ปศุสัตว์เน้นคุมเข้มสินค้าปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787449

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร ตั้งแต่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ การรับรองสถานที่รวบรวมไข่ศูนย์รวบรวมนมและปัจจุบันได้ขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยัง การรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ คือโครงการปศุสัตว์ OK ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยมอบตราสัญลักษณ์ให้แก่ร้านค้า ที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองมาตรฐาน และสามารถสอบย้อนกลับได้

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวต่อว่า เทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์เป็นกรณีพิเศษ จึงมั่นใจว่าเนื้อสัตว์นั้นปลอดภัย โดยผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าเนื้อสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งมีการจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ จนถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ถือเป็นการยกกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ทั้งระบบ

ทั้งนี้ มุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันมีสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโคไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสดซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ Modern trade และตลาดสด เข้าร่วมโครงการรวมทั้งหมดมากกว่า 9,338 แห่งทั่วประเทศ และได้มีแผนขยายการรับรองเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมกับประชาชนผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย จึงขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าที่กรมปศุสัตว์ ให้การรับรอง มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาดและปลอดภัย

เกษตรฯหารือกับภาคเอกชน มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787452

เกษตรฯหารือกับภาคเอกชน  มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาหมู

เกษตรฯหารือกับภาคเอกชน มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาหมู

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หารือ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ หารือแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ร่วมกับภาคเอกชน โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ช่วยกันรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ไม่ให้กระทบกับต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย และจะหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านอื่นๆ ต่อไป

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ หารือแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ร่วมกับภาคเอกชน ตลอดจนสมาคม/ชมรมผู้เลี้ยงสุกร กลุ่มเกษตรกรรายย่อย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่กรมชลประทาน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากปัญหาราคาสุกรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบขาดทุนต่อเนื่อง จึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ หามาตรการลดต้นทุนการผลิต และการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยจัดเวทีประชุมหารือระหว่างเกษตรกรรายย่อย และผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ช่วยกันรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ไม่ให้กระทบกับราคาต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ยินดีให้ความช่วยเหลือ และจะหามาตรการร่วมกันกับกรมปศุสัตว์ และกรมการค้าภายใน กำหนดราคาสินค้าสุกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถขายสุกรได้ในราคาที่เป็นธรรม ไม่กระทบกับผู้บริโภค อีกทั้งยังลดปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ในส่วนการแก้ปัญหาราคาต้นทุนการผลิต กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทน คือข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร นำร่อง 500 ตำบล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้เกษตรกร

คปก.สั่งใช้ยาแรง ห้ามเผาเศษวัสดุ พื้นที่เขตปฏิรูปฯ ฝ่าฝืนถูกถอนสิทธิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787450

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 8/2566 พร้อมด้วยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยหนึ่งในมติสำคัญของที่ประชุม คือการห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย สิ่งของไม่พึงประสงค์ ฯลฯ ในเขตปฏิรูปที่ดิน

รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ให้ลดลงร้อยละ 50 ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ของภาคเหนือและภูมิภาคอื่นๆ ส.ป.ก.เป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เกษตรกรรม กว่า 40 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยหลายพื้นที่ยังเผาเศษซากพืช วัชพืช และเศษวัสดุการเกษตรที่เหลือจากกระบวนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดหมอกควันและฝุ่นซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม คปก.จึงมีมติกำหนดหน้าที่ให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตร ฟางข้าว ตอซังข้าว ซังข้าวโพด หญ้าหรือขยะมูลฝอย หรือสิ่งอันไม่พึงประสงค์ใดๆ โดยการเผาอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพดิน หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างในโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือการทำประโยชน์ในที่ดินของเกษตรกรอื่น หรือสภาพแวดล้อม ถ้าเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ ให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ถ้ายังฝ่าฝืน เลขาธิการ ส.ป.ก.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จะมีคำสั่งให้สิ้นสิทธิและต้องออกจากที่ดิน

‘ธรรมนัส’ขึ้นเขาใหญ่ หย่าศึกอุทยานฯ-ส.ป.ก.พิพาท’จุดหมุดนิรนาม’ในพื้นที่อุทยานฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787503

'ธรรมนัส'ขึ้นเขาใหญ่ หย่าศึกอุทยานฯ-ส.ป.ก.พิพาท'จุดหมุดนิรนาม'ในพื้นที่อุทยานฯ

‘ธรรมนัส’ขึ้นเขาใหญ่ หย่าศึกอุทยานฯ-ส.ป.ก.พิพาท’จุดหมุดนิรนาม’ในพื้นที่อุทยานฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 22.18 น.

