กรมวิชาการฯโชว์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ วัสดุทิ้งจากมังคุด ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795988

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มังคุดเป็นไม้ผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ แต่กระบวนการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูปมีเศษเหลือทิ้งกลายเป็นปัญหาขยะจำนวนมาก วิธีการที่เกษตรกรส่วนใหญ่กำจัดจะนำไปเผาทิ้ง เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด แต่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จึงศึกษาวิจัยนำสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้นำกลับมาทำให้เกิดประโยชน์โดยนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่วิสาหกิจชุมชนต้นแบบและขยายผลสู่วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ

ด้านนางปิยะมาศ โสมภีร์นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กล่าวว่า จากงานวิจัยได้ค้นพบสารสกัดจากเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค ทีมวิจัยจึงได้ผลิตผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นเท้าจากสิ่งเหลือทิ้งจากมังคุด โดยนำเปลือกมังคุดมาวิจัยและพัฒนาทำให้ได้ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นเท้า ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการบูร น้ำมันกานพลูและน้ำมันทีทรี สารสกัดจากเปลือกมังคุดที่สกัดร่วมกับเอทานอล มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า จึงออกแบบผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นเท้าที่ใช้สารสกัดจากเปลือกมังคุด 4 ต้นแบบผลิตภัณฑ์ ดังนี้ แป้งโรยเท้า, สเปรย์ดับกลิ่นเท้า, แผ่นรองรองเท้า และสติ๊กเกอร์แปะรองเท้า รวมทั้งขยายผลโดยการนำไปถ่ายทอดเทคนิควิธีการต่างๆ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และชุมชนอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชน

‘อภัย’เข้มทุเรียนด้อยคุณภาพ กำหนดแนวทางมุ่งรักษามาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795989

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ถอดบทเรียนการดำเนินงานควบคุมคุณภาพทุเรียนในภาคตะวันออก (จ.จันทบุรี ตราด และระยอง) นำมาสู่การกำหนดแนวทางการตรวจสอบเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพฯ ปี 2567 สำหรับสถานการณ์การผลิตทุนเรียน
ในปี 2567 มีเนื้อที่ให้ผล 424,729 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 34,552 ไร่ คาดว่ามีผลผลิตประมาณ 823,989 ตัน เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 46,984 ตัน คิดเป็น 6% โดยผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมีนาคม-สิงหาคม 2567

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับควบคุมคุณภาพของทุเรียนตั้งแต่สวนจนถึงมือผู้บริโภค ทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการส่งออก รักษาสัดส่วนตลาดทุเรียนในจีน จึงกำหนด 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การควบคุมคุณภาพผลผลิตที่แหล่งผลิต (สวน) เพื่อให้เกษตรกร มือตัด แผงรับซื้อ ผู้ประกอบการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการตัด การซื้อขายทุเรียน และยกระดับคุณภาพของทุเรียน 2.การขึ้นทะเบียนนักคัดนัก
ตัดทุเรียน เพื่อยกระดับมาตรฐานนักคัดนักตัดทุเรียน โดยขึ้นทะเบียนที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งได้บูรณาการร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ จัดทำระบบนักคัดนักตัด เพื่อให้มีฐานข้อมูลในการตรวจสอบ และสามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ

3.การควบคุมคุณภาพผลผลิตตลาดส่งออก (โรงคัดบรรจุ) ชุดปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพทุเรียน สวพ.6 กรมวิชาการเกษตร ตรวจหนังสือรับรองผลการตรวจจากสวน ตามมาตรการตรวจก่อนตัด และออกใบสรุปผลการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียน ณ โรงคัดบรรจุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ตรวจสอบก่อนปิดตู้ส่งออก โดยก่อนวันประกาศเก็บเกี่ยวทุเรียน ตรวจทุกชิปเมนต์ที่จะส่งออก และหลังประกาศวันเก็บเกี่ยวทุเรียน ทำการแบ่งเกรดสีโรงคัดบรรจุตามข้อมูลผลการตรวจก่อนวันประกาศเก็บเกี่ยว (สีเขียวสีเหลือง สีแดง) โดยวิธีสุ่มตรวจ และตรวจเข้ม เพิ่มความถี่ในกลุ่มโรงคัดบรรจุสีแดง และสีเหลือง

