‘รมว.ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793517

'รมว.ธรรมนัส' ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรก

‘รมว.ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรก

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.11 น.

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มอบเงินสินเชื่อชะลอข้าวเปลือกนาปีให้ชาวนา หนุนสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวนาปรังในฤดูเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน พร้อม Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวครั้งแรกที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ ประเดิมเปิดจุดรับซื้อครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร พร้อมจับมือภาคเอกชนเข้ามารับซื้อข้าวจากสหกรณ์ในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และเกษตรกรกว่า 1,200 คน เข้าร่วม ณ ศูนย์รวบรวมและแปรรูปผลิตผลการเกษตร สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2566/67 ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด สหกรณ์การเกษตรฝาง จำกัด และสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด วงเงิน 12.884 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 176 ราย ปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าว กว่า 1,088 ตัน ซึ่งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป็นการสนับสนุนสินเชื่อผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางของตนเองในฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อรอขาย ซึ่งระหว่างรอการขายข้าวเปลือก เกษตรกรที่ร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่อเพื่อไว้ใช้จ่ายในครัวเรือนและลงทุนประกอบอาชีพทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และเมื่อราคาข้าวเปลือกที่เก็บรักษามีราคาสูงขึ้นจนเป็นที่พอใจเกษตรกรก็สามารถมาไถ่ถอนนำข้าวเปลือกออกมาจำหน่ายได้ เพื่อให้ได้รับส่วนต่างของราคาและเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานในสังกัด 22 หน่วยงาน ทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นหน่วยงาน ที่นับว่ามีความสำคัญในการรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรกว่า 31 ล้านครอบครัว และผู้ใช้แรงงานในภาคการเกษตร อีก 21 ล้านคน รวมเป็น 52 ล้านคน ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร และเป็นประชากรหลักในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมุ่งดูแลช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับคนเหล่านี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้ที่มั่นคง โดยการขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมีความกินดีอยู่ดี และสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อเตรียมพร้อมรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2566/67 ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2567 นี้ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ประสานสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่มีอุปกรณ์ฉาง ลานตาก และโรงสี พร้อมสำหรับเปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกนาปรังจากเกษตรกร และมอบหมายให้กรมการข้าว ประสานผู้ประกอบการเอกชน จำนวน 6 ราย เข้ามารับซื้อข้าวเปลือกในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. (ความชื้นไม่เกิน 25%) เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ และได้มีการ Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกรครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ 

ทั้งนี้ สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการเปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2566/67 จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ 1 สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด  2 สหกรณ์การเกษตรแม่ริม จำกัด 3 สหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ด จำกัด 

4สหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด  5 สหกรณ์การเกษตรหางดง จำกัด 6 สหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด 7)สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด 8 สหกรณ์การเกษตรฝาง จำกัด   9 สหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด  และยังมี โรงสี ป.รุ่งเรือง ธัญญา จ. สิงห์บุรี ,โรงสี ร่วมทุน รุ่งเรือง (ชัยนาท) ,โรงสี รุ่งเรืองไรท์ (พิจิตร),โรงสีแพร่ รุ่งเรือง (แพร่),โรงสี ศรีวรินทร์ (พะเยา)และ บริษัท สิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  เชียงราย

เอาแล้ว!ลุยตรวจโรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ นายทุนส่อรุกที่‘ส.ป.ก.’ ธนดลคาดเสียหายหลายพันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793510

เอาแล้ว!ลุยตรวจโรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ นายทุนส่อรุกที่‘ส.ป.ก.’ ธนดลคาดเสียหายหลายพันล้าน

เอาแล้ว!ลุยตรวจโรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ นายทุนส่อรุกที่‘ส.ป.ก.’ ธนดลคาดเสียหายหลายพันล้าน

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.49 น.

‘ธรรมนัส’สั่ง‘ธนดล’นำทีมบุกตรวจรีสอร์ท-โรงแรมดัง‘เขาใหญ่’ ทวง‘ส.ป.ก.’จากนายทุนคืนหลวง คาดความเสียหายเบื้องต้นหลายพันล้านบาท

16 มีนาคม 2567 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) พร้อมคณะ และกำลังเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรม-รีสอร์ทของนายทุนที่มีชื่อในเอกสาร ส.ป.ก.4-01 ในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่เชื่อมโยงจุดหลักหมุด ส.ป.ก.เขาใหญ่ บ้านเหวปลากั้ง หมู่ 10 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และบริเวณภูเขาวังหิน นอกเขตอุทยานฯ อีกแห่ง โดยมีการตรวจสอบว่าเป็นนายทุนที่นำพื้นที่ ส.ป.ก. ไปทำผิดวัตถุประสงค์ และไม่เป็นไปตามระเบียบหรือไม่

นายธนดล กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส เอาจริงและให้ตรวจสอบผู้ที่ได้รับเอกสาร ส.ป.ก.ทั่วประเทศ ว่าเป็นเกษตรกรตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นนายทุน โดยรื้อทั้งหมดที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบและวัตถุประสงค์ คาดว่ากว่า 2 ล้านไร่ โดยจะนำร่องก่อนที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นแห่งแรก เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน จากการตรวจสอบพบว่าผู้ได้เอกสาร ส.ป.ก.4-01 เป็นนายทุน เจ้าของโรงแรม รีสอร์ท ถือครองเอกสาร ส.ป.ก.4-01 กว่า 29 แปลง

นายธนดล ระบุว่า สำหรับการตรวจพื้นที่วันนี้ (16 มี.ค.67) ได้เปลี่ยนจากจุดเดิมเป็นจุดใหม่ เป็นพื้นที่โรงแรม รีสอร์ท และบ้านจัดสรรชื่อดังอยู่นอกเขตติดแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเข้าตรวจสอบว่าพื้นที่คาบเกี่ยวอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่นิคมสร้างตนเอง มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากได้รับการร้องเรียนมา เพื่อนำมาประเมินก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทั้งนี้ หากพบว่ากระทำผิดจริง จะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยให้เพิกถอนสิ่งปลูกสร้าง แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่ยอมเพิกถอน จะแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ม.3 (15) ความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จะเป็นหมุดหมายแรกที่ดำเนินการตรวจสอบการกระทำความผิดทั่วประเทศ

นายธนดล ระบุว่า ในส่วนของเงื่อนไขในการเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรม ที่ คปก. ต้องเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด และมีการแก้ไขระเบียบนั้น เพื่อเป็นการยกระดับให้สามารถนำโฉนดเพื่อการเกษตรไปประกันตัวผู้ต้องหาได้ รวมทั้งนำไปเข้าธนาคารมาเพื่อการเกษตรได้ ส่วนผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 ระบุ ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดิน ส.ป.ก. มี 3 ประเภท ที่มีสัญชาติไทย คือ

1. เกษตรกร เป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในรอบปี เพื่อประกอบเกษตรกรรมในท้องถิ่นนั้น

2.ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรเป็นหลัก ผู้ยากจน มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี จบการศึกษาทางเกษตรกรรมไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

3.สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ชุมชนสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ผู้ที่ผ่านตามเขื่อนไขก็มีสิทธิ ส่วนนอกเหนือจากนี้ ถือว่าผิดวัตถุประสงค์และระเบียบเงื่อนไข ไม่สามารถถือครองและเข้าไปทำประโยชน์ พื้นที่ ส.ป.ก. ได้

นายธนดล กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบที่ดินของโครงการโรงแรมดังแห่งนี้ พบว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการออกเอกสารสิทธิมิชอบจากกรมที่ดิน ซึ่งกินพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ อาจสร้างความเสียหายแก่รัฐหลายพันล้านบาท โดยหลังจากนี้ถ้าเป็นการออกเอกสารสิทธิมิชอบ และพื้นที่ดังกล่าวเป็นของ ส.ป.ก. ทาง นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาฯ ส.ป.ก. จะทำหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อให้สั่งการให้มีการเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินตรงจุดนี้ทั้งหมด รวมถึงจุดอื่นๆใกล้เคียงกว่าหมื่นไร่ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากไม่ยอมดำเนินการ ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.หมูสี จ.นครราชสีมา แล้ว

รัฐบาลเสริมแกร่ง‘ข้าว’ทุกมิติ มุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793470

รัฐบาลเสริมแกร่ง‘ข้าว’ทุกมิติ มุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน

รัฐบาลเสริมแกร่ง‘ข้าว’ทุกมิติ มุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 10.19 น.

‘เกณิกา’เผยรัฐบาลมุ่งนำพา‘ชาวนาไทย’หลุดพ้นกับดักความยากจน รุกยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว พร้อมดันศักยภาพข้าวไทย เสริมแกร่งทุกมิติ

16 มีนาคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การบริหารของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตระหนักและเข้าใจปัญหาของชาวนาไทยที่ต้องเผชิญ เช่น ราคาข้าวตกต่ำ การส่งออกข้าวไทยลดลง ต้นทุนการผลิตข้าวที่สูงขึ้น หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ รัฐบาลจึงมุ่งมั่นในการหามาตรการแก้ปัญหาความเดือดร้อน เพื่อสร้างโอกาสให้ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง ทั้งนาปรัง และนาปี โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวและสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว เป็นจำนวนเงินกว่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อ

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า โจทย์ที่ท้าทายของรัฐบาล คือจะทำอย่างไรให้เกษตรกรชาวนาไทยหลุดพ้นจากกับดักความยากจน เพื่อนำพาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องทำให้ได้เพื่ออนาคตของชาวนาไทย ซึ่งขณะนี้กรมการข้าวได้เร่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าข้าว โดยพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว และของเหลือจากการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่า ขณะเดียวกัน ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เช่นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเสริม เพราะหากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ และมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ จะส่งผลให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น และช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตข้าวได้

“รัฐบาลมีนโยบายของรัฐบาลเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนา กรมการข้าวจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นรากฐานสำคัญเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว เปิดโอกาสให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าวด้วยตนเอง โดยมีกรมการข้าวเป็นพี่เลี้ยง ในโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง Smart Farmer เน้นพัฒนาชาวนาอย่างรอบด้านให้ชาวนาไทยพึ่งพาตนเอง และเป็นแบบอย่างแก่ชาวนารายอื่น เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน” น.ส.เกณิกา กล่าว

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า โครงการ Young Smart Farmer ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่ประกอบอาชีพเกษตร สามารถบริหารจัดการการเกษตร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และได้ปริมาณที่มากขึ้น

‘ธรรมนัส’ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ ‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมสนองนโยบายฯหนุนชาวนาดันราคาข้าวเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793424

'ธรรมนัส'ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ 'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมสนองนโยบายฯหนุนชาวนาดันราคาข้าวเพิ่ม

‘ธรรมนัส’ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ ‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมสนองนโยบายฯหนุนชาวนาดันราคาข้าวเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.30 น.

“ธรรมนัส”รมว.เกษตรฯ ไม่ทิ้งชาวนาเชียงใหม่ “อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมสนองนโยบายฯ หนุนชาวนา ดันราคาข้าวเพิ่ม

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยนายมงคล จันทร์ประทัด ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว คณะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับคณะท่านร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ ประเดิมเปิดจุดรับซื้อครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด หนุนสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร พร้อมจับมือภาคเอกชนเข้ามารับซื้อข้าวจากสหกรณ์ในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. โดยมีคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และเกษตรกรกว่า 1,200 ราย เข้าร่วม ณ ศูนย์รวบรวมและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2566/67 ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง วงเงิน 12.884 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 176 ราย ปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าว กว่า 1,088 ตัน ซึ่งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป็นการสนับสนุนสินเชื่อผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางของตนเองในฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อรอขาย ซึ่งระหว่างรอการขายข้าวเปลือก เกษตรกรที่ร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่อเพื่อไว้ใช้จ่ายในครัวเรือนและลงทุนประกอบอาชีพทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และเมื่อราคาข้าวเปลือกที่เก็บรักษามีราคาสูงขึ้นจนเป็นที่พอใจเกษตรกรก็สามารถมาไถ่ถอนนำข้าวเปลือกออกมาจำหน่ายได้ เพื่อให้ได้รับส่วนต่างของราคาและเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อเตรียมพร้อมรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2566/67 ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2567 นี้ โดยมอบหมายให้กรมการข้าว ประสานผู้ประกอบการเอกชน จำนวน 6 ราย เข้ามารับซื้อข้าวเปลือกในราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. (ความชื้นไม่เกิน 25%) เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกของเชียงใหม่ให้มีเสถียรภาพ อีกทั้งมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ประสานสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่มีอุปกรณ์ฉาง ลานตาก และโรงสี พร้อมสำหรับเปิดจุดรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกนาปรังจากเกษตรกรและได้มีการ Kick Off ประเดิมเปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกรครั้งแรกวันนี้ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งการขับเคลื่อนมาตรการเพื่อรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ทั้งการเปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือกและประสานกับโรงสีเอกชนเข้ามารับซื้อข้าว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่จะถึงนี้นั้น นับว่าสหกรณ์การเกษตรมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าการเกษตรโดยเฉพาะข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงพยายามผลักดันและสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรสินค้าข้าวแบบครบวงจร และยกระดับสหกรณ์ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรต่อไปในอนาคต

“การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายของรัฐด้านภาคการเกษตร ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตลอดจนได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อให้พี่น้องชาวนาได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญต่อไป เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร เช่น นโยบายลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ และนโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง ที่กำลังจะดำเนินการ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกร” รมว.เกษตรฯ กล่าว

– 006

สินค้าเกษตรขยับราคา รับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793210

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกร

ตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ของรัฐบาลและภายใต้การขับเคลื่อนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่ารมว.เกษตรฯ โดยเฉพาะการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย (สินค้าเถื่อน) อย่างเข้มงวด การเร่งแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการจัดการน้ำช่วงวิกฤตภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รวมถึงการมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรซึ่งผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สับปะรด น้ำนมดิบ และสุกร มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสุกร ราคาขยับขึ้นกิโลกรัมละ 4 บาท หลังจากปราบปรามหมูเถื่อนอย่างจริงจัง

ตลอดจนการตรวจค้นห้องเย็นทั่วประเทศมากกว่า 2,000 แห่งขณะที่ยางพารา ราคายางแผ่นดิบ ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 54.89 บาท/กิโลกรัม สูงขึ้นจากเดือนกันยายน 2566 ที่ราคาเฉลี่ย 45.51 บาท/กิโลกรัม โดยราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายจากภาครัฐในการปราบปรามและตรวจสอบการลักลอบการนำเข้ายางพาราและสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไม่ให้ทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และยังเป็นผลจากมาตรการการสนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศ รวมทั้งจากความต้องการของตลาด ภาวะฟื้นตัวของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ เป็นต้น ส่วนน้ำนมดิบ ปัจจุบันราคาเฉลี่ยที่ 20.21 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนกันยายน 2566 ที่ราคา 19.65 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ มีประกาศ ปรับเพิ่มราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

‘ไชยา’ปรับแผนโคบาลชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793211

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการโคบาลชายแดนใต้ ภายใต้โครงการเมืองปศุสัตว์ ตามกรอบระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ได้แก่ เกษตร ประมง และปศุสัตว์ ตามกรอบระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงมุ่งเป็นพื้นที่ครัวอาหารฮาลาลโลก ซึ่งทางภาคใต้มีต้นทุนและโอกาสในการส่งออกสินค้าฮาลาล ไปยังประเทศมุสลิม

นายไชยา กล่าวว่า จากการได้ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี มีเกษตรกรบางกลุ่มได้รับโคไม่ตรงปก ทาง ศอ.บต.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาโคไม่ได้มาตรฐาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน และนำมาปรับใช้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบสำหรับภาพรวมโครงการจึงขอฝาก ศอ.บต.ดูแลให้ไม่มีผลกระทบต่อโครงการระยะยาว รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาปรับแผนการดำเนินงานตามหลักรัฐศาสตร์ในระยะแรก เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรที่มีความต้องการเลี้ยงปศุสัตว์ แต่ติดขัดหลักเกณฑ์บางประการสามารถรับเลี้ยงต่อไปได้ และค่อยเพิ่มความเข้มงวดในโครงการระยะถัดไป

ทั้งนี้ ขอให้ ศอ.บต.และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดคัดเลือกเกษตรกรให้ตรงตามหลักเกณฑ์การเข้าร่วมของโครงการ พร้อมมอบหมายกรมปศุสัตว์ จัดทำแผนส่งโคให้ตรงตามเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ได้รับข้อเสนอแนะของนางพาติเมาะ สะดิยามู ผวจ.ปัตตานี ในการวางแผนส่งออกและการสร้างโรงงานแปรรูปปศุสัตว์ภาคอุตสาหกรรมและภาคชุมชน เพื่อรองรับตลาดมุสลิมในพื้นที่ต่างๆ การจัดการโครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้ ธนาคารโค รวมถึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้แต่มีความต้องการเลี้ยงปศุสัตว์

รวมถึงจะสอบถามความคืบหน้าการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้กับกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

เกษตรฯจับมือ2หน่วยงาน ร่วมพัฒนาการประกันภัยพืชผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793212

เกษตรฯจับมือ2หน่วยงาน  ร่วมพัฒนาการประกันภัยพืชผล

เกษตรฯจับมือ2หน่วยงาน ร่วมพัฒนาการประกันภัยพืชผล

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย ด้วยการใช้ระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระบบประกันภัยพืชผล ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ว่าพิธีลงนามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการนำระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการประกันภัยพืชผลให้แก่เกษตรกรไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานการประกันภัยด้านการเกษตรด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับพิธีลงนามครั้งนี้ ทั้ง 3 หน่วยงาน จะผนึกกำลังร่วมกันพัฒนาการนำระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการประกันภัยพืชผล ด้วยการนำเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก (Earth Observation Satellite) ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics System) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence/Machine Learning) มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลขนาดใหญ่ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติให้ได้รับเงินสินไหมทดแทนได้ถูกต้องและรวดเร็ว รวมทั้งช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการวางแผนรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงจะช่วยให้ภาครัฐบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่ามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในการใช้ระบบประกันวินาศภัยจัดการความเสี่ยงให้กับเกษตรกรไทย และเล็งเห็นถึงนวัตกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระบบประกันภัยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนทางภาคการเกษตร โดยการนำ Machine learning ปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที และช่วงลดความเสี่ยงที่จะเกิดในอนาคต

ขณะที่นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำพันธกิจของไทยคมที่นำความเชี่ยวชาญในธุรกิจดาวเทียมและ Space Tech มาต่อยอดให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มในการประกันภัยพืชผล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายโอกาสในการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านอื่นๆ เช่น การประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การตรวจสอบพื้นที่เผาไหม้ การดูความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่เพาะปลูก และการพยากรณ์ภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ

‘ธรรมนัส’ร่วมวงถก ผู้บริหารกระทรวงฯ รับทราบการทำงาน ‘เกษตรฯทำได้จริง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793209

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมได้รับทราบราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดมีทิศทางปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ

ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สับปะรด น้ำนมดิบ และสุกร ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการเดินหน้านโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการลุยปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายมาอย่างเข้มงวด การมุ่งยกระดับสินค้าเกษตร เร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ วางมาตรการรองรับภัยพิบัติ โรคระบาดพืช สัตว์เพิ่มประสิทธิภาพการบริการจัดการน้ำในช่วงวิกฤตภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงตลอดจนการบริหารจัดการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับกิจกรรมภาคการเกษตร นับว่าเป็นผลสำเร็จชัดเจน

สำหรับทิศทางราคาสินค้า พบว่าข้าวหอมมะลิ (ความชื้น 15%) ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ราคา 13.29 บาท/กิโลกรัม มาอยู่ที่ราคา 14.05 บาท/กิโลกรัม ในเดือนมกราคม 2567 ในส่วนของข้าวเปลือกเจ้า(ความชื้น 15%) ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ราคา 10.74 บาท/กิโลกรัม มาอยู่ที่ราคา 11.31บาท/กิโลกรัม ในเดือนมกราคม 2567 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกนาปี เพื่อชะลอผลผลิตช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก ไม่ให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยมีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก

‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793207

'กรมปศุสัตว์'จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567

‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.59 น.

กรมปศุสัตว์จัดพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

โดย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่กรมปศุสัตว์ ได้จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 13 – 14 มกราคม 2567 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีกิจกรรมการประกวดกระบือปลักไทย ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ และเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้เกษตรกร ประชาชนผู้สนใจได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ ตลอดจนการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทยในทุกด้าน ซึ่งมีการจัดประกวดกระบือปลักไทย จำนวนทั้งสิ้น 16 รุ่น มีกระบือปลักไทยเข้าร่วมการประกวด จำนวน 151 ตัว เป็นกระบือปลักไทย เผือก จำนวน 35 ตัว และกระบือปลักไทย ดำ จำนวน 116 ตัว

โดยผลการประกวดกระบือปลักไทยที่ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 รางวัล ดังนี้

1.รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทย เพศผู้ กระบือชื่อ มารวยจูเนียร์ ชื่อ เจ้าของนายคำพูน โสดา จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นกระบือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 กระบือปลักไทย ดำ เพศผู้รุ่นควายหนุ่มสาว ฟันแท้ 2 คู่ อายุมากกว่า 36 เดือน ถึง ไม่เกิน 48 เดือน

2.รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทย เพศเมีย กระบือชื่อ ดอกแก้ว ชื่อเจ้าของนางสาวกาญจนา ขามขุลา จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นกระบือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 กระบือปลักไทย ดำ เพศเมีย รุ่นควายหนุ่มสาว ฟันแท้ 2 คู่ อายุมากกว่า 36 เดือน ถึง ไม่เกิน 48 เดือน

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์รู้สึกซาบซึ้งและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Championกระบือปลักไทย เพศผู้ และเพศเมีย สำหรับการประกวดกระบือปลักไทย วันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ให้กรมปศุสัตว์เป็นครั้งแรก และเป็นหน่วยงานเดียวที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลการประกวดกระบือปลักไทย และทรงห่วงใยเกษตรกร ผู้เลี้ยงกระบือปลักไทย อีกทั้งในด้านการพัฒนาและการอนุรักษ์กระบือปลักไทย

– 006

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793176

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.53 น.

สั่งด่วนเพิกถอน‘ส.ป.ก.4-01’นครราชสีมา-ยกเลิกผลรังวัดที่ดินทับซ้อน รวม 1,279 ไร่

14 มีนาคม 2567 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของ ส.ป.ก. พบมีการออก ส.ป.ก.4-01 ในพื้นที่ที่ยังคงมีสภาพป่า 10 ราย 13 แปลง 341-3-39 ไร่ และพื้นที่ที่มีการรังวัดแปลงที่ดินไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการจัดที่ดินอีก 26 ราย 45 แปลง 937-0-81 ไร่ ในเขตปฏิรูปที่ดินที่จำแนกออกจากป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ป่าเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

“จึงสั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินทั้ง 10 ราย โดยด่วน ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่จัดแต่รังวัดแล้วอีก 26 ราย ให้ยกเลิกผลการรังวัด และห้ามนำพื้นที่ดังกล่าวมาจัดที่ดินโดยเด็ดขาด หากพบการกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิของประชาชน หากเป็นเกษตรกรตัวจริง มีการถือครองทำประโยชน์อยู่จริง ให้มาแสดงตัวแสดงสิทธิต่อ ส.ป.ก.นครราชสีมา เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว  ///-005