“ธรรมนัส”ขึ้นเขาใหญ่  หย่าศึกอุทยานฯกับส.ป.ก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พิพาท“จุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก.” ในพื้นที่อุทยานฯ

15 ก.พ.67 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพิพาท “จุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก.” พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ว่า จากกรณีพิพาท “จุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก.” ที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาใหญ่ ตรวจพบการบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอุทยานฯ เพื่อทำการเกษตรประมาณ 3 ไร่ ซึ่งพบว่ามีหลักหมุด ส.ป.ก. จำนวน 3 หมุด ปักอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบถามกลับไปยังสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ดำเนินการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน จนเกิดเป็นกรณีพิพาท

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ “ร้อยเอกธรรมนัส ได้ขอให้เจ้าหน้าที่สองฝ่ายมีการเจรจาในทางที่ดี ซึ่งภายหลังการประชุมได้มีการจัดตั้งคณะกรรมแก้ไขปัญหาระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป โดยจะไปใช้ความรู้สึกไม่ได้ ต้องทำตามกฎหมาย เอากฎหมายเป็นหลัก ไม่งั้นทะเลาะกันตาย กฎหมายของแต่ละกระทรวงก็ต้องยึดของแต่ละกระทรวง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกันต้องยึดหลักกฎหมาย จะทำอะไรห้ามใช้อารมณ์ จะไปถอดหมุดมันทำไม่ได้ ทรัพย์สินของหลวงของทางราชการเหมือนกัน ต้องคุยกัน ถ้ายังไม่สรุปอย่าไปออกโซเชียล มันเสียหายถึงรัฐบาล ถ้าผมไม่ลงมาท่านนายกจะว่ายังไง 2 กระทรวงทะเลาะกันเอง มาจากพรรคเดียวกัน มันไม่ได้ ต้องยึดหลักกฎหมายเป็นหลักซึ่งทางส.ป.ก.เหมือนกัน ตรงไหนมีหลักฐานเราต้องชี้แจง อุทยาน ป่าไม้ก็เหมือนกัน ไม่ว่าอะไรก็เป็นรัฐบาลเดียวกัน ภายใต้การกำกับดูแลของท่านนายกรัฐมนตรี  โดยเฉพาะ กระทรวงทรัพยฯและกระทรวงเกษตรฯ มาจากพรรคเดียวกัน ต้องคุยกันห้ามทะเลาะกัน ให้เอาหลักกฎหมายเป็นหลัก

ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการลงพื้นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยผู้ร่วมประชุมมีทั้งเจ้าหน้าที่ทั้ง จาก ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อรับฟังข้อมูลปัญหา โดยก่อนหน้านึ้ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตรวจพบการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บ้านเหวปลากั้ง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง และได้จับกุมผู้ครอบครองและบุกรุกพื้นที่ 1 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ พร้อมเดินหน้าเอาผิดขบวนการรุกป่าที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
   
โดยจากการลงพื้นที่ในวันนี้ ยังพบว่า บริเวณเดียวกัน มีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. แล้ว 5 แปลง แปลงละ 15 ไร่ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมายืนยัน พื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานฯซึ่งปัญหานี้เกิดจากข้อพิพาทที่ดินของ 2 หน่วยงาน ที่ต่างถือแผนที่ และกฎหมายคนละฉบับ หลังจากนี้จะเสนอให้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลาง เพื่อพิจารณาปัญหานี้จนได้ข้อสรุป และระหว่างนี้ขอให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ยุติการใดๆ รวมทั้งชะลอการดำเนินคดีผู้ครอบครองที่ดิน แปลงที่ ส.ป.ก.นครราชสีมา ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 เรียบร้อยแล้ว การลงพพื้ตที่ครั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จุดปักหมุด บ้านเกวปลากั้ง หมู่10 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดูเขตพื้นที่อุทยาน และสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อีกด้วย

สำหรับปัญหาการบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2566 เจ้าหน้าที่พบว่า สภาพพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถาง เป็นรอยแหว่งเข้าไปในเขตป่าทึบของผืนป่ามรดกโลกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงลาดตระเวน และพบหลักหมุดของ ส.ป.ก. ที่เพิ่งนำมาปักในเขตอุทยาน จึงทำหนังสือทักทวงไปที่ ส.ป.ก.นครราชสีมาให้ตรวจสอบ เพราะจุดที่ปักหมุดยังมีสภาพป่ายังสมบูรณ์ และมีร่องรอยการหากินของสัตว์ ไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรมแต่อย่างใด การบุกรุกที่ชัดเจนมากขึ้นนำไปสู่การวางแผนจับกลุ่มชายฉกรรก์ 5 คน เข้าไปแผ้วถางป่า เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และผู้ต้องหาได้นำเอกสารสปก.4-01 มาแสดงว่าเข้ามาทำกินในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างถูกต้อง ก่อนจะมีคนมาประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีต่อไป

‘รมว.เกษตรฯ‘กำชับกรมชล เร่งช่วยเหลือชาวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787469

'รมว.เกษตรฯ‘กำชับกรมชล เร่งช่วยเหลือชาวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

‘รมว.เกษตรฯ‘กำชับกรมชล เร่งช่วยเหลือชาวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.44 น.

15 ก.พ.67 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ร่วมกิจกรรมงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ร่วมกับกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา พร้อมรับฟังความคืบหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายกิตติธัช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นายพิศิษฐศักดิ์ โชตะมังสะ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสำนักงานชลประทานที่ 8) นายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูล อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาของกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ปัจจุบันคณะกรรมการกำกับและติดตามแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ที่มีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองประธาน ได้เร่งรัดจัดทำแผนปฏิบัติการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงกับสมัชชาคนจนไว้ รวมไปถึงการจัดแปลงที่ดินอพยพและการชดเชยการสูญเสียรายได้จากการก่อสร้างเขื่อน ซึ่งหลังจากนี้ หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จะมีการกำหนดวันและเวลาประชุมของคณะกรรมการฯ เพื่อหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจแก่กลุ่มสมัชชาคนจน จะเร่งผลักดันและขับเคลื่อนแผนต่างๆ ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด-เทคโนโลยี พิชิตฝุ่น PM 2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787331

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด-เทคโนโลยี พิชิตฝุ่น PM 2.5

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด-เทคโนโลยี พิชิตฝุ่น PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.44 น.

บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือ ซีพีเอฟ ได้พัฒนาและใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาตั้งแต่ปี 2559 นับเป็นบริษัทแรกของไทยที่นำระบบนี้มาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาวัตถุดิบหลักทางเกษตรสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกที่ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า และการเผา ตามนโยบายของเครือซีพี “ไม่รับและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่า และพื้นที่ที่มาจากการเผา” เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม  และมีส่วนร่วมแก้ปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM 2.5

ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด (Corn Traceability) ช่วยให้บริษัททราบถึงข้อมูลสำคัญของเกษตรกรและที่มาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงพื้นที่ปลูกที่ไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึง วิธีการปลูก ตลอดจนสามารถติดตามการเผาแปลง ซึ่งปัจจุบัน ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดกว่า 40,000 ราย และพ่อค้าพืชไร่ อีกกว่า 600 ราย เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกษตรกร ลงทะเบียนซื้อขายผลผลิตผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ ครอบคลุมพื้นที่ปลูก กว่า 2 ล้านไร่

ปัจจุบัน การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับกิจการในประเทศไทยของซีพีเอฟ  สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน กรุงเทพโปรดิ๊วส ยังขยายผลการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดไปใช้ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ อินเดีย และบังคลาเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างรับผิดชอบของกรุงเทพโปรดิ๊วส และซีพีเอฟที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มาจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า

กรุงเทพโปรดิ๊วส ใช้ เทคโนโลยีบล็อกเชน เพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของข้อมูล สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและใช้ เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ติดตามการเผาแปลงแบบวันต่อวัน หากพบจุดความร้อนตรงกับแปลงปลูกของเกษตรกรที่จำหน่ายผลผลิตให้ เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ให้แนะนำและส่งเสริมวิธีการไถกลบแทนการเผา

ทั้งนี้ กรุงเทพโปรดิ๊วส ยังสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน  Public-Private Partnership  ป้องกันการเผาแปลงข้าวโพด ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 สร้างห่วงโซ่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบต่อโลก โดยสนับสนุนให้คู่ค้าได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อตรวจจับการเผาแปลงแบบระบุเป็นรายแปลง และกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบ ตามเป้าหมายของโครงการ “Partner To Green คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถคู่ค้าพันธมิตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก้าวสู่เป้าหมาย Net-Zero ในปี 2050

กรุงเทพโปรดิ๊วสยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชวนคนไทยร่วมยุติการเผาแปลง พิชิตปัญหาฝุ่น PM 2.5  ได้เข้ามามีส่วนช่วยเฝ้าระวังการเผาแปลงของเกษตรกร  เปิดช่องทางการร้องเรียนพบการเผาแปลงข้าวโพด ผ่านแอปพลิเคชั่น “ฟ.ฟาร์ม” เจอเผาแปลง แจ้งแอป ฟ.ฟาร์ม หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ชวนเกษตรกรและประชาชนทั่วไปร่วมมือป้องกันเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สามารถชมคลิปได้ https://youtu.be/z7Qa3uZK7bM?si=NFbpakIMN8izuy2g

กรมชลฯเฝ้าระวัง เหนือ-อีสาน-กลาง จัดสรรน้ำตามแผน จับตาพื้นที่ภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787205

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 59,398 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 78% ของความจุอ่างฯ รวมกันเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,519 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯรวมกัน) จึงวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม

ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศไปแล้วกว่า 6,254 ล้าน ลบ.ม. (29%) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,726 ล้าน ลบ.ม. (29%) ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 3.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 61 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.67 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 88 ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ จัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่าและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้เต็มศักยภาพ

สทนช.แก้ปัญหาภัยแล้ง เกาะลันตานำร่องประปาน้ำฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787206

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ชุมชนโต๊ะบาหลิว ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ประสบปัญหาคุณภาพน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่ใช้มาตั้งแต่เดิมนั้นเป็นน้ำกร่อย ส่วนระบบประปาที่นำมาใช้ มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน นายสมศักดิ์เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้ สทนช.นำข้อจำกัดด้านน้ำของชุมชนมาพิจารณาหาแนวทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ สทนช.เตรียมหารือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพน้ำต้นทุนของชุมชน โดยนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำประปาจากน้ำฝนเข้ามาติดตั้งให้ชุมชน นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ชาวบ้านกว่าร้อยครัวเรือน รวมถึงความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคการท่องเที่ยวในหมู่เกาะลันตา และยังเป็นการนำเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

ในส่วนการติดตาม 9 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/67 สทนช.ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุก ป้องกันพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำได้สูบน้ำเพื่อช่วยเหลือการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคแล้ว โดยสูบจากแหล่งน้ำกุดเป่ง ส่งไปยังแหล่งน้ำห้วยกาหลง ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ระยะทาง 750 เมตร นอกจากนี้ในพื้นที่หมู่ 8ต.โนนไทย จ.นครราชสีมา กรมทรัพยากรน้ำ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจากสระดอนทะยิงไปเติมแหล่งน้ำดิบผลิตประปาหมู่บ้านแล้ว 30,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำอุปโภค-บริโภค

“ในช่วงฤดูแล้งปีนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะเอลนีโญ สทนช.ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม 9 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/67 อย่างเคร่งครัด พร้อมวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์น้ำที่เป็นปัจจุบัน และคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำฝนน้ำท่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเตรียมปรับแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ มีการขับเคลื่อนมาตรการรองรับฤดูแล้งในเชิงรุก ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ ให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมการใช้น้ำตลอดทั้งปี โดยสทนช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องโดยวางแผนลงพื้นที่ จ.ลำปาง นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น สกลนคร และนครพนม ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุภัยแล้ง ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

‘ธรรมนัส’ร่วมทำMOU ชูพะเยาตลาดเกษตรภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787207

‘ธรรมนัส’ร่วมทำMOU ชูพะเยาตลาดเกษตรภาคเหนือ

‘ธรรมนัส’ร่วมทำMOU ชูพะเยาตลาดเกษตรภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทำ MOU : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคเหนือ ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.), อบจ.พะเยา และเทศบาลเมืองพะเยา เพื่อร่วมกันจัดตั้งตลาดเป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลการเกษตร

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคเหนือ ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) , อบจ.พะเยา และเทศบาลเมืองพะเยา ที่เทศบาลเมืองพะเยา ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งการลงนามฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันจัดตั้งตลาดเพื่อเป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการผลิต การจำหน่าย การตลาด การเก็บรักษา และการขนส่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของเกษตรกร เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยรวบรวมและเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จากการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจและเชิงพื้นที่ จ.พะเยา จะเห็นว่าสามารถสนับสนุนโอกาสแก่เกษตรกรในภาคเหนือ ส่งผลให้มีทิศทางการพัฒนาจังหวัดในพื้นที่ชายแดนในการเป็นศูนย์กลางเพื่อกระจายสินค้า มีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ และการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การเชื่อมโยงเส้นทางโลจิสติกส์ สู่เส้นทางด้านการค้าการลงทุนสู่ประเทศสมาชิกในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ในด้านการเกษตร จ.พะเยา มีศักยภาพเชิงพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อการเกษตร ส่วนการค้าการลงทุน สามารถเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้านหากเปิดจุดผ่านแดนได้สำเร็จ จะส่งผลในการยกระดับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น อีกทั้งยังมีพื้นที่เหมาะสมเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างภูมิภาคทั้งกลุ่มอาเซียนและจังหวัดต่างๆ

รมว.เกษตรฯแก้ปมเผาในพื้นที่เกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787204

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังและมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “เกษตรไม่เผา เธอรัก (ภู) เขา ดาวก็รักเธอ” ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้และขยายผลการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีการนำเสนอประเด็นสำคัญต่างๆ

สำหรับการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ประกอบกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีแนวโน้มที่สูงขึ้น จึงกำหนดให้มีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2566/67 โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ระยะ 1.มาตรการระยะสั้น ลดการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม 17 จังหวัดภาคเหนือลดลง ร้อยละ 50 และพื้นที่อื่นๆ ลดลงร้อยละ 10 และมีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังจุดที่มีการเผาเดิม ตรวจสอบพื้นที่ที่พบจุดความร้อน (Hot Spot) สร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในสังกัด นอกจากนี้ จะให้บริการเครื่องจักรกลช่วยจัดการแปลงหลังการเก็บเกี่ยว สนับสนุนจุลินทรีย์และชีวภัณฑ์2.มาตรการระยะกลาง ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพืชปลูกจากพืชล้มลุกที่ต้องทำการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นพืชที่มีมูลค่าสูง จัดตั้งศูนย์บริหารเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ (Motor Pool) เพื่อลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และ 3.มาตรการระยะยาว ส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมพร้อมกับกิจกรรมการผลิตที่ปลอดการเผา มุ่งสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 FREE ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผาทุกขั้นตอน เน้นการบริหารจัดการเศษวัสดุ โดยจะมีมาตรการจูงใจ ทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่าย เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การคืนหรือลดหย่อนภาษีให้แก่เอกชนที่รับซื้อ ที่ช่วยแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างยั่งยืน