เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

https://www.naewna.com/local/842424

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรครั้งที่ 3/2567 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในภาพรวมการผลิตทั้งประเทศ ประกอบด้วย ข้าวนาปี สับปะรดปัตตาเวีย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวผลแก่ กาแฟ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และสุกร

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ปีเพาะปลูก 2567/68 และปี 2567 ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2567 จำนวน 13 ชนิด ดังนี้ 1.ข้าวนาปี ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 62.020 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 60.280 ล้านไร่ ผลผลิต 27.007 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 435 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 448 กิโลกรัม/ไร่ 2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 6.457 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 6.404 ล้านไร่ ผลผลิต 4.742 ล้านตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 734 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 741 กิโลกรัม/ไร่ 3.ถั่วเหลือง ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 71,899 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 71,633 ไร่ ผลผลิต 18,713 ตันผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 260 กิโลกรัม/ไร่และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 261 กิโลกรัม/ไร่ 4.มันสำปะหลังโรงงาน ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.639 ล้านไร่ ผลผลิต 27.196 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,152 กิโลกรัม/ไร่

5.กาแฟ ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่ให้ผล 176,493 ไร่ ผลผลิต 14,665 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 83 กิโลกรัม/ไร่ 6.สับปะรดปัตตาเวีย ปี 2567 เนื้อที่เก็บเกี่ยว 310,631 ไร่ ผลผลิต 1.151 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,704 กิโลกรัม/ไร่ 7.ปาล์มน้ำมัน ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 6.343 ล้านไร่ ผลผลิต 18.607 ล้านตันและผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 2,933 กิโลกรัม/ไร่ 8.ยางพารา ปี 2567 เนื้อที่กรีดได้ 22.471 ล้านไร่ผลผลิต 4.789 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่กรีด 213 กิโลกรัม/ไร่

9.มะพร้าวผลแก่ ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 820,905 ไร่ ผลผลิต 600.519 ล้านผล และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 732 ผล/ไร่ 10.กุ้งขาวแวนนาไม ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 252,834 ไร่ ปริมาณการผลิต 350,420 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,379 กิโลกรัม/ไร่ 11.กุ้งกุลาดำ ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 8,562 ไร่ ปริมาณการผลิต 19,513 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 2,279 กิโลกรัม/ไร่ 12.ปลานิล ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 525,207 ไร่ ปริมาณการผลิต 258,160 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 492 กิโลกรัม/ไร่และ 13.ปลาดุก ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 76,495 ไร่ ปริมาณการผลิต 88,966 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,163 กิโลกรัม/ไร่

‘อัครา’ร่วมวงหารือ แผนงานกรมข้าว ติดตามการบริหาร งบประมาณปี2568

https://www.naewna.com/local/842425

‘อัครา’ร่วมวงหารือ  แผนงานกรมข้าว  ติดตามการบริหาร  งบประมาณปี2568

‘อัครา’ร่วมวงหารือ แผนงานกรมข้าว ติดตามการบริหาร งบประมาณปี2568

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือติดตามการบริหารงบประมาณปี 2568 พร้อมทั้งรับฟังแนวทางบริหารการจัดทำแผนงาน/โครงการงบประมาณ 2569 ที่ กรมการข้าว

โอกาสนี้ นายอัครา ร่วมให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ โดยให้มีการปรับแผนเพื่อให้ครอบคลุม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งเน้น 10 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และ 9 นโยบายสำคัญกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งเชื่อมโยงแผนแม่บทด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเร่งผลักดันโครงการลานตากข้าว แก้ปัญหาลานตากข้าวเปลือกหลังการเก็บเกี่ยวไม่เพียงพอ และศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ตลอดจนการแปรรูปสินค้าข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

สำหรับแผนงานประจำปี 2568 กรมการข้าว รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (ข้าว) โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น สำหรับโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลปี 2569 อาทิ โครงการก่อสร้างธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว โครงการรณรงค์ไม่เผาฟางข้าว เป็นต้น

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/842422

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชั่น และระบบงานบริการ ภายใต้ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช โดยมีนายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ ทั้ง 2,897 ศูนย์ ว่าได้จัดตั้ง“ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม สามารถแปลงนโยบายสร้างวิธีทำงานสู่วิธีปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งเพื่อให้บริการประชาชนในการขอรับบริการ/ร้องเรียน/ร้องทุกข์ ที่เกี่ยวข้องในด้านการเกษตรซึ่งเปิดให้บริการเมื่อ วันที่ 18 ตุลาคม 2566 ที่สำนักงานเกษตร อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกันทั่วประเทศ รวม 960 ศูนย์

“สำหรับการจัดอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันที่เน้นการใช้เทคโนโลยี มีการปรับปรุงการดำเนินงานลดขั้นตอนความยุ่งยากลง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร จึงขยายศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ เพิ่มอีก 1,937 ศูนย์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับกรม 21 หน่วยงาน (21 ศูนย์) ระดับจังหวัด 7 หน่วยงาน (533 ศูนย์) และระดับอำเภอ 2 หน่วยงาน (1,383 ศูนย์) กระจายทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ นอกจากนี้ได้ปรับปรุงระบบศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ จากเดิมที่รับเฉพาะเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ จะเพิ่มงานบริการ (E-service) ของหน่วยงานในสังกัดจาก 11 หน่วยงาน รวม 22 แอปพลิเคชั่น และระบบงานที่จะให้บริการภายใต้ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ รวมทั้งสิ้น 2,897 ศูนย์ เพื่อให้บริการเกษตรกรและประชาชนได้อย่างทั่วถึง” นายประยูร กล่าว

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

https://www.naewna.com/local/842457

'นฤมล'นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.05 น.

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข.ด้านการผลิต มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ พร้อมชง 2 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนการผลิต เสนอ นบข. พิจารณาอนุมัติ ก่อนชงเข้า ครม.

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2567 ให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ทบทวนโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง) กรอบวงเงิน 29,980.1645 ล้านบาท เนื่องจากเกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆ และปัจจุบันล่วงเลยระยะเวลาการสนับสนุนปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) ไปแล้ว อีกทั้งเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2567 เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72.20 อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวและนำผลผลิตออกสู่ตลาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินงานโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน ครัวเรือนละ 20,000 บาท เป็นจำนวนมาก

นางนฤมล กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาอุปสรรคของโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และข้อเรียกร้องของพี่น้องชาวนา ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินรวมดอกเบี้ย 3.05% จำนวน 27,550.96 ล้านบาท เสนอ นบข. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการมาตรการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของการผลิตข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุข้าว จำนวน 2 โครงการ เป้าหมาย 543 ศูนย์ จำนวนเงิน 2,428.1830 ล้านบาท (โดยใช้จากกรอบวงเงินที่เหลือจากโครงการสนับสนุนปุ๋ยฯ วงเงิน 2,429 ล้านบาท) ได้แก่ 1. โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว และ 2. โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยจะนำเสนอ นบข. พิจารณาอนุมัติเห็นชอบภายในอาทิตย์หน้านี้ และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยในที่ประชุมนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ประธานกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ตลอดจนผู้แทนชาวนา ต่างแสดงความคิดเห็นและพึงพอใจต่อมติดังกล่าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าภายหลังจากคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต  มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่งมาเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาทไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินจำนวน 27,550.96 ล้านบาท โดยให้ชาวนาได้รับเงินชดเชยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลผลผลิต โดยพิจาณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่ คือ 29,980 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่เหลือจะเสนอ 2 โครงการคู่ขนาน เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ศูนย์ข้าวชุมชนเกิดความเข้มแข็งต่อไป และไม่เป็นการเพิ่มภาระให้รัฐบาล อย่างไรก็ตาม การจะเดินหน้าโครงการใหม่นี้ได้ จะต้องมีการเสนอขอเปลี่ยนแปลงมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2566 ที่ระบุไว้ว่า ให้หน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตร โดยตรงแก่เกษตรกร

พร้อมกันนี้ยังได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการข้าวตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วย 2 คณะ ได้แก่ 1) คณะทำงานบริหารจัดการเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยมีอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานฯ รัฐบาล เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการรับเงินอุดหนุนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อีกทั้งต้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ ในการดำเนินการตามโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร และ 2) คณะทำงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบ ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2567 เป้าหมายรวม 8.50 ล้านตัน วงเงินรวมทั้งสิ้น 60,085.01 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 50,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 9,604.01 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 และ 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2567/68 โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. อนุมัติ ในวันที่ 29 พ.ย.2567 ต่อไป

‘ผู้ประกอบการท่องเที่ยว’ออกปากชม‘อนุทิน’ เปิดทางฟื้น‘กีฬาวัวลาน’ หนุนแข่งช่วงกลางคืน

https://www.naewna.com/local/842326

‘ผู้ประกอบการท่องเที่ยว’ออกปากชม‘อนุทิน’ เปิดทางฟื้น‘กีฬาวัวลาน’ หนุนแข่งช่วงกลางคืน

‘ผู้ประกอบการท่องเที่ยว’ออกปากชม‘อนุทิน’ เปิดทางฟื้น‘กีฬาวัวลาน’ หนุนแข่งช่วงกลางคืน

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.18 น.

“ผู้ประกอบการท่องเที่ยว”ออกปากชม”อนุทิน” เปิดทางฟื้น”กีฬาวัวลาน” หนุนแข่งช่วงกลางคืน มั่นใจดันสู่เฟสติวัลระดับโลก จัดถนนคนเดิน ดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยโกยรายได้เข้าประเทศ ลั่นอีเว้นท์วัวไทยไม่แพ้วัวสเปน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกกฎกระทรวงให้การแข่งขันวัวลานจัดขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางไปเปิดการแข่งขันวัวลาน ที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเริ่มการแข่งขันในช่วงเย็นถึงเช้าตรู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝ่ายผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดย นายเจษฎา สิงห์โต ผู้ประกอบการร้านอาหาร เจษฎา ฟาร์ม ราชบุรี กล่าวว่า ในอดีตการแข่งขันวัวลานไปแข่งกันตอนกลางวัน คนก็เหนื่อย วัวก็ล้า กิจกรรมนี้มันเลยไปไม่เต็มที่ วัวลานเป็นกิจกรรมที่ชาวบ้านใน จ.ราชบุรี , เพชรบุรี , กาญจนบุรี , ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.นครปฐม มีความนิยม แต่มาจัดกันตอนกลางวัน ความนิยมที่ควรจะมีมากกว่านี้มันก็เลยไปไม่สุด อย่างที่ได้กล่าวไว้ แต่เมื่อมาจัดตอนกลางคืน ขอบอกเลยว่า วัวลานจะคึกคักมาก ลานแข่งขันจะเต็มไปด้วยผู้คนมากกว่าที่เคยเป็นมา ที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนนับหมื่นที่มาร่วมกิจกรรม ลาดแข่งวัวมันไม่ได้มีแต่วัว แต่ในนั้นจะเป็นเฟสติวัลระดับโลก จะมีการแสดง แสง สี เสียง บนเวที จะมีนักร้อง นักแสดง มีตลาดนัด ถนนคนเดิน และจะมีการแข่งขันต่างๆ เรื่องวัว คนทั่วโลสนใจ อย่างสเปน มีกีฬาสู้วัวกระทิง ขอบอกว่า ของไทยเร้าใจกว่า เพราะเรามีกีฬาการจับวัวด้วยมือเปล่า ต้องใช้เทคนิค มันสมอง ความกล้าหาญ คนทั่วโลกจะมาดูกิจกรรมตรงนี้ นี่คือในแง่ของการท่องเที่ยว จ.ราชบุรี และจังหวัดที่มีวัวลาน จะโด่งดังระดับโลก มั่นใจได้เลย

นายเจษฎา กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่จะได้รับอานิสงค์มากๆ คือ สายพันธุ์วัวไทยจะได้รับการอนุรักษ์ ส่วนตัวติดตามเรื่องนี้มานาน เพราะชื่นชอบในสายพันธุ์วัวไทยพื้นเมืองอยู่แล้ว ทำฟาร์มวัวด้วย ในอดีตวัวไทยเป็นวัวอายุยืน มีความแข็งแรง เลี้ยงไว้ใช้งาน อาทิ การนวดข้าว การเทียมเกวียน แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป คนไม่นิยมวัวไทยเหมือนแต่ก่อน แต่ไปเลี้ยงวัวนม วัวเนื้อ ส่วนวัวไทยเอาไว้ส่งประกวด หรือไปแข่งวัวลาน แต่การแข่งวัวลานตอนกลางวัน เหมือนที่เคยเป็นมา 20 – 30 ปี มันผิดธรรมชาติ จำนวนวัวลานก็น้อยลง แต่เมื่อวัวลานมาแข่งตอนกลางคืน รับรองว่ามันจะคึกคักมาก ต้องใช้วัวสายพันธ์ไทยจำนวนมาก การเพาะพันธุ์จะเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนวัวสายพันธุ์ไทยอย่างจริงจัง เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น มันเป็นเม็ดเงินที่เข้ามาทั้งระบบเกษตรกร สำหรับชาวบ้าน ประชาชน สิ่งที่ต้องฝากไว้คือ เมื่อภาครัฐเปิดช่องให้กลับมาถูกที่ถูกทางแล้ว ก็ช่วยกันรักษาไว้ให้ดี อย่าเอาลานแข่งวัวไปใช้พนันขันต่อ หรือไปสร้างความวุ่นวาย วางตัวเป็นเจ้าพ่อ มาเฟีย เหล่าโฆษกสนามทั้งหลาย อย่าชี้ชวนไปในทางเสื่อม แต่ต้องสื่อสารไปในแนวของความสวยงามของวัฒนธรรม อย่าโยงไปในเรื่องของการพนันเด็ดขาด อย่าสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองขอให้ทุกคน ช่วยกันรักษาประเพณีการแข่งขันวัวลาน ให้อยู่คู่กับคนไทย ไว้ตราบนานเท่านาน

“ขอบคุณนายอนุทิน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยปลุกชีพการแข่งขันวัวลานให้กลับมาอยู่ในจุดที่ถูกต้อง มั่นใจว่าการแข่งขันวัวลานจะผลักดันชื่อเสียงประเทศไทยให้ไปไกลทั่วโลก นี่จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่คนทั้งโลกต้องมาสัมผัสมันคือ วิสัยทัศน์ ของนายอนุทิน และทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น” นายเจษฎา กล่าว

– 006

ประมงตราดปล่อย‘ปลานักล่า’ ตั้งด่านสกัด‘ปลาหมอคางดำ’รุกพื้นที่ ยันไม่พบการระบาด

https://www.naewna.com/local/842324

ประมงตราดปล่อย‘ปลานักล่า’ ตั้งด่านสกัด‘ปลาหมอคางดำ’รุกพื้นที่ ยันไม่พบการระบาด

ประมงตราดปล่อย‘ปลานักล่า’ ตั้งด่านสกัด‘ปลาหมอคางดำ’รุกพื้นที่ ยันไม่พบการระบาด

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.02 น.

ประมงตราดปล่อย‘ปลานักล่า’ ตั้งด่านสกัด‘ปลาหมอคางดำ’รุกพื้นที่ ยันไม่พบการระบาด

จังหวัดตราดดำเนินมาตรการป้องกันปลาหมอคางดำรุกพื้นที่ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนติดตามสำรวจในทุกแหล่งน้ำสม่ำเสมอ ล่าสุด นายกุณสมบัติ ศิริสมบัติ ประมงจังหวัดตราด และนายจำนงค์ศักดิ์ ทิพย์เนตร ปลัดอำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด พร้อมกับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ข้าราชการ และจิตอาสาร่วมปล่อยลูกปลากะพงขาว 3,000 ตัว ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ลงสู่แม่น้ำเวฬุ บริเวณใต้สะพานถ้าจอด ต.แสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด

นายกุณสมบัติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดตราดยังไม่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ แม้จะมีพื้นที่ติดกับจังหวัดจันทบุรี โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ร่วมกับชาวประมงในท้องถิ่นติดตามเฝ้าระวังและสำรวจแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้ จากการทอดแหในแหล่งน้ำต่างๆ ยังไม่พบปลาหมอคางดำ

“การปล่อยปลากะพงขาวเป็นมาตรการเชิงป้องกันตามแนวทางของกรมประมง เนื่องจากปลากะพงเป็นปลานักล่าสามารถช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ โดยการช่วยกินตัวอ่อนของปลาหมอคางดำเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดได้หากพบมีปลาหมอคางดำหลุดเข้ามาในแหล่งน้ำของตราด นอกจากนี้ ปลากะพงขาวยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่ชาวบ้านสามารถจับไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ซึ่งจังหวัดตราดเน้นป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและระบบนิเวศ” นายกุณสมบัติกล่าว

สำนักงานประมงจังหวัดได้รับการจัดสรรงบประมาณในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนมีส่วนร่วมช่วยกันเฝ้าระวังปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง และมีแผนสำรวจเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอำเภอต่างๆ โดยใช้วิธีการทอดแห ตามแนวทาง “เจอ แจ้ง จับ” จนถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่รัฐ และชาวประมงที่จับปลาทุกวันยังยืนยันว่ายังไม่พบปลาหมอคางดำในตราดแต่อย่างใด

รมช.เกษตรฯติดตาม แก้ปมขาดแคลนน้ำ ใช้การขุดลอกอ่างฯ ในพื้นที่แม่ฮ่องสอน

https://www.naewna.com/local/842249

รมช.เกษตรฯติดตาม  แก้ปมขาดแคลนน้ำ  ใช้การขุดลอกอ่างฯ  ในพื้นที่แม่ฮ่องสอน

รมช.เกษตรฯติดตาม แก้ปมขาดแคลนน้ำ ใช้การขุดลอกอ่างฯ ในพื้นที่แม่ฮ่องสอน

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ติดตามการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคใน จ.แม่ฮ่องสอน ที่อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน บ้านพะโขโหล่ ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ก่อสร้างมากว่า30 ปี มีปัญหาการสะสมของดินตะกอนและไม่ได้ขุดลอกดินมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้การเก็บกักน้ำมีปริมาณน้อยไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน และสำนักงานชลประทานที่ 1 จ.เชียงใหม่ ได้เตรียมของบประมาณเพื่อดำเนินการจัดการขุดลอกดินตะกอนภายในอ่างเก็บน้ำฯ ดังกล่าว ซึ่งมีปริมาณ 250,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

ต่อมา รมช.เกษตรฯ ติดตามและรับฟังแนวทางการปรับปรุงลำน้ำแม่ฮ่องสอน ตรวจเยี่ยมการขุดลอกลำน้ำแม่ฮ่องสอน บริเวณสะพานลำน้ำแม่ฮ่องสอน ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งไหลผ่านกลางเมืองแม่ฮ่องสอนที่ตื้นเขิน เพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงลำน้ำแม่ฮ่องสอน รวมถึงการปรับทัศนียภาพของลำน้ำให้สวยงามแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำภายในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน โดยกำชับให้กรมชลประทาน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาลำน้ำแม่ฮ่องสอน ให้เกษตรกรและประชาชนได้มีน้ำเพียงพอ สามารถเก็บกักน้ำไว้ในสำหรับการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรได้อย่างทั่วถึง จากนั้นได้เดินทางไปประชุมหารือแนวทางการปรับปรุงลำน้ำแม่ฮ่องสอน รับฟังข้อมูล อุปสรรค จากผู้มีส่วนได้เสียจากการใช้น้ำ ที่สำนักงานเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

เกษตรฯขับเคลื่อนงาน สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรตาก

https://www.naewna.com/local/842252

เกษตรฯขับเคลื่อนงาน  สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรตาก

เกษตรฯขับเคลื่อนงาน สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรตาก

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชนในพื้นที่ จ.ตากโดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ รวมถึง รอง ผวจ.ตาก และเกษตรกรในพื้นที่ จ.ตาก เข้าร่วม ที่ตลาดกลาง สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อขับเคลื่อนสหกรณ์ในพื้นที่ จ.ตาก ให้มีความเข้มแข็ง เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า มีความตั้งใจขับเคลื่อนการทำงานด้านเกษตรกรรมให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าใน 4 ปี ด้วยการสนับสนุนข้อมูล และปัจจัย ให้สหกรณ์ใน จ.ตาก สามารถทำงานได้อย่างเข้มแข็ง มีความพร้อมช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการให้ดูแลเรื่องราคาสินค้าเกษตร ค่าชดเชยการตัดอ้อย ระบบชลประทาน และเรื่องที่ดินทำกิน จะขอนำประเด็นดังกล่าวไปเร่งพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม เพื่อเสนอให้ รมว.เกษตรฯ เห็นชอบต่อไป

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และคณะ ได้มอบปัจจัยสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของสหกรณ์และกลุ่มอาชีพ อาทิ 1.เงินกู้รายได้นิคมสหกรณ์ 2.รถยนต์ห้องเย็น 3.เงินอุดหนุนกลุ่มอาชีพ 4.แหล่งน้ำในไร่นา นอกเขตชลประทาน และ 5.มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เป็นต้นพร้อมเดินชมนิทรรศการจาก Smart Farmer ผู้ปลูกกาแฟ และอะโวคาโด รวมถึงนิทรรศการของกระทรวงเกษตรฯ

รมว.เกษตรฯลุยเพชรบุรี ติดตามรับมือสถานการณ์น้ำ

https://www.naewna.com/local/842250

รมว.เกษตรฯลุยเพชรบุรี ติดตามรับมือสถานการณ์น้ำ

รมว.เกษตรฯลุยเพชรบุรี ติดตามรับมือสถานการณ์น้ำ

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รวมถึงนายอัครา พรหมเผ่ารมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่ จ.เพชรบุรี โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารส่วนราชการ จ.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณเขื่อนเพชร อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กรมชลประทาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัยและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.เพชรบุรี อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือรวมถึงจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ ให้พร้อมเข้าปฏิบัติงานอย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ตลอดจนเตรียมศึกษา ทบทวนการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ประกอบด้วย 1.การก่อสร้างจุดรับน้ำ ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง และ 2.การก่อสร้างจุดระบายน้ำลงทะเล ต.บางเก่า และ ต.หนองศาลา อ.ชะอำ รวมถึง ต.ปึกเตียน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ในรูปแบบคลองระบายน้ำหลาก D1 ความยาวรวม 38.5 กิโลเมตร ระบายน้ำได้สูงสุด 350 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม./วินาที) และงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน 103 ลบ.ม./วินาที เพื่อเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำต้นทุนในภาคการเกษตร ให้สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 810,000 ไร่ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค อย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้นคณะของ รมว.เกษตรฯ เดินทางไปยังสะพานดำ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี โดย ศ.ดร.นฤมล เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมถึงประชาสัมพันธ์ และแจ้งเตือนข่าวสารให้แก่ประชาชนรับทราบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

“สำหรับรายงานสถานการณ์น้ำใน จ.เพชรบุรี น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะประเด็นน้ำท่วม ซึ่งจากรายงานปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ขณะนี้ยังอยู่ในปริมาณสามารถควบคุมได้ หรือในประเด็นน้ำแล้ง ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่าสามารถทำนาปรังได้อย่างแน่นอน เนื่องจากปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้มีเพียงพอ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังคงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและไม่ประมาท”รมว.เกษตรฯ กล่าว

‘นฤมล’มุ่งใช้เทคโนโลยีด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/842251

‘นฤมล’มุ่งใช้เทคโนโลยีด้านเกษตร

‘นฤมล’มุ่งใช้เทคโนโลยีด้านเกษตร

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับนายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริษัท หัวเว่ยเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรของทั้งสองฝ่าย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่าได้พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายซื้อสินค้าเกษตรให้กับผู้บริโภคได้โดยตรงโดยที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางและสามารถวางแผนการผลิตสินค้าเกษตร

สำหรับบริษัท หัวเว่ย ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาพลังงานสะอาด และให้การแปลงพลังงานเป็นระบบดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนพลังงานเพื่ออนาคตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยนำเสนอแนวทางความร่วมของบริษัทฯ ในการพัฒนาภาคการเกษตร พร้อมเสนอแนวทางการสร้างตลาดสร้างงาน เพิ่มรายได้ โดยเทคโนโลยี 1.Digital Power เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำพลังงานทางเลือกไปใช้ลดต้นทุนการผลิตการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อลงทุน 2.Digital Connectivity เพื่อเชื่อมโยงระบบเครือข่ายพื้นที่ห่างไกล กสทช.ศูนย์พิรุณราช รวมถึงการบริการเครือข่ายไร้สายในบางพื้นที่ของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ และ 3.Digital Platform เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลมาเพิ่มศักยภาพในการผลิตและการขายสินค้าเกษตร รวมถึงนำเสนอแผนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้