‘ธรรมนัส’นำร่อง 5 จังหวัด KickOff กำจัดปลาหมอสีคางดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793939

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดปฏิบัติการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายวรณัฎฐ์ หนูรอต รอง ผวจ.สมุทรสาคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ว่าตามที่กรมประมง ได้รับฟังและหารือแนวทางการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและชาวประมงใน จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2566 โดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำซึ่งแพร่ระบาดในแหล่งน้ำสาธารณะและในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ทำให้สัตว์น้ำพื้นถิ่นได้รับผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ระบบนิเวศแหล่งน้ำและที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ กรมประมง ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการในการควบคุม ป้องกัน และแก้ปัญหา รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความตระหนักรู้แก่เกษตรกร ชาวประมงและบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ได้มีการจัดทำร่างมาตรการและการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม ป้องกัน และกำจัดประชากรปลาหมอสีคางดำ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ด้วยการควบคุมการรุกรานของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ซึ่งพบมีการรุกรานแล้ว พร้อมติดตามประเมินและป้องกันการรุกรานของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ซึ่งยังไม่ถูกรุกรานอีกทั้งยังได้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายบัญชา กล่าวว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ สร้างความเสียหายต่อผลผลิตในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นปลาที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำได้ดี ทำให้แพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วในแหล่งน้ำกว่า 13 จังหวัด การจัดงานครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายชาวประมงและเกษตรกรในการกำจัดปลาหมอสีคางดำ ด้วยเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ร่วมกับการปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ในแหล่งน้ำที่พบการแพร่ระบาดเพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรปลาหมอสีคางดำขนาดเล็กที่พบในธรรมชาติและมีการหลุดรอดเข้าไปในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการนำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัด

‘อนุชา’รุกชัยนาทโมเดลหนุนเลี้ยงโค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793940

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดอบรมโครงการพัฒนาและยกระดับฟาร์มโคเนื้อสู่เกษตรมูลค่าสูง พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ชัยนาทโมเดล : นโยบายสู่การปฏิบัติที่แฟนตาซีรีสอร์ท อ.เมือง จ.ชัยนาท ว่าให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของเกษตรกร จึงขับเคลื่อนนโยบาย “ชัยนาทโมเดล” เพื่อเป็นต้นแบบด้านการเกษตร โดยแนวทางสำคัญคือการผลักดันพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรได้มีอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อเป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้องค์ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินทุน ใช้ปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร ตลอดจนหาช่องทางการตลาด ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาดจากพืชอย่างเดียว

“ชัยนาทโมเดล มีเป้าหมายเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เพาะปลูกพืช ให้หันมาทำปศุสัตว์เช่น เลี้ยงโค เนื่องจากโคมีผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยส่งเสริมการเลี้ยงโคต้นน้ำ ที่กินแต่หญ้า เลี้ยงง่าย เลือกสายพันธุ์ดีแล้วนำมาขุนเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากเดิมตัวละหลักหมื่น ให้กลายเป็นหลักแสนได้ ซึ่งตลาดโคเนื้อมีแนวโน้มที่จะสามารถต่อยอดไปได้อีกไกล แต่สิ่งสำคัญคือการรักษามาตรฐานฟาร์ม หรือสินค้า ให้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย เกิดการยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เป็นการเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย ผมเชื่อมั่นว่าหากเกษตรกรมีอาชีพเสริม เช่น การเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์ดี “ชัยนาทบีฟ” ตามโครงการ “ชัยนาทโมเดล” ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้หลุดพ้นจากความยากจน หมดหนี้สินพึ่งพาตนเองได้ และมีฐานะมั่นคง เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร”นายอนุชา กล่าว

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และคณะ เยี่ยมชมฟาร์มโคเนื้อมาตรฐานของวิสาหกิจชุมชนฟาร์มเกษตรไร่พัฒนา บริษัท พรีเมี่ยมบีฟ จำกัด อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ด้วย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ พบปะพี่น้องชาวนาพะเยา ติดตามปัญหาข้าวอย่างใกล้ชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793832

'อธิบดีกรมการข้าว' พบปะพี่น้องชาวนาพะเยา ติดตามปัญหาข้าวอย่างใกล้ชิด

‘อธิบดีกรมการข้าว’ พบปะพี่น้องชาวนาพะเยา ติดตามปัญหาข้าวอย่างใกล้ชิด

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.37 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ จ.พะเยา เพื่อพบปะพูดคุยกับเกษตรกร ถึงปัญหาของข้าวในพื้นที่ พร้อมหารือถึงแนวทางการแก้ไข ตลอดจนถึงแนวทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ในปี 2567 ณ เทศบาลเมืองดอกคำใต้ ตำบลดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา

รองปลัดฯเคาะร่าง ความมั่นคงอาหาร เกษตรกรรมยั่งยืน วงประชุมเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793693

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีเกษตรเบอร์ลิน ครั้งที่ 16 (The 16th Berlin Ministers’ Conference) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม Global Forum for Food and Agriculture (GFFA) ครั้งที่ 16 ภายใต้หัวข้อหลัก “Food Systems for Our Future: Joining Forces for a Zero Hunger World” ที่ศูนย์การประชุม City Cube Berlin เมื่อเร็วๆ นี้ โดยการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือให้ความเห็นต่อร่างเอกสารแถลงการณ์ (2024 Zero Draft Communique) สำหรับเสนอให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรเบอร์ลิน ครั้งที่ 16 พิจารณาให้การรับรองโดยไม่มีการลงนาม

ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ให้ความเห็นต่อร่างเอกสารแถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งเนื้อหาภายในร่างเอกสารฯ เกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ 2 ของการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้มีการรับรองร่างเอกสารแถลงการณ์ดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา

ไทย-เยอรมันร่วมหารือ มุ่งผลสัมฤทธิ์การเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793694

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ วงษ์กระจ่าง รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนสำนักการเกษตรต่างประเทศ และ ผอ.สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงบรัสเซลส์ เข้าร่วมการประชุมหารือกับนาง Claudia Müller รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอาหารและการเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ภายในงาน Global Forum for Food and Agriculture ครั้งที่ 16 ที่ประเทศเยอรมนี

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่าย มุ่งเน้นด้านการส่งเสริมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ที่มีความครอบคลุมของเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน และการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวแก่เกษตรกร ให้มีความยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ แจ้งว่า ในปี 2567 ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1 ภายใต้ปฏิญญาดังกล่าว

รมว.เกษตรฯร่วมปาฐกถา ยกระดับพัฒนาภาคการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793695

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานเปิดงาน“Thailand 2024 The Great Challenges เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” พร้อมด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ปีมังกรทอง เกษตรไทย” และนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ กล่าวในหัวข้อ “ลดรายจ่ายลดเหลื่อมล้ำ” ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ซอยรางน้ำ กทม.เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจภาพรวมการบริหารงานของรัฐบาล นำพาประเทศไทยให้พ้นจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงนำหลักปรัชญาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายและขยายโอกาส

ด้าน ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ยังคงเดินหน้าบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายด้านการเกษตรของนายกฯ สู่ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกร ให้กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้นโยบายเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี มีหลักการสำคัญ ได้แก่ 1.สร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ 2.รับมือภัยธรรมชาติ 3.ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย 4.ยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร และ5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตร และการอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้ The Great Challenges ด้วยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาล จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร

ส่วนนายไชยากล่าวว่า ได้มีนโยบายในการพักหนี้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาดังกล่าว ถือเป็นโอกาสที่ดีแก่ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้ยังดำเนินนโยบายตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส พร้อมตัดวงจรหนี้นอกระบบแก่เกษตรกร ทั้งนี้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของท่าเรือใน จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางในการส่งออกสินค้าแปรรูปด้านปศุสัตว์ให้เป็นสินค้า Premium พร้อมเร่งดำเนินงานโครงการนำร่อง Kick off ส่งออกโคมีชีวิต 2,000 ตัว ไปยังประเทศเวียดนาม เป็นที่แรกและยังทิ้งท้ายสโลแกนว่า “ชีวิตของเกษตรกรในยุคนี้จะต้องเป็นเกษตรยุคใหม่ที่มีคุณภาพ และอาชีพเกษตรกรรมจะต้องเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ และเป็นหลักประกันในสังคมในชีวิตให้ได้”

นอกจากนี้ รัฐบาลได้สร้างความเข้าใจในแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศไทย รวมทั้งทำให้สังคมมองเห็นถึงแนวทางการขับเคลื่อน
ของประเทศไทยในปัจจุบัน พร้อมผลักดันในการเดินไปข้างหน้าของประเทศไทยท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายในปี 2567

‘ธรรมนัส’รุดช่วยเหลือชาวกะเปอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793696

‘ธรรมนัส’รุดช่วยเหลือชาวกะเปอร์

‘ธรรมนัส’รุดช่วยเหลือชาวกะเปอร์

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนและพบปะพี่น้องเกษตรกร ที่ อบต.กะเปอร์ จ.ระนอง ว่าให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ โดยมอบหมายกรมชลประทาน ศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับวางแผนการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองเคียนงาม เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองให้กับพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ต.บางหิน ต.ม่วงกลวง และ ต.กะเปอร์ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้มีการศึกษาเพิ่มเติมสำหรับโครงการประตูระบายน้ำคลองกะเปอร์ พร้อมอาคารประกอบ และโครงการประตูระบายน้ำคลองนาคาสายใหญ่ เพื่อเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภค และเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับภาคการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงเพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ อ.กะเปอร์ และพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้ ได้มอบหมาย ส.ป.ก ในการสำรวจที่ดินทำกินของพี่น้องเกษตรกร จัดทำโฉนดเพื่อการเกษตร ขยายโอกาสและสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกร

ในโอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบงบประมาณอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการประมงประจำปีงบประมาณ 2567 ให้แก่ 1.กลุ่มสัมมาชีพแปรรูปอาหารทะเลบ้านภูเขาทอง 2.กลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านท่ากลาง และ 3.กลุ่มประมงพื้นบ้านแปรรูปสัตว์น้ำ (บ้านหินกอง) อีกทั้งมอบปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย พันธุ์ปลาเศรษฐกิจ เมล็ดพันธุ์ผัก ต้นหม่อน รวมถึงมอบหญ้าอาหารสัตว์ และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ให้แก่ตัวแทนเกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมรับฟังเสียงของพี่น้องทุกคน และจะเร่งศึกษาแนวทางสำหรับการแก้ไขในทุกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรอย่างรวดเร็วและจริงจัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่พะเยา มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา 1.862 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793734

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่พะเยา มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา 1.862 ล้านบาท

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่พะเยา มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา 1.862 ล้านบาท

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.58 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบเงินตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2566/67 ตามมาตรการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/67 พร้อมมอบนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการระดับพื้นที่และเกษตรกร และมอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร ในพื้นที่อำเภอเมืองพะเยา ดอกคำใต้ และภูซาง จำนวน 300 ราย โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

ทั้งนี้ ในปีการผลิต 2566/67 สหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด ได้รวบรวมข้าวเปลือกของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ จำนวน 24,280 ตัน มูลค่า 297,474,498.06 บาท โดยได้นำข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการตามมาตรการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 4,653 ตัน จำนวนเงินกู้ 170,000,000 บาท โดยได้รับค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก 6,979,500 บาท โดยเป็นค่าเก็บรักษาของสหกรณ์ตันละ 1,000 บาท เป็นเงิน 5,117,500 บาท สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรได้รับตันละ 500 บาท เป็นเงิน 1,862,000 บาท สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ จำนวน 1,014 ราย

“มาตรการเหล่านี้เป็นการช่วยเหลือพี่น้องชาวนา และเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก เพื่อให้เกษตรกรรวมทั้งสถาบันเกษตรกร ได้ชะลอการขายข้าวเปลือกเอาไว้ก่อน เพื่อรอราคาไม่ต้องรีบขายไปพร้อมกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาตกต่ำ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ซึ่งการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรนั้น จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องตลาดนำ มีความรู้เชิงธุรกิจ พร้อมเรียนรู้และเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตร อีกทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกลไกที่จะช่วยให้เกษตรกรรวมกลุ่มได้เข้มแข็งคือขบวนการสหกรณ์ ดังนั้นสหกรณ์ต้องมีความเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึ่งของพี่น้องสมาชิกและเกษตรกรต่อไป” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

– 006

‘ธรรมนัส’เป็นปธ.พิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793728

'ธรรมนัส'เป็นปธ.พิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567

‘ธรรมนัส’เป็นปธ.พิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 19.26 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2567 เวลา 13.30 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567 ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด อ.เมือง จ.พะเยา ในโอกาสนี้ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ได้ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

– 006

‘ก.เกษตรฯ’เผยข่าวดี สถานการณ์ราคาข้าวเปลือก-ข้าวสารไทยดีขึ้นในรอบ 17 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793639

'ก.เกษตรฯ'เผยข่าวดี สถานการณ์ราคาข้าวเปลือก-ข้าวสารไทยดีขึ้นในรอบ 17 ปี

‘ก.เกษตรฯ’เผยข่าวดี สถานการณ์ราคาข้าวเปลือก-ข้าวสารไทยดีขึ้นในรอบ 17 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.12 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญโดยเฉพาะสถานการณ์ราคาข้าวที่ตกต่ำ การส่งออกข้าวไทยลดลง ตลอดจนต้นทุนการผลิตข้าวที่สูงขึ้น จึงมอบแนวนโยบายให้กรมการข้าวเร่งแก้ปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องประสบพบเจอ รวมไปถึงต้องสร้างโอกาสให้ชาวนาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในปี 2567 นี้ พบว่าราคาข้าวทุกชนิดมีราคาที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเหนียว ข้าวเปลือกเจ้า รวมไปถึงข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ที่ราคาสูงขึ้นมากในรอบ 17 ปี ซึ่งถือเป็นข่าวดีให้กับพี่น้องชาวนาไทย

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2567 นี้ ข้าวทุกชนิดมีราคาที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวสารเจ้า (ข้าวขาว) ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี มีราคาสูงขึ้นในรอบ 17 ปี (ตั้งแต่ปี 2550 -2567) ส่วนราคาข้าวสารปทุมธานี มีราคาที่สูง กว่าในปีอื่นๆ ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีข้าวประเภทอื่นๆที่มีราคาที่สูงขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา คือ ข้าวหอมมะลิที่มีราคาดีขึ้นจากในปี 2566 ที่ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ตันละ 14,457 บาท ราคาสูงสุดอยู่ที่เดือนกันยายน ปี 2566 อยู่ที่ 15,596 บาทต่อตัน แต่ในปี 2567 นั้นราคาข้าวหอมมะลิยังคงสูงต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 14,813 บาทต่อตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2561 และ ปี 2562 คือ มีราคาเฉลี่ยตันละ 16,313 และ 15,731 บาทต่อตัน ตามลำดับ อีกทั้งราคาข้าวเปลือกในปี 2567 ยังมีราคาข้าวสาร สูงขึ้นถึง 28,225 บาทต่อตัน ซึ่งเคยเฉลี่ยสูงมากที่สุดในปี 2561 จำนวน 33,145 บาทต่อตัน อีกทั้งราคาข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ยังมีราคาที่สูงขึ้นตามติดข้าวหอมมะลิ โดยราคาข้าวเปลือกหอมะลินอกพื้นที่มีราคาดีขึ้นในปี 2566 ราคาเฉลี่ยตันละ 13,316 บาท ราคาสูงสุดอยู่ที่่เดือนธันวาคมราคาอยู่ที่ 14,150 บาท ต่อตัน แต่ในปี 2567 ราคาข้าวหอมมิละนอกพื้นที่มีราคาที่สูงขึ้นตั้งแต่ในเดือนมกราคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2567 โดยราคาอยู่ที่ตันละ 14,423 และ 14,600 บาทต่อตัน ตามลำดับ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของราคาข้าวเปลือกเหนียวมีราคาสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในปี 2566 มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 12,881 บาท ราคาสูงสุดอยู่ที่เดือนสิงหาคม จำนวน 14,031 บาทต่อตัน แต่ในปี 2567 ราคาข้าวเหนียวยังคงราคาสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13,300 บาทต่อตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2563 ที่มีราคาเฉลี่ยตันละ 14,648 บาท ส่งผลให้ราคาข้าวสารปี 2567 สูงขึ้น 26,300 บาทต่อตัน ซึ่งข้าวสารเหนียวเคยราคาสูงมากที่สุดในปี 2562 ในช่วงเดือนกันยายน จำนวน 40,290 บาทต่อตัน และราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 29,948 บาทต่อตัน นอกจากนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็สูงขึ้นมาก โดยในปี 2566 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 10,839 บาท ราคา ราคาสูงสุดอยู่ที่เดือนกันยายน ปี 2566 จำนวน 12,324 บาทต่อตัน  ซึ่งในปี 2567 ราคาข้าวเปลือกเจ้ายัง ราคาสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 12,748 บาทต่อตัน เดือนกุมภาพันธ์ 12,445 บาทต่อตัน ซึ่งราคาข้าวเปลือกเจ้าเคยมีราคาสูงมากในปี 2557 ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7,821 บาทต่อตัน ส่งผลให้ราคาข้าวสารสูงขึ้น 21,075 บาทต่อตัน ซึ่งข้าวขาว (ข้าวสารเจ้า) ไม่เคยมีราคาเท่ากับปี 2567 มาก่อน กล่าวคือสูงที่สุด ประมาณเฉลี่ยในปี 2551 คือ 18,938 บาทต่อตัน และในปี 2567 ราคาเฉลี่ยตันละ 17,563 บาทต่อ ตัน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของราคาข้าวเปลือกหอมปทุมธานี เริ่มมีราคาสูงมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2566 คือมีราคาอยู๋ที่ 12,743 บาทต่อตัน สูงที่สุดในเดือนกันยายน 13,230 บาทต่อตัน ค่าเฉลี่ยทั้งปี 11,011 บาทต่อตัน และเมื่อเริ่มต้นปี 2567 ในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2567 ก็ยังคงมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ คือตันละ 14,239 ในเดือนมกราคม และ 14,383 บาทต่อตัน ในเดือนกุมภาพันธ์ตามลำดับ ส่งผลให้ราคาข้าวสารสูงขึ้น 26,365 บาทต่อตัน ซึ่งเคยเฉลี่ยสูงมากที่สุดในปี 2555 จำนวน 26,829 บาทต่อตัน

– 006