมาณ ช่วยพิจารณางบประมาณเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ให้สำเร็จตามเป้าหมายต่อไป

‘อิทธิ’มอบโฉนดการเกษตร เขตปฏิรูปฯที่หนองบัวลำภู

‘อิทธิ’มอบโฉนดการเกษตร  เขตปฏิรูปฯที่หนองบัวลำภู

‘อิทธิ’มอบโฉนดการเกษตร เขตปฏิรูปฯที่หนองบัวลำภู

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองบัวลำภู 1,125 ราย รวม 1,302 แปลง เนื้อที่ประมาณ 16,636 ไร่ ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.นากลาง อ.นาวัง อ.ศรีบุญเรือง และ อ.สุวรรณคูหา ที่โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดในการเข้าถึงโอกาสการให้บริการของภาครัฐ โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มมากขึ้น เกษตรกรมีทางเลือกในการพัฒนาที่ดินและพัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สำหรับ จ.หนองบัวลำภู มีเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1.18 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินได้ เนื้อที่ประมาณ 966,557 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ทั่ว จ.หนองบัวลำภู 6 อำเภอ 44 ตำบล โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้วทั้งสิ้น 85,109 ราย 100,198 แปลง เนื้อที่ประมาณ 955,220 ไร่ และดำเนินการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรแล้ว 4,850 ราย 5,724 แปลง เนื้อที่ประมาณ 76,782 ไร่