‘ธรรมนัส’หารือแนวทาง ส่งสินค้าเกษตรทางเรือไปจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760378

‘ธรรมนัส’หารือแนวทาง  ส่งสินค้าเกษตรทางเรือไปจีน

‘ธรรมนัส’หารือแนวทาง ส่งสินค้าเกษตรทางเรือไปจีน

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ติดตามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ลงพื้นที่พบปะประชาชนและรับฟังปัญหา โดยมีการพูดคุยประเด็นการค้าชายแดน และยาเสพติด ที่ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย จากนั้นได้พบปะกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อพูดคุยประเด็นการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไร้สัญชาติ ทั้งสิทธิในด้านการศึกษา สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิในที่ดินทำกิน และสิทธิในด้านอื่นๆ

สำหรับการหารือด้านการค้าชายแดน จ.เชียงราย มีการเสนอในเรื่องการขนส่งสินค้าเกษตรผ่านทางท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งปัจจุบันสามารถขนส่งได้เฉพาะสินค้าปศุสัตว์และสินค้าทั่วไปเท่านั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงรับดำเนินการหารือในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าด้านอื่นๆ ได้

ทั้งนี้ จ.เชียงราย มีพื้นที่การเกษตร 3,712,539 ไร่ หรือร้อยละ 50.86 มีครัวเรือนเกษตรกร 174,502 ครัวเรือน มีสินค้าเด่นได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ชา กาแฟ สับปะรดภูแล สับปะรดนางแล ส้มโอเวียงแก่น ปลานิลโคเนื้อ และมีสินค้า GI 7 ชนิด ได้แก่ สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดนางแล กาแฟดอยตุงกาแฟดอยช้าง ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย และข้างก่ำล้านนา

ส่วนข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรของ จ.เชียงราย แบ่งเป็นด้านพืช มีมูลค่าการนำเข้า ปี 2566 (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2566) รวม 9,013,891,211.09 บาท โดยมีสินค้าเกษตร 5 อันดับแรก ได้แก่ เมล็ดข้าวโพด องุ่น ผักกาดขาว ส้ม และผักตระกูลกะหล่ำมีมูลค่าการส่งออก รวม 34,212,798,975.46 บาท สินค้าเกษตร 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ และขนุนขณะที่ข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก ด้านปศุสัตว์ มีมูลค่ารวมการนำเข้า ปี 2566 รวม 61,343,378.01 บาท ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (อาหารสัตว์) โค ขนไก่งวง และมีมูลค่าการ
ส่งออก ปี 2566 รวม 885,071,240 บาท สินค้าเกษตร 5 อันดับแรก ได้แก่ สุกร ซากไก่ โค กระบือ และซากสุกร

ด้านข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก ด้านประมง มีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกด่านสัตว์น้ำปี 2566 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม-31 สิงหาคม 2566) มูลค่ารวม 141,880,449.35 บาท ปริมาณรวม 1,755,434.67 กิโลกรัมโดยมีสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ ปลาแมคเคอเรล บรรจุกระป๋อง ซอสหอยนางรม สาหร่ายทะเลปรุงรสปลาซาร์ดีน บรรจุกระป๋อง และน้ำปลา(ปลากะตัก) และมีสัตว์น้ำส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ ปลาดุก ปลานิล กุ้งก้ามกราม กุ้งขาว และปลาเก๋า/ปลากะรัง

กรมชลฯเก็บน้ำปลายฝน เตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760376

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 45,239 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,825 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯ

ทั้งนี้ จากสถานการณ์เอลนีโญ ที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มส่งผลยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2567 จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก อาจเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และด้านการเกษตรประเภทไม้ยืนต้นเท่านั้น จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 และ 3 มาตรการรองรับสถานการณ์เอลนีโญ ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ขอความร่วมมือเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรก และเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ให้งดทำนาปีต่อเนื่อง ตลอดจนขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด ช่วยกันเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้ให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น

กรมพัฒนาฯชูZeroWaste หมู่บ้านปลอดขยะอินทรีย์ต้นแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760131

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้ขับเคลื่อนงานภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 มิติ โดยปี 2566 ได้ขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านปลอดขยะอินทรีย์ต้นแบบ (Zero Waste Village) เพื่อเป็นต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีลดขยะเศษวัสดุและของเสียในชุมชนให้กลับมาใช้ประโยชน์ ที่มีหมอดินอาสาเป็นประธานกลุ่ม โดยเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตพร้อมทั้งสาธิตการนำขยะและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหมักซึ่งโครงการนี้จะเป็นต้นแบบหมู่บ้านปลอดขยะอินทรีย์ 77 จังหวัด ที่นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ของเหลือจากชุมชน ครัวเรือน ร่วมกับผลิตภัณฑ์สารชีวภาพจากเทคโนโลยี มาหมุนเวียนใช้ผลิตน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยหมักได้ทำให้หมู่บ้านภายใต้โครงการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังสามารถลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้ นอกจากนี้สิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ ยังมีการจัดการขยะพลาสติกในหมู่บ้านต้นแบบเพื่อนำไปรีไซเคิล ถือเป็นการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืนในชุมชนได้ทุกมิติต่อไป

นายปราโมทย์กล่าวอีกว่ามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์การอัจฉริยะทางดิน ขับเคลื่อนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยแบบองค์รวมภายใต้โมเดล BCG โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอาหารให้มีความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลทำให้ภาคการเกษตรมีความมั่นคงทางอาชีพ สร้างความเข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร สามารถผลิตอาหารให้กับประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

รองปลัดฯมอบใบรับรอง การเลี้ยงควายปลักทะเลน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760127

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบใบประกาศรับรอง “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” เป็นพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลกแห่งแรกของประเทศไทย ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง ว่าองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ได้ประกาศให้ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร หรือ GloballyImportant Agricultural Heritage Systems (GIAHS) โดยพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก จนได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำโลก หรือ Ramsar site และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ FAO ในการเป็นมรดกทางการเกษตรที่เน้นการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตรโลก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และพัฒนาเศรษฐกิจ ปกป้องและส่งเสริมการใช้ทางเศรษฐกิจชีวภาพให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่มีความเชื่อมโยงกับควายปลักทะเลน้อย

นายเศรษฐเกียรติ กล่าวอีกว่า พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จะเป็นหมุดหมายระดับโลกที่ร่วมกันทำการศึกษา จัดทำฐานข้อมูล และพัฒนาพื้นที่ โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่าประเทศอื่นๆ ให้ความสำคัญกับพื้นที่ GIAHS เป็นอย่างมาก เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีพื้นที่GIAHS มากถึง 19 แห่ง หรือประเทศญี่ปุ่น ที่มีพื้นที่ GIAHS 15 แห่งยกตัวอย่างพื้นที่ GIAHS ที่เคยสัมผัสมาคือ ไร่ชา จังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีระบบการทำไร่ชาที่เรียกว่า “Chagusaba” (ชากุซาบะ) ซึ่งเป็นการปลูกชาตามวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น โดยใช้วัสดุทางธรรมชาติหมุนเวียนในการปลูกชาโดยมีการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีพืชชนิดอื่นและสัตว์ชนิดอื่นเพิ่มขึ้นในระบบการปลูกชา เป็นต้น

ทั้งนี้ พื้นที่ในประเทศไทยต้องการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางการเกษตรโลก คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 460.64 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีระบบนิเวศสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสังคมสัตว์และสังคมพืชนานาชนิด รวมทั้งเป็นแหล่งประกอบอาชีพหลักและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในพื้นที่โดยเฉพาะอาชีพกสิกรรมแบบดั้งเดิมอย่างการทำนาและเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันควายที่เกษตรกรเลี้ยงในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยเป็นของเกษตรกร ต.ทะเลน้อย ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และของเกษตรกร ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา มีประมาณ 3,500 ตัว

โรงโอ่งเอาใจสายมู จัดปลุกเสกเพิ่มเฮง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760132

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าพิพิธภัณฑ์โอ่งราชบุรี ภายในโรงโอ่งรัตนโกสินทร์ เซรามิกค์ 4 อ.เมือง จ.ราชบุรีนายสุชาติ โฆษบดี เจ้าของโรงโอ่ง พร้อมครอบครัว ได้จัดพิธีพุทธาภิเษก ปลุกเสก “โอ่งลายมังกร”โอ่งคำอวยพรรุ่นเก็บทรัพย์ รุ่นแรก ของทางโรงโอ่ง โดยมีพระครูปิยวัชรวงศ์ (หลวงตาเทพ) เจ้าอาวาสวัดสำมะโรงจังหวัดเพชรบุรี เจ้าตำหรับ “องค์ท้าวเวสสุวรรณไม้จันทน์หอม”หนึ่งเดียวในโลก เป็นประธานในพิธีและนำสวดพุทธาภิเษก โดยใช้พิธีกรรมทางศาสนาพุทธ โดยมีการบวงสรวงอัญเชิญทวยเทพเทวาให้เป็นสักขีพยาน และอำนวยอวยพร เพื่อความเป็นสิริมงคลในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุโอ่งลายมังกร โอ่งคำอวยพรรุ่นเก็บทรัพย์ รุ่นแรก จำนวน 300 ใบ เพื่อให้เกิดความเฮง ปัง โชคดี ร่ำรวย ที่แรก ที่เดียว ในประเทศไทย

นายสุชาติ โฆษบดี เจ้าของโรงโอ่งเปิดเผยว่า การจัดสร้างโอ่งลายมังกร 5 เล็บ ลิ้นยาว จัดสร้าง จำนวน 300 ใบในรุ่นแรกนี้ โดยมีวัตถุประสงค์อยากให้ผู้ที่นำไปตั้งที่บ้าน ห้องนอน หรือ หน้าร้านริมทาง เพื่อให้เกิดความเฮงปัง โชคดี ร่ำรวย และยังเป็นที่แรกในการนำโอ่ง เขียนชื่อลายมงคล อาทิ ข้อความ มั่งมีศรีสุข, เงินทองไหลมา, เฮง เฮง เฮง โดยจะวางจำหน่ายที่โรงโอ่งรัตนโกสินทร์เซรามิกค์ 4 ราชบุรี ขณะที่บรรดาคอหวยต่างพาไปดูตัวเลขจากหางประทัดที่จุดในพิธี ซึ่งได้เลข 3 ตัว 8, 8, 8ซึ่งได้ตรงตามโอ่งมังกร

กรมประมงมุ่งปั้น สัตว์น้ำรวม3ชนิด วัตถุดิบพรีเมียม ขายต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760125

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มีความมุ่งมั่นในการสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวประมง จึงได้สำรวจความต้องการของตลาดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จากทั้งในและต่างประเทศ และดำเนินการคัดเลือกสัตว์น้ำเศรษฐกิจนำร่อง 3 ชนิด ได้แก่ “ปลากะพงทอง ปลิงทะเลปูทะเล” มาดำเนินการส่งเสริมและต่อยอดเป็นวัตถุดิบคุณภาพ สำหรับปรุงเป็นเมนูอาหารที่มีความโดดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์ รสชาติ กลิ่น และสีสัน ซึ่งจะช่วยยกระดับวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ได้ส่งเสริมความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดังกล่าว ให้คำแนะนำและติดตามผลการเลี้ยงอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างผลผลิตให้ได้ปริมาณรองรับความต้องการของตลาด พร้อมผลักดันให้เข้าสู่มาตรฐานเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก นอกจากนี้ ได้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหาร สร้างเมนูอาหารที่ดึงดูดคุณค่าของวัตถุดิบออกมาผ่านเมนูแปลกใหม่เพื่อกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค โดยสัตว์น้ำทั้ง 3 ชนิด มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

นายประพันธ์กล่าวต่อว่า การพัฒนาทักษะในสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพื่อสร้างโอกาสในการขยายช่องทางตลาดใหม่ๆ ให้เกษตรกร เป็นหนึ่งในนโยบายที่กรมประมง ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ยังเป็นการสร้างรายได้เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

‘ธรรมนัส’เร่งแก้ไขน้ำท่วมร้อยเอ็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760128

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจากลำน้ำยัง พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับประชาชน ผู้นำชุมชน กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ที่ค่ายลูกเสือนีโอบ้านเหล่าน้อย ต.วังสามัคคี อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด พร้อมกับตรวจสภาพน้ำท่วมพื้นที่เสลภูมิ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตามที่เกิดสภาวะฝนตกหนักต่อเนื่อง จากอิทธิพลร่องมรสุมกำลังแรง บริเวณต้นลำน้ำยังตอนบน จ.กาฬสินธุ์ ส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำยัง อ.โพนทอง และ อ.เสลภูมิ เพิ่มระดับอย่างรวดเร็วและเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ลุ่ม ทำให้มีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 10 อำเภอ พื้นที่ 28,451 ไร่ ประกอบด้วย อ.เสลภูมิ 24,882 ไร่ อ.โพนทอง 1,596 ไร่ อ.อาจสามารถ 567 ไร่ อ.ทุ่งเขาหลวง 404 ไร่ อ.ธวัชบุรี 256 ไร่ อ.เชียงขวัญ 241 ไร่ อ.จังหาร 172 ไร่ อ.พนมไพร 158 ไร่ อ.เมยวดี 129 ไร่ และ อ.โพธิ์ชัย 46 ไร่ ทั้งนี้ ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ปี 2566 แล้ว 2 อำเภอ ได้แก่ อ.โพนทอง และ อ.เสลภูมิ ประกอบด้วย 8 ตำบล 48 หมู่บ้าน

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า เขต ต.นาแซง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์ชี้แจงสถานการณ์น้ำและจุดติดต่อประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ โครงการชลประทานร้อยเอ็ด ได้นำเครื่องจักร-เครื่องมือ เข้าดำเนินการปิดรูรั่วบริเวณคันพนังกั้นน้ำยัง อีกทั้งยังได้ร่วมกับผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และราษฎรในพื้นที่ ต.วังหลวง อ.เสลภูมิช่วยกันบรรจุกระสอบทราย ประมาณ 1,000 ใบ เพื่อวางเป็นแนวป้องกันน้ำล้นตลิ่งพนังกั้นน้ำยัง และร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำกำลังพลและเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือมอบสิ่งของเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ประสบภัยด้วย

‘ธรรมนัส’เดินสายลุย 3 จังหวัด ติดตามสถานการณ์น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760089

'ธรรมนัส'เดินสายลุย 3 จังหวัด ติดตามสถานการณ์น้ำ

‘ธรรมนัส’เดินสายลุย 3 จังหวัด ติดตามสถานการณ์น้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 22.10 น.

“ธรรมนัส”เดินสายลุย 3 จังหวัด “ลำปาง แพร่ สุโขทัย” ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมแจกถุงยังชีพช่วยประชาชนผู่ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งแจกถุงยังชีพแก่ประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย ณ เทศบาลตำบลแม่ปุ อ.แม่พริก และบ้านต้นธง อ.เมือง จ.ลำปาง

