‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” และผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ ส.ป.ก.52 จังหวัด ที่บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ว่าได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาหมอกควันสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียทำให้ดินเสื่อมโทรม และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

นายอิทธิ กล่าวอีกว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เพื่อส่งเสริมการหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ได้ประกาศเรื่องมาตรการบริหารการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผา และหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ส.ป.ก.มีมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 8/2566 เรื่อง กำหนดหน้าที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตรโดยการเผา ดำเนินการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ด้วย

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

'นฤมล'สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

“นฤมล”สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน ย้ำ Lab ตรวจ BY2 เพียงพอให้บริการช่วงฤดูกาลผลิตทุเรียน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกลำไยสดไปฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ส่งออกของประเทศไทย ในกลุ่มสินค้าเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วย 1.ทุเรียน 2.ลำไย และ 3.มะม่วง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในสินค้าเกษตรส่งออก อาทิ มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันในกระบวนการผลิต มาตรการตรวจสอบสารเคมีตกค้างและศัตรูพืช ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ตลอดจนมาตรการ Big Cleaning เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีในสินค้าทุเรียน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

“ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยใกล้จะออกผลผลิต และเตรียมจำหน่ายสู่ตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมในการเจรจาเปิดตลาดใหม่เพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผลผลิตของเกษตร และลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของสินค้าเกษตร สำหรับสินค้าทุเรียน ปัจจุบันเรามีห้องปฏิบัติการทดสอบสาร BY2 แล้วจำนวน 13 ห้อง โดยจะสามารถทดสอบตัวอย่างได้วันละ 3,000 ตัวอย่าง ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนที่จะต้องตรวจก่อนส่งออก ในส่วนของลำไย ได้มีการเจรจาเปิดตลาดการส่งออกผลลำไยสดไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้กำชับทุกภาคส่วนให้ทำตามมาตรการที่กำหนดเพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากภารกิจด้านการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ แล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังให้ความสำคัญทางด้านวิชาการในการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์พืชมูลค่าเกษตรสูง เพื่อให้เกษตรกรมีต้นพันธุ์ที่มีความแข็งแรง ต้านทานโรค และยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับสถานการณ์การผลิตและข้อมูลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2568 ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง พบว่า มีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของไม้ผล ในขณะที่สถานการณ์ประมาณการไม้ผลภาคเหนือ ปี 2568 พบว่า ผลผลิตลำไยภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณร้อยละ 38.63 และผลผลิตลิ้นจี่ภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม ประมาณร้อยละ 60.80

– 006

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวลภิณโกฬร์ จาตะวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ นางดรรชณี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการส่วน หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย RID UNITED ของอธิบดีกรมชลประทาน ภายใต้แนวคิด ร่วมกันสร้างความมั่งคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 8 นโยบาย 36 แนวทาง รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสายงานวิชาการ ของ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ ประกอบด้วย 6 นโยบาย 12 แนวทาง

ทั้งนี้ ผส.บก.ได้รับนโยบายของผู้บริหาร นำไปสู่แนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสำนักบริหารโครงการ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงาน ระยะเวลาที่กำหนด และบรรลุตามเป้าหมายในภารกิจที่สำนักบริหารโครงการรับผิดชอบ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และร่วมแสดงความยินดีกับ นายชนินทร์ ทรงชน ที่ได้รับแต่งตั้งให้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนโครงการเงินกู้และกิจการต่างประเทศ ณ ห้องประชุม กรม ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ zoom

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

'รมช.อัครา'เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” โดยมี นาย ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท

นายอัครา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวจะทำให้มีปริมาณข้าวในตลาดเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อราคาข้าวนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ยังได้แนวทางในการนำโรงเรียนร้างมาเข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อปรับปรุงเป็นลานตากชุมชน สามารถใช้พื้นที่เพื่อเสริมศักยภาพของเกษตรกรที่ขาดแคลนลานตาก หรือการปรับเปลี่ยนเป็นยุ้งฉางเพื่อเข้าโครงการชะลอการขายข้าวได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นในเรื่องของการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีโครงการต่าง ๆ เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรให้สามารถแปรรูปสินค้าได้ต่อไปด้วย

สำหรับสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้ดำเนินการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา สำหรับการดำเนินงานตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,138 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ จำนวน 18,094 ตัน รวมมูลค่า 162,850,500 บาท โดยได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ส่งผลให้สหกรณ์ สมาชิก และเกษตรกรทั่วไป ได้รับเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก รวมจำนวน 27,141,000 บาท แบ่งเป็น สหกรณ์ 18,094,000 บาท สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป 9,047,000 บาท

‘กษ.’ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

'กษ.'ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

‘กษ.’ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

ตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ รับหนังสือม็อบชาวนา ขณะที่ปลัดกษ. จ่อดึงตัวแทนชาวนาร่วมถกเงินชดเชยพื้นที่รับน้ำ อยากให้ถึงมือชาวนาตัวจริง 

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกจำนวนกว่า 1,000 คน จากพื้นที่ 12 จังหวัด นัดรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เยียวยาผลกระทบจากปัญหาใช้พื้นที่เกษตรเป็นพื้นที่รับน้ำไร่ละ 300 บาท จำนวน 4 เดือน ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อปราศรัยเรียกร้องขอความช่วยเหลืออุดหนุนราคาข้าวเปลือกราคา 11,000 บาทต่อตัน และต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

ต่อมาเวลา 10:40 น. ได้มีตัวแทนของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษานางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เป็นตัวแทน รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วยนายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เดินทางมารับหนังสือกับกลุ่มชาวนาภาคกลางที่หน้ากองกำกับการสวัสดิภาพเด็ก และสตรี ถนนราชดำเนิน โดยกลุ่มชาวนาภาคกลางได้มีข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ จ่ายค่าชดเชยที่กลุ่มชาวนารับน้ำในฤดูฝนโดยต้องชดเชยให้ไร่ละ 300 บาทต่อไร่ เป็นเวลา4 เดือน เนื่องจากกลุ่มชาวนาพื้นที่ภาคกลางเป็นกลุ่มที่รับรับน้ำแทนคนกรุงเทพฯ โดยเบื้องต้นนายบุญสิงห์ รับปากที่จะนำหนังสือข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวนาภาคกลางเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมของกระทรวงเกษตรฯ ในการดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มชาวนาภาคกลางต่อไป

ขณะที่นายประยูร  กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินการช่วยเหลือชาวนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเร่งรัดสูบน้ำออกจากพื้นที่นาที่รับน้ำเพื่อให้ชาวนาได้ดำเนินการปลูกข้าวให้ทันเวลามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี  

ส่วนข้อเรียกร้องของชาวนาในการที่จะขอจ่ายค่าชดเชยในพื้นที่รับน้ำ กระทรวงเกษตรฯ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมของกระทรวง โดยจะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด และขอให้มีการส่งตัวแทนชาวนามาให้ข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การจ่ายค่าชดเชยต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะหลายพื้นที่เป็นพื้นที่เอกชนที่มีนายทุนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ที่ของชาวนาจริง แต่ปล่อยให้เช่าทำนา และค่าชดเชยก็ไม่ถึงชาวนาจริง ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะช่วยชาวนาได้จริง ซึ่งกระทรวง และตัวแทนชาวนาอาจจะต้องมาร่วมหารือเพื่อที่จะมีการช่วยเหลือชาวนาที่เป็นชาวนาจริง โดยจะต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริงต่อไป

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

'ม็อบชาวนา'มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! เตรียมบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน พร้อมจ่ายเยียวยาพื้นที่รับน้ำ300บาทต่อไร่4เดือน

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2568 ที่หน้ากองกำกับการสวัสดิภาพเด็ก และสตรี ถนนราชดำเนิน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกจำนวนกว่า 1,000 คน จากพื้นที่ 12 จังหวัด นัดรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อปราศรัยเรียกร้องขอความช่วยเหลืออุดหนุนราคาข้าวเปลือกนาปรังปี 2568 โดยขอให้ขายข้าวเปลือกความชื่น 15% ขายให้ได้ราคา 11,000 บาทต่อตัน หลังราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงเยียวยาผลกระทบจากปัญหาที่เป็นพื้นที่รับน้ำไร่ละ 300 บาท จำนวน 4 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ส่งหนังสือเรียกร้องมาแล้วหลายครั้ง แต่ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือไม่ตรงจุด วันนี้จึงเดินทางมาทวงถามมาตรการที่คาดหวังว่าจะได้รับความเห็นจากรัฐบาลอีกครั้ง

โดยนายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย แกนนำชาวนา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กลุ่มชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก ได้พยายามยื่นข้อเรียกร้องมานานกว่า 1 เดือน แต่การที่ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 10 ไร่ มองว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันราคาข้าวตกต่ำมาก และขายในราคาต่ำกว่าต้นทุน หากวันนี้ ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน อาจจะมีการประชุมกลุ่มชาวนา เพื่อยกระดับความเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ร.ต.ท.เจริญ  เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยอมรับว่า การที่ราคาข้าวไทยตกต่ำ เป็นผลมาจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว 5%  และประเทศผู้นำเข้าอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ชะลอการนำเข้าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ สวนทางกับชาวนาที่หันมาปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น และได้ผลผลิตจำนวนมาก ปัจจุบันสมาคมผู้ส่งออกฯ ก็พยามเร่งหาตลาดใหม่ๆ เพื่อช่วยระบายข้าวส่วนเกิน และเห็นการที่ชาวนาออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรังปีนี้ ให้ได้ 11,000 บาทต่อตัน จะไม่ส่งผลดี เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด โดยเห็นว่า สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งช่วยเหลือชาวนา คือการลดต้นทุนการผลิต

ทั้งนี้ข้อมูลจากสมาคมโรงสีข้าวไทย พบว่า ราคาข้าวเปลือกทั่วประเทศ ขณะนี้ ลดลงจากช่วง 3 เดือนก่อนมาก โดยราคาข้าวความชื้น 15% จ.อยุธยา วันที่ 3 ม.ค.2568  รับซื้อตันละ  9,400-9,800 บาท  ข้าวความชื้น 25% ราคา 8,200-8,600 บาทต่อตัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 3 มี.ค.2568 ข้าวเปลือกความชื้น 15% ราคา 8,200- 8,600 บาทต่อตัน ส่วนข้าวความชื้น 25% ราคา 7,000-7,400 บาทต่อตัน ซึ่งชาวนา มองว่าราคานี้ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม  เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในชื่อ “Support to upscaling and adoption of innovations and good practices on energy use efficiency in aquaculture in Thailand” ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เริ่มต้นโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และอีก 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์ และราชบุรี ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4.ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และ 5.ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) และ 2.การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

นอกจากนี้โครงการฯ ยังจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุนนโยบายสนับสนุนการให้บริการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากสตาร์ทอัพและนักลงทุน การส่งเสริม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรในการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานทดแทน และการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยผลความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 18-30% และลดต้นทุนพลังงานลงถึง 22.4-39% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งทะเลลดลงเป็น 10.1-24.3 บาทต่อกิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,291-9,433 kCO2e ต่อรอบการเลี้ยงต่อบ่อ ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

เกษตรฯชวนร่วมงาน VIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค (วีเอ็นยู ยุโรป) เตรียมจัดงาน VIV Asia (วิฟ เอเชีย) สุดยอดงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ครบวงจร ตั้งแต่อาหารสัตว์สู่อาหารเพื่อการบริโภค ครั้งที่ 17 พร้อมจัดงาน Meat Pro Asia (มีท โปร เอเชีย) งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป การขนส่ง ระบบควบคุมความเย็น และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจปศุสัตว์จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค และพิเศษสุดกับการเปิดตัวงานใหม่ล่าสุด HAN Asia (Horti Agri Next Asia ฮอร์ติ อะกริ เน็กซ์ เอเชีย) ที่เน้นสินค้าและเทคโนโลยีด้านการเกษตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2568 ที่IMPACT เมืองทองธานี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร ชาเลนเจอร์ 1-3 และเอ็กซิบิชั่นส์ฮอลล์ 5-7

สำหรับ VIV ASIA 2025 เป็นงานแสดงสินค้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย สำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ สัตว์น้ำ การเกษตร และการแปรรูปอาหาร มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 บริษัทชั้นนำทั่วโลกรวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติ จากประเทศชั้นนำอย่างฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เป็นต้น คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานและ
นักลงทุนกว่า 50,000 รายจากทั่วโลก งานดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและเครือข่ายระดับนานาชาติ นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนากว่า 150 หัวข้อ โดยมีวิทยากรรับเชิญกว่า 300 ท่าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการโรคในปศุสัตว์และสัตว์น้ำ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และการเกษตรที่ยั่งยืน และสัมมนานานาชาติ

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อลุ้นรับบัตรเข้างานมูลค่า 600 บาท ฟรีภายในวันที่ 11 มีนาคม 2568 คลิกที่นี่www.databadge.net/viva2025/reg/viv/?card=10004738 สามารถสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vivasia.nl

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด.  ป้องกันการชะล้างดิน  แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย  ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานแบบบูรณาการในพื้นที่ต้นน้ำ โครงการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยมี นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ผู้แทนจากกรมป่าไม้ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการบูรณาการพื้นที่ต้นน้ำในเขตพื้นที่ป่าและเขตอุทยาน ในพื้นที่แม่วางโมเดล จ.เชียงใหม่ ให้ลดการเกิดอุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูน้ำหลากตามนโยบายของรัฐบาล

นายอัครากล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (ClimateChange) ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในช่วงก่อนฤดูฝนทางกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) จึงบูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วางแผนการทำงานร่วมกัน เนื่องจากการทำงานบางพื้นที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อฟื้นฟูให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติคงความอุดมสมบูรณ์ และประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งประสานงานและลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

‘ประมงสหัสขันธ์’ เร่งออกสำรวจ3อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

ประมงอำเภอสหัสขันธ์ เร่งออกสำรวจ 3 อำเภอ หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มกระชังปลาเสียหายอย่างหนักเบื้องต้นมีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนแล้ว 5 ราย เสียหายกว่า 1 ล้านบาท

วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกฤษณา เขามีทอง ประมงอำเภอสหัสขันธ์ ลงเรือเพื่อออกตรวจและสำรวจความเสียหายของกระชังเลี้ยงปลานิล หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา (วันที่ 2 มี.ค.68) เวลาประมาณ 22.00 น. เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอหนองกุงศรี

นางกฤษณา เขามีทอง ประมงอำเภอสหัสขันธ์ เปิดเผยว่า พลพวงจากพายุฤดูร้อนเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้กระชังปลาพังเสียหายเบื้องต้นมีเกษตรกรแจ้งเข้ามาแล้ว 5 ราย รายละ 1-2 หลุม  มูลค่าความเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท  ในลักษณะความเสียหายมาจากแรงพายุได้พัดตัวกระชังพัง เหล็กหัก กระชังหลุด ทำให้ปลาล้นออกจากกระชังจำนวนมาก  และจากการสำรวจยังพบกระชังที่ชำรุดอีกหลายกระชัง ได้แจ้งให้เกษตรกรได้เร่งเข้าปรับปรุงโดยด่วน  และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่ปีนี้มาเร็ว รุนแรง และอาจจะเกิดบ่อยครั้งกว่าทุกปี

‘ในการเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เบื้องต้นได้แจ้งให้เกษตรกรได้ตรวจเช็คตัวประชังที่ต้องเพิ่มความแข็งแรงของกระชัง เชือกที่ต้องเพิ่มขนาดใหญ่ และทุ่นผูกกระชัง ที่จะต้องแน่นหนามั่นคง อย่างไรก็ตามในห้วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เป็นช่วงที่เกิดพายุฤดูร้อนเป็นประจำ เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังต้องหมั่นตรวจสอบกระชังเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมถึงการปล่อยพันธุ์ปลาช่วงนี้มีความเสี่ยงสูง จากสภาพอากาศร้อนจัดที่อาจจะทำให้ปลาน็อกตายได้  สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากวาตภัยหรือพายุฤดูร้อน จะได้นำเรื่องแจ้งไปยังส่วนกลางเพื่อรับความช่วยเหลือจากการชดเชยผู้ประสบภัยาต่อไป’ นางกฤษณา กล่าวเพิ่ม

สำหรับพื้นที่เลี้ยงกระชังปลาในเขื่อนลำปาว  มีทั้งหมด 455  ราย  จำนวนกระชัง  11,775 กระชัง  พื้นที่เลี้ยงกว่า 269,136 ตร.กม. ซึ่งเป็นไปตามสัดส่วนที่มีการควบคุม ในการทำการประมงในเขื่อนของกรมชลประทาน