‘ธรรมนัส’รุดตรวจ แก้สถานการณ์น้ำ ในพื้นที่ขอนแก่น จัดการระยะยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759646

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือ พร้อมมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย ที่โรงเรียนบ้านคำบง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ว่าตามที่มีฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำและริมตลิ่งแม่น้ำชี แม่น้ำเชิญ และลำห้วยเสือเต้น จ.ขอนแก่น ได้รับผลกระทบ มีน้ำท่วมในพื้นที่ อ.เขาสวนกวาง อ.น้ำพอง อ.อุบลรัตน์ และ อ.เมือง และมีน้ำหลากจากลำห้วยสาขา เช่น ลำห้วยเสือเต้น ลำห้วยคุนมุม ไหลหลากลงมาที่ท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ เหนือฝายหนองหวาย ส่งผลให้มีปริมาณน้ำเกินความจุของลำน้ำพอง ทำให้มีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่การเกษตร บางส่วน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า จ.ขอนแก่น มีปัญหาภัยแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก ต้องเร่งบูรณาการทั้งจังหวัด และยังมีหนองน้ำตื้นเขิน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเก็บกักปริมาณน้ำได้ในปริมาณมาก แต่สามารถสนับสนุนโครงการต่างๆ ได้ เช่น โครงการแก้มลิง ที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง หรือไว้เป็นที่ระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก จึงสั่งการให้กรมชลประทาน เร่งศึกษาหาทางแก้ไขในระยะยาว

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 7,600 ไร่ 500 ครัวเรือนนาข้าวได้รับความเสียหายกว่า 7,000 ไร่ปัจจุบันน้ำลดลงแล้ว ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้เร่งระบายน้ำผ่านฝายหนองทุกช่องทาง เพื่อลดผลกระทบ พร้อมทั้งเร่งระบายน้ำเขื่อนมหาสารคาม ดึงมวลน้ำจากลำน้ำพองลงแม่น้ำชีเพื่อให้ไหลสะดวก

ปลัดฯถกคกก.ปฏิรูปที่ดิน มุ่งขับเคลื่อนงานเพื่อเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759647

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 4/2566 โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่า ที่ประชุม คปก.ให้ความเห็นชอบหลักการแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตและการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สาหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2541 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพื่อรองรับกรณีผู้ได้รับอนุญาตรายเดิม ไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ในที่ดินหรือถึงแก่ความตาย และมีคู่สมรส บุตร หรือ เครือญาติ หรือทายาทมายื่นคำขออนุญาตไว้ เป็นการเฉพาะ รวมทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์รองรับการจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินของผู้ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ได้อนุมัติแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 4,010 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน พัฒนาศักยภาพพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พัฒนาโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พร้อมกันนี้ได้อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เข้าสำรวจก่อสร้าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ 2 โครงการ โดยแบ่งเป็นช่วงหรือระยะเวลาที่มีการเยียวยาหรือจ่ายค่าชดเชยเกษตรกร และในการออกหนังสืออนุญาตหรือให้ความยินยอมจะเสนอ คปก.พิจารณาอนุญาต ในส่วนการเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเก็บค่าหลักประกันเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ ส.ป.ก.กำหนด

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังรับทราบ 1.ผลการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2566, 2.ผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2566,3.รายงานความก้าวหน้าผลการอนุมัติและเบิกจ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามโครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 36/2559, 4.แผนปฏิบัติราชการของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) (ฉบับทบทวน) และแผนปฏิบัติการประจำปีบัญชี 2567

5.แผนปฏิบัติราชการของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ด้านพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) (ฉบับทบทวน) และแผนปฏิบัติการประจำปีบัญชี 2567 และ 6.แผนขับเคลื่อนการดำเนินงานในการขยายระยะเวลา การยื่นคำขอรับการจัดที่ดินกรณีเกษตรกรเสียชีวิตเพื่อให้ทายาทเกษตรกรยื่นคำขอรับมรดกหรือการจัดที่ดินแทนที่