4.การควบคุมคุณภาพผลผลิตตลาดในประเทศ (ค้าส่ง-ค้าปลีก) ตั้งคณะทำงานและชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน กำกับดูแลให้เกษตรกร ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก จัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และ 5.การสนับสนุนเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ และกรมประมง สนับสนุนการแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพฯ พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานโดยเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรรายแปลง และส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มแล้วสนับสนุนให้รับรอง GAP แบบกลุ่ม เพื่อเตรียมการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับตลาดส่งออกในอนาคต

คณะนักวิจัย’ดอยคำ’เจ๋ง! ค้นพบไวรัส2สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795927

คณะนักวิจัย'ดอยคำ'เจ๋ง! ค้นพบไวรัส2สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในไทย

คณะนักวิจัย’ดอยคำ’เจ๋ง! ค้นพบไวรัส2สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.36 น.

คณะนักวิจัย “ดอยคำ” เจ๋ง! ค้นพบไวรัส 2 สายพันธุ์ ชนิดใหม่ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

คณะนักวิจัย บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ค้นพบเชื้อไวรัส strawberry latent ringspot virus (SLRSV) และ strawberry crinkle virus (SCV) ในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 สาเหตุการเกิดโรคใบจุด และใบย่นในพื้นที่เพาะปลูกเกษตรกร 3 แห่ง ได้แก่ บ้านหนองเต่า บ้านขอบด้ง ตำบลม่อนปิ่น และบ้านแม่งอนขี้เหล็ก ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย

นายนิวัฒน์ ขันโท ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมเกษตร กล่าวว่า “การค้นพบในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่บริษัทฯ ร่วมมือกับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชากีฏวิทยา และโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาพัฒนาสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี ณ โรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช (LAB) ของบริษัทฯ ซึ่งพบปัญหาอาการใบด่าง ม้วนงอ และอาการแคระแกร็นในสตรอว์เบอร์รี พันธุ์พระราชทาน 80 ที่เป็นสาเหตุสำคัญต่อการเจริญเติบโต และปริมาณผลผลิต ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าทางการตลาด โดยตรวจพบเชื้อไวรัส SLRSV และ SCV : ซึ่งยังไม่มีใครเคยพบเจอในพืชชนิดนี้”

สำหรับโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช (LAB) ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้ในการศึกษา วิจัย และพัฒนาสายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ ให้ได้ต้นพันธุ์พืชที่แข็งแรง ปลอดโรค สำหรับเป็นต้นพันธุ์ให้เกษตรกรในโครงการ และประชาชนที่สนใจนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการเกษตรไทย

คณะนักวิจัยดอยคำ เริ่มศึกษาเก็บตัวอย่างเชื้อไวรัส SLRSV และ SCV ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2564 เนื่องจากเชื้อไวรัสส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่ของโรงงานหลวงฯ ที่ 1 (ฝาง) จ.เชียงใหม่ ที่ทำให้ผลผลิตสตรอว์เบอร์รีมีปริมาณ และคุณภาพผลผลิตลดลง โดยในปี พ.ศ. 2564 เกษตรกรในระบบส่งเสริมของบริษัทฯ ผลิตสตรอว์เบอร์รีผลสดได้เพียง 27.23 ตันต่อพื้นที่ปลูก 45 ไร่ ลดลงจาก ปี พ.ศ. 2561 ถึง 13.98 ตัน (41.21 ตันต่อพื้นที่ปลูก 45 ไร่)

จากการตรวจหาเชื้อไวรัสในต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รี พันธุ์พระราชทาน 80 จากแปลงเกษตรกรบ้านหนองเต่า และบ้านขอบด้ง ตำบลม่อนปิ่น และบ้านแม่งอนขี้เหล็ก ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งหมด 175 ตัวอย่าง ด้วยเทคนิค RT – PCR และการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ ยืนยันการเข้าทำลาย เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด ได้แก่ strawberry latent ringspot virus (SLRSV) และ strawberry crinkle virus (SCV) ในตัวอย่างใบที่ไม่แสดงอาการของโรคเป็นส่วนใหญ่ และพบการเข้าทำลายร่วมกันของเชื้อไวรัสทั้งสองตัวอย่างใบที่แสดงอาการของโรค งานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นว่า การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีดังกล่าวมีความแม่นยำสูงเหมาะสมในการนำมาใช้สุ่มตรวจเชื้อไวรัสในสตรอว์เบอร์รีที่ปลูกในพื้นที่กว้าง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ลดความเสียหายด้านปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80

การค้นพบครั้งนี้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รี ที่จะสามารถเลือกใช้ต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคจากการคัดกรองต้นพันธุ์ของโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช (LAB) สร้างมาตรฐานยกระดับผลผลิตให้ได้คุณภาพ และปริมาณต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นตามมาตรฐานดอยคำอีกด้วย

โดยงานวิจัยฉบับนี้ ได้รับการยอมรับ และตีพิมพ์ในวารสารเกษตร วารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับปีที่ 40 (ฉบับที่ 1) ประจำเดือนมกราคม – เมษายน พ.ศ. 2567 ในหัวข้อ “การตรวจพบไวรัสสาเหตุโรคใบจุด และใบย่นในสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80ที่ปลูกในพื้นที่อำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งวารสารฉบับนี้ได้รับการยอมรับโดยศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre) หรือ TCI ในระดับ 1 ถือว่าเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการในประเทศไทย และอาเซียน

‘กรมข้าว’จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795897

'กรมข้าว'จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

‘กรมข้าว’จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.08 น.

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเกษตรกรระดับ Existing Smart Farmer ปี 2567 หลักสูตร “การพัฒนาเกษตรกร Existing Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการชั้นต้น” เพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการชั้นต้น และพัฒนาให้เป็นเกษตรกรระดับ Model Smart Famer ให้สามารถนำผลผลิตที่ได้ออกสู่ตลาดและเป็นผู้แทนชุมชนในการขายสินค้าให้ และเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรด้านข้าวให้เกิดขึ้นทั่วประเทศโดยมีกรมการข้าวเป็นจุดศูนย์กลางด้านข้าว โดยมี ผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่กรมการข้าว พร้อมทั้งเกษตรกรผู้เข้าอบรม เข้าร่วมพิธีเปิด ณ โรงแรม เรือนแพ รอยัล ปาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ขอขอบคุณภาพจาก : ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก

– 006

ผู้ช่วยเลขาฯร่วมประชุม แก้ปัญหาโคบาลชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795734

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมช.เกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายจาก นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ ให้เข้าประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้รับโคไม่ตรงตามคุณลักษณะจากโครงการโคบาลชายแดนใต้ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้(ศอ.บต.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 ประจำ จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานส่วนจังหวัด นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ผ่านการประชุมทางไกล (Zoom Meeting)

ทั้งนี้ ภายหลังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการโคบาลชายแดนใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน พบว่าเกษตรกรประสบปัญหาได้รับโคแม่พันธุ์ที่น้ำหนักต่ำกว่า 160 กิโลกรัม มีอาการป่วยไม่สมบูรณ์ ซึ่งโคบางตัวล้มตาย อีกทั้งโคไม่มีเอกสารประจำตัว ซึ่งทาง ศอ.บต.ได้สรุปประเด็นความต้องการของเกษตรกร ได้แก่ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยฟื้นฟูสภาพโคที่ไม่สมบูรณ์ ดูแลการเปลี่ยนโค พร้อมทั้ง เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงขอให้จัดทำเอกสารสิทธิของที่ตั้งคอกกลางกักกันโคปลายทาง เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของโค และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรเมื่อได้รับโคแม่พันธุ์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้การช่วยเหลือและแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการจัดประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยขอให้เชิญตัวแทนเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมการประชุมในครั้งถัดไป

พัฒนาที่ดินแนะเกษตรกร ทำปุ๋ยหมักฟางข้าวลดการเผา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795735

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้บูรณาการหน่วยงานต่างๆ แก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 จากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รณรงค์เกษตรกรเลือกใช้วิธีการจัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพื้นที่ เปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบและทำปุ๋ยหมักแทนการเผา เพื่อหยุดยั้งปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้ในไร่นา อาทิ ตอซังข้าว ฟางข้าวข้าวโพด ตออ้อย และอื่นๆ ซึ่งเศษวัสดุการเกษตรเหล่านี้ มีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ก่อนที่จะทำการเพาะปลูกในครั้งถัดไป

ทั้งนี้ พบว่าประเทศไทยภายหลังการเก็บเกี่ยวพืช จะมีวัสดุเหลือใช้ในแปลงเกษตร เช่น ตอซังและฟางข้าว 26.81 ล้านตัน ตอซังและข้าวโพด 6.83 ล้านตัน ตออ้อยและเศษใบอ้อย 9.75 ล้านตัน ซึ่งเกษตรกรบางส่วนยังเผาอยู่ จากการประเมินการเผาทิ้งเศษเหลือจากตอซังข้าวและฟางข้าว ทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหารหลักที่เป็นไนโตรเจนถึง 90 ล้านกิโลกรัม ฟอสฟอรัส 20 ล้านกิโลกรัม และโพแทสเซียม 260 ล้านกิโลกรัม ยังไม่นับการสูญเสียธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ อีกกว่า 150 ล้านกิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่าห้าพันล้านบาท ดังนั้น จึงส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรไถกลบตอซัง และนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับหมอดินอาสาและเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุน สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับทำปุ๋ยหมัก และสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับทำน้ำหมักชีวภาพช่วยเร่งการย่อยสลายและเพิ่มธาตุอาหารพืช

ด้านนายอาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ด้านวิชาการ กล่าวว่า ได้ใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เร่งการย่อยเศษพืชตอซังกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น ซึ่งทำได้ง่าย โดยนำฟางข้าวผสมกับมูลสัตว์ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ โดยมีสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ช่วยย่อย จนได้มาเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพ ให้อินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน โดยการผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เองจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ร่วนซุยช่วยอุ้มน้ำรักษาความชื้น ช่วยในการดูดซับธาตุอาหารพืชได้มากขึ้นและทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน และติดต่อขอรับผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.ต่างๆ ได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทร.1760

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ เกษตรตำบลทั่วไทย ทำเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาคุณภาพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795736

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ  เกษตรตำบลทั่วไทย  ทำเกษตรมูลค่าสูง  พัฒนาคุณภาพชีวิต

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ เกษตรตำบลทั่วไทย ทำเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาคุณภาพชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำทาง : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมสัมมนาการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ นำทางในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จ ตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการองค์กรของกรมส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2567 และมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อสร้างความเข้าใจในการร่วมกันขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จ พร้อมรับฟังจดหมายเปิดผนึกจากเกษตรตำบลถึง รมว.เกษตรฯ หัวข้อ “เกษตรตำบลคนสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร” โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” และยึดหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยต้องดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ อาทิ ผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG Model การขับเคลื่อนภารกิจยกระดับ Mr. สินค้าเกษตร และศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร เป็นต้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรฯ ให้เกิดผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาเจ้าหน้าที่ทุกระดับในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการองค์กร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลที่ต้องปฏิบัติงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร สามารถพัฒนาอาชีพให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รองปลัดฯหารือประกาศฯใช้ที่ปฏิรูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795733

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อชี้แจงประกาศเกณฑ์การใช้และอัตราค่าใช้สถานที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) และศูนย์การเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน (ศกร.) สำหรับการจัดประชุม อบรม สัมมนา ของหน่วยงานต่างๆ โดยมีนายวิวัฒน์ ผลประเสริฐ ผอ.สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ส.ป.ก.รวมทั้ง น.ส.อมรรัตน์ แขวงโสภา ผอ.สำนักบริหารกลาง ส.ป.ก.ฝ่ายเลขานุการฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม สามารถสรุปผลการประชุม ได้ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โอนคืนพื้นที่ทรัพย์สินและภารกิจของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ แก่ ส.ป.ก.

2.ที่ประชุมรับทราบนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนโยบายให้เกษตรกร ผู้นำเกษตรกร และบุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้พื้นที่ของ ศพส.และ ศกร.เพื่อเป็นพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดงานประชุมสัมมนา และอบรมเจ้าหน้าที่ เกษตรกร หรือผู้นำเกษตรกร ส.ป.ก.3.ที่ประชุมรับทราบประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง เกณฑ์การใช้และอัตราค่าใช้สถานที่ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ประกาศ ณ วันที่ 9 มกราคม 2567 และ 4.ที่ประชุมพิจารณาและรับทราบหลักเกณฑ์การขอใช้บริการสถานที่ และอัตราค่าใช้สถานที่ของ ศพส.และ ศกร.ตลอดจนการรับชำระเงินของ ส.ป.ก.โดยการจัดเก็บรายได้และการนำส่งเงินดังกล่าว ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินในอัตราร้อยละ 50 ของเงินที่ได้รับ และนำส่งกระทรวงการคลัง บัญชีเงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สินของ ส.ป.ก.ในอัตราร้อยละ 50 ของเงินที่ได้รับ

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795721

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.33 น.

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

ขึ้นชื่อว่า “ปลาหมอสีคางดำ” ทุกคนคงรู้จักดีว่ามันเป็นปลาต่างถิ่น หรือ “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่มีความสามารถในการขยายพันธุ์สูงมาก จนถึงขณะนี้ระบาดไปแล้วหลายจังหวัด กระทั่ง“กรมประมง” ต้องออกปฏิบัติการล่าปลาชนิดนี้ เพื่อลดปริมาณและควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด โดยได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ” ขึ้นเพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการในการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหา รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเครือข่ายชาวประมงและเกษตรกรในการกำจัดปลาหมอสีคางดำ ด้วยเรือประมงขนาดไม่เกิน 3 ตันกรอส ติดอวนรุน ร่วมกับการปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ในแหล่งน้ำที่พบการแพร่ระบาด เพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรปลาหมอสีคางดำขนาดเล็กที่พบในธรรมชาติ

เมื่อเร็วๆนี้ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้เปิดปฏิบัติ “การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ” นำร่องพร้อมกันใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกทม.  ล่าสุด เมื่อวันก่อน จังหวัดสมุทรสงคราม ก็เดินหน้ากิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ต่อยอดการกำจัดปลาชนิดนี้ด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง

อีกมาตรการที่ขาดไม่ได้หากต้องการให้ชาวบ้านช่วยกันจับปลาขึ้นมา คงหนีไม่พ้น การให้ความรู้ถึงประโยชน์ของปลาชนิดนี้ที่สามารถนำมารับประทานได้ไม่ต่างกับปลาชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างพลังของการบริโภค (เฉกเช่นเดียวกับที่ประเทศไทยสามารถใช้จัดการกับปลาซัคเกอร์และหอยเชอรี่ได้สำเร็จ) เพราะอันที่จริงปลาชนิดนี้มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ปลานิล ยิ่งถ้าวัตถุดิบชนิดนี้อยู่ในมือแม่ครัวหัวป่าก์ด้วยแล้ว จะพบว่าสามารถทำให้อร่อยได้สารพัดเมนูทีเดียว

เริ่มกันที่ของง่ายที่สุดอย่าง “ปลาแดดเดียว” ที่หากเป็นปลาไซด์เล็กก็ต้องทอดให้กรอบสุดๆ ทั้งตัว หรือยิ่งถ้าได้ปลาตัวใหญ่หน่อยก็สามารถแล่เอาแต่เนื้อออกมาได้ง่าย เพราะปลาชนิดนี้ก้างใหญ่ เลาะไม่ยาก นำมาปรุงรสและทอดให้เหลืองกรอบกำลังดี ได้ชิมเมื่อไหร่รับรองจะติดใจ ชิ้นเดียวไม่พอ

หรืออีกเมนู “ปลาหวาน” ที่ใช้วิธีแล่เฉพาะเนื้อปลาออกมาหั่นเป็นเส้นๆ แล้วปรุงรสตามกรรมวิธีทำปลาหวาน เมื่อนำลงทอดแล้ว ทุกเสียงยืนยันว่า อร่อยเหมือนปลาริวกิวหวานที่เราๆท่านๆชอบกินกันเลย

