‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

กรมชลประทาน ร่วมส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรไทย พร้อมเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ ประจำปี 2569 เพื่อมอบของขวัญแก่ประชาชนและเกษตรกรไทย ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาระบบชลประทาน การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ เป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่แก่พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

สำหรับกรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรมสำคัญเพื่อส่งความสุขในช่วงปีใหม่นี้ ประกอบด้วย กิจกรรม “มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง” โดยการส่งมอบอาคารชลประทาน อาทิ ฝายทดน้ำ ระบบส่งน้ำ และท่อระบายน้ำ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และช่วยระบายน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยน้ำหลากในช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังร่วมกิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เปิดสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม พร้อมร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และสัมผัสทัศนียภาพที่สวยงามของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในความดูแลของกรมชลประทานทั่วทุกภูมิภาค อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่ายโดยตรงแก่ประชาชน เช่น ข้าวอินทรีย์ ผลไม้ ผักสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้จัดตั้งจุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง บริการฟรี สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจแก่ผู้เดินทางตลอดช่วงวันหยุดยาว

กรมชลประทานจึงขอเชิญชวนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 แวะพักผ่อน เยี่ยมชมเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ของกรมชลประทานที่เปิดให้บริการฟรีตลอดช่วงเทศกาล พร้อมขอส่งความสุขและคำอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 ขอให้ประชาชนทุกท่านมีความสุข เดินทางอย่างปลอดภัย และมีความสุขตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้ายกระดับข้าวไทย ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านข้าวแบบองคาพยพ

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้ายกระดับข้าวไทย ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านข้าวแบบองคาพยพ

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้ายกระดับข้าวไทย ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านข้าวแบบองคาพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

วันที่ 25 ธ.ค. 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน การประชุมรายงานความคืบหน้าความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าวและ สวทช. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

▫️นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้มีการดำเนินงานวิจัยด้านข้าวร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี โดยเมื่อครั้งล่าสุดได้ดำเนินการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เมื่อปี พ.ศ. 2566 ซึ่งถือเป็น MOU ฉบับที่ 5 จุดนี้แสดงให้เห็นถึง การทำงานร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงาน ยังคงเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบัน กรมการข้าวได้มีงานวิจัยที่ทำร่วมกับ สวทช. จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยี และการปรับปรุงความหอมในข้าวพันธุ์รับรองผลผลิตสูง โดยใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งพันธุกรรมอย่างจำเพาะ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วในระยะที่ 1 และเตรียมเข้าสู่ ระยะที่ 2 คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับแต่งยีนความหอม และอีกโครงการคือ โครงการ การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเจ้าหอม ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกโดยใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรม ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวเจ้าหอม ปลูกได้ตลอดปี อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตสูง ต้านทานโรคแมลง และทนทานน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนยื่นของบประมาณจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ในปีงบประมาณ 2569 นี้ 

 ▫️อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า การดำเนินงานความร่วมมือกันในอนาคต กรมการข้าว และ สวทช. มีเป้าหมายตรงกัน คือ การส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมไทยเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก เน้น “ผลผลิตต่อไร่สูง และต้นทุนการผลิตต่ำ” ตลอดจนการถ่ายทอดนวัตกรรม เทคโนโลยีแบบยั่งยืน นอกจากนั้นจะมีการต่อยอดไปยังการส่งเสริมข้าวอัตลักษณ์พื้นถิ่น ข้าวเฉพาะทางหรือข้าวที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงต่อไป

▫️อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการข้าวจะจับมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนงานด้านข้าวในรูปแบบองคาพยพ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับข้าวไทย เพราะหากขับเคลื่อนร่วมกันด้วยความสามัคคี จะสามารถทำให้ข้าวไทยกลับมาเข้มแข็งในเวทีโลกได้ แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาเป็นหลัก

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2569

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2569

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2569

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.05 น.

อนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย”

วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงข่าวการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ มีการจัดแสดงพันธุ์กระบือปลักไทย และผลิตภัณฑ์จากกระบือ ณ ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร ต่อยอดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย 

กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยดำเนินการบริการผสมเทียมกระบือที่มีความพร้อมโดยใช้น้ำเชื้อกระบือพ่อพันธุ์ชั้นดีของกรมปศุสัตว์ และสนับสนุนพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยในการคุมฝูงและปรับปรุงสายพันธุ์ในฝูงกระบือของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีกระบือตั้งท้องจากการผสมเทียมและใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง จำนวนกว่า 400 ตัว และมีลูกกระบือเกิดใหม่มากกว่า 500 ตัว สำหรับงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดงานจริง ในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์

เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ เพื่อจัดประกวดแข่งขันกระบือปลักไทยซึ่งเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร และประชาชนผู้สนใจได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ และได้รับองค์ความรู้ด้านการจัดการ การเลี้ยงกระบือปลักไทย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตกระบือปลักไทยที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแสดงผลงานในการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทย ตลอดห่วงโซ่การผลิตถึงการบริโภค ระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ และองค์กรภาคเอกชน โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ จำนวน 2 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย อันเป็นสัตว์เศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โซนที่ 2 โซนนิทรรศการ “วิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย ควายเลี้ยงคน” นำเสนอและออกแบบนิทรรศการที่แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง “คน” กับ “ควาย” ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านไทยมาอย่างยาวนาน เช่น การไถนา การเดินทาง การแสดงในประเพณีท้องถิ่น การพัฒนาอาชีพ โดยนำผลิตภัณฑ์จากควายมาร่วมแสดง และจำหน่าย เช่น เนื้อควาย กาแฟนมควาย กาแฟขี้ควาย ปุ๋ย ผ้ามูลมงคล และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงการนำควายแสนรู้และเชื่อง มาแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วม เช่น ให้อาหารควาย เป็นต้น

กิจกรรมการประกวดและแข่งขันประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น
1) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
2) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
3) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
4) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
5) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
6) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
7) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
8) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
9) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
10) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
11) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
12) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
13) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
14) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
15) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือโดเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
16) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน

ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 3 ถ้วย
1. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศผู้ 1 รางวัล
2. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศเมีย 1 รางวัล
3. ถ้วยรางวัลพระราชทานกระบือปลักไทยยอดเยี่ยม ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 1 รางวัล
โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการนำกระบือเข้าประกวด ต้องมีผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่า เป็นกระบือปลักไทย โดยมีรูปร่างลักษณะตรงตามอัตลักษณ์ ลักษณะประจำพันธุ์ของกระบือปลักไทย ตามการขึ้นทะเบียนพันธุ์สัตว์ ของกรมปศุสัตว์ “กระบือปลักไทย DLD BU 01/2023” และต้องมีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ติดอยู่ที่ตัวกระบือแบบถาวร เช่น ติดเบอร์หูพลาสติก การสักเบอร์หู หรือมีการฝังไมโครชิฟ

“กระบือที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ สำหรับเพศผู้จะมีการเก็บรักษาพันธุกรรมกระบือปลักไทย (จำนวนไม่น้อยกว่า 500 โดส) น้ำเชื้อที่รีดแล้วถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทางกรมปศุสัตว์ เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย และนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของ กรมปศุสัตว์ต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

ท่ามกลางความกังวลของสังคมต่อปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “ปลาต่างถิ่นรุกราน” ที่สร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศน้ำจืดและอาชีพประมงพื้นบ้าน วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการขับเคลื่อนเชิงรุกของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงกำจัด แต่เน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จนทำให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับปลาชนิดนี้ ควบคู่กับการรักษาสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม

เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปลาป่น ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำประสิทธิภาพของแนวทางดังกล่าว โดยนายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นและผู้แทนบริษัทเอกชน นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของโรงงานปลาป่น บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียงมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน สะท้อนจากปริมาณปลาที่ชาวประมงนำมาส่งขายให้โรงงาน ซึ่งลดลงอย่างมากจนไม่เพียงพอสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

“จากเดิมที่เคยรับซื้อปลาหมอคางดำได้วันละหลัก 1,000 กิโลกรัม ปัจจุบันต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะรวบรวมได้ แต่ก็ยังไม่ถึง 200 กิโลกรัม” นายปรีชากล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือสัญญาณชัดว่าประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงจริง ไม่ใช่เพียงการประเมินจากตัวเลขในเอกสาร แต่เป็นผลลัพธ์ที่ภาคธุรกิจรับรู้ได้โดยตรง

ในมิติคุณภาพ นายปรีชายังชี้ให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำมีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะด้านโปรตีน “ปลาน้ำจืดทั่วไปโปรตีนจะอยู่ราว 30–40% แต่ปลาหมอคางดำได้ถึง 55% ขณะที่ปลาทะเลทั่วไปจะมากกว่า 60% เรื่องโปรตีนจึงไม่ใช่ปัญหา หากโปรตีนน้อยก็ทำอาหารสัตว์ โปรตีนมากก็แปรรูปเป็นอาหารคนได้” มุมมองนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ปลาหมอคางดำไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็นภาระ หากมีการจัดการและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

ด้านภาครัฐ โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม รายงานผลการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พบว่าความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในลำคลองต่างๆ ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่พบเฉลี่ย 100 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ปัจจุบันเหลือเพียง 5–7 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการควบคุมที่ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ขณะที่สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ได้ยกระดับการแก้ปัญหาเป็น “วาระร่วมของชุมชน” โดยผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ครอบคลุม 21 สายคลองทั่วจังหวัด การดำเนินงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจับปลา แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่านกิจกรรมมากกว่า 45 ครั้ง ที่ช่วยทั้งลดความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ และสร้างการรับรู้ให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและจัดการร่วมกัน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการจัดการที่รวดเร็ว เป็นระบบและยั่งยืน พร้อมการส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น ปลาร้า ปลาแดดเดียว และน้ำปลา ทำให้ปลาหมอคางดำจาก “ปัญหา” กลายเป็น “ทรัพยากร” ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น และลดแรงจูงใจในการปล่อยหรือแพร่กระจายปลากลับสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ในระดับนโยบาย นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เคยเปิดเผยว่า กรมประมงได้เร่งควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำผ่านกิจกรรมเชิงรุก อาทิ การ “ลงแขกลงคลอง” และการนำปลาหมอคางดำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพ ภายใต้แบรนด์ “WASTE, NOT WASTED ของเสียที่ไม่เสียของ” ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายในพื้นที่

อีกหนึ่งกลไกสำคัญ คือโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำจากบ่อเพาะเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ 14 จังหวัด ปัจจุบันสามารถรับซื้อและส่งต่อให้กรมพัฒนาที่ดินเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพได้แล้วรวมกว่า 2.84 ล้านกิโลกรัม (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2568) ตัวเลขนี้ไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาในธรรมชาติ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดให้คล้องจอง แต่คือกระบวนการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าด้วยกัน จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในเชิงการลดจำนวนปลาหมอคางดำ การฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ และการสร้างรายได้ใหม่ให้ท้องถิ่น บทเรียนสำคัญคือ เมื่อชุมชน “รู้จริง” และมีเครื่องมือที่เหมาะสม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนก็สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว เครื่องร้อน สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนา ปี 69

อธิบดีกรมการข้าว เครื่องร้อน สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนา ปี 69

อธิบดีกรมการข้าว เครื่องร้อน สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนา ปี 69

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เครื่องร้อน  สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาฯ ปี 69

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ทั้งนี้  รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ได้มีคณะรัฐมนตรี กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรการทำนาที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทยและเป็นวาระสำคัญต่อกิจกรรมข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิตในการกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

รายงานข่าว ยังระบุด้วยว่า  การที่กำหนดให้มีวันข้าวและชาวนาแห่งชาติเป็นการเฉพาะ โดยแยกออกจากวันพระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นเกษตรกรนั้น เนื่องจากวันพระราชพิธีพืชมงคลดังกล่าวมิได้เฉพาะเจาะจงแต่เฉพาะอาชีพการทำนาและชาวนาเท่านั้น แต่หมายรวมถึงอาชีพการทำไร่ การทำสวนด้วย ประกอบกับการกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลในแต่ละปีนั้น เป็นการกำหนดทางจันทรคติ ทำให้ไม่สามารถระบุเป็นวันแน่ชัดล่วงหน้าถาวรในปฏิทินได้ และไม่เหมาะสมที่จะจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองสำหรับชาวนาโดยทั่วไป รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีภารกิจในการเตรียมงานสำหรับพระราชพิธีดังกล่าวด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมส่งเสริมอาชีพเกษตรในสังคมเมือง

21 ธันวาคม 2568 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” ซึ่งจัดขึ้นในห้วงระยะเวลา 100 วัน แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดโพรงมะเดื่อ ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
ภายในงาน ได้มอบอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนวัดโพรงมะเดื่อ เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมอบรมฝึกอาชีพด้านการเกษตรในสังคมเมือง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ การปลูกผักสวนครัวในพื้นที่จำกัดในรูปแบบกระถางแขวน การเพาะต้นอ่อนพืช การร้อยมาลัยจากดอกกล้วยไม้ และการจัดกระเช้ากล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชน

นางอัญชลี บอกอีกว่ากิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

รองนายกฯ ‘ธรรมนัส’ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ คลินิกเกษตรเคลื่อนที่

รองนายกฯ 'ธรรมนัส' เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ คลินิกเกษตรเคลื่อนที่

รองนายกฯ ‘ธรรมนัส’ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ คลินิกเกษตรเคลื่อนที่

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

วันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการในระดับท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรเกษตรกร เข้าร่วมให้บริการ จำนวน 39 หน่วยงาน ณ โรงเรียนวัดโพรงมะเดื่อ (ศรีวิทยากร) ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

▫️โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จำนวน 11 คลินิกหลัก ได้แก่ คลินิกดิน (สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม) คลินิกพืช (ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครปฐม) คลินิกข้าว (ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี) คลินิกปศุสัตว์ (สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม) คลินิกประมง (สำนักงานประมงจังหวัดนครปฐม) คลินิกชลประทาน (โครงการชลประทานนครปฐม) คลินิกสหกรณ์ (สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม) คลินิกบัญชี (สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดนครปฐม) คลินิกกฎหมาย (สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครปฐม) คลินิกหม่อนไหม (ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ กาญจนบุรี) และคลินิกส่งเสริมการเกษตร (สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม) 

 ▫️นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการอบรมระยะสั้น เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่สำคัญในพื้นที่ หัวข้อซ่อมอาชีพเดิม เสริมอาชีพใหม่ และมีการออกร้านและบริการสินค้าราคาประหยัดจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer Smart Farmer และกลุ่มโอทอป ภายในจังหวัดนครปฐม จำนวน 20 ร้านค้า อีกด้วย

▫️ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าว นำผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ร่วมออกบูธคลินิกข้าว โดยได้นำนิทรรศการและองค์ความรู้ด้านข้าวมาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการหนาวนี้แช่ข้าวอย่างไร ให้งอกสวย ตัวอย่างการตรวจสอบสิ่งเจือปนและการทดสอบความงอกของข้าวอย่างง่าย ตลอดจนนิทรรศการข้อมูลด้านพันธุ์ข้าวมาจัดแสดงให้ผู้เข้าร่วมงาน 

▫️สำหรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรในคราวเดียวกัน ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตร เช่น การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช สัตว์ ประมง รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และฝึกอบรมความรู้การเกษตรที่เหมาะสมควบคู่กันไปด้วย

ธรรมนัสลุยเชียงราย ชูโมเดลไถกลบตอซัง แก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก-ฝุ่น PM 2.5

ธรรมนัสลุยเชียงราย ชูโมเดลไถกลบตอซัง แก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก-ฝุ่น PM 2.5

ธรรมนัสลุยเชียงราย ชูโมเดลไถกลบตอซัง แก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก-ฝุ่น PM 2.5

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.42 น.

อธิบดีกรมการข้าวร่วมติดตามรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย

19 ธันวาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ร่วมติดตาม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจราชการและพบปะรับฟังปัญหา จากพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเตรียมผลักดันการเชื่อมโยงกลไกภาคการเกษตร สร้างความมั่นคง สู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำในเรื่อง การลดการเผาตอซัง 

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบหมายให้ กรมการข้าวร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินในการขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ไถกลบ – ลดการเผาตอซัง ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการอยู่ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ ลดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่น PM 2.5) และก๊าซเรือนกระจก

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

19 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเร่งขับเคลื่อนงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 2 นายชาคริต ไทยประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 2 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนเชียงแสนวิทยา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้นำเสนอ VTR เกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตร  รวมทั้งบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ลดความเสี่ยงจากอุทกภัย และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 13 บ้านแม่คำใหม่ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมถึงลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ มีความจุอ่างฯ  51.65 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ประมาณ 79,000 ไร่ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝน 67,000 ไร่ และฤดูแล้ง 48,900 ไร่

ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย มีความจุอ่างฯ  20.41 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 57,000 ไร่ สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูฝน 45,500 ไร่ และฤดูแล้ง 33,200 ไร่

ปัจจุบันทั้ง 2 แห่ง อยู่ในแผนดำเนินงานก่อสร้างระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2571–2574) หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สำคัญ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านน้ำของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

กยท.รุดเยียวยา! ‘ชาวสวนยาง’ ชายแดนบุรีรัมย์-หลังได้รับผลกระทบสู้รบ

กยท.รุดเยียวยา! ‘ชาวสวนยาง’ ชายแดนบุรีรัมย์-หลังได้รับผลกระทบสู้รบ

กยท.รุดเยียวยา! ‘ชาวสวนยาง’ ชายแดนบุรีรัมย์-หลังได้รับผลกระทบสู้รบ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.53 น.

กยท.รุดเยียวยา! ชาวสวนยางชายแดนบุรีรัมย์ จ่ายรายละ 3,000 บ. เผยสู้รบทำผลผลิตหาย 1.5 หมื่นตันต่อวัน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมคณะ มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุด ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ลี้ภัยจากการสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้แทนรับมอบ

ดร.เพิก เปิดเผยว่า กยท. เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ 1.เงินชดเชยขาดรายได้ รายละ 3,000 บาท ระหว่างที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ทำกินได้ 2.กรณีเสียชีวิต ซึ่งช่วยเหลือค่าทำศพรายละ 30,000 บาท และ 3.การฟื้นฟู โดยสนับสนุนปุ๋ยและอุปกรณ์การเกษตรเพื่อลดต้นทุนในพื้นที่ที่สวนยางได้รับความเสียหายจากการโดนระเบิด

ปัจจุบันพื้นที่สวนยางใน 9 จังหวัดชายแดนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะ จ.บุรีรัมย์ เสียหายกว่า 1 แสนไร่ และภาพรวมทั้งแนวชายแดนเสียหายกว่า 1 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตยางพาราหายไปจากระบบประมาณ 10,000 – 15,000 ตันต่อวัน

สำหรับสถานการณ์ราคายาง ดร.เพิก ระบุว่า หลังจากผ่านพ้นช่วงขาลงจากปัจจัยน้ำท่วมหาดใหญ่และค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะนี้ราคายางได้หยุดการลดลงและเริ่มขยับเป็นขาขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เนื่องจากซัพพลายในตลาดหายไปจากเหตุสู้รบ โดย กยท. ได้เตรียมเงินหมุนเวียนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคา มั่นใจว่าราคายางเฉลี่ยทั้งปีจะไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน

///////-026