‘ไชยา’รับฟังปัญหา เกษตรกรปลูกอ้อย สนับสนุนทุกด้าน เร่งบริหารจัดการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759415

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังผู้แทนสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เข้าพบเพื่อหารือประเด็นการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรชาวไร่อ้อย ว่าได้รับฟังปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และพร้อมสะสางปัญหาและสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทันที

“สิ่งหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบคือการดูแลพี่น้องเกษตรกร และในส่วนข้อเสนอของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่ขอให้ช่วยดูแลปัญหาด้านเงินชดเชยในการตัดอ้อยสด เพื่อลดปัญหามลภาวะ PM2.5 ซึ่งการสานต่อโครงการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยลดการเผาอ้อย รวมถึงพืชอื่นๆ และจะดูแลเงื่อนไขนี้ให้เกิดความเรียบร้อย นอกจากนี้ยังเห็นควรแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เนื่องจากผลผลิตจากอ้อยสามารถต่อยอดได้ในระดับอุตสาหกรรม รวมถึงสามารถสร้างงาน สร้างผลตอบแทน กำไร และผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยตัวจริง ทั้งนี้ จะขอรับข้อเสนอของเกษตรกร นำไปหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง” นายไชยา กล่าวและว่า จะช่วยสนับสนุนด้านอื่นๆ อาทิ พันธุ์อ้อยโรคพืช การดูแลพื้นที่ปลูกอ้อยในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ซึ่งในอนาคตคาดหวังให้สามารถเปลี่ยนที่ดินส.ป.ก.เป็นโฉนดที่ดิน ที่สามารถแปลงเป็นต้นทุนในการทำการเกษตรได้

รองปลัดฯรุกแผนต้านการแปรสภาพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759416

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการแห่งชาติของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย พ.ศ. 2566-2570 ที่โรงแรมโนโวเทล ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จ.ปทุมธานี โดยมีนายอาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมการประชุม

ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศ เพื่อจะใช้เป็นกรอบทิศทางการดำเนินงานของประเทศ การขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ และเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 15 (SDG15) โดยมีประเด็นสำคัญที่จะต้องดำเนินการ คือ 1.การทบทวนและจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติของอนุสัญญา UNCCD ปี พ.ศ. 2566-2570 ที่เชื่อมโยงเป้าหมายและมาตรการความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน (Land Degradation Neutrality: LDN) ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศให้เพิ่มขึ้น การปรับปรุงและฟื้นฟูทรัพยากรดินที่เสื่อมโทรมให้มีศักยภาพ และลดการสูญเสียคาร์บอนในดินและเพิ่มปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดิน

2.ขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน (LDN) ในระดับพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศ 3.สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงประเด็นการจัดการทรัพยากรที่ดิน การถือครองที่ดิน และภัยแล้ง 4.พัฒนาแผนงานโครงการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ และ 5.พัฒนาความร่วมมือและการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวทางการทำงานกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายและองค์กรระหว่างประเทศ

เกษตรฯ-ปตท.ทำMOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759417

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)เรื่อง การส่งเสริมการปลูกกาแฟ ภายใต้นโยบายตลาดนำการผลิต ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) โดยมีนายดิษทัต ปันยารชุนประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท.น้ำมันฯ (OR) ร่วมลงนาม พร้อมด้วยนายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ปตท.น้ำมันฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุน และขยายพื้นที่การปลูกกาแฟให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตกาแฟให้มีปริมาณผลผลิตและมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ให้เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นการปลูกพืชแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ช่วยลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และปัญหาสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความร่วมมือด้านการตลาดในการรับซื้อผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพของเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนการปลูกกาแฟอย่างครบวงจรตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้มอบแนวทางการดำเนินงานไว้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ขับเคลื่อนงาน ตามนโยบายรัฐบาลด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759419