เมนูขนมจีนน้ำยาปลาและแกงส้มปลาก็ไม่ควรพลาด ไม่น่าเชื่อว่าปลาหมอสีคางดำจะนำมาทำสองเมนูนี้ได้อร่อยขนาดนี้ ยิ่งถ้าได้เครื่องเคียงขนมจีนครบสูตร กินกับไข่ต้มสักฟอง เห็นทีต้องมีคนขอเบิ้ล ส่วนแกงส้มปลาใส่หน่อไม้ดองราดบนข้าวสวยร้อนๆ นี่ก็กินหมดจานไม่รู้ตัวเหมือนกัน รวมถึงของทานเล่นอย่าง ไส้อั่วปลาและข้าวเกรียบปลา ก็เป็นอะไรที่ต้องชิม ทั้งยังนำไปทำปลาร้า และน้ำปลา ที่หลายจังหวัดที่ทดลองทำแล้ว ถึงกับยกนิ้วชื่นชมรสชาติกันทั้งนั้น … นี่ล่ะ ปลาหมอสีคางดำที่สามารถรังสรรค์ได้หลากหลายเมนูจริงๆ 

นอกเหนือจากการปรุงเป็นเมนูอาหารและขนมของกินเล่นแล้ว ประโยชน์ของปลาหมอสีคางดำ ยังนำขึ้นมาขายให้โรงงานปลาป่น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ หรือนำไปทำ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สำหรับใช้รดต้นไม้ให้ดอกผลงดงาม ได้อีกด้วย

ปัจจุบัน ราคาปลาหมอสีคางดำ (คละขนาด) ที่ยังไม่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า อยู่ที่ประมาณ 7-10 บาท/กก. สามารถจับขึ้นมาได้โดยไม่ต้องลงทุนเลี้ยง ซึ่งเป็นการช่วยฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้สิ่งแวดล้อมในชุมชน ขณะที่ปลาที่ถูกนำไปแปรรูปแล้ว เช่น ปลาแดดเดียว แบบทั้งตัวจะอยู่ที่ 80-90 บาท/กก. แต่ถ้าแล่เฉพาะเนื้อ จะอยู่ที่ 160 บาท/กก. ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าให้ปลาชนิดนี้มีราคาสูงจนเกินเหตุ เพราะนั่นอาจทำให้เกษตรกรบางคนทำการลักลอบขยายพันธุ์ปลาจนเกิดภาวะที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะผิดเป้าประสงค์และเกิดหายนะของน่านน้ำตามมาอีกระลอกใหญ่  …  ขอเพียงช่วยกันจับ-ช่วยกันกิน-ช่วยกันใช้ ควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ตามแผนของกรมประมง เช่น กิจกรรมลงแขกลงคลอง การปล่อยปลากะพง-ปลาอีกง เป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด พร้อมๆ ไปกับการประเมินสถานการณ์ปริมาณปลา รวมถึง ต้องไม่ลืมการให้ความรู้เกษตรกรและชาวบ้านที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน…หรืออย่างน้อยที่สุดก็ขออย่าได้มีใครนึกพิเรนทร์ นำปลาชนิดนี้ไปเป็นเหยื่อตกปลาในแหล่งน้ำอื่นๆ ที่ทำให้มันแพร่ระบาดมากขึ้นไปอีกก็แล้วกัน

บทความโดย มีนา รัตนากรพิสุทธิ์ นักวิชาการอิสระ

ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯลงพื้นที่ พบเกษตรกรเลี้ยงปลายี่สก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795517

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.ปรีชา ศิริแสงอารำพี ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.สมุทรสาคร น.ส.อัมพูชนี นวลแสง หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดระบบมาตรฐานฟาร์มและเพาะเลี้ยงสัตว์ควบคุม น.ส.สาวิตรี ศิลาเกษ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์น้ำ กรมประมง และผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลายี่สกในบ่อดินซึ่งมีการลดต้นทุนโดยทำแซนด์วิชอาหารให้ปลาจากฟางข้าวและมูลไก่แห้งเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารธรรมชาติให้กับปลา ที่บ่อเลี้ยงปลายี่สก นายบุญช่วย ทองรัก หมู่ 8 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ เพื่อหารือแนวทางการตลาดกับภาคเอกชนในการเพิ่มช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปลายี่สกสร้างรายได้ ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกร