‘อภัย’เร่งติดตาม ความก้าวหน้างาน หนุนอาชีพเกษตร จังหวัดชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758715

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ระนอง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สำนักแผนงานและโครงการพิเศษศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้กระทรวงเกษตรฯ (ศอ.บต.กษ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าภาวะการผลิตการตลาด และราคาของสินค้าเกษตร 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง

นอกจากนี้ได้รับทราบปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์สินค้าเกษตร อาทิ ปัญหามังคุด จ.นครศรีธรรมราช ปัญหาผลผลิตมังคุดที่กำลังจะออกในฤดูกาลนี้เหลืออีก 12,000 ตัน และปัญหาเกี่ยวกับตลาดรับซื้อล้ง โดยแนะนำวิธีแก้ปัญหาในการการแปรรูปเชิงพาณิชย์ โดยนำมังคุดตกเกรด แปรรูปเป็นมังคุดคัด และการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมังคุด GAP ทุกแปลงเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และวางแผนขยายผลต่อไป

ทั้งนี้ นายอภัย ได้ขอให้ ศอ.บต.กษ.และสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สรุปแนวทางปัญหาสินค้าเกษตรทั้ง 4 ชนิด ให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกันเป็นภาพรวมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ และเรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว เรื่องการใช้แอปพลิเคชั่นเกษตรแทรค เพื่อใช้สร้างฐานข้อมูลรายแปลงทุกชนิดสินค้า โดยจะหารือกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัดต่อไป

กรมพัฒนาฯปิดงาน ประชุมวิชาการปี’66 ฟื้นฟูสร้างสรรค์ดิน ใช้เทคโนโลยีพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758208

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ กล่าวภายหลังปิดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2566 “ฟื้นฟูปฐพี สร้างสรรค์ดินดีด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน” ที่โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าขอชื่นชมกับทุกความสำเร็จในการพัฒนางานวิจัยด้านการพัฒนาที่ดิน สำหรับกิจกรรมต่างๆ นั้น มีการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “การขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ดินและน้ำในมิติใหม่”

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดให้มีการประกวดผลการวิชาการโดยมีคณะกรรมการวิชาการเป็นผู้พิจารณาตัดสินผลการประกวด ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น 27 รางวัล แบ่งเป็นประเภทบรรยาย 21 รางวัล และประเภทนิทรรศการ 6 รางวัล ซึ่งทุกรางวัลแสดงให้เห็นถึงการผลิตผลงานวิชาการที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร

ดร.อาทิตย์กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณผู้จัดการประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับผลงานวิชาการ รวมทั้งได้ร่วมมือร่วมใจกันให้การจัดงานประชุมวิชาการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี มองเห็นทิศทางในอนาคตที่จะร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายในทุกระดับ

สวพส.เผยผลสำเร็จ การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758210

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ได้นำหลักการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนตามแบบโครงการหลวง มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน มีการปรับระบบการผลิตจากการปลูกกาแฟในพื้นที่ว่างหรือเป็นการปลูกภายใต้ร่วมเงาไม้กว่า 2,700 ไร่ มีการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากงานวิจัยมาใช้ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษา การแปรรูป และการจำหน่ายกาแฟคุณภาพที่ไม่ส่ง
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานพัฒนาและแก้ไขปัญหาผลิตภาพและการผลิตกาแฟให้เกษตรกรในพื้นที่ตลอดห่วงโซ่การผลิต มีการสร้างเกษตรกรผู้นำให้เป็นต้นแบบความสำเร็จที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ และประสานความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่โครงการฯ กับเกษตรกรรายอื่น กระทั่งสามารถนำนวัตกรรมจากงานวิจัยมาปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตกาแฟอาราบิกาคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ โดยให้ผลผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ มูลค่ารวม 4.27 ล้านบาท ในปี 2556 และเพิ่มเป็น 46.43 ล้านบาท ในปี 2566 โดยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 205,442.47 บาท/ครัวเรือน/ปี

รวมถึงเกษตรกร 226 ราย จาก 13 หมู่บ้าน ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร เกิดความร่วมมือของภาคเอกชนในการรับซื้อเมล็ดกาแฟกะลา ได้แก่ มูลนิธิโครงการหลวง บริษัทกาแฟชาวไทยภูเขา บริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัทบอนคาเฟ่ และผู้รับซื้อในท้องถิ่นเฉลี่ย 360–500 ตัน/ปี เกษตรกรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ด้วยการฝึกอบรมศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หนุ่มสาวที่ออกไปทำงานนอกพื้นที่กลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรผลิตกาแฟอาราบิกา มีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดและกลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาช่องทางการตลาดใหม่ๆ

อีกทั้งพื้นที่ได้รับการปรับระบบมาปลูกกาแฟอาราบิกาใต้ร่มเงาไม้ (Shade-Grown Coffee) รวม 2,771 ไร่ การผลิตภายใต้แนวคิด Zero Waste ทำให้เกษตรกรนำเปลือกกาแฟที่เหลือทิ้งไปผลิตปุ๋ยหมักแล้วนำกลับมาใช้ลดต้นทุนการผลิตได้มากถึง 25 ตัน/ปี ชุมชนมีบ่อบำบัดน้ำเสียจากการสีแปรรูปกาแฟ 22 บ่อ 77 ครัวเรือน สามารถบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ เฉลี่ย 2,900,000 ลิตร/ปี มีเงินออมเฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท/ปี สำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน มีการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่ ได้เพิ่มพื้นป่าให้ชุมชนโดยรอบมากกว่า 1,300 ไร่ เกิดการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืน

ปลัดฯถก EggBoard จัดทำแผนปฏิบัติฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758207

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 2/2566 ซึ่งมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 3 วาระ คือ 1.ร่างโครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ปี 2566 และมอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการ รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานในการประชุม Egg Board ครั้งต่อไป 2.ประสิทธิภาพการผลิตไก่ไข่และไข่ไก่ ปี 2567 เนื่องจากปัจจุบันสายพันธุ์ไก่ไข่ได้พัฒนาให้มีความก้าวหน้า มีระบบการบริหารจัดการฟาร์ม รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีในการผลิตไก่ไข่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกรมปศุสัตว์ พิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไก่ไข่และไข่ไก่ ดังนี้ 1.ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) 1 ตัว ผลิตลูกพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ได้ 77 ตัว ปลดที่อายุ 72 สัปดาห์ 2.พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) 1 ตัว ผลิตลูกไก่ไข่เพศเมียได้ 107 ตัว ปลดที่อายุ 72 สัปดาห์ และ 3.แม่ไก่ยืนกรง 1 ตัว ผลิตไข่ไก่ได้ 361 ฟอง ปลดที่อายุ 80 สัปดาห์

3.แผนปฏิบัติการด้านไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2567-2571) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 โดยกรมปศุสัตว์ กำหนดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการรายชนิดสินค้าปศุสัตว์ทุกๆ 5 ปี เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบและมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เชิญผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม ร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการด้านไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2567-2571) ก่อนขอความเห็นชอบต่อ Egg Board ใช้เป็นแผนขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านไก่ไข่และผลิตภัณฑ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

‘ธรรมนัส’ควง 2 รมช. รุดรับฟังปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758209

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งผู้บริหาร
กระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ร่วมพบปะพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง โดยพูดคุย รับฟัง และพร้อมสะสางปัญหาของ
พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนด้านการเกษตรจากโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณเชิงเขาพนมดงรักษ์ อ่างเก็บน้ำห้วยเชิง จ.สุรินทร์ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยศาลา รวมถึงเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการปลูกป่าทับที่ทำกินที่ป่าภูแลนคา ด้านทิศเหนือ อ.แก่งค้อ จ.ชัยภูมิ ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล ผู้เดือดร้อนจากโครงการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ทับที่อาศัยและที่ทำกิน ผู้เดือนร้อนจากโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยขนาดมอญ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมถึงปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่สะสมมานาน

จากนั้น รมว.เกษตรฯ พร้อมคณะ ร่วมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ติดตามประเด็นปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจากเอลนีโญ พื้นที่ทำกิน การบริหารจัดการน้ำ โดยปัญหาหลักที่เกษตรกรอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไข ได้แก่ ปัญหาความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคอีสาน ปัญหาการพักหนี้เกษตรกรและปัญหาที่ดินทำกิน

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758053

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.27 น.

‘ธรรมนัส’ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ พบ 18 จังหวัดยังประสบ‘อุทกภัย’

21 กันยายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่ำกว่าปกติ เนื่องจากสถานการณ์เอลนีโญ ประกอบกับช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2566 นั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเป็นห่วงประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จึงได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่และทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรในวงกว้าง จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่น ๆ ตั้งแต่การป้องกัน การเผชิญกับสถานการณ์ และการแก้ไขฟื้นฟูตามนโยบายที่ได้มอบไว้ โดยได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 21 ก.ย. 2566) มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 18 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครพนม จันทบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และอ่างทอง ซึ่งกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 4 ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง บริเวณชุมชนหมู่ 1 ตำบลปากแควและสะพานพระร่วง แม่น้ำยมฝั่งซ้ายในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย ด้วย

พิพิธภัณฑ์เกษตรดันต่อยอด นวัตกรรมเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757989

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสำเภาว์ งามเชย รองผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝ่ายพัฒนา ร่วมกับผู้บริหารและภาคีความร่วมมือ เปิดโครงการ 14 ปี พกฉ. “ส่งสุขปันความรู้ ต่อยอด นวัตกรรมเกษตรพอเพียง” ประจำปี 2566 สนับสนุนชุดส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียน สถานศึกษา กว่า
30 แห่ง จากทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 14 ปี สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ได้จัดโครงการ 14 ปี พกฉ. “ส่งสุข ปันความรู้ต่อยอด นวัตกรรมเกษตรพอเพียง” ประจำปี 2566 เพื่อส่งต่อความรู้สู่อาชีพ โดยการจัดทำชุดส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย อุปกรณ์ปลูกผักแนวตั้ง ชุดเพาะเห็ดฟางในตะกร้า หนังสือองค์ความรู้ด้านการเกษตร มอบให้กับโรงเรียน สถานศึกษา นำไปใช้ประโยชน์เสริมสร้างทักษะพื้นฐาน ต่อยอดการเรียนรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง แก่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ในการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีผู้แทนจากโรงเรียน สถานศึกษากว่า 30 แห่งเข้าร่วมรับมอบในครั้งนี้

ทางด้านนางสาวสำเภาว์ ได้เปิดเผยว่า “ในโอกาสครบรอบ 14 ปี ของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เรามุ่งมั่นสู่การสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธาน ด้านการเกษตร สู่สังคม การจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในการร่วมสนับสนุนการจัดหาทุน และอุปกรณ์การเรียนรู้ในการส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพึ่งพาตนเองต่อยอดทักษะสู่การสร้างอาชีพด้านการเกษตรต่อไป”

กรมชลฯช่วยเมืองคอน แก้ปัญหาน้ำ-ClimateChange

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757983

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเสกสรร ทรัพย์เจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังตอนบน กรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์เอลนีโญ ทำให้ปริมาณฝนตกน้อยกว่า ค่าปกติ โดยเฉพาะที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ปริมาณฝนตกสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเพียง 776 มิลลิเมตร (มม.) จากปริมาณฝนสะสมปกติเฉลี่ย2,200 มม.ต่อปี ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่โดยเฉพาะนาข้าว และพืชสวน เช่น เงาะ มังคุด ในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งกรมชลประทาน ได้เข้าแก้ไขสถานการณ์ โดยนำรถแบ๊กโฮบูมยาวเข้าขุดลอกคลองแหลม ความกว้าง 10-12 เมตร ระยะทางยาว 2 กิโลเมตร พร้อมกำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำรวม 1,200 ตัน ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่ม รับน้ำต้นทุนจากคลองชะอวด-แพรกเมืองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ในระดับต่ำกว่าพื้นที่การเกษตร จะต้องใช้เครื่องสูบน้ำหรือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อสูบน้ำส่งเข้าพื้นที่เกษตรผ่านคลองส่งน้ำและเหมืองน้ำที่ไหลผ่านคลองแหลมเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตร ช่วยบรรเทาภัยแล้งให้นาข้าวรวม 33,000ไร่ ใน ต.แหลม ต.เขาพันไกล ต.รามแก้ว ต.ควนชลิต อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และสวนผลไม้อีก 30,000ไร่ รวมพื้นที่ได้รับการช่วยเหลือกว่า 63,000 ไร่

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ขณะนี้ปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อยแต่ไม่กระทบกับน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยในพื้นที่ต้นน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส มีปริมาณน้ำใช้การ 32 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณเก็บกัก พื้นที่ส่วนกลางน้ำคือ คลองชะอวด-แพรกเมืองฯ ปริมาณน้ำ 12 ล้าน ลบ.ม. จากความจุ 15 ล้าน ลบ.ม.ระดับน้ำอยู่ที่ -0.72 รทก.ต่ำกว่าตลิ่ง 60 เซนติเมตร กรมชลประทาน จึงลงพื้นที่สร้างการรับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน ให้งดปลูกข้าวรอบ 2 ส่วนผู้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น หากต้องการขอสนับสนุนน้ำ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือต่างๆ ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนชลประทาน 1460 เฟซบุ๊กโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังตอนบน หรือขอสนับสนุนผ่าน อบต.คาดว่าสามารถป้องกันและบรรเทาภัยความเสียหายให้ภาคเกษตรก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ในเดือนตุลาคมนี้ อย่างแน่นอน” นายเสกสรร กล่าว

อย่างไรก็ดี เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดังกล่าวอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) กรมชลประทาน ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการขุดแก้มลิงทุ่งทรัพย์ ความจุ 8 ล้าน ลบ.ม.และในปี 2567 มีแผนเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอีก 6 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ 4 ตำบลของ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการปรับปรุง ซ่อมแซมเครื่องกว้านบานระบายโครงการท่อระบายน้ำบ้านควนโถ๊ะ โครงการท่อระบายน้ำบ้านนาโพธิ์ โครงการท่อระบายน้ำบ้านแหลม โครงการท่อระบายน้ำบ้านหัวคลองแหลม และโครงการท่อระบายน้ำบ้านทองจันทร์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เกษตรกรและประชาชนว่าจะได้รับน้ำอย่างทั่วถึงตลอดทั้งปี

‘อภัย’รุดติดตาม การปลูกมันฝรั่ง จับมือภาคเอกชน เน้นเพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757981

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมการข้าว กรมชลประทาน และภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจพื้นที่เพิ่มเติม ปรากฏว่ามีผู้สนใจ 337 ราย 2,314 ไร่ จากพื้นที่ 7 จังหวัด และเตรียมสร้างแปลงส่งเสริมการเรียนรู้ใน 6 จังหวัด 4 ไร่ ซึ่งจะมีการใช้ระบบน้ำหยดในการปลูกมันฝรั่งจังหวัดละ 1 จุด เป็นการนำร่อง รวมถึงรับทราบแบบจำลองการดำเนินโครงการผลิตมันฝรั่งตลอดช่วงฤดูกาลผลิตในระยะ 1 ปี โดยเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ได้ทำการปลูกมันฝรั่ง เดือนมกราคม-มีนาคม 2565 เก็บเกี่ยวมันฝรั่ง เดือนเมษายน-กรกฎาคม 2565 ทำการปลูกข้าวโพดหวาน หรือข้าวนาปรัง และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ในส่วนเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2565 ปลูกข้าวเหนียวนาปี และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียน 3 ชนิดใน 1 ปี สามารถสร้างกำไรได้ 11,603.84 บาท/ไร่ รวมถึงมีการเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกมันฝรั่งแบบทั่วไปจะได้กำไร 1,880.12 บาท/ไร่ และแบบระบบน้ำหยดสามารถสร้างกำไรได้ถึง 9,850.13 บาท/ไร่ กรณีศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่ง จ.เชียงราย

‘รมช.เกษตรฯ’พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757881

'รมช.เกษตรฯ'พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

‘รมช.เกษตรฯ’พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.35 น.

“รมช.เกษตรฯ”พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ซื้อผู้ขายหมูหรือโบรกเกอร์ อนาคตต้องขึ้นทะเบียนป้องกันการเอาเปรียบหน้าฟาร์ม ขณะที่ปัญหากองทัพหมูเถื่อนทะลักทั้งมาทางเรือและกองทัพมด พร้อมจับมือ กระทรวงพาณิชย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ปราบปรามทั่วไทย ขณะที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุคดีหมูเถื่อนมีบริษัทยักษ์ใหญ่ 4-5 แห่งอยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ที่ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วไทย ในหัวข้อ “ทำอย่างไรให้รายย่อยยั่งยืน” โดยชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยไทย มี น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง นักวิชาการอิสระ น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ผู้แทนอธิบดีกรมการค้าภายใน และ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย ดำเนินรายการ การเสวนาเป็นรูปแบบออนไลน์ ซึ่งนอกจากในที่ประชุม ยังมีกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วประเทศร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความเห็นให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนอย่างจริงจัง รวมถึงการหาแนวทางป้องกันในเรื่องของราคาหมู และราคาต้นทุนการเลี้ยงหมูกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยกลุ่มที่ชาวบ้านเรียกว่า โบรกเกอร์หน้าฟาร์ม ก็คือคนที่สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงหมู และเป็นผู้ซื้อขายหมูกับเกษตรกรรายย่อย แต่มีพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบ

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำเสนอว่า การแก้ไขปัญหาหมูเถื่อนนั้น ก่อนรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ได้รับทราบปัญหาและหารือกับ นายอัจฉริยะฯ เกี่ยวกับปัญหาสุกร ยอมรับว่าเรื่องนี้มีผลกระทบสูงและมีเบื้องหลัง การรับเป็นคดีพิเศษ “หมูเถื่อน” ครั้งนี้ถือว่า “ดีเอสไอ” ทำได้เร็วที่สุด เร่งรัดจนสามารถ ยึด อายัด หมูเถื่อนในท่าเรือได้ 161 ตู้ แนวทางการสืบสวน “ดีเอสไอ” รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใครและ ไม่ใช่เฉพาะคนในท่าเรือแหลมฉบับ แต่ยังมีกลุ่มคนที่กำลังทำการขยายผล มีการแจ้งข่าวในเชิงลึกทำให้ทราบว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังกระทำความผิดเป็นบริษัทใหญ่ประมาณ 4 – 5 บริษัท ยืนยันว่าการทำงานจะทำอย่างเต็มที่ และก็ยังคงต้องการข้อมูลในทางลับเพื่อดำเนินการปราบปรามในเรื่องนี้

นายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำเสนอว่า ตนต้องการเรียกร้องให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ใช้กฏหมายจับกุม “โบรกเกอร์” เนื่องจากพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบโดยตรง และนอกจากนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือกับกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และ กรมปศุสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำการจับกุมหมูเถื่อน ที่ท่าเรือแหลมฉบังไปแล้ว 161 ตู้ แต่ยังพบว่ายังมีท่าเรืออื่นที่ยังมีหมูเถื่อนทะลักเข้ามาอีกกว่า หนึ่งพันตู้ ซึ่งเรื่องนี้การแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับ อธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งไม่ให้ความร่วมมือมากนัก

