เกษตรฯจับมือWalmart สร้างความมั่นใจสินค้าไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759168

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ หารือกับ Jeff Rice Senior Vice President, Supply Chain & Sourcing Compliance และคณะผู้บริหารบริษัท Walmart พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารที่ส่งออกจากไทยไปยังตลาดโลก

สำหรับการหารือครั้งนี้ บริษัท Walmart มีความสนใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ต่อการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก อาทิ การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) การค้าสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free products) การค้าสินค้าประมงที่ไม่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย (Illegal, Unreported, and Unregulated Fishing: IUU Fishing) การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าและการคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงาน ซึ่งประเทศไทย ให้ความสำคัญต่อมาตรการดังกล่าวอย่างมาก และมีการเตรียมความพร้อมให้กับภาคเอกชนและเกษตรกรไว้แล้ว ผ่านนโยบายและแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ เช่น ยุทธศาสตร์ 3S ที่มุ่งเน้นให้เกิดการทำเกษตรที่ปลอดภัย (Safety) มั่นคง (Security) และยั่งยืน (Sustainability) และการขับเคลื่อน BCG โมเดล ที่เสริมสร้างการพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจของไทยด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ซึ่งครอบคลุมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ รวมทั้งการส่งเสริมสวัสดิภาพแรงงาน

รองปลัดฯหารือSFDA ดันส่งออกสินค้าเกษตรไปซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759171

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ หารือร่วมกับผู้แทนหน่วยงานสำนักงานอาหารและยาแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (Saudi Food and Drug Authority: SFDA) นำโดย Ms.Alaa F. Sendi ตำแหน่ง Executive Director of International Cooperation และคณะเจ้าหน้าที่ SFDA ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด เข้าร่วม ที่สำนักงาน SFDA ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

นายเศรษฐเกียรติ กล่าวว่าฝ่ายไทยได้เร่งติดตามประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยไปยังซาอุฯ ได้แก่ 1.ความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนโรงงานเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกแปรรูป ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง สินค้าประมงและสินค้าสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง 2.ความคืบหน้าการออกใบรับรองสุขอนามัยสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง และ 3.ความคืบหน้าการขอเปิดตลาดสินค้าสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง 2 ชนิด ได้แก่ กุ้งกุลาดำ และปลานิล ซึ่งเป็นสินค้าที่ประเทศไทยเคยมีการส่งออกไปยังซาอุดีอาระเบีย อยู่แล้ว แต่เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบของซาอุดีอาระเบีย จึงทำให้ประเทศไทยต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนอีกครั้ง ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี SFDA แจ้งว่า ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนให้ผู้ประกอบการสินค้าประมงของไทย 57 ราย ผู้ประกอบการเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ 20 รายผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง 3 ราย ทั้งนี้ เนื่องจาก SFDA ได้รับคำขอการขึ้นทะเบียนและเปิดตลาดจากประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคำร้องขอต่างๆ จากฝ่ายไทย ทาง SFDA จึงขอให้ฝ่ายไทยรวบรวมและจัดส่งข้อมูลดังกล่าวไปยัง SFDA อีกครั้ง เพื่อจะได้เร่งรัดการพิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกหรือลดค่าธรรมเนียมการตรวจประเมินสถานประกอบการเนื้อโคและเนื้อแพะสำหรับการส่งออก ซึ่ง SFDA แจ้งว่ารัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้กำหนดค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินการยกเลิกหรือแก้ไขค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ แต่ SFDA สามารถให้ความช่วยเหลือฝ่ายไทยได้ โดยการจัดสัมมนาผ่านระบบทางไกล เพื่อให้ข้อมูลด้านแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นไปตามกฎระเบียบแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สำหรับสถานประกอบการต่างๆ อาทิ สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ รวมทั้งการให้ข้อมูลการขอจัดทำการตรวจประเมินเชิงระบบ โดยให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของไทยเป็นผู้ทำการรับรองโรงงานแทนต่อไป

สวทช.จัดNSTDA-KU Rice Field Day

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758949

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม – ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน “NSTDA-KU Rice Field Day 2023” งานแสดงพันธุ์ข้าวใหม่รับโลกรวนจากเอลนีโญ เพื่อเผยแพร่สายพันธุ์ข้าวที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมวิกฤตที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ องค์ความรู้ด้านข้าวศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้าว และนวัตกรรมปรับปรุงพันธุ์ข้าว พร้อมจัดแสดงพันธุ์ข้าวเพื่ออนาคตรับโลกรวน เช่น ทนร้อน ทนแล้ง ทนน้ำท่วมทนเค็ม ต้านทานโรคและแมลง และมีคุณภาพหุงต้มและโภชนาการตามความต้องการของตลาด เพื่อมุ่งให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ เผยแพร่สู่เกษตรกร และต่อยอดเชิงพาณิชย์

ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแบบแม่นยำ และจัดแสดงสายพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีคุณสมบัติดีเด่นที่เกิดจากผลงานวิจัยร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานมานานกว่า 20 ปี ให้นักวิชาการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ สายพันธุ์ข้าวดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้

ด้าน ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผอ.ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สายพันธุ์ข้าวที่จัดแสดงในงานนี้มีคุณสมบัติต้านทานสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ ทนร้อน ทนแล้งทนน้ำท่วม ทนเค็ม ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ซึ่งพร้อมแล้วที่จะเผยแพร่สู่เกษตรกร และเป็นสายพันธุ์ข้าวศักยภาพสูงให้หน่วยงานต่างๆ นำไปวิจัยต่อยอด

ปลัดฯประชุมคกก.พัฒนา ระบบโลจิสติกส์การเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758952

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ครั้งที่ 1/2566 ว่าที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร (พ.ศ.2566-2570) โดยมอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์จัดเก็บตัวชี้วัดประจำปีงบประมาณ 2566 และส่งให้ฝ่ายเลขานุการฯ ภายในไตรมาส 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อใช้ประเมินการบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ

รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเสนอโครงการ/กิจกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2567 เพิ่มเติม และรายงานผลการดำเนินงานเป็นรายไตรมาสโดยเริ่มรายงานเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไปนอกจากนี้ยังมอบหมายหน่วยงานจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 โดยพิจารณาจากโครงการที่บรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร (พ.ศ.2566–2570) หรือเสนอโครงการใหม่/โครงการตามข้อเสนอของฝ่ายเลขานุการฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ

รองปลัดฯขานรับ นโยบายด้านเกษตร จัดสัมมนาทำแผน พร้อมรับ‘เอลนีโญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758944

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมสัมมนาและเป็นวิทยากรในโครงการสัมมนา เรื่อง “ผลกระทบต่อภาคการเกษตร-เกษตรกรต่อปรากฏการณ์เอลนีโญ : การเตรียมการและการขับเคลื่อน” โดยบรรยายในหัวข้อ “แผนบูรณาการและการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของประเทศไทย และผลกระทบในภาคการเกษตรอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ” ร่วมกับนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ที่รัฐสภา โดยมีศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ร่วมพิธีเปิดการสัมมนา

ทั้งนี้ สำหรับการสัมมนาดังกล่าว มีคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา ผู้บริหาร ผู้แทนเกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรการและการจัดทำแผนบูรณาการเพื่อรองรับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและรับทราบผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตร มีการนำเสนอข้อมูลการเตรียมการรับผลกระทบภัยแล้ง ปี 2566/67 ของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ สถานการณ์น้ำ การเตรียมการของกระทรวงเกษตรฯ และแผนงานเพื่อเตรียมการในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และในระยะต่อไป

‘ธรรมนัส’ลุยพื้นที่ภาคเหนือ รับฟังปัญหาเกษตรกร-แก้ภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758947

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โดยมีนายศรัณยู มีทองคำ รอง ผวจ.เชียงราย นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำลำน้ำแม่กึ๊ด เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ชมรมสหกรณ์โคนมภาคเหนือ จำกัด และกลุ่มเกษตรกร

โอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้พบปะและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนรับมอบหนังสือเพื่อติดตามโครงการด้านการเกษตรจากเกษตรกร 8 จังหวัดภาคเหนือ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ให้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งโครงการนี้จะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของราษฎรในฤดูแล้ง ช่วงบรรเทาอุทกภัยในฤดูฝน และสามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ อนุรักษ์สัตว์น้ำ และรักษาสภาพต้นน้ำลำธารฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้ดีขึ้น

“ตั้งใจมารับฟังปัญหาจากชาวบ้าน พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ โดยโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จะสามารถเริ่มก่อสร้างในปีงบประมาณ 2567 และสิ่งที่ต้องดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือวงเงินค่าชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณโครงการอ่างเก็บน้ำฯอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกร ว่าในยุคที่ผมได้ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ จะขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นครอบครัว บูรณาการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดในมิติใหม่ คือเข้าถึงฐานราก เข้าถึงพื้นที่ รับฟังปัญหา โดยเตรียมนำโครงการสำคัญที่เคยได้ขับเคลื่อนนำมาเดินหน้าสานต่อโดยเฉพาะการผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย ให้สำเร็จเพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกลำไย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ครม.มีมติอนุมัติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย กรอบวงเงินงบประมาณ 1,325 ล้านบาท โดยมีแผนงานระยะเวลาโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2568 -2570 ตัวเขื่อนจะเป็นเขื่อนดินถมชนิดแบ่งส่วน (Zone Type) ความจุกักเก็บน้ำได้ 32 ล้านลูกบาศก์เมตรโดยเขื่อนหัวงานและอ่างเก็บน้ำของโครงการตั้งอยู่บริเวณบ้านใหม่เจริญ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ป่าทั้งหมดรวม 1,696 ไร่ 2 งาน 37 ตร.ว. หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในการอุปโภค-บริโภคของราษฎร 4,775 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย และพื้นที่บางส่วนของ ต.ศรีถ้อย และ ต.แม่พริก อ.แม่สรวย สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรฤดูฝน 17,200 ไร่ ส่งผลในเรื่องผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,843ครัวเรือน ประชากร 14,626 คน

ติดตามสถานการณ์น้ำ! ‘บิ๊กเกษตร’ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ตรวจสภาพน้ำเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758903

ติดตามสถานการณ์น้ำ! 'บิ๊กเกษตร'ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ตรวจสภาพน้ำเจ้าพระยา

ติดตามสถานการณ์น้ำ! ‘บิ๊กเกษตร’ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ตรวจสภาพน้ำเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

25 ก.ย.2566 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝนที่ตกหนัก และปรากฎการณ์เอลนีโญ

โดยร.อ. ธรรมนัส ได้นำดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และสื่อมวลชน ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บินตรวจสภาพน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะแวะลงจอดที่บริเวณเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา จากนั้นได้ร่วมกับนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าว ถึงแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่ฝนตกหนัก ควบคู่ไปกับการรับมือปรากฎการณ์เอลนีโญ 

ทั้งนี้สืบเนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลดีต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับขณะนี้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนของพื้นที่ตอนบนแล้ว ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา ที่มีปริมาณการใช้น้ำสูง  

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ล่าสุด(25 ก.ย. 66)ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,166 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มลดลง  กรมชลประทาน ได้ใช้ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ระดับ 16.80 เมตร(รทก.) สูงกว่าระดับปกติประมาณ 0.30 เมตร เพื่อยกระดับน้ำเข้าสู่คลองต่างๆที่อยู่ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุด โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ริมคลอง และสามารถรองรับฝนที่อาจตกลงมาในพื้นที่ได้อีกด้วย พร้อมกันนี้ ยังได้ผันน้ำเข้าระบบชลประทาน ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก และ คลองชัยนาท-อยุธยา และผันน้ำบางส่วนไปลงคลองพระองค์ไชยยานุชิต เพื่อสูบผันน้ำไปเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตก จะผันเข้าทางแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และคลองมะขามเฒ่า-อู่ทองไปกักเก็บไว้ในแหล่งน้ำต่างๆ รวมไปถึงคลองส่งน้ำในพื้นที่ชลประทาน เพื่อสำรองไว้ใช้อุปโภคบริโภค ในช่วงฤดูแล้ง การเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ตลอดจนไม้ยืนต้น และรักษาระบบนิเวศน์ เป็นหลัก 

สำหรับปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่คงเหลือจากการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานเพื่อสำรองไว้ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในช่วงฤดูแล้ง นั้น ได้วางแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา และเพื่อความมั่นคงของตัวเขื่อน โดยจะควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 1,000 ลบ.ม./วินาที  ปัจจุบัน(25 ก.ย. 66) มีการระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่  802  ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มลดลง โดยปริมาณน้ำที่ระบายท้ายเขื่อนนี้ บางส่วนจะถูกนำไปเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำและพื้นที่แก้มลิง ในเขต จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี รวมทั้ง สนับสนุการผลิตประปาของการประปานครหลวง และการรักษาคุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย 
       
ทั้งนี้ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จัดหาแหล่งน้ำสำรองและกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อรองรับปรากฎการณ์เอลนีโญ และการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758805

สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ

สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.20 น.

สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ เร่งสร้างแก้มลิงในทุ่งกุลา ช่วยพื้นที่ 3 จังหวัด แก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และทะเลสาบทุ่งกุลา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ และมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2566 ของจังหวัดสุรินทร์ พร้อมแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก ทั้งนี้พบว่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง มี 3 ปัญหา คือน้ำท่วม น้ำแล้ง  และคุณภาพน้ำในบางพื้นที่ รวมไปถึง จังหวัดร้อยเอ็ด และมหาสารคาม บางส่วน  ในขณะเดียวกันได้พิจารณาแหล่งน้ำ ระบบประปา ที่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งทางสหประชาชาติหรือยูเอ็นได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาด เพื่อการอุปโภคบริโภครวมไปถึง สาธารณูปโภคด้านการสุขาภิบาล โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งจากการที่ท่านได้ไปร่วมประชุมยูเอ็นที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับแผนการจัดการน้ำ 20 ปี โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางด้านน้ำซึ่งจะมีแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อเป็นน้ำต้นทุนในการรองรับพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง รวมถึงป้องกันอุทกภัย และที่สำคัญในพื้นที่ลุ่มริมน้ำมูล ที่มักประสบปัญหาน้ำท่วมน้ำล้นตลิ่ง เวลามีน้ำหลากจึงต้องเร่งแก้ไขในเรื่องนี้ นอกจากนี้รวมถึงการฟื้นฟูอนุรักษ์ดูแลระบบนิเวศน์ ที่บางพื้นที่ยังมีปัญหาเรื่องป่าเสื่อมโทรมและบางลุ่มน้ำที่มีปัญหาคุณภาพน้ำบางช่วง ซึ่งต้องมีการดูแล นอกจากนี้จะมีระบบตรวจวัดระดับน้ำในการแจ้งเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเวลาเกิดอุทกภัย เพื่ออพยพขึ้นที่สูงได้ทันที ซึ่งบริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้มีการศึกษาแผนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รวมกับ สนทช.เพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ

ทั้งนี้ยอมรับว่า จังหวัดสุรินทร์มีปริมาณน้ำมาก ในบางพื้นที่ บางพื้นที่ก็มีปริมาณน้ำน้อย โดยเฉพาะทุ่งกุลา ที่มีปัญหาแหล่งเก็บกักน้ำน้อย และในลำน้ำมูลเวลามีน้ำหลากมามากๆ ก็ไม่มีที่เก็บเพียงพอทั้งนี้ในฤดูแล้งจึงงอาจมีปัญหา เรื่องของปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอได้ ดังนั้นในส่วนของ สทนช. จะดำเนินการในส่วนทุ่งกุลา จะดำเนินการในลักษณะ แก้มลิง ในลำน้ำพลับพลา ที่ไหลผ่านทุ่งกุลา และในพื้นที่ของทุ่งกุลาเองจะมีการขุดลอกคูคลองปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมไปถึงการผันน้ำ  เชื่อมโยงลำน้ำมูลและลำน้ำพลับพลา เพื่อเก็บน้ำในฤดูแล้ง และลดปัญหาอุทกภัย 

เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการทะเลสาบทุ่งกุลา ต.ไพรเขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ เป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาแก้มลิง ใช้สำหรับรองรับน้ำจากโครงการผันน้ำเพื่อการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง และการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดอนและพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอกพื้นที่ทำเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำไว้ใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้ง ตั้งแต่ปี 2550 โดยขุดพื้นที่กว่า 750 ไร่ จัดเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยไร่นา สามารถเก็บกักน้ำได้ 1.9 แสน ลบ.ม. ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นแหล่งรองรับน้ำเชื่อมโยงกับโครงการผันน้ำจากลุ่มน้ำมูลตอนกลางได้เป็นอย่างดี นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ชาวบ้านได้ประโยชน์จากการทำเกษตร ยังมีการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวนมาก มีกิจกรรมทางน้ำไว้รองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาเป็นโครงการนิคมการเกษตรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จำหน่ายสินค้าทุ่งกุลาร้องไห้ นำรายได้เข้าชุมชนอีกทางหนึ่ง โดย สทนช.จะใช้โครงการทะเลสาบทุ่งกุลานี้เป็นต้นแบบนำไปขยายผลเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง พัฒนาศักยภาพพื้นที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

ส่วนอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง เป็นแหล่งเก็บน้ำที่สำคัญของจังหวัด สุรินทร์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบอุปโภคบริโภค ผลิตน้ำประปาให้กับชุมชนเมือง ซึ่งเป็นการบริหารจัดการร่วมกันกับอ่างเก็บน้ำอำปึล ซึ่งก็มีปริมาณน้ำพอสมควร แต่ต้องไม่ประมาทกับสถานการณ์เอลนิโญไปอีก 2 ปี จึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างดี ไม่เฉพาะช่วงฤดูแล้งปีนี้อย่างเดียว แนวโน้มปริมาณฝนปีหน้าจะน้อย ดังนั้นจึงอยากขอประชาชน รณรงค์ การประหยัดน้ำ และทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความรับรู้ให้ประชาชนเข้าใจการบริหารน้ำรองรับเอลนิโญ จะไปถึงปี 67ด้วย

เลขาฯ สทนช. กล่าวถึงการเข้ารับมอบนโยบายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า นายภูมิธรรม ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก โดยให้การบ้าน สทนช. ว่า 100 วันนี้ ต้องมีโครงการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ดำเนินการให้แลวเสร็จ 100 วัน  ให้เป็นรูปธรรม เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำ การกำจัดวัชพืช เพื่อลดการสูญเสียน้ำระดับหนึ่ง และการขับเคลื่อนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง การสร้างบ่อบาดาลเพิ่มเติม เพื่อนำน้ำมาใช้ ทั้งนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ให้รัฐบาลพิจารณาส่งเสริม ที่สำคัญ ที่สทนช. ขอให้ประชาชนงดทำนาปรัง หรือนาปีต่อเนื่อง ได้มีการเสนอกับรัฐบาล และรองนายกฯ ว่าต้องมีอาชีพทางเลือกให้กับเกษตรกร

สทนช.ใช้6แผนฝ่าวิกฤต พื้นที่EECน้ำพอใช้ฤดูฝน-แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758708

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แม้สถานการณ์เอลนีโญส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนตกสะสมที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โดยพื้นที่ภาคตะวันออก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 80% แต่จากการประเมินสถานการณ์น้ำพบว่าพื้นที่ EEC จะมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน ภาคเกษตร ภาคพาณิชยกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว ตลอดฤดูฝนนี้และฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงจากการประเมินสถานการณ์น้ำ สทนช.ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนสูบน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออกเพื่อเติมน้ำต้นทุน ดังนี้ แผนที่ 1.แผนสูบจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต-คลองพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ระยะเวลาช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 61 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันสูบน้ำไปแล้ว 24.49 ล้าน ลบ.ม. เป็นไปตามแผน ส่วนแผนที่ 2.แผนสูบจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างฯบางพระ ระยะเวลาช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 24.45 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันสูบน้ำ 7.54 ล้าน ลบ.ม. เป็นไปตามแผนเช่นกัน โดยการสูบน้ำช่วงนี้จะดำเนินการในช่วงที่คุณภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกงมีค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัมต่อลิตร

แผนที่ 3.แผนสูบอ่างฯประแสร์-อ่างฯ หนองปลาไหล ระยะเวลาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566-มิถุนายน 2567 จำนวน 37 ล้าน ลบ.ม. คาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2567 จะสูบน้ำได้รวม30-35 ล้าน ลบ.ม. โดยแผนที่ 2 และ 3 ดำเนินการโดยบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกจำกัด (มหาชน) หรือ East Water แผนที่ 4.แผนสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ ระยะเวลาช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 50 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ได้เริ่มสูบก่อนแผนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ปัจจุบันสูบได้เพียง2.6 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากบริเวณคลองสะพานเกิดฝนทิ้งช่วง และปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยราว 70%

สำหรับแผนที่ 5.แผนสูบจากคลองวังโตนด-อ่างฯประแสร์ ระยะเวลาช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 25 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งระดับน้ำในคลองวังโตนดสูงถึงเกณฑ์การสูบ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อสูบน้ำตามปริมาณที่กำหนดไว้และแผนที่ 6.แผนสูบจากอ่างฯประแสร์-อ่างฯคลองใหญ่ ระยะเวลาช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2566 จำนวน 63 ล้าน ลบ.ม. ได้ดำเนินการสูบก่อนแผนในเดือนพฤษภาคม 2566 ปัจจุบันสูบไปแล้ว 30 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งส่วนนี้ยังเป็นไปตามแผน ไม่พบปัญหาหรืออุปสรรค

กรมชลฯช่วยเกษตรกรรับมือเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758705

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,223 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 6,020 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 10,260 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้ว 3,321 ล้านลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้วค่อนข้างมาก จึงเน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เร่งเก็บกักน้ำและสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เอลนีโญ โดยยึดตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝน ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด สู่ 6 แนวทางปฏิบัติของกรมชลประทาน อย่างเคร่งครัด พร้อมนำ 3 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 (เพิ่มเติม)ที่ กอนช.กำหนด มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ได้แก่ 1.จัดสรรน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญ ที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด อย่างรอบคอบและรัดกุม 2.ควบคุมการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง โดยการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมืองดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง ซึ่งได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 22 จังหวัดแล้ว และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ อาทิ ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย รณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า

ด้านมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรได้จ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในปี 2567 มีเป้าหมาย 90,000 คน ช่วยเหลือภัยแล้ง อาทิ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง การขุดลอกเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกัก รวมถึงสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ สำรวจแหล่งน้ำสำรองแต่ละพื้นที่เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้มากที่สุด นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ด้วย