‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775972

‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.10 น.

‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 19 ธันวาคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯจะมอบให้ประชาชนว่า เรื่องนี้กระทรวงฯจะแถลงในวันที่ 21 ธ.ค. ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทำมาหลายอย่างตั้งแต่ ตั้งแต่เรื่องดินทำกิน การแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ การแก้ปัญหาให้เกษตรกร การแก้ปัญหาประมง ซึ่งเราได้เคาะกฎหมาย 19 ฉบับเรียบร้อยแล้วโดยจะทยอยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

‘ไชยา’ร่วมมหกรรมควาย ชูพัฒนาพันธุ์ทางปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775918

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยพื้นที่บ้านโคกใหญ่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ว่าได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชน สำหรับการวางแผนการบริหารจัดการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด และให้กำลังใจผู้ประสบภัย โดยมอบถุงยังชีพ 104 ชุด และหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 7 หมู่บ้าน พร้อมทั้งมอบแนวคิดเกษตรเพิ่มมูลค่า สร้าง Storytelling ให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ ข้าวฮาง ผ้าทอมือท้องถิ่น เป็นต้น

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลำภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก ที่สนามกีฬา อบต.หนองบัวใต้ โดยนายไชยา กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมควายไทยในครั้งนี้เป็นการพัฒนามูลค่าสายพันธุ์ทางปศุสัตว์ที่สำคัญ รวมถึงเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ในสังคมได้เห็นคุณค่าของสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ตามวิถีชีวิตเกษตรกรไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และเป็นการแสดงศักยภาพควายไทย ที่มีความโดดเด่นทางด้านสายพันธุ์และเอกลักษณ์ให้ต่างชาติเห็นว่าควายไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งปัจจุบันควายเป็นสัตว์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อตัวสูงกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ในการพัฒนาสายพันธุ์ควายไทย ให้มีความมั่นคง มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ และเป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล

รมว.เกษตรฯรุดถก หน่วยงานท้องถิ่น พัฒนาสินค้าพะเยา พืช-ประมง-ปศุสัตว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775917

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมส่วนราชการ จ.พะเยา และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เทศบาลเมืองพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อรับฟัง
แนวทางและมอบนโยบายการพัฒนาสินค้าภาคการเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ โดยจะต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น มุ่งหวังให้เกิดการยกระดับสินค้า การแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การตลาด การบริหารจัดการน้ำ และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ในส่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้นำเสนอสินค้าที่ต้องการพัฒนาในพื้นที่ จ.พะเยา อาทิ สินค้าข้าว การส่งเสริมสินค้าปลานิล และกุ้งก้ามกราม โคเนื้อ การสนับสนุนการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ในโครงการชุมชนต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองถั่วเขียวคุณภาพดี การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อลด PM2.5 การส่งเสริมการปลูกไผ่พลังงาน ส่งเข้าโรงงานไฟฟ้าชีวมวล จัดทำ Soft Power สุดยอดกาแฟพะเยา สู่สุดยอดกาแฟไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแนวทางปรับภูมิทัศน์รอบกว๊านพะเยา ด้วย

ทั้งนี้ จ.พะเยา มีพื้นที่ทั้งหมด 3,959,412 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,243,952 ไร่ (31.41% ของพื้นที่ทั้งหมด) แบ่งเป็นที่นา 693,169 ไร่ ที่ไร่ 176,437 ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้น 278,505 ไร่ ที่สวน 22,583 ไร่ และที่การเกษตรอื่นๆ 73,258 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทาน 665,843 ไร่ และนอกเขตชลประทาน 578,109 ไร่

‘อธิบดีสุพิศ’สั่งลุยทำฝนหลวง บรรเทาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ กทม.-ปริมณฑล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775864

‘อธิบดีสุพิศ’สั่งลุยทำฝนหลวง บรรเทาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ กทม.-ปริมณฑล

‘อธิบดีสุพิศ’สั่งลุยทำฝนหลวง บรรเทาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ กทม.-ปริมณฑล

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.23 น.

“อธิบดีสุพิศ”สั่งลุยทำฝนหลวงบรรเทาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ กทม.-ปริมณฑล พบฝนตกในพื้นที่นครนายก-ปทุมธานี และค่าฝุ่นพื้นที่ กทม.เช้านี้มีแนวโน้มดีขึ้น

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และ PM 10 มีปริมาณค่าฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์เกินค่ามาตรฐานและเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้สั่งการให้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว จ.ระยอง ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวและวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็กให้กับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2566 เนื่องจากเป็นช่วงที่ภาคตะวันออกมีโอกาสเหมาะสมในการปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงเวลาดังกล่าว

อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวด้วยว่า การปฏิบัติการฝนหลวงเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2566 บินปฏิบัติการด้วยเครื่องบินคาราแวน จำนวน 2 ลำ 2 เที่ยวบิน บริเวณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ถึง อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา หลังปฏิบัติการพบว่ากลุ่มเมฆในพื้นที่ที่ปฏิบัติการพัฒนาตัวหนาแน่นขึ้น ก่อยอดสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณค่าฝุ่น PM2.5 ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกบริเวณ จ.สมุทรปราการ ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง และยังได้กำชับให้ทางหน่วยฯ จ.ระยอง ติดตามสถานการณ์และวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้ (17 ธันวาคม 2566) มีการขึ้นบินปฏิบัติการด้วยเครื่องบินคาราแวน จำนวน 2 ลำ 2 เที่ยวบิน บริเวณ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ถึง อ.ปากพลี จ.นครนายก หลังปฏิบัติการพบว่า ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณ อ.องครักษ์ จ.นครนายก และ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี โดยการปฏิบัติการฝนหลวงทำให้มีเมฆและฝนที่เกิดจากฝนหลวงและฝนธรรมชาติเคลื่อนที่เข้าบริเวณกรุงเทพฯ ซึ่งช่วยดูดซับฝุ่น PM2.5 (Cloud scavenging) ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นในเช้านี้อยู่ในเกณฑ์ดีขึ้น ตามที่กรมควบคุมมลพิษได้รายงานค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ไม่มีพื้นใดค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและแนวโน้มดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการฝนหลวงในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะต้องวางแผนอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะต้องอาศัยทิศทางลมเป็นตัวกำหนดในการก่อเมฆ เพื่อให้ลมพัดพาเมฆเข้ามาในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยหากลมมาจากทิศตะวันออกจะปฏิบัติการจากฐานที่ตั้ง จ.ระยอง หากลมมาจากทิศตะวันตก จะปฏิบัติการมาจากฐานที่ตั้ง จ.กาญจนบุรี และจะต้องบินในระยะห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง 70 ไมล์ ตามกฎการบินสากล รวมถึงระมัดระวังพื้นที่การเกษตรบริเวณจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่กำลังเก็บเกี่ยวในฤดูนี้อีกด้วย ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังคงติดตามสภาพอากาศและข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละอองจากกรมควบคุมมลพิษอย่างใกล้ชิด หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ฝนหลวงฯ จะวางแผนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อไป อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

คกก.แก้ไขปัญหาประมงทะเล เคาะ! เพิ่มวันทำการประมงสูงสุด 50 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775835

คกก.แก้ไขปัญหาประมงทะเล เคาะ! เพิ่มวันทำการประมงสูงสุด 50 วัน

คกก.แก้ไขปัญหาประมงทะเล เคาะ! เพิ่มวันทำการประมงสูงสุด 50 วัน

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.30 น.

คกก.แก้ไขปัญหาประมงทะเล เคาะ! เพิ่มวันทำการประมงสูงสุด 50 วัน เตรียมจัดทำโครงการแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สินพี่น้องเกษตร

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล ครั้งที่ 2/2566 โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการเพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือที่ใช้เครื่องมือประสิทธิภาพสูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดภาระหนี้สินของชาวประมง รวมถึงเป็นการนำสัตว์น้ำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตามค่าปริมาณสัตว์น้ำที่ได้รับอนุญาตทำการประมง ปีการประมง 2566 โดยแบ่งเป็น 1) ฝั่งอ่าวไทย กลุ่มเครื่องมือทำการประมงสัตว์หน้าดินเพิ่มวันทำการประมง 50 วัน กลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลาผิวน้ำเพิ่มวันทำการประมง 50 วัน และกลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลากะตักเพิ่มวันทำการประมง 30 วัน

2) ฝั่งอันดามัน กลุ่มเครื่องมือทำการประมงสัตว์หน้าดินเพิ่มวันทำการประมง 20 วัน กลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลาผิวน้ำเพิ่มวันทำการประมง 30 วัน และกลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลากะตักเพิ่มวันทำการประมง 50 วัน ซึ่งการจัดสรรวันทำการประมงเพิ่มเติมสำหรับเรือประมงแต่ละลำขึ้นอยู่กับจำนวนวันทำการประมงที่เหลืออยู่ของเรือประมงลำนั้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) กฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับภาคการประมง จำนวน 9 ฉบับ พร้อมสั่งการให้เร่งดำเนินการออกประกาศกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องชาวประมงอีกด้วย

ทั้งนี้ รมว.ธรรมนัส ได้ให้ความสำคัญกับการกำจัดกลไกการลักลอบนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมายสู่ราชอาณาจักรไทย โดยกำชับการเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้า และการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าประมงตกต่ำ พร้อมทั้งเตรียมจัดทำโครงการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน โดยมอบหมายให้กรมประมงหารือร่วมกับพี่น้องชาวประมงทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน เพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

– 006

‘ธรรมนัส’มุ่งแก้ปัญหาเกษตรพื้นที่สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775717

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามการดำเนินงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูง อีกทั้งยังเยี่ยมชมพืชสวนและความหลากหลายทางชีวภาพ พระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และศิลปวัฒนธรรมล้านนา โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ สวพส.มีแนวทางแก้ปัญหาการเผาและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บนพื้นที่สูง โดยมี อ.แม่แจ่ม เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาความยากจนและการเผาพื้นที่สูง คือ 1.จัดทำแผนที่ดินของเกษตรกรรายแปลงเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน แบ่งแยกพื้นที่ป่าและที่ทำกิน วางแผนพัฒนาชุมชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ ระเบียบ และกฎหมาย แก้ไขปัญหาอย่างพุ่งเป้า ตรงตามบริบทพื้นที่ ปัญหาและความต้องการของชุมชน 2.การสนับสนุนชุมชนป้องกันไฟป่า ส่งเสริมและสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในการป้องกันไฟป่า อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร 3.การจัดการเศษวัสดุการเกษตร (ชีวมวลอัดแท่ง/ปุ๋ยอินทรีย์) สนับสนุนชุมชนโดยการรับซื้อเศษวัสดุการเกษตรภายใต้ข้อตกลงและราคาที่เหมาะสมเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด 4.การส่งเสริมด้านอาชีพ ด้วยเกษตรมูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง และตลาดนำการผลิต 5.การพัฒนามาตรฐาน GAP PM2.5 Free และ 6.การเพิ่มช่องทางการตลาดผลผลิต (green product) นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการจัดการเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สำหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานการผลิตพืชเพิ่มมูลค่า เพิ่มแรงจูงใจ (เกษตรพันธสัญญา)

‘ไชยา’หนุนกรมฝนหลวงฯ ศึกษาการใช้บั้งไฟทำฝนเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775714

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จ.ตาก พร้อมด้วยนายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผวจ.ตาก นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติการฝนหลวง ในปี 2566 ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (PM2.5) ปัญหาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ไฟไหม้ป่า รวมถึงเกษตรกรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญที่ทำให้ฝนตกน้อย แต่มีความต้องการน้ำในการทำเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก จากผลกระทบดังกล่าว รมช.เกษตรฯ จึงมอบหมายกรมฝนหลวงฯเติมน้ำลงเขื่อน เพื่อบรรเทาปัญหาเอลนีโญ แต่ในฤดูแล้งน้ำอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งต้องสร้างมวลเมฆขนาดใหญ่กว่าปกติให้ตกลงมาเป็นฝน เชื่อมั่นว่าน้ำฝนจะเพียงพอต่อการใช้งาน

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ เปิดปฏิบัติการโดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ รวม 20 หน่วย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 ตุลาคม 2566 ปฏิบัติการฝนหลวง 193 วัน รวม 4,097 เที่ยวบิน มีฝนตก 186 วัน คิดเป็นร้อยละ 96.37 มีรายงานฝนตก 67 จังหวัด มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากปฏิบัติการฝนหลวง 193.94 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ272 แห่ง แบ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 34 แห่ง และขนาดกลาง 238 แห่ง เกิดปริมาณน้ำสะสม 615.21 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พร้อมทั้งจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง
3 หน่วย ปฏิบัติการระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม-31 ตุลาคม 2566 รวม 14 วัน 91 เที่ยวบิน ทำให้มีฝนตกทั้ง 14 วัน คิดเป็น 100% ในพื้นที่ 11 จังหวัด มีพื้นที่รับประโยชน์ 17.5 ล้านไร่
มีฝนตกน้ำเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง และอ่างเก็บน้ำ 57 แห่ง รวมปริมาณน้ำสะสม 21.55 ล้าน ลบ.ม.

“กรมฝนหลวงฯ ได้ศึกษางานวิจัยการใช้จรวดทำฝนเทียมอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้นำงานวิจัยมาปรับใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การสร้างบั้งไฟบรรจุสารก่อฝนเทียม โดยประเพณีบุญบั้งไฟเดือนหกจะมีการจัดทำบั้งไฟและจุดบั้งไฟขึ้นสู่ฟ้า เพื่อขอฝนกับพญาแถนตามความเชื่อของภาคอีสาน ซึ่งปัจจุบันบั้งไฟมีความสูงใกล้เคียงกับเครื่องบินสำหรับโปรยสารเคมีทำฝนหลวง และหากพัฒนาบั้งไฟฝนเทียมสำเร็จจะสามารถลดต้นทุนได้มากกว่าการใช้เครื่องบิน จึงขอให้กรมฝนหลวงฯ ทำการศึกษาวิธีการใช้วิทยาศาสตร์ควบคู่กับภูมิปัญญาเพื่อยกเป็นหนึ่งใน Soft Power” นายไชยา กล่าวและว่า จะทำหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนในการขอใช้พื้นที่สนามบินอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมให้กับกรมฝนหลวงฯ ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

กรมข้าวสรุปผล เดินหน้าโครงการ ผลิตข้าวรักษ์โลก ทำแล้ว212ศูนย์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775716

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG Model มีเป้าหมายศูนย์ข้าวชุมชน 292 ศูนย์ วงเงิน 874.832 ล้านบาท โดยอนุมัติโครงการและแผนใช้จ่ายเงินโครงการส่งเสริมลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG Model กรมการข้าว ได้อนุมัติความต้องการโครงการ 2 ครั้ง รวม 212 ศูนย์ วงเงิน 552,643,361 บาท ซึ่งเป็นการอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณตามแผนความต้องการของศูนย์ข้าวชุมชน (ตามเกณฑ์ราคา) แต่เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว ศูนย์ข้าวชุมชนจะต้องดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างเครื่องจักรกลการเกษตรและวัสดุเกษตร ให้เป็นไปตามคู่มือการปฏิบัติงานโครงการฯ

นอกจากนั้นการอนุมัติกรอบวงเงินจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการในการส่งเสริมสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตให้กลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าวโดยการทำนาแบบประณีต หรือการใช้ระบบชีวมวล ชีวภาพ และจุลินทรีย์ ที่ลดละเลิกการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวและปุ๋ยเคมี รวมทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรแล้ว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า มีศูนย์ข้าวชุมชน 1 ศูนย์ ไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติ เนื่องจากไม่เป็นไปตามคุณสมบัติและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ คือยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล จึงไม่ให้เข้าร่วมโครงการ และมีศูนย์ข้าวชุมชนเป้าหมาย 79 ศูนย์ ที่ไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ

รมช.เกษตรฯดูงานศูนย์ฯ การผลิตอาหารสัตว์หมัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775715

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท และชมการสาธิตใช้เครื่องมือ
เทคโนโลยีการผลิตพืชอาหารสัตว์หมักด้วยเครื่องห่อก้อนพลาสติก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกร ตั้งแต่ปี 2562 เหมาะสมสำหรับเกษตรกรรายย่อยนำไปใช้ โดยมีอายุการเก็บรักษาได้นาน

สำหรับเครื่องห่อก้อนพืชอาหารสัตว์ขนาดเล็ก มีกำลังการผลิตก้อนพืชอาหารสัตว์หมัก ผลิตได้ 300 ก้อน หรือ 15 ตันต่อวัน ซึ่งสามารถผลิตอาหารหยาบคุณภาพดี ให้เพียงพอตลอดทั้งปี รับรองยุทธศาสตร์ จ.ชัยนาท ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคต้นน้ำ “ชัยนาทบรีฟ” ในการผลิตใช้เลี้ยงสัตว์ของตนเอง และพัฒนาเป็นอาชีพ จัดตั้งกลุ่มอาชีพเพื่อการจำหน่าย ทั้งในประเทศและส่งออก

นายอนุชา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการทำเกษตรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการสร้างรายได้ จึงได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีอาชีพเสริม ซึ่งการปลูกหญ้าอาหารสัตว์ก็เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ ปลูกง่าย ปลูกได้ต่อเนื่อง เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการเพาะปลูก ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงต้องบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

‘ธรรมนัส’ลุยฟื้นคืนวิถีชีวิตชุมชนริมคลองบางใหญ่ ต่อยอดสู่การท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775661

'ธรรมนัส'ลุยฟื้นคืนวิถีชีวิตชุมชนริมคลองบางใหญ่ ต่อยอดสู่การท่องเที่ยว

‘ธรรมนัส’ลุยฟื้นคืนวิถีชีวิตชุมชนริมคลองบางใหญ่ ต่อยอดสู่การท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 22.10 น.

“ธรรมนัส”ติดตามโครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำคลองบางใหญ่ ฟื้นคืนวิถีชีวิตชุมชนริมคลอง ต่อยอดสู่การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามราชการโครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำคลองบางใหญ่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วม ณ ประตูระบายน้ำคลองบางใหญ่ ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

ทั้งนีั ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรมชลประทานร่วมกับส่วนราชการจังหวัดนนทบุรี เข้าสำรวจความต้องการและรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงประตูระบายน้ำคลองบางใหญ่ ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 70 ปี เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ และปรับปรุงเส้นทางสัญจรทางน้ำของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลองให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนริมคลอง และสามารถต่อยอดสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวคลองบางใหญ่ได้อีกด้วย โดยเร่งให้บรรจุแผนการดำเนินโครงการ ในปีงบประมาณ 2568 และมอบหมายกรมชลประทานศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเค็มทะลักเข้าพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนด้วย

สำหรับแผนปรับปรุงประตูระบายน้ำคลองบางใหญ่ ประกอบด้วย การรื้อถอนประตูระบายน้ำเดิม และก่อสร้างประตูระบายน้ำ ขนาด 6.00×6.00 เมตร จำนวน 2 ช่อง ก่อสร้างประตูเรือสัญจร ขนาด 6.00×6.00 เมตร จำนวน 1 ช่อง พร้อมทั้งก่อสร้างทางสัญจรสำหรับรถจักรยานยนต์ ความกว้างอย่างน้อย 2.50 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย รองรับการสัญจรทางน้ำและเพิ่มโอกาสในการท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมทั้งลดการเกิดปัญหามลพิษและการเน่าเสียของน้ำ

– 006