รองปลัดฯรุดติดตามงาน ช่วยผู้เลี้ยงโคนมรายย่อย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810167

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยในโครงการ
พระราชดำริ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ผ่านระบบ Zoom Meetingโดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.แนวทางการดำเนินงานช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยในโครงการพระราชดำริ

2.ภาพรวมแนวทางการดำเนินงานและความก้าวหน้าการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยทั่วประเทศ และ 3.ความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค แผนงาน/แนวทาง การดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยในโครงการพระราชดำริ 7 แห่ง คือสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จ.สกลนคร, สหกรณ์โคนมหนองโพ จ.ราชบุรี, สหกรณ์โคนมชะอำ และสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค จ.เพชรบุรี, สหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค จ.ประจวบคีรีขันธ์, สหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค จ.สระบุรี และสหกรณ์โคนมทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย เพื่อให้มีประสิทธิภาพต่อไป

พด.ทำแผนใช้ที่ดินตำบล มุ่งใช้งานอย่างเหมาะสมยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810169

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้จัดทำแผนการใช้ที่ดินซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนการใช้ที่ดินระดับต่างๆ ประกอบด้วย ระดับประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพรวมและเกิดการเชื่อมโยงการใช้ที่ดินด้านต่างๆ ของทั้งประเทศ ระดับจังหวัด เป็นการบริหารจัดการการใช้ที่ดินในจังหวัด และนำไปสู่การจัดทำแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล ซึ่งจัดทำให้สอดคล้องกับศักยภาพของที่ดินการเกษตร โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชนตามบริบทของพื้นที่และครอบคลุมรายละเอียดหลายด้าน ได้แก่ การวางแผนการผลิต การอนุรักษ์ดินและน้ำการเตรียมดิน การจัดการอินทรียวัตถุ การจัดการธาตุอาหารพืช การจัดการน้ำในดิน รวมทั้งการควบคุมศัตรูพืชด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลแผนการใช้ที่ดินไปใช้พัฒนาพื้นที่การเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ของตนเองได้ ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรดินและที่ดินได้อย่างยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร

สำหรับการขับเคลื่อนจัดแผนการใช้ที่ดินระดับตำบลนั้น สำนักงานพัฒนาที่ดิน 12 เขต และสถานีพัฒนาที่ดินในสังกัดได้ร่วมกันดำเนินการ โดยมีกองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน และหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนข้อมูล รวมทั้งให้แนวทางและข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนการใช้ที่ดิน ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมและให้ความรู้กับเกษตรกรในการพัฒนาพื้นที่การเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ตามแผนฯ ผ่านโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด ก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นต้น หรือโครงการของหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ ได้นำไปต่อยอดสู่โครงการความร่วมมือพัฒนาตำบล (SMART TAMBON) ซึ่งเป็นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในรูปแบบฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่

ส่วนการวางแผนการใช้ที่ดินและให้ข้อมูลการจัดการดินในพื้นที่เกษตรรายแปลง ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณาการงานพัฒนาที่ดินส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในด้านการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน โดยให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ในตำบลของตนเอง มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะเป็นการกำหนดแนวทางในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ถูกต้องตามศักยภาพของดิน และเกิดประโยชน์สูงสุด นำไปสู่การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในตำบลให้ดีขึ้น เกิดผลเป็นรูปธรรม “เกษตรกรกินดี อยู่ดี มีรายได้ มีอาชีพมั่นคง สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกษตรฯจัดประชุม คกก.บริหารนโยบาย บริการด้านเกษตร ใช้3แนวทางสำคัญ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810170

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเกษตรประเด็นบริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2567 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร ประเด็นบริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ของกระทรวงเกษตรฯ ใน 3 แนวทางสำคัญได้แก่ แนวทางที่ 1 งานบริการภาคการเกษตรเพื่อส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร (Agricultural Service Provider) แนวทางที่ 2 งานบริการApplication ของกระทรวงเกษตรฯ(การเข้าถึงการบริการที่สะดวก รวดเร็วและทันสมัย) และ แนวทางที่ 3 งานบริการ e – Service ของกระทรวงเกษตรฯ(มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและมีความสะดวกมากขึ้น)

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวง
เกษตรฯ จัดทำฐานข้อมูลงานบริการภาคการเกษตร งานบริการ Applicationของกระทรวงเกษตรฯ และงานบริการe-Service ของกระทรวงเกษตรฯ ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามนโยบายที่กำหนด และให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างแท้จริง

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810023

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 08.36 น.

