อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว/ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังความก้าวหน้าและผลการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญงานด้านเมล็ดพันธุ์และและงานวิจัยข้าวในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ โดยผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ศูนย์ฯ ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานอย่างรอบด้าน ทั้งภารกิจการดำเนินงานด้านงานวิจัยและพัฒนาข้าว การผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน การสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการตามนโยบายของกรมการข้าว ที่มุ่งเน้นความเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเน้นย้ำการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่เกษตรกร

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีอานนท์ ได้ถือโอกาสพบปะพูดคุย พร้อมถ่ายภาพร่วมกันกับกลุ่มเกษตรกร จากโครงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร จ.มหาสารคาม ที่เข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานีอีกด้วย 

การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนภาพการกำกับติดตามงานเชิงรุกของผู้บริหาร ที่มุ่งให้ทุกภารกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง ทุกโครงการขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ และทุกขั้นตอนดำเนินไปตามกรอบนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบงานวิจัยและงานด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยอย่างยั่งยืน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.15 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน นายเกียรติยศ ทรงสง่า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน นางสาววิจิตตรา รักกมล ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ นายสุทธวัชร นาคสวาทดิ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ติดตามคณะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และโฉนดต้นไม้ ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 100 ราย 104 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,366 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม และอำเภอเหนือคลอง เพื่อมุ่งยกระดับสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.01 น.

ภายใต้นโยบายรัฐบาลดิจิทัล กรมที่ดินเร่งยกระดับการให้บริการสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดขั้นตอน ลดเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงข้อมูล ช่วยยกระดับการบริหารจัดการที่ดินของประเทศสู่มาตรฐานใหม่ รองรับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล

กรมที่ดินได้เปิดตัวโครงการ “125 ปีกรมที่ดิน : ปีแห่ง e-Service” มุ่งสู่การให้บริการที่ดินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “125 ปีแห่งความเชื่อมั่น สู่การบริการที่ดินดิจิทัล เพื่อประชาชนทุกคน” เน้นลดการเดินทางและเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม ผ่านระบบ DOL e-Service และสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ถูกพัฒนาให้ครอบคลุมทั้ง 462 สำนักงานทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนสามารถทำธุรกรรมด้านที่ดินได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมาร์ตโฟนหรือระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงาน

ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมที่ดินได้เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ “กรมที่ดินดิจิทัล” อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ ครอบคลุมแล้ว 34 จังหวัด กว่า 230 สำนักงาน ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ดินของประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

‘สุชาติ’ สั่งการด่วน! ระดมกำลังช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตภัยแล้ง พร้อมส่งกำลังใจแนวหน้าไฟป่า

‘สุชาติ’ สั่งการด่วน! ระดมกำลังช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตภัยแล้ง พร้อมส่งกำลังใจแนวหน้าไฟป่า

‘สุชาติ’ สั่งการด่วน! ระดมกำลังช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตภัยแล้ง พร้อมส่งกำลังใจแนวหน้าไฟป่า

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนในช่วงฤดูร้อน สั่งการด่วนให้ กรมทรัพยากรน้ำ เร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ควบคู่การสนับสนุนภารกิจควบคุมไฟป่า ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากสภาพอากาศแห้งแล้งและปัญหา PM 2.5

นายธีระชุณ บุณสิทธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่(สทน.) 1, 2 และ 4 ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร

สทน. 1 สนับสนุนน้ำสะอาดช่วยเหลือประชาชนบ้านหัวทุ่ง หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 70 ครัวเรือน รวม 250 คน บรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที พร้อมมอบน้ำดื่ม 500 ขวด ผ่านกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดลำปาง เพื่อส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่แนวหน้าดับไฟป่า

สทน. 2 โดยส่วนเครื่องกล จังหวัดนครสวรรค์ ลงพื้นที่ควบคุมการเดินเครื่องสูบน้ำในตำบลวังใหญ่ อำเภอท่าตะโก และตำบลไผ่สิงห์ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้ประชาชนหลายหมู่บ้าน พร้อมป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงวิกฤต

ขณะที่ สทน.4 สนับสนุนรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 54 เที่ยว รวม 324,000 ลิตร เติมระบบประปาหมู่บ้านสีสวาด หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 16 นิ้ว สูบน้ำจากลำห้วยกุดจอกเข้าสู่บ่อหนองไผ่น้อย–หนองไผ่ใหญ่ เพื่อผลิตน้ำประปาในพื้นที่เทศบาลตำบลโพนทอง หมู่ที่ 1, 3 และ 9 อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำและรักษาพื้นที่เกษตรกรรมหลายร้อยไร่

รองนายกฯ นายสุชาติ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการทรัพยากร เครื่องจักร และกำลังภาคสนามอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือนและภาคการเกษตร พร้อมยืนยันว่า กรมทรัพยากรน้ำจะยืนหยัดทำหน้าที่ดูแล “น้ำต้นทุนของประเทศ” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

-(016)

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ ‘ปลาคาร์ฟมงคล’ ขายดีสวนกระแส-รายได้พุ่ง

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ 'ปลาคาร์ฟมงคล' ขายดีสวนกระแส-รายได้พุ่ง

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ ‘ปลาคาร์ฟมงคล’ ขายดีสวนกระแส-รายได้พุ่ง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ ‘ปลาคาร์ฟมงคล’ ขายดีสวนกระแส รายได้พุ่งเดือนละ 3 หมื่นบาท

วันที่ 2 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวของ นายวรวุฒิ นวลนิ่ม อายุ 31 ปี เกษตรกรหนุ่มในพื้นที่หมู่ 4 ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง ที่ใช้ความพยายามและความรักในสัตว์เลี้ยง เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ารอบบ้านให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่มั่นคง ด้วยการเพาะเลี้ยงปลาคาร์ฟสวยงามและปลามงคลหลากสายพันธุ์

นายวรวุฒิ เปิดเผยว่า ตนเองเริ่มต้นจากการศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟผ่านช่องทางยูทูบและเดินสายดูงานตามแหล่งเพาะพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศ จนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ยาวนานกว่า 5-6 ปี ปัจจุบันสามารถเปิดฟาร์ม ‘ตรังคาร์ฟ’ เป็นของตนเองได้สำเร็จ โดยมีปลาคาร์ฟหลากสีสัน เช่น สีขาว-แดง, สีเหลืองทอง, สีส้ม และปลา 3 สีในตัวเดียว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

ตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน สีสันของปลาคาร์ฟถือเป็นสีแห่งโชคลาภและบารมี ลูกค้าส่วนใหญ่จึงมักซื้อไปเลี้ยงเป็นเลขมงคล เช่น 8 หรือ 9 ตัว เพื่อเสริมโหงวเฮ้งให้บ้านและที่ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้การนั่งชมปลาคาร์ฟยังช่วยสร้างความเพลิดเพลินและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี

ที่ฟาร์มแห่งนี้มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ ตัวละ 25 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยงามและอายุของปลา ทำให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม โดยสร้างรายได้เฉลี่ย 25,000 – 30,000 บาทต่อเดือน นอกจากปลาคาร์ฟแล้ว ยังมีปลาสวยงามอื่นๆ เช่น ปลาทองฮอลันดา ปลาบอลลูน และปลาหางนกยูง ไว้ให้ลูกค้าเลือกซื้อในราคาประหยัดอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลือกตักปลาคาร์ฟด้วยตนเอง หรือซื้อไปเสริมฮวงจุ้ย สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ตรังคาร์ฟ’ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 084-2494287

กรมการข้าว รวมพลัง Big Cleaning Day เตรียมพร้อมยิ่งใหญ่ ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนากรมการข้าว 16 มีนาคมนี้

กรมการข้าว รวมพลัง Big Cleaning Day เตรียมพร้อมยิ่งใหญ่ ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนากรมการข้าว 16 มีนาคมนี้

กรมการข้าว รวมพลัง Big Cleaning Day เตรียมพร้อมยิ่งใหญ่ ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนากรมการข้าว 16 มีนาคมนี้

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.00 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Big Cleaning Day” พร้อมด้วย นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ กรมการข้าว ร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาดบริเวณโดยรอบอาคารสำนักงานและลานจอดรถ เพื่อเตรียมความพร้อมสถานที่สำหรับการจัดงานวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 20 ปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2569 นี้

กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงเป็นการปรับภูมิทัศน์ให้สะอาด เป็นระเบียบ และพร้อมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพลังความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจ และความภาคภูมิใจของบุคลากรทุกภาคส่วน ที่พร้อมก้าวสู่ปีที่ 20 อย่างมั่นคงและสง่างาม ดังนั้นการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นภายในหน่วยงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านข้าวของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

– 006

กรมการข้าว หนุนข้าวปลอดภัยสู่ OTOP ระดับ 4 ดาว เพิ่มรายได้เกษตรกร

กรมการข้าว หนุนข้าวปลอดภัยสู่ OTOP ระดับ 4 ดาว เพิ่มรายได้เกษตรกร

กรมการข้าว หนุนข้าวปลอดภัยสู่ OTOP ระดับ 4 ดาว เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.12 น.

การพัฒนาข้าวปลอดภัยและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกรไทย ท่ามกลางความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตร สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการรวมพลังเกษตรกรเพื่อสร้างระบบการผลิตข้าวคุณภาพ จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่การเป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว

คุณกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท  กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของสหกรณ์เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ แม้จะผลิตข้าวได้ แต่เมื่อนำไปจำหน่ายกลับไม่ได้ราคาที่เหมาะสม ทำให้สหกรณ์ต้องหาทางช่วยเหลือสมาชิกในการเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานการผลิต

“ช่วงแรกเรารวมตัวกันเพราะราคาพืชผลที่ผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้ราคา พอสหกรณ์เข้ามา ก็พยายามหาวิธีช่วยสมาชิก และเมื่อมีโครงการนาแปลงใหญ่เกิดขึ้น เราจึงนำสมาชิกเข้าร่วม เพื่อพัฒนาให้การปลูกข้าวได้มาตรฐาน GAP ส่งเข้าสหกรณ์เพื่อแปรรูปและจำหน่าย” คุณกำไรกล่าว

สหกรณ์ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า สมาชิกต้องสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นและมีความมั่นคงทางรายได้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการข้าวปลอดภัยจำนวน 40 รายในปัจจุบัน เนื่องจากการปรับรูปแบบการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP จากรายบุคคลมาเป็นรายกลุ่ม ซึ่งต้องควบคุมคุณภาพทั้งแปลงนา

“หากมีแปลงใดพบปัญหา เช่น ข้าวดีดที่ปนเปื้อนและแก้ไขไม่ได้ จะส่งผลต่อการรับรองของทั้งกลุ่ม เราจึงต้องรักษามาตรฐานอย่างเข้มงวด ไม่สามารถผ่อนปรนได้ เพราะข้าวของเราต้องเป็นข้าวมาตรฐานและเป็นพันธุ์แท้” ผู้จัดการสหกรณ์กล่าว

ในด้านการผลิต สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่สมาชิก ตั้งแต่การวางแผนการปลูก การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ การใช้สารที่เหมาะสม ไปจนถึงการวางแผนการตลาด โดยมีกรมการข้าวเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยสนับสนุนด้านวิชาการและมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ยังได้เข้ามาช่วยพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของทางสหกรณ์ และ เชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกร ไปพร้อมๆ กัน

สำหรับพันธุ์ข้าวเด่นของกลุ่ม ได้แก่ ข้าว กข43 และข้าวหอมขาวเจ๊กชัยนาท ซึ่งเป็นสินค้า GI หรืออัตลักษณ์ของจังหวัดชัยนาท โดยข้าวหอมขาวเจ๊กชัยนาทเป็นข้าวพื้นถิ่นที่มีกลิ่นหอม เมล็ดใหญ่ และปลูกแบบนาปี ขณะที่ข้าว กข43 ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคสายสุขภาพ เนื่องจากเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ

“ข้าว กข43 ปลูกไม่ยาก ปลูกได้ตลอดปี และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาล เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน จึงขายดีมาก” คุณกำไรกล่าว

ในส่วนของการแปรรูป สหกรณ์มีโรงสีที่ได้รับมาตรฐาน GMP ควบคุมกระบวนการตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต ลดความชื้น ตรวจจุดเสี่ยง ไปจนถึงการผลิตในระบบความปลอดภัย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและรักษาคุณภาพสินค้า โดยมีการอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์จากการยกระดับคุณภาพทำให้ราคาข้าวของสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยข้าวทั่วไปในฤดูกาลที่ผ่านมาอาจขายได้เพียงตันละประมาณ 5,000 บาท ขณะที่ข้าว กข.43 ที่ผลิตตามมาตรฐานสามารถขายได้ถึงประมาณตันละ 10,000 บาท ช่วยเพิ่มรายได้และเกษตรกรมีภาระหนี้สินลดลง

“สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการสามารถชำระหนี้ได้ เพราะราคาข้าวดีขึ้น ต่างจากเกษตรกรที่ยังใช้วิธีการผลิตแบบเดิม” คุณกำไรกล่าว

ด้านการตลาด สหกรณ์ใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศในการกระจายสินค้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ของตนเอง โดยเน้นการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงผ่านเพจและไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจในจุดเด่นของสินค้าและรักษาฐานลูกค้า

สำหรับวิสัยทัศน์ในอนาคต สหกรณ์มุ่งสู่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และแนวทางการเกษตรยั่งยืน เช่น การส่งเสริมการทำนาคาร์บอนต่ำ การลดการเผาฟาง และการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“เราต้องให้ความรู้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปรับตัวทัน ถ้ายังทำนาแบบเดิม ใช้สารเคมีหนัก ๆ ในอนาคตอาจแข่งขันไม่ได้ การพัฒนาคุณภาพจึงเป็นทางรอดของเกษตรกร” ผู้จัดการสหกรณ์กล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ ซึ่งดำเนินงานมากว่า 37 ปี จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสหกรณ์ในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับเกษตรกรไทย จากการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบการผลิตข้าวปลอดภัยที่มีมาตรฐานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน หากผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ สามารถติดต่อมาได้ที่ เพจข้าวสารคุณภาพ ข้าวเพื่อสุขภาพ by ข้าวรักนะ 

‘อธิบดีกรมการข้าว’ จับมือออสเตรเลีย ดันปลูก ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นวัตกรรมใหม่ เตรียมส่งป้อนตลาดโลก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ จับมือออสเตรเลีย ดันปลูก 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' นวัตกรรมใหม่ เตรียมส่งป้อนตลาดโลก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ จับมือออสเตรเลีย ดันปลูก ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นวัตกรรมใหม่ เตรียมส่งป้อนตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.53 น.

เตรียมลืมข้อจำกัดเดิมๆ! กรมการข้าวเซ็น MOU ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย นำร่องโปรเจกต์ “ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ” ชูนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้นานอกเขตชลประทานก็ปลูกได้ เปิดประตูให้ชาวนาไทยส่งออกข้าวสู่ตลาดพรีเมียม!

กรมการข้าว พลิกโฉมการทำนาของไทย เมื่อ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) เชิงกลยุทธ์กับ Mr. Ed Thistlethwaite (นายเอ็ด ดิสเทิลเวท) ผู้อำนวยการบริษัท ไรซ์โกรเวอร์ส สิงคโปร์ จำกัด ในเครือ The SunRice Group บริษัทยักษ์ใหญ่จากประเทศออสเตรเลีย

เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือระยะเวลา 1 ปีนี้ คือการลุย “โครงการนำร่องและประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์” ในการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของไทย เพื่อส่งออกไปตีตลาดโลก!

ไฮไลต์สำคัญ: ปลดล็อกพื้นที่ ปลูกได้แม้น้ำไม่สมบูรณ์!

ที่ผ่านมา การปลูกข้าวลดโลกร้อนในบ้านเรา มักใช้วิธี “เปียกสลับแห้ง (AWD)” ซึ่งขยายผลได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดใหญ่คือ ต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ข่าวดีคือ The SunRice Group จะนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วย ซึ่ง “ไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่มีระบบชลประทาน” จึงมั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้พี่น้องชาวนาไทยขยายพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำได้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล!

การทำงานร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ชาวนา

เพื่อขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้ให้สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายได้แบ่งบทบาทดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างชัดเจน ดังนี้ครับ:

•กรมการข้าว: จะเป็นทัพหน้าในการ “คัดเลือกกลุ่มเกษตรกร” ที่เหมาะสมเข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดอบรม ถ่ายทอดความรู้ เก็บข้อมูลการลดคาร์บอนจากแปลงนา และประสานงานภาครัฐให้ราบรื่น

• The SunRice Group: จะนำข้อมูลความต้องการข้าวคาร์บอนต่ำจากตลาดโลกมาเจาะลึกให้ชาวนารู้ พร้อมสนับสนุนข้อกำหนดด้านคุณภาพ การรับรองมาตรฐาน และแนวทางการส่งออก เพื่อให้ข้าวไทยไปถึงมือผู้บริโภคทั่วโลก

จับตาดูโครงการนำร่อง 1 ปีนี้ให้ดี! เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่จะช่วยยกระดับข้าวไทย และเปิดทางให้เกษตรกรก้าวสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ตลาดโลกกำลังต้องการครับ

“พี่น้องชาวนาคิดว่า เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ต้องง้อระบบชลประทานแบบ 100% จะช่วยให้เราทำข้าวส่งออกได้ง่ายขึ้นไหมครับ? ใครสนใจอยากให้กลุ่มของตัวเองเข้าร่วมเป็นกลุ่มนำร่องบ้าง คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยครับ!”

#กรมการข้าว #ชาวนาไทย #SunRiceGroup #ข้าวคาร์บอนต่ำ #เปียกสลับแห้ง #เกษตรกร #อานนท์นนทรีย์ #ส่งออกข้าว #ข้าวไทย #ข่าวเกษตร

กรมชลฯ – กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

กรมชลฯ – กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.37 น.

กรมชลประทาน ประสานความร่วมมือ กฟผ. ลงนาม 3 ฉบับ พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน แหล่งพลังงานสะอาด มุ่งเป้า Net Zero พร้อมศึกษาวิจัยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุด

25 กุมภาพันธ์ 2569 กรมชลประทาน ลงนาม 3 บันทึกข้อตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ 1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว (จ.กาฬสินธุ์) เขื่อนลำตะคอง (จ.นครราชสีมา) เขื่อนกระเสียว(จ.สุพรรณบุรี) และเขื่อนห้วยแม่ท้อ (จ.ตาก) 2) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนแก่งกระจาน (จ.เพชรบุรี) และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล (จ.เชียงใหม่) และ 3) โครงการวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ โดยมี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. และนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นตัวแทนลงนาม พร้อมด้วย นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. และนายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษากรมชลประทาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีบทบาทหลักในการวางแผน พัฒนา และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ รวมไปถึงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับลุ่มน้ำ ความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยนำน้ำที่บริหารจัดการตามแผนชลประทานอยู่แล้วมาเพิ่มมูลค่าทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบข้อมูลของทั้งสองหน่วยงานและงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การทำงานร่วมกันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการวางแผนในระดับลุ่มน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงเทคนิค และการพัฒนานวัตกรรมสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านน้ำและประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระยะยาว

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน จึงร่วมกับกรมชลประทานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือสามารถใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยนำน้ำที่ได้จากการระบายน้ำของเขื่อนตามแผนของกรมชลประทานมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว เขื่อนลำตะคอง เขื่อนกระเสียว และเขื่อนห้วยแม่ท้อ ได้รับอนุมัติในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ให้ กฟผ. ดำเนินการร่วมกับ กรมชลประทาน โดยสามารถผลิตไฟฟ้ารวมกันได้ปีละ 39 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 15,000 ตันคาร์บอนต่อปี นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานที่มีอยู่ ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 70 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 50,000 ตันคาร์บอนต่อปี และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 28.75 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 13,000 ตันคาร์บอนต่อปี ปัจจุบัน กฟผ. ผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 16 เขื่อน รวมผลิตไฟฟ้าได้ต่อปีกว่า 660 ล้านหน่วย ลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้กว่า 360,000 ตันคาร์บอนต่อปี

– 006

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าอัปสกิล IT ยกระดับองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล หนุนชาวนาลดต้นทุน – ลดคาร์บอน

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าอัปสกิล IT ยกระดับองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล หนุนชาวนาลดต้นทุน – ลดคาร์บอน

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าอัปสกิล IT ยกระดับองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล หนุนชาวนาลดต้นทุน – ลดคาร์บอน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.49 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรม “การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการข้าว” โดยมีผู้บริหารทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วม ณ โรงแรม พาโค่ เขาใหญ่ บาย โบนันซ่า จังหวัดนครราชสีมา

กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานองค์กร สอดรับนโยบายเร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และการผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำของรัฐบาล เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยสู่ “เกษตรกรรุ่นใหม่” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมา กรมการข้าวได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญ อาทิ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดการปล่อยคาร์บอนในภาคเกษตร

ปัจจุบัน กรมการข้าวได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลและแพลตฟอร์มสำคัญ อาทิ ระบบพยากรณ์และเตือนภัยศัตรูพืช ระบบ Rice GIS ระบบบริหารข้อมูลชาวนาอาสา ระบบฐานข้อมูลแปลงนา ระบบติดตามผลการดำเนินงาน รวมถึงแอปพลิเคชัน ALLRice ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านข้าว ปฏิทินเพาะปลูก การพยากรณ์ราคา และระบบเตือนภัยโรคระบาด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรอย่างครบวงจร ซึ่งทิศทางอนาคต กรมการข้าวกำหนด 5 แนวทางสำคัญในการยกระดับข้าวไทย ได้แก่ 1.พัฒนาระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด ด้วยฐานข้อมูล Demand-Supply 2.ส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำ พร้อมระบบตรวจวัดและรายงาน (MRV) 3.สร้างระบบตลาดข้าวเชื่อมโยงโลก ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) 4. ปฏิรูประบบนโยบายและแรงจูงใจภาครัฐ ด้วยกลไกจ่ายตามผลลัพธ์ (Result-Based Incentive) และ 5. ขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูง ผ่านนวัตกรรมการแปรรูปและการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยในตลาดโลก

เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่างนำมาใช้บริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ รวมถึงสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต ดังนั้น บุคลากรกรมการข้าวจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล เพื่อสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการผลิตข้าวของประเทศต่อไป