“นอกจากนี้ ปัญหาหมูเถื่อนยังเกิดจากการสำแดงรายการอันเป็นเท็จ ร่วมกันหลายฝ่าย ด้วยวิธีการคีย์ข้อมูล เช่น มีการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน จากประเทศบราซิล ต้นทางรู้ว่าเป็นเนื้อหมูแต่เมื่อมาถึง ประเทศไทย “ชิบปิ้ง” คนคีย์ข้อมูลจะทำการเปลี่ยนประเภทของสินค้า เช่นจากเนื้อหมู ก็จะเป็นปลาเป็นต้น ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศและเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู มีการขายหมูตัดราคา ที่ทำให้ประเทศเสียหายจากปัญหาการลักลอบนำเข้าปีละกว่า 7 หมื่นกว่าล้านบาท การแก้ไขปัญหา จึงต้องพุ่งเป้าไปที่ด่านศุลกากร โดยเฉพาะอธิบดีกรมศุลกากร จะต้องให้ความร่วมมือ” อัจฉริยะ กล่าวฯ

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ การปราบปรามหมูเถื่อนจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน เพราะการลักลอบนำเข้า ทำให้ผู้เลี้ยงหมูในประเทศค่อยๆหมดไป เพราะการนำเข้านั้นไม่ต้องเลี้ยงขายและสามารถขายได้ราคาถูกกว่า ซึ่งที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการปราบปรามจนพบว่า เนื้อหมูเถื่อนนั้น ลักลอบมาในรูปแบบ กองทัพมด ที่มาจากประเทศรัสเซีย และทางเรือ มาจากประเทศบราซิล ในเรื่องราคากรมปศุสัตว์ พยายามรักษาเสถียรภาพราคา ต้องการให้ราคานิ่ง อยู่ได้ทุกคนผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ดังนั้นในกรณี ผู้จับผู้ขาย ที่เรียกว่าขึ้นทะเบียนโบรกเกอร์ จำเป็นที่ต้องขอข้อมูลจากผู้เลี้ยงว่าได้ซื้อขายหมูให้ใครบ้าง จึงจะสามารถทำการติดตามขึ้นทะเบียนได้ เพราะจะต้องพิจารณาไปถึงปริมาณการผลิต ที่ต้องสมดุล โครงสร้างราคาที่เป็นธรรม ตั้งแต่หมูหน้าฟาร์ม ที่ต้องหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย แบ่งออกได้เป็นหลายกรณี ขณะนี้เฉพาะหน้า เป็นปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน มีข้อมูลมาจากเรือประเทศบราซิล และ ในลักษณะกองทัพมดตะเข็บชายแดนของประเทศรัสเซีย กับปัญหาคนส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสุกร นั่นหมายถึง โบรกเกอร์ มีพฤติกรรมกดราคาจนทำให้ผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดทุน ซึ่งชมรมฯ ได้เรียกร้องให้ทำการขึ้นทะเบียน กับอีกหนึ่งปัญหาก็คือในเรื่องของต้นทุนการเลี้ยง

“กรณีนี้ ข้อมูลปี 2565 จาก กรมปศุสัตว์ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งประเทศ จำนวน 149,000 ราย จำนวนประชากรหมูประมาณกว่า 10 ล้านตัว เป็นหมูขุนกว่า 9 ล้านตัว เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงรายย่อย 136,000 ราย คิดเป็นร้อยละเก้าสิบเจ็ด ซึ่งผลกระทบปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ปัญหาโบรกเกอร์เอาเปรียบ และปัญหาต้นทุน จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องแก้ปัญหา”

ดร.ไชยา กล่าวว่า อนาคตจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยมีผู้แทนเกษตรกรรายย่อยเข้ามาร่วมวางแผนแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง ในการปราบปราม ที่ต้องมี กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอัจฉริยะ กรมปศุสัตว์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกำหนดราคาหน้าฟาร์มที่ชัดเจน ที่ทั้งผู้เลี้ยงและผู้ซื้อจะต้องเข้าใจถูกต้องตรงกัน ซึ่งก็ต้องดูช่องทางของ กฏหมายให้ชัดแจ้งต่อไป

– 006