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

12 มิถุนายน 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สานต่อโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 6 และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เตรียมความพร้อมและมอบแนวทางการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ระดับประเทศ โดยกำหนดจัดงานจุดหลักจะอยู่ที่ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ท่าโป่งแดง) ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2567

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์ของโครงการคลินิกเกษตร คือต้องการให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนที่มารับบริการ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ ถือเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้บริการทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรแก่เกษตรกร 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงขยายโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตร และได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องครบถ้วนในคราวเดียวกัน

“โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญ และได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการแบบบูรณาการต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรร่วมกัน เพื่อให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกร และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ ณ จุดเดียว ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน และสอดคล้องกับปัญหาความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง” น.ส.เกณิกา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809985

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน  สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายชูชาติ รักจิตรอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายอภิชาตชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายไพฑูรย์ศรีมุก สำนักงานชลประทานที่ 6 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปความก้าวหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ สร้างระบบเก็บกักน้ำรอบบึง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บรรเทาปัญหาแล้ง-ท่วม 4 ตำบลในอำเภอจัตุรัส

“บึงละหาน” แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากถึง18,181 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ครอบคุลมตำบลละหาน ตำบลหนองบัวใหญ่ ตำบลหนองบัวบาน และตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีความหลากหลายของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ทำให้บึงแห่งนี้มีประโยชน์มากมาย แต่บึงละหานมักเผชิญปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากไม่มีระบบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบึงมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มศักยภาพ พอถึงช่วงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำชีจะเอ่อล้นเข้าสู่ลำห้วยคลองยายแก้วและลำคันฉู ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณรอบบึง

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ(ปี 2565-2570) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำชี เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองทั้งระบบ โดยใช้บึงแห่งนี้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน พร้อมเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปพัฒนาและก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่บ้างแล้ว อาทิ การขุดลอกและปรับปรุงแก้มลิง การก่อสร้างประตูระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำ ฝาย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์และถนนรอบบึงละหาน เป็นต้น โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งดำเนินการขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน (ระยะที่ 1) ส่วนในระยะต่อไป จะดำเนินการเพิ่มระดับเก็บกักน้ำให้สูงขึ้น และปรับปรุงทำนบดินรอบบึงละหาน หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งระบบตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากขึ้นอีกประมาณ 22.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 21,500 ไร่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ยังได้ติดตามงานก่อสร้างคลองผันน้ำลำปะทาว-สระเทวดา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในแผนโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ (ระยะที่ 1) สามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คืบหน้าแล้วกว่า 55% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำหลาก โดยการตัดยอดน้ำส่วนเกินไม่ให้ไหลเข้าท่วมตัวเมืองชัยภูมิ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำจากลำปะทาวผ่านคลองผันน้ำ ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกด้วย มีพื้นที่รับประโยชน์ 5,700 ไร่

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน และช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดชัยภูมิ ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างรายได้และอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯ-พาโกดาผลักดัน ส่งออกผลไม้จากไทยสู่ตลาดจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809986

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานและเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน ร่วมกับนางจาง เซียวเซียว อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ระหว่าง Shenzhen Pagoda Industry(Group) จำกัด (บริษัทพาโกดา) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ สำหรับพิธีการลงนามเอกสารความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน มี 4 ฉบับ คาดว่าภายหลังลงนามจะมีการจัดซื้อทุเรียนประมาณ 13,824 ตัน และมังคุด 880 ตันมูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูงมากมายหลายชนิด จึงได้ชื่อว่าเป็น Kingdom of Fruits และเป็นประเทศที่ส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้หลักการที่สำคัญ คือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับสินค้าภาคการเกษตร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรโดยการสร้างแบรนด์เนมสินค้าเกษตร การสร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของผลไม้ไทยที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน

ปัจจุบันประเทศไทย สามารถส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนได้ 22 ชนิด และอยู่ระหว่างการขออนุญาตเปิดตลาดส่งออกผลไม้ไทยเพิ่มเติมอีกหลายรายการ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อคุณภาพของผลไม้ รวมถึงมาตรฐานของกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อทำให้ผู้บริโภคชาวจีนจึงมั่นใจได้ว่าผลไม้ไทยนอกจากจะมีรสชาติที่ดีแล้ว ยังมีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความปลอดภัย โดยในปี 2566 ประเทศไทยมีการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนกว่า 2.36 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 213,468 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย

นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังมีการจัดพิธีเปิดงานเทศกาลผลไม้ไทย ประจำปี 2567 ซึ่งฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และบริษัท พาโกดา กำหนดจะจัดขึ้นที่ประเทศจีน เพื่อประชาสัมพันธ์คุณภาพมาตรฐานของผลไม้ไทย และการจัดจำหน่ายผลไม้คุณภาพของไทยผ่านหน้าร้านจำหน่ายผลไม้ของบริษัท พาโกดา กว่า 6,000 สาขาทั่วประเทศจีน รวมถึงมีการนำสื่อมวลชนและผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Key Opinion Leader: KOL) ของจีน เดินทางไปเยี่ยมชมสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้คุณภาพของไทย ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ด้วย

พด.ใช้สารซุปเปอร์พด.6บำบัดน้ำเสีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809987

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า จากกรณีน้ำเค็มจากแม่น้ำบางปะกงไหลทะลักเข้าพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์และคลองสาขา ต.บางกรูด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ รวมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชน รวมทั้งพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่บ่อปลาน้ำจืด เพื่อลดผลกระทบที่เกิด สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เก็บตัวอย่างดินและตัวอย่างน้ำในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์ไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินระดับความเค็มของพื้นที่

ทั้งนี้ ช่วงที่น้ำมีระดับความเค็มมากกว่า 0.5 ppt ต้องระมัดระวังในการนำมาใช้เพาะปลูก จนกว่าระดับความเค็มจะลดลง ส่วนการแก้ปัญหาน้ำเสีย ได้ให้คำแนะนำให้ช่วยกันเก็บซากพืชลอยน้ำและซากสัตว์น้ำที่ตาย พร้อมกับผลิตสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 นำไปใช้ฉีดพ่น สำหรับการผลิตสารบำบัดน้ำเสียแบบเร่งด่วน ซึ่งสามารถใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จำนวน 1 ซอง ขยายเชื้อในกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 50 ลิตร โดยหมักเป็นเวลา 4 วัน เมื่อหมักแล้วสามารถนำไปใช้บำบัดน้ำเสียในอัตราน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำเสีย 10 ลูกบาศก์เมตรทุกๆ 10 วัน

สำหรับการปรับปรุงดินที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ในช่วงต้นฤดูฝน แนะนำให้ฟื้นฟูดินตามชนิดพืช โดยทั่วไปให้ทำการระบายน้ำเค็มออกก่อน ถ้าในพืชผักให้ทำการยกร่อง ใช้แกลบดิบ และปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1ในแปลงปลูกพืช เพื่อเพิ่มความร่วนซุยและความชื้นของดิน และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ที่ขยายในปุ๋ยหมักร่วมด้วยเพื่อกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า ส่วนนาข้าวให้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราด เพื่อช่วยให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้นและทำการไถกลบ

ไทย-ซาอุฯจับมือ ส่งเสริมด้านเกษตร ร่วมวงถกUNCCD ผนึกกำลังฟื้นฟูดิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809984

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ นาย Khaled Al-Alabdulkader ผู้อำนวยการใหญ่ จาก National Center for Vegetation Cover and Combatting Desertification (NCVC) ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมคณะ เข้าพบ เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับวัตถุประสงค์ในการหารือในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้อำนวยการใหญ่ NCVC ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ครั้งนี้ เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดและหลากหลายยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะได้ขยายขอบเขตความร่วมมือในอนาคตอย่างแน่นอน โดยโอกาสนี้ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ได้เชิญผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 16(UN Convention to CombatDesertification: UNCCD COP 16) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2567 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเวทีในการหารือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ครอบคลุมการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดินการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้งรวมทั้งการต่อสู้การแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการ (pavilion) ด้านพื้นที่สีเขียว (green zone) เป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูดินด้วยเทคนิค เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ

รองปลัดฯประชุมคกก. จัดทำพ.ร.บ.ความหลากหลายฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809991

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยที่ประชุมได้รับทราบเรื่องต่างๆ ได้แก่ ความก้าวหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ, ความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขต พื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ของประเทศไทย,การจัดตั้งหน่วยที่ปรึกษาด้านวิชาการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือพันธมิตรสำหรับการอนุรักษ์นกน้ำอพยพและถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย, ผลการติดตามการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และรายงานการอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย ประจำปี 2565-2566

นอกจากนี้ได้พิจารณาประเด็นสำคัญ คือ 1.กรอบความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและการคุ้มครองชนิดพันธุ์ ระหว่างไทยและฝรั่งเศส 2.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จ.สมุทรปราการ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

3.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นพื้นที่เครือข่ายนกน้ำอพยพ 4.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park: AHP) และ 5.การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ

‘วัชระ’ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809997

'วัชระ'ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

‘วัชระ’ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.59 น.

“วัชระ”ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำตั้งแต่สมัยลุงตู่ พร้อมร้องขอกรรมสิทธิ์ สปก.ให้กับรร.ท่าชนะถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

11 มิถุนายน 2567 นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องติดตามเงินเยียวยาโครงการเรือออกนอกระบบของกรมประมง ตั้งแต่พ.ศ.2562 และติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

โดยหนังสือระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากนางดวงเดือน (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าของเรือประมงชื่อ เอกสาธิต ว่าได้นำเรือประมง 1 ลำ เข้าโครงการเรือออกนอกระบบของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งหน่วยงานราชการทำการสำรวจเรือประมงที่เข้าโครงการจำนวน 2,000 กว่าลำ เข้าหลักเกณฑ์จำนวน 1,007  ลำ และบัดนี้ระยะเวลาล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ยังไม่ได้เงินเยียวยาตามโครงการของกรมประมงแต่อย่างใด

ขอความอนุเคราะห์ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของกรมประมง โปรดหามาตรการอย่าได้หักเงินเยียวยาเหลือเพียงร้อยละ 75 โดยให้เงินเต็มจำนวนและควรเพิ่มเงินในการเสียค่าไฟฟ้าหรือค่าดูแลรักษาเรือนานถึง 5 ปี (60 เดือน) เพิ่มตามความเหมาะสมของภาวะเศรษฐกิจที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นลำดับอีกด้วย และควรให้เงินเพิ่มเติมแก่ชาวประมงตามโครงการเรือออกนอกระบบดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและรักษาประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนชาวประมงโดยเร็วที่สุด ส่วนเรือประมงที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์อีกมากกว่า 1,000 ลำนั้นกรมประมงไม่อาจทอดทิ้ง จะเยียวยาหรือช่วยเหลืออย่างไร เพราะเขาคือชาวประมงเช่นกัน

นายวัชระ กล่าวอีกว่า ตนยังได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายกนกศักดิ์ ช่วยยิ้ม ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อขอความอนุเคราะห์ติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ พื้นที่ 116 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวนนักเรียน 1,125  คน โดยโรงเรียนยังไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนและประชาชนชาวท่าชนะซึ่งที่ผ่านมาได้ทำเอกสารเสนอขอกรรมสิทธิ์ที่ดินของโรงเรียนตามขั้นตอนของทางราชการเพื่อรอดำเนินการตามลำดับ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

จึงขอความอนุเคราะห์ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยประสานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) โปรดดำเนินการติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเร็วที่สุดด้วย เพื่อประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนและประชาชนชาวท่าชนะโดยเร็วที่สุด

ด้าน นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนท่าชนะ จะส่งเรื่องให้ สปก เจ้าของเรื่องพิจารณาดำเนินการ ส่วนเรื่องเรือประมงขณะนี้กรมประมงพิจารณาดำเนินการอยู่ ทางกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะส่งเรื่องให้กรมประมงเร่งรัดดำเนินการให้ และจะให้หน่วยงานตอบเป็นหนังสือแจ้งให้ทราบ

ทั้งนี้ นายวัชระ ได้กล่าวขอบคุณนายประยูรที่ได้ประสานกรมประมงช่วยดูแลประมงพื้นบ้าน จ.สุราษฎร์ธานี ก็เป็นไปด้วยดีคือเป็นไปตามที่ท่านได้ให้ความเมตตาและอธิบดีกรมประมง นายบัญชา สุขแก้ว ซึ่งได้ประสานกับท่านก็ได้ดูแลพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องฝนแล้งที่ท่านได้ประสานกรมฝนหลวงเพื่อทำฝนเทียมในเขต จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง ผมก็ขอกราบขอบคุณแทนพี่น้องเกษตรกร