จ่อเรียก 6 อภิมหาเศรษฐีโยงฮุบ ส.ป.ก. ‘ธนดล’เดิมพันเจอตอ-มวยล้มพร้อมไขก๊อก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792620

จ่อเรียก 6 อภิมหาเศรษฐีโยงฮุบ ส.ป.ก. ‘ธนดล’เดิมพันเจอตอ-มวยล้มพร้อมไขก๊อก

จ่อเรียก 6 อภิมหาเศรษฐีโยงฮุบ ส.ป.ก. ‘ธนดล’เดิมพันเจอตอ-มวยล้มพร้อมไขก๊อก

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.39 น.

จ่อเรียก 6 อภิมหาเศรษฐีโยงฮุบ ส.ป.ก. ‘ธนดล’เดิมพันเจอตอ-มวยล้มพร้อมไขก๊อก

12 มีนาคม 2567 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาที่ บก.ปปป. เพื่อพาข้าราชการที่มีความรู้ด้านกฎหมาย กฎระเบียบการจัดสรรที่ดินมาสอบสวนเพิ่มเติม

นายธนดล กล่าวว่า ตอนนี้ทางคดี ส.ป.ก. มีความคืบหน้าไป 90% แล้ว เจอตัวผู้กระทำผิดและทางเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. จะออกหมายเรียกผู้ครอบครองที่ผิดคุณสมบัติครอบครองที่ดิน พบว่า เป็นนายทุนที่มีธุรกิจใหญ่โต ฐานะร่ำรวย และมีกำลังทรัพย์สูงมากประมาณ 6 ราย

นอกจากนี้ยังพบข้าราชการกระทำความผิดชี้ชัด 2-3 ราย มีตำแหน่งสูงถึงระดับผู้อำนวยการ มีรายงานว่าเป็นผู้ออกเอกสารที่ดิน ส.ป.ก. ทั้ง จ.นครราชสีมา หลังจากนี้ขอเวลาอีก 1-2 สัปดาห์ ตนจะเป็นประธานลงตรวจสอบพื้นที่ที่เข้าข่ายทั่วประเทศ ถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูป ส.ป.ก.ให้ใสสะอาด

“ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เอื้อ และนำชื่อคนอื่นมาใส่ ก็จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ เราพร้อมล้างทั้งระบบ ต้องเอาที่ดินให้คนยากไร้ใช้ทำมาหากิน นอกจากนี้ในอนาคตจะเรียกประชุม ส.ป.ก. 72 จังหวัด ติดประกาศชื่อเกษตรกรทุกอำเภอ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมตรวจสอบ รวมถึงจัดตั้งอนุกรรมการระดับอำเภอ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย ถ้าวันหนึ่งผมทำงานแล้วเจอตอ และมีคำสั่งให้ระงับการตรวจสอบ ผมจะลาออกเองทันที” นายธนดล กล่าว

ไทย-จีนสานสัมพันธ์การทูต เปิดตลาดส่งสินค้าเกษตรไปจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792476

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีลงนามพิธีสารระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 2 ฉบับ ได้แก่ 1.พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านมาตรการสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกต้นสนใบพาย จากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ 2.ความตกลงเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ เพื่อการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกไทยไปจีน โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นผู้ลงนามฝ่ายจีน พร้อมด้วยนายหวัง อี้ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามที่ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับการลงนามพิธีสารทั้ง 2 ฉบับนี้ เป็นผลสำเร็จจากการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นที่จะขยายการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกันอย่างเป็นทางการส่งผลให้ประเทศไทย สามารถส่งออกต้นสนใบพายไปยังจีนได้ รวมทั้งสร้างตลาดใหม่ให้กับสินค้าเกษตรของไทย และเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในตลาดจีน รวมถึงเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรของประเทศไทย และคาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกต้นสนใบพายจากไทยไปจีนราว 1,500 ล้านบาทต่อปี

ในส่วนการลงนามความตกลงเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบการกักกันและสุขอนามัยทางสัตวแพทย์เพื่อการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกไทยไปจีน มีการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกไปยังประเทศจีน เคยมีการลงนามในพิธีสารเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ซึ่งประเทศไทยสามารถส่งออกได้เฉพาะเนื้อไก่ เนื้อเป็ด ชิ้นส่วนและเครื่องในไก่ เท่านั้น สำหรับการแก้ไขพิธีสารเพื่อขยายขอบข่ายตามร่างความตกลงฯ ฉบับใหม่ดังกล่าว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออกชิ้นส่วนและเครื่องในเป็ดได้เพิ่มเติมอีก 18 รายการ โดยในปี 2566 ไทยมีมูลค่าการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกไปยังจีนกว่า 16,000 ล้านบาท คาดว่าภายหลังการลงนามพิธีสารจะเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท

‘ธรรมนัส’ร่วมงาน ส่งเสริมท่องเที่ยว พื้นที่สุราษฎร์ธานี สร้างภาพลักษณ์ที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792472

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ “ปลายฝนต้นหนาว” จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนหน้านี้ ซึ่งจัดขึ้นโดย อบจ.สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่บริเวณลานอเนกประสงค์หน้าเทศบาล ต.บ้านเชี่ยวหลาน อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี

การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ตามกระแสการท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม สร้างการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ให้สามารถจัดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและรายได้สู่ท้องถิ่น สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ประกอบการด้านโรงแรม ด้านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า และบริการ ทั้งภายในและภายนอก จ.สุราษฎร์ธานี

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการจัดนิทรรศการการท่องเที่ยวโซนขุนเขา กิจกรรมเชิงวิชาการเพื่อการท่องเที่ยว การออกบูธจำหน่ายสินค้าและอาหาร การประกวดควายงาม การแข่งขันเรือเร็วท้องถิ่น การแสดงดนตรีโฟล์คซอง ดีเจที่มีชื่อเสียงมาสร้างสีสันของงาน และศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมาแสดงในงานตามแนวทางซอฟต์ พาวเวอร์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่เพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของพื้นที่ สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว

รมว.เกษตรฯเสนอแนะ แนวทางการพัฒนาศูนย์วิจัยฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792474

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมและให้ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนาศูนย์วิจัยนวัตกรรมการเกษตร ประมงและอาหารเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พื้นที่ทุ่งใสไข อ.ไชยาจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่การเกษตร อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ และการท่องเที่ยวมูลค่าสูง มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ทุเรียน เงาะ และกาแฟ

นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงปศุสัตว์และการทำประมง โดยศูนย์วิจัยนวัตกรรมการเกษตร ประมงและอาหารเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินกิจกรรมเพื่อมุ่งสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตามหลักการ BGC Model ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ จ.สุราษฎร์ธานี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เชื่อมโยงการพัฒนาพื้นที่ทุ่งใสไข โดยเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาคประชาชน ชุมชนสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐและเอกชนระดับพื้นที่ ประเทศและนานาชาติ

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายการยกระดับสินค้าเกษตร และเสริมศักยภาพเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรที่ผ่านการอบรมจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีในเรื่องต่างๆ สามารถนำความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการเพิ่มรายได้ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ไปสู่การทำเกษตรแบบ Zero waste รวมถึงเกษตรกรใน จ.สุราษฎร์ธานี มีทางเลือกในการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสาหร่าย แหนแดง และพืชอาหารสัตว์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีความมั่นคงด้านตลาดและรายได้ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนการดำเนินการของทุกภาคส่วนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้ยั่งยืน

‘อนุชา’นำขบวนมุ่งพัฒนางานสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792475

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานวันสหกรณ์แห่งชาติ จ.ชัยนาท ประจำปี 2567เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” และเป็นการแสดงถึงความรู้รักสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของขบวนการสหกรณ์ใน จ.ชัยนาท รวมทั้งตระหนักเห็นความสำคัญของระบบสหกรณ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของ จ.ชัยนาท ตอบสนองตามนโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่สนามกีฬา อบจ.ชัยนาท ต.เขาท่าพระ อ.เมือง จ.ชัยนาท

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพิธีวางพานพุ่มสักการะพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย และอ่านสารนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติประจำปี 2567 โดย รมช.เกษตรฯ จากนั้นได้พบปะกับสมาชิกสหกรณ์ จ.ชัยนาทซึ่งมีสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 38 สหกรณ์ แบ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร 21 แห่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ 4 แห่ง สหกรณ์บริการ 11 แห่ง สหกรณ์เครดิตยูเนียน 2 แห่ง และกลุ่มเกษตรกร 23 กลุ่ม มีสมาชิกของขบวนการสหกรณ์กว่า 64,000 คน

“กระทรวงเกษตรฯ จะมุ่งสร้างสหกรณ์คุณภาพ เพื่อประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์ สำหรับสหกรณ์ใน จ.ชัยนาท นั้น ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งศึกษาหาแนวทางเพื่อพัฒนาเสริมศักยภาพสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เติบโตอย่างยั่งยืน ตนในฐานะ รมช.เกษตรฯ พร้อมสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน ซึ่งตลอดระยะเวลา 108 ปี ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์นั้นเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ และก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมในประเทศไทย”นายอนุชา กล่าว

ปูดฮุบที่ ส.ป.ก.เฟส2!ตั้งโต๊ะรับออเดอร์ต่างชาติจอง‘ภูเขา’ ยื่นดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792427

ปูดฮุบที่ ส.ป.ก.เฟส2!ตั้งโต๊ะรับออเดอร์ต่างชาติจอง‘ภูเขา’ ยื่นดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

ปูดฮุบที่ ส.ป.ก.เฟส2!ตั้งโต๊ะรับออเดอร์ต่างชาติจอง‘ภูเขา’ ยื่นดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.29 น.

‘ทนายอั๋น’หอบหลักฐานร้อง​ ​DSI ตรวจสอบออกเอกสารที่ดิน​ ส.ป.ก.4-01​ ทับที่อุทยาน​ ปูด​ตั้งโต๊ะรับออเดอร์​ต่างชาติจองที่ภูเขา​ จ่อเปิดเฟส 2​ ‘อุทยานแห่งชาติภูพาน’ เชื่อ​มากกว่า​50​ %​อยู่ในมือนายทุน

11 มีนาคม 2567 นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เดินทางเข้ายื่นเอกสารขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)​ ตรวจสอบกรณีพิพาทสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ออกเอกสารสิทธิ์​ ส.ป.ก.4-01 ทับพื้นที่ป่า​ในพื้นที่ ต.หมูสี​ อ.ปากช่อง​ จ.นครราชสีมา​ จำนวน 5 แปลงให้กับผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกร​และไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จึงขอให้ดีเอสไอรับ​เป็นคดีพิเศษ​

ทนายอั๋น​ ระบุว่า​ จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยทำให้พบข้อพิรุธว่าการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ชอบตามหลักเกณฑ์และระเบียบของ​ ส.ป.ก. เนื่องจากรายชื่อที่มีการเปิดเผยออกมาไม่มีการบอกว่าที่ดิน สค.1​ ตั้งอยู่จุดไหน​ อยู่ในพื้นที่ของ ต.หมูสี หรือไม่​ จึงขอตั้งขอสังเกต​ว่ามีการใช้เอกสารจากพื้นที่อื่นเพื่อมาขอเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่พิพาท​เพื่อผลประโยชน์​อื่นใดหรือ​ไม่​ และจากการตรวจสอบยังพบว่า​บางรายชื่อมีการออกเอกสารสิทธิ์​ให้มากกว่า 1​ครั้ง​

“ขณะที่เกษตรกรผู้ยากไร้ในพื้นที่กลับไม่ได้รับสิทธิ์ในที่ดินทำกิน​ จึงขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01​ ชอบด้วยกฎหมาย​หรือไม่​ และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังด้วยหรือไม่​” ทนายอั๋น กล่าว

ทนายอั๋น​ ​กล่าวว่า​ ก่อนหน้านี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศหนักแน่นในสภาว่าจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ​แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับเจ้าหน้าที่คนใด​ ทั้งที่มีข้อมูลและหลักฐานจำนวนมาก​ ทั้งยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่เข้าไปทำโรงแรมในเขตปฏิรูป​ที่ดิน​ แต่ ส.ป.ก.​ไปดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์​ ลิ้มลิขิตอักษร​ ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ

“ขอฝากไปถึง รมว.เกษตร​ฯ วันนี้ไม่ต้องไปทะเลาะกับนก​หนูปูปีก​ที่อุทยานแห่งชาติ​เขาใหญ่​ แต่ควรไปเรียกคืนที่ดินในพื้นที่ อ.ภูเรือ​ จ.เลย​ 6,000 ไร่​ รวมถึงที่ดินที่ อ.มวกเหล็ก​ จ.สระบุรี​ อีก​ 700​ ไร่​ ส่วนข้อพิพาท​ที่เขาใหญ่แม้จะไม่มีความชัดเจนเรื่องแนวเขต​ว่าอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานไหน แต่เมื่อพบว่ามีเจ้าหน้าที่ออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ​ ก็ขอให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบและนำผู้ที่เกี่ยว ข้องมาดำเนินคดี​ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าที่มีความสมบูรณ์​และมีรังวัดแนวเขตชัดเจน​ จึงอยากถามว่าจะเอาให้ได้เลยหรอ​” ทนายอั๋น กล่าว

ทนายอั๋น กล่าวอีกว่า เคยมีอดีตผู้สมัคร สส​. พรรคลุง​ ใน จ.บุรีรัมย์​ เล่าให้ตนฟังว่ามีการตั้งโต๊ะ​ เพื่อเปิดรับออเดอร์จากนายทุนต่างชาติ​ พร้อมวางเงินมัดจำ​เพื่อจับจองที่ดิน​ และมีการออกใบเสร็จชัดเจน​ ดังนั้นต้องขอบคุณที่เจ้ากระทรวงฯ​ลงไปแล้วทะเลาะกับนายชัยวัฒน์​ ทำให้พี่น้องประชาชนจับจ้องเรื่องนี้​ทำให้ดีลไม่สำเร็จ​ เพราะเดิมมีการวางแผนที่จะมีการตั้งโต๊ะจองที่ดินบนเขาในอุทยานแห่งชาติภูพาน​ จ.สกลนคร​ ตนมองว่าการที่ชาวบ้านจะได้เอกสารสิทธิ์​ ส.ป.ก.4-01​ เป็นเรื่องยาก​ และส.ป.ก.จับจ้องที่จะยึดที่ดินคืน​ จึงเชื่อว่ามากกว่า​ 50%​ ​ทั่วประเทศน่าจะตกไปอยู่ในมือของนายทุน​ 

‘ธรรมนัส’มอบโล่รางวัลขรก.ดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี66 พร้อมปาฐกถาพิเศษครบรอบ72ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792367

'ธรรมนัส'มอบโล่รางวัลขรก.ดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี66 พร้อมปาฐกถาพิเศษครบรอบ72ปี

‘ธรรมนัส’มอบโล่รางวัลขรก.ดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี66 พร้อมปาฐกถาพิเศษครบรอบ72ปี

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.03 น.

‘ธรรมนัส’มอบโล่รางวัลขรก.ดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี66 ชูเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินขับเคลื่อนสหกรณ์ ก้าวสู่สหกรณ์ยุคใหม่ รวดเร็ว เข้าถึงง่าย ป้องทุจริต
 
เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องเทคโนโลยีกับการขับเคลื่อนสหกรณ์เข้มแข็ง เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์และเกษตรกร ให้สามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีในการบริหารจัดการ โดยการส่งเสริมและผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้น พร้อมมอบโล่รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ประจำปี 2566 และปาฐกถาพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี การสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 10 – 12 มี.ค.2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้บริหารกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญต่อการนำระบบสหกรณ์เป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เน้นการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ให้แก่สถาบันสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชน เพื่อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลทางการเงินมาวิเคราะห์อย่างง่าย ต่อการวางแผน พยากรณ์อนาคต และตัดสินใจดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการยกระดับศักยภาพของผู้บริหารในการใช้ข้อมูลทางการเงินมาบริหารจัดการ สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้แก่สถาบันสหกรณ์ ปัจจุบันมีจำนวนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวม 9,653 แห่ง สมาชิก 11.97 ล้านคน 

โดยได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านบัญชีที่เป็นประโยชน์มาสนับสนุนการดำเนินงานในสหกรณ์และให้บริการสมาชิก เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเงินการบัญชีและพัฒนาสู่สหกรณ์ที่มีความทันสมัย สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งกรมฯ ได้มีการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ นวัตกรรม SmartMember ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา และลดความเสี่ยงการเกิดทุจริตได้ ขณะนี้ มีจำนวนผู้เข้าใช้งานแล้ว 230,942 ราย ตลอดจน พัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีและโปรแกรมต่าง ๆ อีกด้วย

“การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาส่งเสริมในการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก อีกทั้ง ได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำงานควบคู่กัน เพื่อพัฒนาสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร ให้เกิดความเข้มแข็ง เนื่องจากสหกรณ์มีตัวเลขหมุนเวียนกว่า 4 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นเม็ดเงินก้อนโต ดังนั้น จะทำอย่างไงให้เม็ดเงินก้อนนี้เติบโต และสร้างความเข้มแข้งให้กับสมาชิกของสถาบันเกษตรกรนั้นๆ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
 
น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน โดยปฏิบัติภารกิจหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งตามแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกัน ป้องปรามการทุจริต และยกระดับสหกรณ์ ผ่านโครงการเร่งด่วน อาทิ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริต 10 เขตทั่วประเทศ และศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการเงินและการบัญชี  77 จังหวัด การพัฒนาความเข้มแข็งและยกระดับการควบคุมภายในของสหกรณ์ ดำเนินการไปแล้ว 200 แห่ง และการตรวจประเมินการควบคุมภายใน เพื่อป้องกันความเสี่ยงการทุจริตด้านดิจิทัลในสหกรณ์การเกษตร 1,500 แห่ง 

นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางบัญชีต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สหกรณ์สามารถเข้าถึงข้อมูล การจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อาทิโปรแกรมเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร CFSAWS:ss Version 2 เป็นเครื่องมือเตือนภัยและตรวจสุขภาพทางการเงินได้ด้วยตนเอง เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์ทางการเงิน ความเสี่ยง มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรใช้โปรแกรมแล้ว 1,417 แห่ง โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) เพิ่มศักยภาพการจัดทำบัญชี มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรใช้โปรแกรมแล้ว 1,802 แห่ง  นวัตกรรมด้านการเงินการบัญชี Smart4M เชื่อมโยงข้อมูลให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้บริหารสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ SmartManage สำหรับคณะกรรมการเพื่อใช้ข้อมูลบริหารงานสหกรณ์ SmartMonitor สำหรับผู้ตรวจสอบกิจการ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ความผิดปกติทางการเงิน และ SmartMember สำหรับสมาชิกสหกรณ์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเอง มีผู้เข้าใช้งานแล้ว 230,942 คน และ  ศูนย์ข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินภาคสหกรณ์ไทย แหล่งข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ไทยที่บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล Big Data กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้รับรู้ถึงการขับเคลื่อนของภาคสหกรณ์ไทยต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและให้สหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูล

“ภารกิจสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น และมีความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ ทำให้กรมต้องวางแผนรับมือและปรับเปลี่ยนเพื่อให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตของสหกรณ์ ที่สำคัญ คือ ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ถือเป็นความท้าทายที่กรมต้องยกระดับการทำงานสอบบัญชีให้ทันต่อมาตรฐานสากล ต้องพัฒนาเครื่องมือ เพื่อช่วยในการตรวจสอบและส่งเสริมให้สหกรณ์เห็นความสำคัญของระบบการควบคุมภายในที่ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยง รวมไปถึงการส่งเสริมและผลักดันให้มีผู้ทำบัญชีที่มีความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้สหกรณ์เข้มแข็งอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

จ่อเปิดโฉมแก๊งฮุบส.ป.ก.!งัดไม้แข็งตัดวงจรเงิน ลุยเชือดยกแผง แฉพฤติการณ์หยามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792357

จ่อเปิดโฉมแก๊งฮุบส.ป.ก.!งัดไม้แข็งตัดวงจรเงิน ลุยเชือดยกแผง แฉพฤติการณ์หยามกฎหมาย

จ่อเปิดโฉมแก๊งฮุบส.ป.ก.!งัดไม้แข็งตัดวงจรเงิน ลุยเชือดยกแผง แฉพฤติการณ์หยามกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 13.44 น.

จ่อเปิดโฉมแก๊งฮุบส.ป.ก.!งัดไม้แข็งตัดวงจรเงิน ลุยเชือดยกแผง แฉพฤติการณ์หยามกฎหมาย

11 มีนาคม 2567 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยหลังเข้าหารือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมหารือด้วย ว่า เป็นการหารือเกี่ยวกับการยกระดับการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้แสวงหาผลประโยชน์ปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบ อันมีลักษณะเป็นการค้าตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นว่าสามารถใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ดำเนินคดีเพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่)

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ได้ตรวจสอบพบว่ามีเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือบุคคลบางคนหรือบางกลุ่ม รวมถึงกลุ่มนายทุนกระทำความผิดในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น การลักลอบขุดดินเพื่อนำออกจำหน่ายโดยปราศจากความยำกรงต่อกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินผิดวัตถุประสงค์ที่พบเป็นการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าหรือเพื่อการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ทั้งนี้ กระบวนการตามกฎหมายปกติไม่สามารถสร้างความยำเกรงให้แก่ผู้กระทำความผิดได้ หรือผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์ซึ่งน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่หรือความสงบเรียบร้อยในสังคม หรือเป็นผู้มีอิทธิพล หรือเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง ประกอบกับ ส.ป.ก. เห็นว่ากรณีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วย ส.ป.ก. จึงหารือกับสำนักงานปปง. เกี่ยวกับการใช้กฎหมายฟอกเงินมาดำเนินการต่อการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตปฏิรูปที่ดิน อันมีลักษณะเป็นการค้าซึ่งเข้าองค์ประกอบเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อดำเนินคดีทั้งกลุ่มทุนและข้าราชการส.ป.ก. ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

ด้านนายวิทยา นิติธรรม ผู้อำนวยการกองกฎหมายและโฆษกปปง. กล่าวว่า การใช้กฎหมายฟอกเงินมาดำเนินคดีด้วย จะเป็นส่วนสำคัญในการตัดวงจรการฟอกเงิน มิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดไปหมุนเวียนหรือใช้ประโยชน์ในการก่ออาชญากรรมต่อไป

ขณะที่นายธนดล กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ร่วมกับตำรวจ บก.ปปป. ตรวจสอบการออกเอกสาร ส.ป.ก.4-01 และข้อมูลผู้ถือครองที่ดินที่ออก ส.ป.ก.4-01 ในพื้นที่ ต.หมูสี และ ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐบางคน ตลอดจนทราบแล้วว่ามีนายทุนอยู่เบื้องหลัง จึงประสาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อหาผู้กระทำผิดทั้งผู้ให้และผู้รับทั้งหมด ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบนโยบายให้ ส.ป.ก. หารือร่วมกับสำนักงาน ปปง. เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันและดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดตามมูลฐานดังกล่าว เพื่อให้บรรลุผลตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร ไม่ใช่เพื่อการค้า ตลอดจนไม่ต้องการให้มีการทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตปฏิรูปที่ดิน

“ขอเวลาอีกไม่เกินสัปดาห์ จะได้เห็นโฉมหน้าผู้กระทำผิด โดยจะดำเนินคดีทั้งหมด ทั้งผู้ให้และผู้รับ” นายธนดล กล่าว  ////-005

ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792337

ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 12.47 น.

ฮุบ‘ส.ป.ก.’บานหนัก!จ่อหมายจับ‘แบ็กอัพ-2 ขรก.’โยงทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกป่าเขาใหญ่

11 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เดินทางเข้าพบนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เพื่อหารือแนวทางการดำเนินการร่วมกันเอาผิดกับขบวนการสวมสิทธิ์ ส.ป.ก.ในพื้นที่เขาใหญ่ จากกรณีตรวจสอบพบว่ามีเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือบุคคลบางคนบางกลุ่ม กระทำความผิดในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น การลักลอบขุดดินเพื่อนำออกจำหน่าย และการใช้ประโยชน์ในที่ดินผิดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงมีเจ้าหน้าที่สำนักงาน ส.ป.ก.นครราชสีมา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อหารือแนวทางตรวจสอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทุจริตทั้งหมด

นายธนดล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พิพาทระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ ส.ป.ก. ในพื้นที่เขาใหญ่ได้พบข้อเท็จจริงว่ามีความผิดปกติหลายอย่างในขบวนการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 โดยมิชอบ จริง และในการลงพื้นที่ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง บก.ปปป. และ ส.ป.ก. เบื้องต้นได้มีการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง และสรุปต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เรียบร้อยแล้ว

นายธนดล กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการหารือร่วมกันกับทาง ปปง. เพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำผิด และพบว่า พ.ร.บ.การปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ว่าด้วยเรื่องการทุจริตต่อหน้าที่ และเรื่องทรัพยากรลักษณะเพื่อการค้า ที่ ทาง ปปง. จะเข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ทางกระทรวงจึงขอความร่วมมือกับทาง ปปง . เพื่อดำเนินการตรวจสอบร่วมกัน เพื่อหาตัวนายทุนผู้กระทำผิดตัวจริง ผู้อยู่เบื้องหลัง มาลงโทษ ให้ได้โดยเร็วที่สุด ยืนยันอีกไม่นานจะเจอให้โม่งตัวจริงแน่นอน

นายธนดล กล่าวว่า จากการที่ตนเองได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่ดินซึ่งมีข้อพิพาทเรื่องโฉนด ส.ป.ก. ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็พบความผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ชัดเจนแล้ว 2 ราย และเจ้าหน้าที่เตรียมขอศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตามความผิดในมาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือ ไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และข้อกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา ทางตำรวจ ปปป. ได้เข้าสอบปากคำพยาน และสอบปากคำผู้นำท้องถิ่นบ้านเหวปลากั้ง หมู่ที่ 10 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐที่ตำรวจ ปปป. จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก 7 ราย เพื่อดูว่ามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน พบ 4-5 รายจากทั้ง 3 จุดที่ตนได้ลงพื้นที่ และทราบว่า ใน 4-5 รายนี้ พบบุคคลที่มีหน้าที่เสมือนเป็นนายทุนแล้ว 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือครองที่ดิน 1 จุด โดยมีพฤติกรรมเหมือนเกษตรกร แต่แท้จริงไม่ใช่ แต่เป็นนายทุนที่มีกำลังทรัพย์สูงมาก ทั้งนี้ ทราบว่าเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน และเบื้องต้นยังตรวจสอบไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามาร่วมกระทำความผิด พร้อมยืนยันว่าทางกระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจที่จะหาตัวนายทุน หรือไอ้โม่งตัวจริง รวมถึงผู้กระทำความผิดทุกรายมาดำเนินคดีให้ได้ แต่ขอเวลาเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอีกสักระยะ จะมีความชัดเจนแน่นอน

“การลงพื้นที่ที่ผ่านมาที่มีการสอบสวนพบข้อมูลทราบแล้วว่าใครเป็นนายทุน ส่วนข้าราชการที่มีการกระผิดตอนนี้ชัดเจนมี 2 ราย และกำลังสอบข้าราชการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 7 รายว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในครั้งนี้หรือไม่ ส่วนเกษตรกรมีการสอบไปแล้ว 4-5 ราย และการตรวจสอบนั้นยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนผู้อยู่เบื้องหลังบางคนต้องบอกเลยว่าเขาพลาดที่เอาชื่อมาเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าเป็นคนที่มีทุนทรัพย์เยอะ และกำลังจะออกหมายจับในเร็วๆนี้” นายธนดล กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ส.ป.ก.ยืนยันจะดูแลทรัพยากร เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน โดยในการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน (คปก.) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้วางแนวทางในการตรวจสอบการจัดสรรที่ดินเพื่อให้เกิดความโปร่งใสทั่วประเทศ รวมตั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก 4-01 ระดับอำเภอที่มีนายอำเภอทั่วประเทศเป็นประธาน เพื่อตรวจสอบในระดับพื้นที่อย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนการหารือร่วมกับ ปปง.ในครั้งนี้ เกิดจากทาง คปก. มีการตั้งคณะอนุกรรมการในการลงโทษกับบุคลที่กระทำผิด ซึ่งที่ดินของ ส.ป.ก. ถือว่าเข้าในกฎหมาย ปปง. ในหลักเกณฑ์ในเรื่องการถือครองทรัพยากรธรรมชาติที่ผิดกฎหมาย เรื่องทรัพยากรลักษณะเพื่อการค้าที่ทาง ปปง. จะเข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ซึ่งจะเอากฎหมายเข้ามาดูแลร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางดูแลทรัพยากรธรรมชาติ จากนี้ไปจะหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดแนวทางการลงโทษ ซึ่งมีหลายหน่วยงานร่วมกัน ทั้ง ปปป. ปปง. ปปท. อัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินเป็นไปอย่างโปร่งใส และเอาคนผิดมาลงโทษต่อไป และเชื่อมั่นว่าการดูแลทรัพยากรที่ดิน ส.ป.ก. เป็นไปด้วยความถูกต้องและชอบธรรมที่สุด

“วันนี้ทาง ปปง. จะเข้ามาร่วมช่วยเราในการกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปตามกฎหมายของการฟอกเงิน โดยจะมีการแลกเปลี่ยนเพื่อกำหนดกรอบการขับเคลื่อนการดูแลที่ ส.ป.ก.โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการที่ รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน และเชื่อว่าจากนี้ไปการดูแลที่ดิน ส.ป.ก. จะมีความเข้มแข็ง เข้มข้นมากขึ้น จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นไปด้วยความถูกต้องต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ฟื้นไทยผงาด‘จ้าวสมุทร’!ธรรมนัสชู 9 นโยบายขับเคลื่อนประมงไทย 4 ปีรายได้เพิ่ม 3 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792320

ฟื้นไทยผงาด‘จ้าวสมุทร’!ธรรมนัสชู 9 นโยบายขับเคลื่อนประมงไทย 4 ปีรายได้เพิ่ม 3 เท่า

ฟื้นไทยผงาด‘จ้าวสมุทร’!ธรรมนัสชู 9 นโยบายขับเคลื่อนประมงไทย 4 ปีรายได้เพิ่ม 3 เท่า

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.08 น.

‘เกณิกา’เผย‘กรมประมง’ชูผลงานขับเคลื่อน 9 นโยบาย ตามแนวทาง‘ธรรมนัส’ ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปี ฟื้นประมงไทยให้กลับมาเป็นจ้าวสมุทร

11 มีนาคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีการแถลงถึงผลงานของกรมประมงในการขับเคลื่อน 9 นโยบายสำคัญจะเป็นผลสำเร็จ อาทิ 1.จัดตั้งศูนย์บริการประชาชน สนับสนุนการทำงานของศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช และขับเคลื่อนดำเนินงานโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า 2.ขับเคลื่อนภารกิจ ยกระดับ MR. สินค้าเกษตรด้านประมง พร้อมดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าสัตว์น้ำตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

3.ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้ง ภัยพิบัติธรรมชาติ โดยประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมาย โดยบูรณาการทำงานร่วมกับทีมเฉพาะกิจพญานาคราช 5.ผลักดันสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง 6.ส่งเสริมเกษตรกร สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร สนับสนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น

7.ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พัฒนาสินค้าประมงที่ผลิตภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG 8.สร้างระบบประกันภัย เกษตรกรไทย สุขใจถ้วนหน้า ผ่านการดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องเกษตรกรและชาวประมง และ 9.บริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ด้วยการสนับสนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญกับการประมง เพราะถือเป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่นเดียวกะบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ตั้งเป้าหมายที่กำหนดไว้และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรที่ต้องการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี

“ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำมาตลอดว่า นโยบายสำคัญต่างๆต้องขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องชาวประมงทั่วประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าเร่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาสินค้าประมงตกต่ำ ล้นตลาด รวมทั้งต้องหามาตรการในการลดต้นทุนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง เพื่อให้ชาวประมงได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจน มุ่งเป้าขับเคลื่อนเพื่อให้ประมงไทยกลับมาเป็นจ้าวสมุทรอีกครั้ง” น.ส.เกณิกา กล่าว