‘บอร์ดธนาคารที่ดิน’เคาะขยายระยะเวลาลดหย่อนค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

https://www.naewna.com/local/842780

'บอร์ดธนาคารที่ดิน'เคาะขยายระยะเวลาลดหย่อนค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

‘บอร์ดธนาคารที่ดิน’เคาะขยายระยะเวลาลดหย่อนค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.22 น.

“บอร์ดธนาคารที่ดิน” เห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ออกไป 5 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรมีความต่อเนื่อง

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ที่มี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 10/2567 ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเบญจสิริ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. และประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Video Conference) โดยมีคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ในฐานะกรรมการและเลขานุการ เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา 3.1 สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ขอขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับกรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ในภารกิจของ บจธ. ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ฉบับลงวันที่ 24 ส.ค.2565 จะพ้นผลกำหนดการบังคับใช้ถึงวันที่ 8 มิ.ย.2568 

“บอร์ดธนาคารที่ดิน” เห็นชอบขยายระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียม การจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

“บอร์ดธนาคารที่ดิน” เห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ออกไป 5 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรมีความต่อเนื่อง

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ที่มี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 10/2567 ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเบญจสิริ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. และประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Video Conference) โดยมีคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ในฐานะกรรมการและเลขานุการ เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา 3.1 สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ขอขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับกรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ในภารกิจของ บจธ. ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ฉบับลงวันที่ 24 ส.ค.2565 จะพ้นผลกำหนดการบังคับใช้ถึงวันที่ 8 มิ.ย. 2568 

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานในการช่วยเหลือเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรมีความต่อเนื่อง ตลอดจนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสิทธิ
นิติกรรมตามภารกิจ จึงเห็นควรดำเนินการเพื่อเตรียมนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ บจธ. และคู่สัญญาได้รับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ ตามอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ในอัตราร้อยละ 2 และร้อยละ 1 ให้เหลือในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการขอขยายระยะเวลาดำเนินการภารกิจของ บจธ. ตามร่างพระระราชกฤษฎีกาสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ……

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ จะเสนอมติดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป

เกษตรฯขับเคลื่อนแผนฯ การตรวจราชการในปีงบฯ2568

https://www.naewna.com/local/842652

เกษตรฯขับเคลื่อนแผนฯ  การตรวจราชการในปีงบฯ2568

เกษตรฯขับเคลื่อนแผนฯ การตรวจราชการในปีงบฯ2568

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมนำเสนอโครงการตามแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ประจำปีงบประมาณ 2568 มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแผนงาน/โครงการ กิจกรรมต่างๆ ที่มีความเชื่องโยงกับ 9 นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ก่อนจัดทำเป็นแนวทางการตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯประจำปีงบประมาณ 2568

สำหรับแผนงาน/โครงการ และประเด็นการตรวจราชการ ตามนโยบาย 9 ข้อ ของกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ นโยบายที่ 1 เน้นการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการเกษตรพิรุณ ได้แก่ ศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร (เน้นติดตามการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน) (สป.กษ.) นโยบายที่ 2 เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร พิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนด ได้แก่ โครงการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นโยบายที่ 3 การบริหารจัดการน้ำ อาทิ โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น

นโยบายที่ 4 ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง อาทิ โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน (ข้าวอินทรีย์,หม่อนไหม) โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม โครงการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้านการประมง เป็นต้น นโยบายที่ 5 ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง อาทิ โครงการยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรโครงการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกรและโครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร โครงการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นต้น

นโยบายที่ 6 จัดการทรัพยากรทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการกักเก็บคาร์บอน รวมทั้งแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมและมลภาวะจาก PM2.5 อาทิ โครงการบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)และความสมดุลการจัดการทรัพยากรที่ดิน (LDN) โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืนและการจัดการเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำโครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น นโยบายที่ 7 รับมือกับภัยธรรมชาติ วางแผนรับมือและป้องกันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ (ป้องกันและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเศรษฐกิจ) โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.นครศรีธรรมราช โครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.ชัยภูมิ (ระยะที่ 1) โครงการปรับปรุงคลองยม–น่าน จ.สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เป็นต้น

นโยบายที่ 8 สานต่อการทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สินค้าประมง ปศุสัตว์ พืช และยางพารา และนโยบายที่ 9 อำนวยความสะดวกด้านการเกษตร การประกันภัยพืชผลการเกษตร การเจรจาความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

https://www.naewna.com/local/842649

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’  ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝน จนเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง ช่วยขจัดความทุกข์ยากให้แก่พสกนิกรที่ประสบภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลจึงจารึกวันดังกล่าวเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยในชื่อ “วันพระบิดาฝนหลวง” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง อันเป็นมรดกสำคัญของประเทศในการช่วยเหลือประชาชนมาตลอดระยะเวลา 69 ปี

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการรักษา สืบสาน และต่อยอด เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาโดยตลอด เพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจทั้งในการพระราชพิธีสำคัญเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรไทย

อาจกล่าวได้ว่า โครงการพระราชดำริฝนหลวงเป็นการร่วมกันสืบสานการเป็นจิตอาสาพัฒนาตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าและชุมชน ตลอดจนสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชน

“โครงการพระราชดำริฝนหลวง” จึงนับเป็นการทำงานต่างพระเนตรพระกรรณที่สำคัญ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสานรักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ผู้ตรวจฯนำเสนอข้อมูล กรณีการดื้อยาต้านจุลชีพ

https://www.naewna.com/local/842653

ผู้ตรวจฯนำเสนอข้อมูล  กรณีการดื้อยาต้านจุลชีพ

ผู้ตรวจฯนำเสนอข้อมูล กรณีการดื้อยาต้านจุลชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำเสนอ : นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในภาคเกษตร โดยมี Dr.Jorge Marthin Almagro, Deputy Chief Veterinary Officer กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหารและการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดพิธีเปิดการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยมี Dr.Jorge Marthin Almagro, Deputy Chief Veterinary Officer กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหารและการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร (DEFRA) และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการดำเนินงานด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance : AMR) ในภาคเกษตร ตามแนวทาง “สุขภาพหนึ่งเดียว
(One Health)” ของ DEFRA ในการแก้ปัญหาสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำสู่การมีสุขภาพที่ดีของทุกชีวิตบนโลกแบบองค์รวม ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับ“สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)” และได้มีการดำเนินงานด้าน AMR เพื่อลดการใช้ยาต้านจุลชีพ โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์และประมงโดยประเทศไทย พร้อมที่จะมีความร่วมมือกับสหราชอาณาจักร ในประเด็นดังกล่าว

จัดงานวันเกษตรฯ ยึดศาสตร์พระราชา ทำเกษตรทันสมัย สู่การพัฒนายั่งยืน

https://www.naewna.com/local/842650

จัดงานวันเกษตรฯ  ยึดศาสตร์พระราชา  ทำเกษตรทันสมัย  สู่การพัฒนายั่งยืน

จัดงานวันเกษตรฯ ยึดศาสตร์พระราชา ทำเกษตรทันสมัย สู่การพัฒนายั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน–8 ธันวาคม 2567 ที่ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัยความมั่นคงทางอาหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงานดังกล่าว แบ่งเป็น 7 โซน ได้แก่ 1.Agri knowledge and innovation ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร 2.Agri innovations for sustainable and king philosophy นวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืนและศาสตร์พระราชา 3.ชม ชิม ช้อป ใน Green and clean market 4.greenovation wonderland มหัศจรรย์พรรณพฤกษา 5.Food and agri innovations นวัตกรรมอาหารและการเกษตร 6.Happy farmland ดินแดนแห่งฟาร์มสุข และ 7.Amazingagro-tourism กิน บิน ฟิน มหัศจรรย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

คกก.สอบทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม

https://www.naewna.com/local/842651

คกก.สอบทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม

คกก.สอบทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนส่งออกของบริษัทผู้ส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 2/2567 เพื่อติดตามกรณีการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียน โดยมีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบสาเหตุและข้อเท็จจริงกรณีพบการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนสดตลอด
Supply Chain รวมถึงกำหนดแนวทางแก้ปัญหาและการป้องกัน โดยคณะกรรมการได้ตรวจสอบกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งแต่แปลงเกษตรกร โรงคัดบรรจุการตรวจสอบการปฏิบัติงานในการรับรองสุขอนามัยทุเรียนส่งออก รวมถึงตรวจสอบข้อมูลการลักลอบนำเข้าเพื่อสวมสิทธิ์

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออกทุเรียนไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน และกำหนดท่าทีในการหารือกับ GACC ให้เกิดความชัดเจน จึงกำหนดแนวทาง ดังนี้ 1.รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนในทุเรียนส่งออก กำหนดนโยบายยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร และแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อตรวจสอบอย่างจริงจัง 2.ยืนยันพื้นที่ปลูกทุเรียนของไทยปลอดภัยจากการปนเปื้อนไม่เกินค่ามาตรฐาน โดยมีข้อมูลวิทยาศาสตร์ และผลวิเคราะห์จากตัวอย่างดิน และน้ำ ไม่เกินค่ามาตรฐาน

3.ยืนยันข้อมูลตรวจสอบสารเคมีในโรงคัดบรรจุไม่เกินค่ามาตรฐาน และเสนอมาตรการยกระดับมาตรฐาน กำกับดูแลโรงคัดบรรจุส่งออก โดยแก้ประกาศที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลและยกระดับมาตรฐานโรงคัดบรรจุ และ 4.ชี้แจงสาเหตุการปนเปื้อนที่คาดว่าเกิดจากการสวมสิทธิ์ ซึ่งอาจเกิดจากความเสี่ยงในระหว่างการขนส่ง พร้อมเสนอมาตรการแก้ไข โดยการปรับรูปแบบซีลปิดตู้คอนเทนเนอร์รูปแบบใหม่ รวมถึงหารือเกี่ยวกับมาตรฐานของตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ขนส่งทางบก และมาตรการแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าทุเรียนสด

‘กุ้ง’อาหารทะเลยอดฮิต โปรตีนคุณภาพดี อร่อยด้วย ช่วยชาติได้

https://www.naewna.com/local/842648

‘กุ้ง’อาหารทะเลยอดฮิต โปรตีนคุณภาพดี อร่อยด้วย ช่วยชาติได้

‘กุ้ง’อาหารทะเลยอดฮิต โปรตีนคุณภาพดี อร่อยด้วย ช่วยชาติได้

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.48 น.

นักวิชาการ ชู “กุ้ง” สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย มีโปรตีนสูง ไขมันน้อย มีโอเมก้า-3 ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู รสชาติอร่อย อีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะกับเทศกาลท่องเที่ยวสังสรรค์

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลเฉลิมฉลอง มีกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวและงานรื่นเริงสังสรรค์จัดเลี้ยงหลากหลาย ทำให้มีการบริโภคในหลายรูปแบบและรับประทานอาหารกันคึกคัก หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมนำมาทำเป็นเมนูในช่วงเทศกาลปาร์ตี้ หรือ ต้อนรับแขกคนสำคัญ คือ “กุ้ง” เพราะรับประทานง่าย รสชาติหวานอร่อย จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ที่สำคัญประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก ทำให้กุ้งมีเพียงพอต่อความต้องการไม่ขาดแคลน

“กุ้ง” เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย อาทิ แคลเซียม (Calcium) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) แมกนีเซียม (Magnesium) และซีลีเนียม (Selenium) ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และมีกรดอะมิโนที่จำเป็น เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย มีไขมันน้อยกว่าสัตว์บก ไม่มีไขมันอิ่มตัว ส่วนหัวของกุ้งอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีในกลุ่มของโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ตลอดจนลดการอักเสบของโรครูมาตอย

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีกุ้งสามชนิดเป็นหลัก ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งก้ามกราม โดยมีผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ตัน สำหรับการบริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

กุ้งสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ต้ม อบ นึ่ง ปิ้งย่าง หากคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลักแนะนำให้ใช้วิธีต้มหรือนึ่ง แต่หากต้องการรสชาติที่อร่อยแนะเป็นวิธีการย่าง ส่วนผู้ที่ชื่นชอบรับประทานกุ้งแบบดิบ เช่น กุ้งแช่น้ำปลา กุ้งดองซีอิ้ว ควรเลือกร้านที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เชื่อถือได้ จะช่วยให้รับประทานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

สำหรับวิธีการเลือกซื้อ กุ้งสด ให้เลือกที่หัวไม่เป็นสีดำและหัวติดแน่นกับลำตัว สีปกติตามธรรมชาติ เช่น กุ้งขาว เป็นสีขาวทั้งตัว และส่วนหัวบริเวณที่เป็นไขมันสีเหลืองไม่แตก อีกเคล็ดลับที่สำคัญให้ดูที่ด้านหลังของกุ้ง หากยังเห็นไส้สีดำทั้งเส้น แสดงว่ากุ้งมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงเพราะก่อนจับกุ้งยังกินอาหาร เนื้อจะแน่น รสชาติหวานอร่อย ส่วนกุ้งต้มสุก หรือ กุ้งแปรรูป ต้องมีสีส้มสวยตามธรรมชาติ เส้นสีดำตรงลำไส้กุ้งอยู่ครบ จะมีรสชาติดีและเนื้อแน่น เช่น เดียวกับกุ้งสด

การเก็บรักษากุ้งสดให้ใส่ภาชนะที่ป้องกันอากาศและนำเข้าช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ส่วนกุ้งสุกให้แกะส่วนหัวออก ใส่ในภาชนะที่ปิดสนิทไม่สัมผัสกับอากาศและหากเก็บไว้หลายวันให้เก็บในช่องแช่แข็ง

ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกสินค้าสัตว์น้ำรายใหญ่ของโลก ตระหนักดีถึง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดี มีมาตรฐาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนองตอบได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

– 006

ชาวนาเฮ! ‘กษ.’มีมติล่าสุดช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้

https://www.naewna.com/local/842589

ชาวนาเฮ! 'กษ.'มีมติล่าสุดช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้

ชาวนาเฮ! ‘กษ.’มีมติล่าสุดช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.49 น.

ชาวนาเฮ! ก.เกษตรฯ มีมติล่าสุด ช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ วงเงิน 3.8 หมื่นล้านบาท มองหากปรับเหลือ 500 บาทต่อไร่ จะกระทบเกษตรกรรายย่อย เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้ พิจารณาเพิ่มกรอบวงเงิน

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ จากกรณีมติของที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ด้านการผลิตครั้งที่ 1/2567 มีความเห็นให้ปรับเปลี่ยนเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินรวมดอกเบี้ย 3.05% จำนวน 27,550.96 ล้านบาท เสนอ นบข.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ตามที่มีรายงานไปวานนี้ (19 พ.ย) นั้น 

ล่าสุดมีรายงานเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับข้อเรียกร้องจากเกษตรจำนวนมาก ให้พิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยของไทยส่วนใหญ่มีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ เงินช่วยเหลืออาจจะไม่เพียงพอ ทำให้นำมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ข้อสรุปว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ในวันจันทร์ที่ 25 พ.ย.นี้ คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ที่มี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอการช่วยเหลือชาวนาในโครงการช่วยสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวเป็น 1,000 บาทต่อไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ 

โดย ข้อสรุปดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง เพราะหากช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อไร่ ตามเดิม เกษตรกรรายย่อยที่มีที่นาเพียง 5 ไร่ ก็ยังจะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อครัวเรือน แต่หากปรับมาเหลือ 500 บาทต่อไร่ จะได้รับการช่วยเหลือเพียง 2,500 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ

ทั้งนี้ การช่วยเหลือชาวนาในโครงการช่วยสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวเป็น 1,000 บาทต่อไร่ จะต้องใช้งบประมาณ 38,578 ล้านบาท มากกว่าเดิมที่มีกรอบวงเงินอยู่ 29,980.1645 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ จะต้องมีการขอความเห็นจาก นบข.อีกครั้งหนึ่ง

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/842423

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้เข้าหารือร่วมกับ นายเรย์ สมิท ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานนิวซีแลนด์ (Mr. Ray Smith Ministry for Primary Industries – MPI) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เข้าร่วมการหารือด้วย ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร ครอบคลุมการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศ ได้แก่ อาหารสัตว์ และผลไม้ รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร นอกจากนี้ทั้งสองฝ่าย ยังได้ผลักดันการใช้ประโยชน์จากกรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ในการส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวต่อไป

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

https://www.naewna.com/local/842424

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรครั้งที่ 3/2567 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในภาพรวมการผลิตทั้งประเทศ ประกอบด้วย ข้าวนาปี สับปะรดปัตตาเวีย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวผลแก่ กาแฟ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และสุกร

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ปีเพาะปลูก 2567/68 และปี 2567 ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2567 จำนวน 13 ชนิด ดังนี้ 1.ข้าวนาปี ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 62.020 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 60.280 ล้านไร่ ผลผลิต 27.007 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 435 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 448 กิโลกรัม/ไร่ 2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 6.457 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 6.404 ล้านไร่ ผลผลิต 4.742 ล้านตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 734 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 741 กิโลกรัม/ไร่ 3.ถั่วเหลือง ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 71,899 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 71,633 ไร่ ผลผลิต 18,713 ตันผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 260 กิโลกรัม/ไร่และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 261 กิโลกรัม/ไร่ 4.มันสำปะหลังโรงงาน ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.639 ล้านไร่ ผลผลิต 27.196 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,152 กิโลกรัม/ไร่

5.กาแฟ ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่ให้ผล 176,493 ไร่ ผลผลิต 14,665 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 83 กิโลกรัม/ไร่ 6.สับปะรดปัตตาเวีย ปี 2567 เนื้อที่เก็บเกี่ยว 310,631 ไร่ ผลผลิต 1.151 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,704 กิโลกรัม/ไร่ 7.ปาล์มน้ำมัน ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 6.343 ล้านไร่ ผลผลิต 18.607 ล้านตันและผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 2,933 กิโลกรัม/ไร่ 8.ยางพารา ปี 2567 เนื้อที่กรีดได้ 22.471 ล้านไร่ผลผลิต 4.789 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่กรีด 213 กิโลกรัม/ไร่

9.มะพร้าวผลแก่ ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 820,905 ไร่ ผลผลิต 600.519 ล้านผล และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 732 ผล/ไร่ 10.กุ้งขาวแวนนาไม ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 252,834 ไร่ ปริมาณการผลิต 350,420 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,379 กิโลกรัม/ไร่ 11.กุ้งกุลาดำ ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 8,562 ไร่ ปริมาณการผลิต 19,513 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 2,279 กิโลกรัม/ไร่ 12.ปลานิล ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 525,207 ไร่ ปริมาณการผลิต 258,160 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 492 กิโลกรัม/ไร่และ 13.ปลาดุก ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 76,495 ไร่ ปริมาณการผลิต 88,966 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,163 กิโลกรัม/ไร่