โดย ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า จากการายงานเบื้องต้นจังหวัดลำปาง มีพื้นที่ 7,833,726 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,036,512 ไร่ หรือร้อยละ 13.23 พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรด ส้มเกลี้ยง และยางพารา ซึ่งในช่วง 27 – 30 ก.ย.66 ที่ผ่านมา เกิดในตกหนัก น้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่เกษตร จำนวน 8 อำเภอ 35 ตำบล 144 หมู่บ้าน ปัจจุบันมีการประการเขตภัยพิบัติ จำนวน 5 อำเภอแล้วและในปี 2567 กรมชลประทานมีแผนดำเนินการในการสร้างอ่างเก็บน้ำ จำนวน 2 แห่ง และแก้มลิ้ง 2 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและลุ่มน้ำสาขา อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือทางด้านการเกษตรและบรรเทาอุทกภัย

“สิ่งสำคัญที่ต้องกลับมาคิดคือการแปรรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ที่ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ ได้มอบหมายกรมชลประทานจัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือราษฎรแต่ละพื้นที่ และบูรณาร่วมกับส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งให้จัดทำแผนการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ และในภาพรวมของจังหวัด ตรงไหนที่สามารถเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำได้ให้ดำเนินการทันที. ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแจกถุงยังชีพ ณ อ่างเก็บน้ำแม่แย้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ และประตูระบายน้ำ หาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย ด้วย

– 006

‘ไชยา’ร่วมรับฟังปัญหา เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759648

‘ไชยา’ร่วมรับฟังปัญหา  เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

‘ไชยา’ร่วมรับฟังปัญหา เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รับเรื่อง : นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับข้อเสนอเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมไทย เพื่อลดผลกระทบและความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ผ่านกลไกคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board)

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าตามที่ได้รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมไทยที่เข้าพบในครั้งนี้ จะรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนำเรียน ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ โดยผ่านกลไกคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เพื่อลดผลกระทบและความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย สมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ สมาคมอุตสาหกรรมนมไทย สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนา “ถอดบทเรียนก้าวไปข้างหน้า พัฒนานมโรงเรียน” และสรุปปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นม ดังนี้ 1.ปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโค เพิ่มขึ้น 2.25 บาทต่อกิโลกรัม และผลิตภัณฑ์นม (นมพาณิชย์และนมโรงเรียน) ให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งต้นทุนน้ำนมโคและต้นทุนอื่นๆ ของผู้ประกอบการ 2.สนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมครบ 365 วันถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3

3.การกำหนดประกาศหลักเกณฑ์โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน 4.การกำหนดประกาศหลักเกณฑ์ควรทำประชาพิจารณ์ รับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแบบเปิดเผย และ 5.สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ไทย-ออสซี่ร่วมมือภาคเกษตร-อาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759645

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย ร่วมการประชุมคณะทำงานร่วมความร่วมมือด้านการเกษตรเกษตร ไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 23(The 23rd Meeting of the Thailand–Australia Joint Working Group on Agriculture) ร่วมกับนายแมทธิวโควาล (Mr.Matthew Koval) First Assistant Secretary of the Trade and International Division, Department of Agriculture, Fisheries and Forestry หัวหน้าคณะฝ่ายออสเตรเลีย ที่โรงแรมอมารี พัทยามีวัตถุประสงค์เพื่อหารือการแลกเปลี่ยนนโยบายด้านการเกษตร โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือทางวิชาการในสาขาต่างๆ

ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวได้รับทราบรายงานผลการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-ออสเตรเลียครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2565 ที่กรุงเมลเบิร์น เครือรัฐออสเตรเลีย (The 22nd Meeting of the Thailand-Australia Joint Working Group on Agriculture) และรายงานผลการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร ระหว่าง ไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 19 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2566 (The 19th Meeting of the TAFTA SPS Expert Group)

อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการดำเนินงานของไทยและออสเตรเลียเกี่ยวกับการทำเกษตรยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอภาพรวมการทำเกษตรยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนการดำเนินความร่วมมือด้านเกษตรยั่งยืนของไทยในระดับภูมิภาค นับว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลในครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเนื่องจากเกษตรยั่งยืนเป็นวาระที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพื่อรับมือกับความท้าทายความมั่นคงทางอาหาร ฯลฯ