‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมตรวจสอบรายงานการเงินกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

'อธิบดีกรมการข้าว'ประชุมตรวจสอบรายงานการเงินกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมตรวจสอบรายงานการเงินกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.13 น.

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมปิดตรวจสอบรายงานการเงินของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช กรมการข้าว สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 และประชุมเปิดตรวจสอบรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 ของกรมการข้าว โดยมี นางสาววันทนีย์ สุขสมบูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่ม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 11 และคณะ เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่/บุคลากรผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ข้าว ชั้น 1 อาคารกรมการข้าว

– 006

ไทย-ญี่ปุ่นเดินหน้าร่วมมือด้านเกษตร

ไทย-ญี่ปุ่นเดินหน้าร่วมมือด้านเกษตร

ไทย-ญี่ปุ่นเดินหน้าร่วมมือด้านเกษตร

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับ ดร.ฮางิวาระ ฮิเดกิ ที่ปรึกษารองอธิบดีกรมสิ่งแวดล้อม การส่งออกและกิจการระหว่างประเทศ (Dr. Hagiwara Hideki : Counsellor Deputy Director-General for Environment, Export and International Affairs Bureau) พร้อมคณะ ว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ภายใต้กรอบทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) ครั้งที่ 15 ในเดือนมิถุนายน 2568 ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งแจ้งว่าหน่วยงาน National Agriculture and Food Research Organization (NARO) ประเทศญี่ปุ่น สนใจที่จะมีความร่วมมือในการลดการเผา (Burning crop) กับกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับกรอบอาเซียน-ญี่ปุ่น ฝ่ายญี่ปุ่นยินดีที่จะสนับสนุนการดำเนินโครงการที่อยู่ภายใต้แผนความร่วมมือสีเขียวอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan MIDORI Cooperation Plan)ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้ความสำคัญกับการปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร นอกจากนี้ ฝ่ายไทยขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นพิจารณาการขอเปิดตลาดส้มโอและมะม่วงสดทุกสายพันธุ์ของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 3 ของไทย ในระหว่างปี 2564-2566 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 7.65 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลกซึ่งฝ่ายไทยได้เปรียบดุลการค้ากับญี่ปุ่นมาโดยตลอด สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสปรุงแต่ง อาทิ แกงไก่ที่บรรจุกระป๋อง 2.ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสแช่แข็ง 3.อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 4.ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง อาทิ ปลาทูน่ากระป๋อง และ 5.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค

สวพส.สร้างชุมชนสีเขียว ชูไม่เผาลดหมอกควันพื้นที่สูง

สวพส.สร้างชุมชนสีเขียว  ชูไม่เผาลดหมอกควันพื้นที่สูง

สวพส.สร้างชุมชนสีเขียว ชูไม่เผาลดหมอกควันพื้นที่สูง

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.กล่าวว่า ในปี 2566 มีจุดความร้อนสะสมในพื้นที่ดูแลของ สวพส.8 จังหวัด มากถึง 7,836 จุด ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง ซึ่งทุกภาคส่วนจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ และที่เห็นเป็นประจำทุกปี คือการพ่นน้ำ การดับไฟป่า การจัดทำแนวกันไฟ และอีกหลายๆ กิจกรรม จากปัญหาดังกล่าว สวพส.ได้ขยายองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ทั้งการทำการเกษตรแบบไม่เผา โดยการจัดพื้นที่รายแปลงที่เหมาะสม เน้นการใช้พื้นที่น้อยให้มีรายได้มาก ใช้พืชผักที่ขายได้ในราคาสูงและทำได้ตลอดทั้งปี สวพส.ได้ดำเนินงานการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยส่งเสริมการปลูกไม้ผลและกาแฟใต้ร่มเงาในพื้นที่ป่า และการประสานกับหน่วยงานภาคีในการช่วยเหลือชุมชนบนพื้นที่สูงให้มีวิถีชีวิตที่ดีและพอมีพอกินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ เมื่อชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีเวลาที่จะดูแลป่าไม้ที่อยู่รอบชุมชนมากขึ้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ทำการเกษตรที่มีไม้ยืนต้น ไม่บุกรุกทำลายป่า โดยการทำเกษตรแบบไม่เผา ส่งผลให้ในปี 2567 นี้ จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่การดูแลของ สวพส.8 จังหวัด รวม 5,137 จุด ลดลงถึง 34% เมื่อเทียบกับปี 2566

สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสบโขง ต.แม่หลอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ดำเนินการโดย สวพส.ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรให้สอดคล้องกับธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย สวพส.เริ่มดำเนินงานด้วยการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสร้างความคุ้นเคยกับผู้นำชุมชนและชาวบ้าน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการหลวงที่เน้นการพัฒนาพื้นที่สูงในทุกมิติ ตั้งแต่การทำเกษตรกรรมที่ไม่เผา การจัดการพื้นที่แปลงเกษตรอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการปลูกพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา ในปี 2567 พื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสบโขงพบจุดความร้อน (Hotspot) เพียง 1 จุด ชุมชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถทำเกษตรกรรมที่สร้างรายได้ให้ตลอดทั้งปีโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“การดำเนินงานของ สวพส.ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่สมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังสะท้อนถึงความสำเร็จในการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและป่าอย่างกลมกลืน ซึ่งสิ่งนี้เป็นความตั้งใจของ สวพส.ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีเป้าหมายในการรักษาสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของชุมชนบนพื้นที่สูงต่อไป” นายวิรัตน์ กล่าว

รองปลัดฯประชุมคกก. พัฒนาเกลือทะเลไทย

รองปลัดฯประชุมคกก. พัฒนาเกลือทะเลไทย

รองปลัดฯประชุมคกก. พัฒนาเกลือทะเลไทย

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรฯ และผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ รวมถึงการบริหารจัดการสต๊อกเกลือทะเล สำหรับปีการผลิต 2567/68 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนปฏิบัติการพัฒนาเกลือทะเล ปีงบประมาณ 2566-2570 ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนงานสำคัญ ได้แก่ 1.การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานเกลือทะเลไทย 2.การพัฒนาเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3.การพัฒนาระบบการตลาด 4.การจัดระบบการผลิตอย่างยั่งยืน และ 5.การบูรณาการส่งเสริมและพัฒนาเกลือทะเลไทย

กรมชลฯคุมเข้ม บริหารน้ำฤดูแล้ง ใช้อย่างประหยัด จัดหาน้ำสำรอง

กรมชลฯคุมเข้ม  บริหารน้ำฤดูแล้ง  ใช้อย่างประหยัด  จัดหาน้ำสำรอง

กรมชลฯคุมเข้ม บริหารน้ำฤดูแล้ง ใช้อย่างประหยัด จัดหาน้ำสำรอง

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 57,673 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 76% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 33,731 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 18,939 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 12,243 ล้าน ลบ.ม. จนถึงขณะนี้ทั้งประเทศมีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 12,294 ล้าน ลบ.ม. (42% จากแผนฯ) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจัดสรรน้ำไปแล้ว 4,009 ล้าน ลบ.ม. (45% จากแผนฯ) ด้านผลการเพาะปลูกพืชทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วรวม 7.95 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 5.97 ล้านไร่

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศเดินหน้าบริหารจัดการน้ำตามแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งอย่างเคร่งครัด พิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ด้วยความประณีต ควบคู่ไปกับการจัดหาแหล่งน้ำสำรองและเก็บกักน้ำให้มากที่สุด ตลอดจนขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการใช้งานในทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้าเป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ร่วมงานเชิดชูเกียรติ’วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568’

'อธิบดีทวีศักดิ์'ร่วมงานเชิดชูเกียรติ'วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ร่วมงานเชิดชูเกียรติ’วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.53 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานเชิดชูเกียรติ “วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” โชว์พลังเครือข่ายหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินสู่เกษตรกรไทยด้วยวิถีพอเพียง พร้อมเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน ลดต้นทุนการผลิต และสร้างอาหารปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” โดยมี นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นายเกียรติปราโมทย์ ฉายศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินและหมอดินอาสา เข้าร่วม ณ ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Video conference application zoom ไปยังสถานีพัฒนาที่ดินตัวแทน 5 ภาค และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ และถ่ายทอดสด (Live) ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่หมอดินอาสา อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้หมอดินอาสาในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา โดยกิจกรรมภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นการสร้างแบรนสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หมอดินอาสาเป็นกลไกการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดรายได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย จึงขอชื่นชมหมอดินอาสาทุกท่าน ที่ท่านทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่หวังผลตอบแทน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญของกลไกการพัฒนาด้านการเกษตร และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินที่ร่วมมือกันพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลกนำไปใช้เป็นต้นแบบโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้ทั่วโลกสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืนตามแบบอย่างหมอดินอาสาของประเทศไทย

“การจัดงานวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568 ในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการรวมพลังสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และหมอดินอาสาทั่วประเทศ อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับ เพิ่มรายได้ และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายหมอดินอาสาที่ตั้งเป้าให้มีความปราดเปรื่องในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย” นายอัครา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้ริเริ่มโครงการ “หมอดินอาสา” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ปัจจุบันมีหมอดินอาสา จำนวน 77,777 คน ซึ่งความสำเร็จของหมอดินอาสา ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลก นำไปขยายเป็นโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อเป็นแนวทางให้ทั่วโลกนำไปเป็นต้นแบบในการสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืน และด้วยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินจึงกำหนดให้วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันหมอดินอาสา เพื่อเชิดชูเกียรติแก่หมอดินอาสาที่เสียสละทุ่มเททำงานเคียงคู่กับเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินและสร้างคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนมาอย่างยาวนาน

ผู้บริโภคเฮ! ไข่ไก่ปรับลดราคาลงแผงละ 6 บาท มีผลวันนี้

ผู้บริโภคเฮ! ไข่ไก่ปรับลดราคาลงแผงละ 6 บาท มีผลวันนี้

ผู้บริโภคเฮ! ไข่ไก่ปรับลดราคาลงแผงละ 6 บาท มีผลวันนี้

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.49 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด 

ประกาศแจ้งสมาชิก ลดราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 20 สต. หรือแผงละ 6 บาท เหลือฟองละ 3.40 บาท มีผลตั้งแต่วันนี้ (10 ก.พ.) ส่งผลให้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม น้ำหนัก 20.5 กก.ขึ้นไป จากปัจจุบันฟองละ 3.60 บาท อยู่ที่ฟองละ 3.40 บาท

ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

ลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น  เร่งรัดบริหารจัดการ  เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา  ให้ตระหนักถึงโทษ

ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่าได้เตรียมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ภาคการเกษตร ในระดับพื้นที่ รวมทั้งมาตรการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ไม่เผา จะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากทางภาครัฐ นอกจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในระดับภูมิภาค เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงโทษของการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ด้วย

ส่วนผลการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พบว่าภายหลังปฏิบัติการฝนหลวง
ค่าความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีแนวโน้มลดลง ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจากการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด พบว่าอันดับของ กทม.จากเดิมที่มีค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 168 (อันดับที่ 14) เปลี่ยนเป็นค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 134 (อันดับที่ 21) แสดงว่า กทม.เป็นเมืองที่มีค่ามลพิษทางอากาศลดลง เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มคุณภาพอากาศภาพรวมในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จะดีขึ้นตามลำดับก็ตาม แต่ยังต้องขอความร่วมมือจากประชาชนและเกษตรกร ร่วมกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลภาวะและฝุ่นละอองในอากาศรวมทั้งลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ  ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมถก : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ โดยเสนอถึงความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ซึ่งไทยได้ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและแนวทางในการผลักดันให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

ศ.ดร.นฤมล ได้นำเสนอในที่ประชุม ว่าประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงเกษตรกรไทยที่สูงวัย
มากขึ้น ทำให้ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพทำนา ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้นำรูปแบบการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง มาทดลองโดยเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 25-40ลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 50 และช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งจะสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต และยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

“สิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้ของเกษตรกรถึงประโยชน์ของการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนานาประเทศที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP 26 การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายเกษตรกร
รุ่นใหม่ เช่น Smart Farmers/ Young Smart Farmers/ Agricultural Village Volunteer เพื่อขยายผลองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุน คือโครงสร้างพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง ทั้งในเรื่องของชลประทาน ตลอดจนการปรับหน้าดินของแปลงนา โดยปัจจุบัน เรามีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ประการแรก คือ การสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตแบบดั้งเดิมให้เป็นการผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

นอกจากนี้การยกระดับภาคเกษตรไทยให้เป็นเกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลก ผลักดันแนวคิด ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยภาครัฐ นำเทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-Tech) มาใช้ เพื่อให้คนในภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ เร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร มีเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ คำนึงถึงการรองรับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมอบนโยบายให้กรมพัฒนาที่ดิน ประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกร หยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น รณรงค์การไถกลบตอซัง ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.2 และรณรงค์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุทางการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.1 เพื่อช่วยให้ดินดีคงความอุดมสมบูรณ์ ไม่ถูกทำลาย และยังช่วยบำรุงดินให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น เกิดความสมดุลของระบบนิเวศดินแล้ว ยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนด้วย

“กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน “Kick off ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ที่บ้านเตาไหหมู่ 6 ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ร่วมกับ 71 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ โดยถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Conference Meeting และ Facebook Live ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซังเป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 ภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการเผาตอซังพืช ตามเป้าหมายของประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2608” นายทวีศักดิ์ กล่าว