‘ธรรมนัส’ขับเคลื่อนงาน  ตามนโยบายรัฐบาลด้านเกษตร

‘ธรรมนัส’ขับเคลื่อนงาน ตามนโยบายรัฐบาลด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายขับเคลื่อนงาน โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวรายงาน และคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กรมชลประทานมีนโยบายและงานหลักที่สำคัญ ประการแรกคือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จ การเน้นสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ได้แก่ 1.การจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตรโดยเป็นศูนย์บริการร่วม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและพี่น้องเกษตรกร เพื่อให้สามารถติดต่อสอบถาม ขอทราบข้อมูลและรับเรื่องร้องเรียน คลายทุกข์ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ณ ศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว 2.สร้างครอบครัวเกษตร บูรณาการงานเข้มแข็งเน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงานเป็น Team Work ให้มีศักยภาพเพื่อการทำงานระบบทีมมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจบรรลุเป้าหมายให้สำเร็จ และ 3.ขับเคลื่อนภารกิจ ยกระดับ MR.สินค้าเกษตร ฟื้นฟู ยกระดับการทำงานของ MR.สินค้าเกษตร สินค้าเกษตรทุกชนิดต้องมีผู้รับผิดชอบ เน้นทำงานเชิงรุก สร้างกลไกในการแก้ปัญหาให้ถูกจุด ทั้งสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ การลักลอบนำเข้าแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

การรับมือภัยธรรมชาติต้องวางแผนมาตรการต่างๆ อย่างชัดเจน การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ถือเป็นการประกาศสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศ เข้มงวดในการตรวจสอบสต๊อกในประเทศเพื่อควบคุมในการนำเข้า การกักตุน และเก็งกำไร โดยเฉพาะก่อนที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร การจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG / Carbon Credit ฯลฯ

ด้านนายไชยา กล่าวว่า จากที่ รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายนั้นครบถ้วนทุกประการการทำงานของพวกเราทุกคนคงสบายใจที่เราถึงแม้จะมาจากต่างพรรค แต่มีเป้าหมายเดียวกัน จะทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ มีเป้าหมายในการให้บริการประชาชนให้ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ
ถ้าปราศจากฟันเฟืองในการขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้จึงขอให้ทุกท่านทำงานร่วมกัน

ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายต่างๆ ที่ รมว.เกษตรฯมอบหมาย ซึ่งนับว่าเป็นนโยบายที่ดี ครอบคลุมนโยบายรัฐบาล สำหรับนโยบายการทำงานแบบบูรณาการในหน่วยงานให้เป็นครอบครัวเกษตร นั้น ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ที่จะขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยินดีที่จะได้ร่วมงานกันสนองงานนโยบายรัฐบาลและขอขอบคุณทุกท่านไว้ล่วงหน้าที่จะร่วมมือกันขับเคลื่อนงานสู่เป้าหมาย

‘อนุชา’เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759287

'อนุชา'เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

‘อนุชา’เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.22 น.

“อนุชา”เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น หวังเพิ่มรายได้ แก้ปัญหาหนี้ พร้อมเร่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 ที่โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4 เขตบางรัก กรุงเทพฯ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พลิกโฉมภาคเกษตรไทย ด้วยนโยบายการวิจัย นวัตกรรม และการรวมกลุ่ม” จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แผนงานคนไทย 4.0 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการวิจัย เรื่อง “แพลตฟอร์มนโยบายข้าว ผัก และผลไม้” ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม

โดย นายอนุชา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตร ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ “เศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งหากสามารถพัฒนาภาคเกษตรให้เข้มแข็ง จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ภาคเกษตรขยายตัวสูงขึ้น และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลข GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนเพียง 8.9% ของ GDP รวม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วน 60.2% และภาคบริการมีสัดส่วน 30.9% ตามลำดับ แต่ภาคเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เปรียบเหมือนรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สร้างรายได้ให้กับประชากรไทยจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรยังพบปัญหาต่างๆ หลายด้าน เช่น การขาดแคลนเงินทุนและการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ปัญหาต้นทุนการผลิตมีราคาสูงการขาดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ดังนั้น ตนในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มุ่งเน้นผลักดันนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภาคเกษตรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

สำหรับระยะสั้น ผลักดันการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินทุนและการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยส่งเสริมให้ภาคเกษตรสามารถมีแหล่งทุนในการสร้างรายได้โดยเร็วที่สุด เช่น ผลงานสำคัญที่ผ่านมาซึ่งเป็นนโยบายของสำนักนายกรัฐมนตรี คือ “โครงการโคล้านครอบครัว” ผ่านกองทุนหมู่บ้าน โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการในวงเงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 79,610 กองทุน มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถกู้ยืมเงินทุนสำหรับเลี้ยงโค ครอบครัวไม่เกิน 50,000 บาท จำนวน 100,000 ครัวเรือน โดยเลี้ยงโค ครัวเรือนละ 2 ตัว รวม 200,000 ตัว เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้ด้วยวิธีการที่ง่ายและเกิดความยั่งยืน เป็นต้น ทั้งนี้ แนวคิดจากโครงการดังกล่าวได้มีการทดลองนำร่องทำสำเร็จมาแล้วในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น

ระยะกลาง เมื่อภาคเกษตรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและมีเงินทุนในการสร้างรายได้ที่มั่นคงแล้ว ผลักดันให้เกิดการพัฒนากลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ ทั้งในการผลิต การค้า การตลาด การบริหารจัดการ การเงินและบัญชี มีรายได้สูง พร้อมทั้งรวมกลุ่มทำการผลิตและการตลาดเองในรูปแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจ ชุมชน หรือสหกรณ์ เป็นต้น

ระยะยาว ผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเกษตร มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการลงทุน เพื่อการวิจัยและพัฒนา กำหนดกรอบงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตร และสร้างการเชื่อมโยงของข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมการนำงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เน้นการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรของเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร เพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

นอกจากนี้ นายอนุชา เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบและความเสียหาย จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก หันมาทำปศุสัตว์ เช่น โครงการโคล้านครอบครัว ที่ผมได้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะความมุ่งหวังของผมคืออยากเห็นรายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น

– 006

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759268

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.32 น.

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด เตรียมระบายน้ำให้เร็ว-วางแผนกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งหน้า

27 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ติดตามแนวโน้มสถานการณ์น้ำท่าในลำน้ำสายหลัก และการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำชี-มูล โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้บริหารกรมชลประทาน ให้การต้อนรับที่กรมชลประทาน สามเสน

นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังทุกจุด รวมถึงให้มีการระบายน้ำให้เร็วและกักเก็บน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดด้วย

นายกฯ สอบถามว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีน้ำท่วมหนักซึ่งมีความเป็นห่วงดังนั้นต้องเฝ้าระวัง เพราะน้ำท่วมทุกปีและน้ำท่วมนาน ซึ่งประมาณอีก 10 กว่าวัน ตนจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ไปดูสถานการณ์น้ำ เนื่องจากทราบว่าได้รับผลกระทบน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ตนมีภารกิจมากแต่ก็มาที่นี่เพราะเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สาเหตุที่จังหวัดอุบลราชธานีน้ำท่วมซ้ำซาก เพราะการระบายน้ำตรงแก่งสะพือจะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความจริงแล้วจะต้องทำการบายพาสทางน้ำนานแล้ว  ซึ่งตรงนี้นายกฯ กล่าวว่า ขอฝากรัฐมนตรีไปดูแลด้วย เพราะรัฐมนตรีรู้ปัญหาดี

จากนั้นนายกฯ เดินเข้าไปยังห้องปฎิบัติการประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อมอบนโยบาย ว่า ตนมาที่นี่เพราะมีความเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาตนได้พบกับสส.จังหวัดอุบลราชธานีหลายท่าน ซึ่งก็มีความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และขอฝากเฝ้าระวังในทุกจุด และหน้าจะหนักหนาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงปลายเดือนต.ค.ถึงเดือนพ.ย. ก็จะต้องมีการเฝ้าระวังด้วยเหมือนกัน

นายกฯ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าทุกคนทำงานหนัก แต่เรื่องปัญหาน้ำท่วมก็จะมีผลกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจากที่ได้รับฟังสถานการณ์น้ำในเขื่อนก็มีความเป็นห่วง เพราะยังมีน้ำน้อยอยู่ และควบคุมปริมาณน้ำฝนตกมาก ตกน้อยไม่ได้  จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องพายุที่กำลังจะเข้า ตามมาด้วยสถานการณ์ภัยแล้ง หากประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมก็ฝากให้ดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ลืมเหนื่อยๆ กันหน่อยในช่วงนี้ เราต้องวางแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ข้างหน้า ซึ่งตนก็จะติดตามและลงพื้นที่ไปดูด้วยกัน

“ผมทราบอยู่ว่าทุกท่านมีภารกิจเยอะ รัฐมนตรีมาใหม่ก็คงเคี่ยวหนักอยู่ เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ถ้าหากมีการกำชับเพิ่มขึ้น ก็ขอให้เข้าใจกัน เพราะเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เพราะประชาชนเดือดร้อน ก็ขอโทษแทนรัฐมนตรีด้วยที่เคี่ยวหนัก” นายกฯกล่าว

สมเด็จพระกนิษฐาฯ เสด็จฯงานลองกอง ของดีเมืองนราธิวาส เน้นพัฒนาคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759165

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ภายในบริเวณศูนย์ราชการ อ.เมือง จ.นราธิวาส ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานวันลองกอง “ของดีเมืองนรา” ครั้งที่ 46 โดยมี ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เฝ้าฯรับเสด็จ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานภายใต้แนวคิด “ร่วมใจภักดิ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชา ชาวนราเปี่ยมสุข”

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตลองกองและผลผลิตทางการเกษตรของ จ.นราธิวาส ให้ดียิ่งขึ้น มีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย 2.เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ได้แสดงผลงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์เผยแพร่สู่ประชาชน 3.เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สู่เกษตรกรให้สามารถพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร 4.เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ได้จำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมถึงได้เชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาด และ 5.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของ จ.นราธิวาส

กรมพัฒนาฯแก้ไขการชะล้างพังทลายดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759170

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้แก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่เกษตรกรรมผ่านโครงการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม ด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยดำเนินโครงการที่ลุ่มน้ำห้วยแม่สามขา ลุ่มน้ำสาขาน้ำแม่จาง ลุ่มน้ำหลักแม่น้ำวัง จ.ลำปาง เลือกพื้นที่ลุ่มน้ำที่ส่วนใหญ่มีระดับความรุนแรงของการสูญเสียดินมากกว่า 5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ซึ่งสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 และสำนักวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมพัฒนาพื้นที่ตามแบบมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำทางวิธีกล ทั้งการจัดการพื้นที่บนแปลงเกษตรกรรม เพื่อการจัดการน้ำไหลบ่าไม่ให้มีความรุนแรงในการพัดพามวลดินในแปลงเกษตรให้ไหลไปกับน้ำ โดยอาศัยการปรับโครงสร้างพื้นที่แปลงเกษตร

นอกจากนี้ได้พัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน โดยสร้างบ่อดักตะกอนขนาดใหญ่ทำหน้าที่ดักตะกอนและเป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยท่อและคลองส่งน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชของพื้นที่เกษตรกรรมในโครงการ นับตั้งแต่ดำเนินโครงการได้ปรากฏผลสำเร็จที่ชัดเจน จากกรณีผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นโนรู (NORU) เมื่อปี 2565 ทำให้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยระบบบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำด้วยมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่สามารถรับมือกับปริมาณน้ำไหลบ่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่โครงการดังกล่าวได้รับความเสียหายน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง

นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการพบว่าสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้คุ้มค่ามากขึ้น ลดการสูญเสียหน้าดินที่เป็นประโยชน์ต่อการผลิตภาคการเกษตรและเก็บรักษาความชุ่มชื้นให้กับดินได้อย่างดี อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคการเกษตร