สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794190

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม  โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นายธาดา พรหมสาขา ณ สกลนคร รองนายกองค์การบริหารส่วน จ.ขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านหมอลำ นำโดย ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) ดร.จินตนา เย็นสวัสดิ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ลำกลอน) ที่ปรึกษาโครงการฯ นางเพชราภรณ์กาละพันธ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) และคณะวิทยากรจากศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม (ศิลปะการแสดงหมอลำกลอน) ของแม่ครูจินตนา เย็นสวัสดิ์ ได้แก่ หมอลำวุฒิชัย ขุนด่านซ้าย หมอลำนครินทร์ นามวงษา หมอลำจตุพรจันทร์ดี หมอแคนเคนตะ วาทานาเบ้หมอแคนบรรณวิชญ์ สังหาวิทย์ (หมอแคนทิกเกอร์) มอบความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนที่มีใจรักหมอลำและที่สนใจเรียนรู้หมอลำสมัครเข้าร่วมกว่า 50 คน

โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมอนุรักษ์ ฟื้นฟู จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาและศิลปะที่ดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเด็กและเยาวชนถือว่าเป็น “ต้นกล้า” ที่สำคัญที่จะดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทางด้านศิลปะหมอลำให้คงอยู่ต่อไป หมอลำ เป็นสุดยอดเพลงพื้นบ้านทางภาคอีสาน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงและโดดเด่นที่สุดของภาคอีสานจนสามารถยึดเอาเป็นอาชีพได้ผู้ที่จะเป็นหมอลำได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง มีสติปัญญาดี มีทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัวต้องมีความจำเป็นเลิศ สามารถจำกลอนลำได้มากมายทุกแง่ทุกมุมและทุกประเภทของกลอนลำ ทำให้ศิลปินหมอลำกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของอีสานอย่างแยกไม่ออก และมีศิลปินเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งรูปแบบการอบรมแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ทั้งกลุ่มที่สนใจการขับร้องหมอลำและกลุ่มที่สนใจเครื่องดนตรีอีสาน ซึ่งเด็กได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ ความรู้พื้นฐานด้านหมอลำ องค์ประกอบหมอลำ เรียนรู้ทักษะการลำทางสั้น และลำเต้ย เรียนรู้ทักษะการดีดพิณและเป่าแคนลายสุดสะแนน ลายเต้ย เรียนรู้ฟ้อนแม่บทอีสาน 6 ท่า เรียนรู้ทักษะการลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น เรียนรู้ทักษะเดี่ยวพิณและการเป่าแคนลายยาว เรียนรู้ทักษะการฟ้อนรำ หลังจากอบรมเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมได้ประสมวง แสดงผลจากการเรียนรู้ผ่านการร้องลำ ฟ้อน ได้แก่ ลำทางสั้น ลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น ลำเต้ย ตามลำดับ ให้กับวิทยากรเพื่อประเมินผลสำเร็จของการฝึกอบรม

‘ไชยา’แจ้งข่าวดี เวียดนามไฟเขียว ส่งออกโค-กระบือ ฟาร์มไทย33แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794189

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีไทยเตรียมส่งโคมีชีวิตไปเวียดนามทางเรือครั้งแรก ว่า กรมปศุสัตว์ ได้รับรายงานจากกระทรวงต่างประเทศ เรื่อง การส่งออกโคกระบือจากไทยไปเวียดนาม โดยขนส่งทางเรือ ซึ่งกรมสุขภาพสัตว์เวียดนาม (DAH ) อนุญาตให้ไทยส่งออกโคและกระบือทางทะเลได้ แต่ต้องได้รับการตรวจเชื้อโรคและควบคุมอย่างเข้มงวด พร้อมให้การรับรองฟาร์มโคและกระบือปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย เพิ่มอีก 3 แห่ง ทำให้ขณะนี้มีการรับรองฟาร์มที่มีการขึ้นทะเบียนเพื่อการส่งออกไปเวียดนามแล้วทั้งสิ้น 23 ฟาร์ม โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการด้านเอกสาร

นายไชยา กล่าวต่อว่า ถือเป็นข่าวดีของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือ เป็นการขยายตลาดเพื่อการส่งออกและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ตนพยายามผลักดันเรื่องนี้ และได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ใช้ศูนย์ผลิตอาหารเป็นฐานการผลิตหัวอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายให้กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ทั้งโคเนื้อ โคนม สุกร เพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ให้เกษตรกร เร่งพัฒนาโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากล สามารถส่งออกวัคซีนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงจัดหาตลาดเพื่อรองรับปริมาณโคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงเชือดชุมชน โรงเชือดเพื่อการส่งออกตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับตลาดโคเนื้อ ทั้งโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์โคชำแหละ โดยเฉพาะตลาดประเทศจีน ประเทศตะวันออกกลาง และเวียดนาม ที่มีกำลังซื้อสูง เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศและเพิ่มมูลค่าสินค้าด้านปศุสัตว์ของไทย

‘ธรรมนัส’ถกเวทีระดับโลก โชว์ศักยภาพด้านการเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794191

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุม Global Forum for Food and Agriculture ครั้งที่ 16 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้รับโจทย์เพื่อนำกลับมาเร่งดำเนินการหลายประเด็น ได้แก่ การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารของไทยอย่างเป็นรูปธรรม การจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของกองทุนระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมในไทย การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับประเทศภาคี และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ร่วมกับรัฐมนตรีด้านการเกษตรของประเทศอื่นๆ กว่า 80 ประเทศ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการปฏิรูประบบเกษตรและอาหาร เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เป้าหมายที่ 2 ว่าด้วยการยุติความหิวโหย” และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการ (1) ส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน (2) การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน (3) การลดอาหารเหลือทิ้ง และ (4) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยพิจารณาจากความต้องการของ “ประชาชนทุกคน” เป็นหลัก ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Model ของกระทรวงเกษตรฯ

ร.อ.ธรรมนัส ยังได้หารือกับMrs.Gerardine Mukeshimanaรองประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม โดยนาง Gerardine Mukeshimana ขอบคุณฝ่ายไทยที่ให้การสนับสนุนการเป็น “ประเทศเจ้าภาพ (host country)” ในการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม ซึ่งยังมีขั้นตอนการดำเนินงานหลายขั้นตอน ก่อนที่จะสามารถจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคดังกล่าวในประเทศไทยได้ โดย ร.อ.ธรรมนัส แจ้งว่าฝ่ายไทยเห็นความสำคัญของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมอย่างมาก ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยในมิติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกร ซึ่งการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าว จะทำให้ไทยเป็นประเทศเจ้าภาพของ 3 หน่วยงานระดับโลกที่มาจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี นอกเหนือจากสำนักงานภูมิภาคขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสำนักงานภูมิภาคของโครงการอาหารโลก (WFP)

สำหรับในมิติทวิภาคี รมว.เกษตรฯ ได้พบปะหารือกับผู้นำประเทศคู่ภาคีต่างๆ อาทิ Mr.Piet Adema รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ธรรมชาติและคุณภาพอาหารแห่งเนเธอร์แลนด์ Mrs.ClaudiaMüller รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอาหารและการเกษตรแห่งเยอรมนี และ Mr.HarvickHansnul Qalb รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรแห่งอินโดนีเซีย เพื่อร่วมผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านการค้าสินค้าข้าว 2 ล้านตัน และความร่วมมือการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมระบบเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืน และการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวแก่เกษตรกรให้มีความยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรและความมั่นคงทางอาหาร

49ปีส.ป.ก.พลิกโฉมยกระดับที่ดินเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794192

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ครบรอบ 49 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมมอบรางวัลข้าราชการพลเรือนและลูกจ้างประจำดีเด่น ประจำปี 2566 รางวัล Talent of the year ประจำปี 2566 รางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ครบรอบ 49 ปี (ส.ป.ก.) รางวัลชนะเลิศเรียงความเนื่องในวันคล้ายสถาปนาครบรอบ 49 ปี รางวัลหน่วยงานยกย่องเชิดชูเกียรติและบุคคลที่ร่วมสร้างผลงานต้นแบบ ประจำปี 2567 และรางวัลชนะเลิศสื่อคุณธรรมในการป้องกัน การทุจริต ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉย ในรูปแบบ Digitalโดยมี นายไชยา พรหมา นายอนุชา นาคาศัยรมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เข้าร่วม ว่าตลอดระยะเวลา 49 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ส.ป.ก.ในการดำเนินภารกิจไปสู่เป้าหมายขององค์กร เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยเฉพาะการดำเนินการเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ ถือเป็นการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินเกษตรกรรม สร้างความมั่นคงในการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยให้เกษตรกร สามารถเติบโตและแข่งขันต่อไปได้ ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้แก่เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยให้ปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ ยึดถือกฎหมาย และประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ เพื่อให้ภาคการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน

‘สมศักดิ์-ธรรมนัส-พวงเพ็ชร-ไชยา-อนุชา’ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ส่งเสริมเลี้ยงปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794010

'สมศักดิ์-ธรรมนัส-พวงเพ็ชร-ไชยา-อนุชา'ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ส่งเสริมเลี้ยงปศุสัตว์

‘สมศักดิ์-ธรรมนัส-พวงเพ็ชร-ไชยา-อนุชา’ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ส่งเสริมเลี้ยงปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.21 น.

“สมศักดิ์-ธรรมนัส-พวงเพ็ชร-ไชยา-อนุชา”ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ส่งเสริมเลี้ยงปศุสัตว์ ระหว่างกองทุนหมู่บ้าน กับ กรมปศุสัตว์ หวังช่วยพัฒนาทักษะด้านอาชีพ-เทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตร พร้อมช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างงาน-สร้างรายได้

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางพวงเพ็ชร ชุดละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาศ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU เรื่องการส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและเทคโนโลยีในการพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระหว่างกองทุนหมู่บ้านฯ กับ กรมปศุสัตว์ ที่อาคารศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพะเยา

โดยการลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ ได้มีนายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และ นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้ลงนาม ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มีหลักการและเหตุผล คือ ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศไทยประสบภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และภัยพิบัติตามธรรมชาติ ส่งผลให้ภาคการเกษตร และสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ ประสบปัญหาหลายประการ อาทิ ราคาสินค้าตกต่ำ ค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้น การขาดสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินกิจกรรมและการประกอบอาชีพ โดยปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก การขาดโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้

ซึ่งรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญ ได้มีแนวนโยบาย เพื่อสร้างความมั่นคงทางเกษตรกร และด้านอาหาร เพื่อสร้างการเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านอาชีพและเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตร จึงจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ฉบับนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคและสัตว์อื่นที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ คือ 1.เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงสัตว์ของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่เข้าร่วมโครงการของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และกรมปศุสัตว์ 2.เพื่อให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านอาชีพการเลี้ยงสัตว์คุณภาพสูง อาทิ การเลี้ยงโค แพะ แกะ หรือโครงการอื่นที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์

3.เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับการผลิตเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพสูงสู่ตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ 4.เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากในระดับหมู่บ้านและชุมชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน 5.เพื่อส่งเสริม สนับสนุน การสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ในครัวเรือนสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 6.เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 7.เพื่อคัดเลือกผู้แทนเกษตรกรที่มีความรู้ มีคุณภาพและศักยภาพ เพื่อเข้าร่วมโครงการของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติและกรมปศุสัตว์

นอกจากนี้ ขอบเขตความร่วมมือ ภารกิจหน้าที่ของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ จะส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ส่งเสริมและสนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองสามารถเข้าถึงแหล่งเงินเกี่ยวกับการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคและสัตว์อื่นที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานองค์กร หน่วยงานของรัฐ และเอกชน ด้านวิชาการ หรือ องค์ความรู้ เทคโนโลยี แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในการเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับปศุสัตว์ และดำเนินการจัดทำ ให้คำปรึกษา และแนะนำการปฏิบัติงาน ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานแก่กองทุนหมู่บ้าน

ส่วนภารกิจหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ สนับสนุนบุคลากร วิชาการและองค์ความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตโคเนื้อของเกษตรกร ทั้งด้านการปรับปรุงและขยายพันธุ์สัตว์ โดยวิธีผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อพันธุ์ดี และจัดทำใบรับรองพันธุ์ประวัติ และการจัดการด้านอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดการฟาร์ม เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการประกอบอาชีพเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ และสัตว์อื่นที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาพสัตว์การป้องกันควบคุมโรค การรักษาพยาบาลสัตว์ การตรวจวินิจฉัยชันสูตรโรคสัตว์และแก้ไขปัญหาสุขภาพสัตว์ รวมทั้งพัฒนาระบบการจัดการด้านสุขภาพสัตว์ และดำเนินการจัดทำ ให้คำปรึกษา และแนะนำการปฏิบัติงานต่าง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานแก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

– 006

กรมชลฯจ้างแรงงานเกษตร ทดแทนรายได้รวมหมื่นราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793941

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง ด้วยการจ้างแรงงานชลประทาน ในปีงบประมาณ 2567 สำหรับปฏิบัติงานด้านต่างๆ ในปีนี้มีแผนการขยายจ้างแรงงานเพิ่มประมาณ 9,472 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 8 เดือน (ตุลาคม 2566-พฤษภาคม 2567) วงเงินจ้างแรงงานประมาณ 7,196 บาท/คน/เดือน โดยเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ ประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั่วไป และ หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้ว 4,877 คน หรือประมาณ 51% ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ อุบลราชธานี485 คน พะเยา 268 คน และสุพรรณบุรี 251 คน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีตำแหน่งว่างก่อนครบตามเป้า จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460

อ.ต.ก.ถกส่งออก ดันข้าวหอมมะลิ ไปยังนครเฉิงตู มูลค่า2พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793938

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เดินทางไปยังนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน รวมถึงการนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน โดยร่วมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่โรงแรม NICCOLO CHENGDU เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประเทศไทยจะส่งออกข้าวหอมมะลิ 100,000 ตัน เป็นเงิน 52.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2,000 ล้านบาท ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายข้าวหอมมะลิล่วงหน้า ระหว่าง บริษัท SHENZHEN ZHONGCHENG FOOD IMPORT AND EXPORT และบริษัท ธนสรร ไรซ์ จำกัด ส่วนการจัดส่งข้าวหอมมะลิ 1 แสนตัน ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน จะดำเนินการขนส่งทางรางรถไฟ ตามที่ อ.ต.ก.ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภค-บริโภคผ่านระบบขนส่งทางราง กับบริษัท โกลบอลมัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด (GML)

การขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศภาคการเกษตรครั้งนี้ อ.ต.ก.ได้บุกเบิกตลาดใหม่ และขยายผลไปยังสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ให้แก่พี่น้องเกษตรกร และพร้อมที่จะสนับสนุน ส่งเสริม การซื้อขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอื่นๆ หรือสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน รวมทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเพื่อจำหน่าย สร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเกษตรไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศได้มากขึ้น

‘ธรรมนัส’นำร่อง 5 จังหวัด KickOff กำจัดปลาหมอสีคางดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793939

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดปฏิบัติการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายวรณัฎฐ์ หนูรอต รอง ผวจ.สมุทรสาคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ว่าตามที่กรมประมง ได้รับฟังและหารือแนวทางการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและชาวประมงใน จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2566 โดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำซึ่งแพร่ระบาดในแหล่งน้ำสาธารณะและในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ทำให้สัตว์น้ำพื้นถิ่นได้รับผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ระบบนิเวศแหล่งน้ำและที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ กรมประมง ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการในการควบคุม ป้องกัน และแก้ปัญหา รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความตระหนักรู้แก่เกษตรกร ชาวประมงและบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ได้มีการจัดทำร่างมาตรการและการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม ป้องกัน และกำจัดประชากรปลาหมอสีคางดำ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ด้วยการควบคุมการรุกรานของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ซึ่งพบมีการรุกรานแล้ว พร้อมติดตามประเมินและป้องกันการรุกรานของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ซึ่งยังไม่ถูกรุกรานอีกทั้งยังได้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายบัญชา กล่าวว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ สร้างความเสียหายต่อผลผลิตในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นปลาที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำได้ดี ทำให้แพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วในแหล่งน้ำกว่า 13 จังหวัด การจัดงานครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายชาวประมงและเกษตรกรในการกำจัดปลาหมอสีคางดำ ด้วยเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ร่วมกับการปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ในแหล่งน้ำที่พบการแพร่ระบาดเพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรปลาหมอสีคางดำขนาดเล็กที่พบในธรรมชาติและมีการหลุดรอดเข้าไปในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการนำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัด

‘อนุชา’รุกชัยนาทโมเดลหนุนเลี้ยงโค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793940

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดอบรมโครงการพัฒนาและยกระดับฟาร์มโคเนื้อสู่เกษตรมูลค่าสูง พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ชัยนาทโมเดล : นโยบายสู่การปฏิบัติที่แฟนตาซีรีสอร์ท อ.เมือง จ.ชัยนาท ว่าให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของเกษตรกร จึงขับเคลื่อนนโยบาย “ชัยนาทโมเดล” เพื่อเป็นต้นแบบด้านการเกษตร โดยแนวทางสำคัญคือการผลักดันพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรได้มีอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อเป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้องค์ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินทุน ใช้ปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร ตลอดจนหาช่องทางการตลาด ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาดจากพืชอย่างเดียว

“ชัยนาทโมเดล มีเป้าหมายเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เพาะปลูกพืช ให้หันมาทำปศุสัตว์เช่น เลี้ยงโค เนื่องจากโคมีผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยส่งเสริมการเลี้ยงโคต้นน้ำ ที่กินแต่หญ้า เลี้ยงง่าย เลือกสายพันธุ์ดีแล้วนำมาขุนเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากเดิมตัวละหลักหมื่น ให้กลายเป็นหลักแสนได้ ซึ่งตลาดโคเนื้อมีแนวโน้มที่จะสามารถต่อยอดไปได้อีกไกล แต่สิ่งสำคัญคือการรักษามาตรฐานฟาร์ม หรือสินค้า ให้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย เกิดการยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เป็นการเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย ผมเชื่อมั่นว่าหากเกษตรกรมีอาชีพเสริม เช่น การเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์ดี “ชัยนาทบีฟ” ตามโครงการ “ชัยนาทโมเดล” ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้หลุดพ้นจากความยากจน หมดหนี้สินพึ่งพาตนเองได้ และมีฐานะมั่นคง เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร”นายอนุชา กล่าว

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และคณะ เยี่ยมชมฟาร์มโคเนื้อมาตรฐานของวิสาหกิจชุมชนฟาร์มเกษตรไร่พัฒนา บริษัท พรีเมี่ยมบีฟ จำกัด อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ด้วย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ พบปะพี่น้องชาวนาพะเยา ติดตามปัญหาข้าวอย่างใกล้ชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793832

'อธิบดีกรมการข้าว' พบปะพี่น้องชาวนาพะเยา ติดตามปัญหาข้าวอย่างใกล้ชิด

‘อธิบดีกรมการข้าว’ พบปะพี่น้องชาวนาพะเยา ติดตามปัญหาข้าวอย่างใกล้ชิด

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.37 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ จ.พะเยา เพื่อพบปะพูดคุยกับเกษตรกร ถึงปัญหาของข้าวในพื้นที่ พร้อมหารือถึงแนวทางการแก้ไข ตลอดจนถึงแนวทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ในปี 2567 ณ เทศบาลเมืองดอกคำใต้ ตำบลดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา