ชลประทานฯรุดจัดการน้ำที่พิจิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756479

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผอ.โครงการชลประทานพิจิตร กรมชลประทานกล่าวว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม จ.พิจิตร ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ต่ำกว่าตลิ่งราว 8-9 เมตร แม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ฝนตกในพื้นที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยในฝั่งแม่น้ำน่าน มีการรับน้ำที่ระบายมาจากเขื่อนสิริกิติ์ ในอัตราวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)มีอาคารชลประทาน ตลอดลำน้ำ รวม 14 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 2.04 ล้านลบ.ม. ส่วนฝั่งแม่น้ำยม บริหารจัดการด้วยการกักน้ำในลำน้ำแบบขั้นบันไดด้วยฝายไฮโดรลิกพับได้ 1 แห่ง และฝายยาง 2 แห่ง

สำหรับผลการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน 2566 ตั้งแต่ต้นฤดูถึงปัจจุบัน ในส่วนที่โครงการชลประทานพิจิตร รับผิดชอบฝั่งแม่น้ำน่าน จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรไปแล้ว 157.45 ล้านลบ.ม.น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 450,00ลบ.ม.รวมปริมาณน้ำ 157.9 ล้านลบ.ม.โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี รวม 147,842 ไร่ ส่วนฝั่งที่ใช้น้ำจากลุ่มน้ำยม ได้จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร 276.3 ล้านลบ.ม.น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 1 ล้านลบ.ม.รวม 277.3 ล้านลบ.ม.โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี รวม 259,433 ไร่ และในส่วนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเศรษฐี รับผิดชอบ ได้จัดสรรน้ำน้ำเพื่อการเกษตร รวม 611.34 ล้านลบ.ม.
ผลการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานรวม 615,370 ไร่

“ขณะนี้พื้นที่ปลูกข้าวนาปีเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น ไม่มีพื้นที่นาได้รับความเสียหาย พื้นที่ปลูกส้มโอพันธุ์ท่าข่อย และขาวแตงกวา 8,000 ไร่ ได้รับน้ำเพียงพอจากคลองส่งน้ำ C.1 เติบโตตามปกติ ประกอบกับการจัดรอบเวรแบ่งน้ำ อีกทั้งได้ร่วมกับทางจังหวัด พัฒนาบึงสีไฟ ซึ่งปัจจุบันมีน้ำ 11 ล้านลบ.ม. ประชาชนและเกษตรกรที่อาศัยรอบบึงได้ใช้ประโยชน์เต็มที่”นายเอกฉัตร กล่าว

สศก.ทำแผนปฏิบัติการฯ รับมือผลกระทบด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756481

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2566–2570 ว่า ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร จัดทำแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ขึ้น โดย สศก.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมกันยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2566–2570 โดยการสนับสนุนของโครงการ Support Programme on Scaling up Climate Ambition on Land Use and Agriculture through NDCs and NAPs ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ มีวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรไทยมีสมรรถนะและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บนพื้นฐานของสารสนเทศและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย” ประกอบด้วยประเด็นการพัฒนา 5 แนวทาง

ด้าน น.ส.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมถึงแนวทางการพัฒนา ทั้ง 5 ด้าน ว่าได้กำหนดกิจกรรมให้ครอบคลุม อาทิ แนวทางที่ 1 ยกระดับการปรับตัวด้วยเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ แนวทางที่ 2 สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับ NDC และ Long-term Strategies (LTS) สนับสนุนด้านการตลาดสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ แนวทางที่ 3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรและความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มองค์ความรู้และงานวิจัย พัฒนาฐานข้อมูลและถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวทางที่ 4 สร้างความตระหนักรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การ Upskill และ Reskill เกษตรกรให้มีความรู้และได้ทดลองฝึกปฏิบัติจริงเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาและจัดหานักวิจัยรุ่นใหม่ และ แนวทางที่ 5 ยกระดับการบูรณาการกับหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนปรับปรุงและพัฒนากฎระเบียบ กฎหมาย แรงจูงใจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับพฤติกรรม

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ สศก.จะนำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ภายในปีงบประมาณ 2566 ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ รับทราบ จากนั้นจะประกาศใช้ภายในปี 2566 โดยแผนปฏิบัติการฯ ฉบับนี้ เป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุน
เป้าหมาย NDCs ของประเทศ ตามที่ไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26)

‘สกลนคร’แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม‘แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง’ สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756437

'สกลนคร'แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม‘แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง’ สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

‘สกลนคร’แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม‘แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง’ สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.51 น.

“สกลนคร”แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ภาคอีสาน เกษตรกรรวมกลุ่ม”แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง” สร้างรายได้กลุ่มปีละกว่า 10 ล้านบาท

นางสาวอุษา โทณผลิน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตมันฝรั่งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร แหล่งผลิตมันฝรั่งอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชเสริมรายได้จากการทำนาเป็นหลัก จากข้อมูล สศก. ณ เดือนพฤษภาคม 2566 จังหวัดสกลนคร มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่ง 1,783 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 1,431 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.59) เนื่องจากภาครัฐมีโครงการสนับสนุนการปลูกมันฝรั่งหลังฤดูทำนาปี ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาราคาดี เกษตรกรจึงขยายพื้นที่ปลูก พื้นที่ปลูกครอบคลุม 3 อำเภอ ได้แก่ เมือง พังโคน และโคกศรีสุพรรณ ผลผลิตรวม 5,438 ตัน ลดลง จากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 5,930 ตัน (ลดลงร้อยละ 9.11) เนื่องจากมีฝนตกในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงมันฝรั่งลงหัวส่งผลให้หัวมันเน่า

จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 พบว่า กลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง บ้านโคกก่อง ตําบลโคกก่อง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นแปลงใหญ่มันฝรั่งหนึ่งเดียวในจังหวัดสกลนคร เกษตรกรในพื้นที่รวมตัวกันผลิตมันฝรั่งจนประสบผลสำเร็จ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2545 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 97 ราย พื้นที่ปลูกรวม 574 ไร่ โดยมีนายธาตุ คำสงค์ เป็นประธานแปลงใหญ่ ด้านสถานการณ์การผลิตของกลุ่ม เกษตรกรจะปลูกมันฝรั่งเป็นพืชหลังฤดูการทำนาปี ปีละ 1 รอบ ซึ่งในการปลูกมันฝรั่งเกษตรกรจะใช้หัวพันธุ์ในการเพาะปลูกประมาณ 250 – 325 กิโลกรัม/ไร่ ราคาหัวพันธุ์อยู่ที่ 26 – 35 บาท/กิโลกรัม หัวพันธุ์ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ มีระยะเวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน นิยมปลูกช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม สำหรับในปี 2566 กลุ่มแปลงใหญ่ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 23,590 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 3,090 กิโลกรัม/ไร่/ปี รวมผลผลิตทั้งกลุ่ม 1,774 ตัน/ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 41,200 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 17,610 บาท/ไร่/ปี หากคิดเป็นกำไรของทั้งกลุ่มในการผลิตมันฝรั่งอยู่ที่ 10 ล้านบาท/ปี

สถานการณ์การตลาด กลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพาะปลูกมันฝรั่งอย่างยั่งยืนภายใต้สัญญาข้อตกลงซื้อขายผลผลิตมันฝรั่ง โดยทำเกษตรพันธสัญญา (contract farming) กับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งบริษัทมารับผลผลิตทั้งหมดที่ไร่ของเกษตรกร โดยในปี 2566 ราคาประกัน ณ ไร่นา ที่เกษตรกรขายได้ คือ เกษตรกรที่ทำสัญญาและเพาะปลูกช่วงเดือนตุลาคม 2565 ราคาขายจะอยู่ที่ 14 บาท/กิโลกรัม และเกษตรกรที่ทำสัญญา และเพาะปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน ราคาขายจะอยู่ที่ 12.70 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลผลิตที่ออกในช่วงแรกมีปริมาณน้อย ทำให้ราคาสูงเป็นไปตามกลไกตลาด โดยหลังจากที่บริษัทรับซื้อผลผลิตแล้ว ผลผลิตจะถูกส่งไปยังห้องเย็นและโรงงานแปรรูป ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และพระนครศรีอยุธยา เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว

ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อความยั่งยืน จากการที่แปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่องเข้าร่วมโครงการกับบริษัท ทำให้เกษตรกรได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา หัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพสูง เป็นต้น รวมถึงการกำหนดราคารับซื้อที่แน่นอน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตามหลักตลาดนำการผลิต โดยมีโครงการสนับสนุน ได้แก่ การศึกษาการลดต้นทุนปุ๋ยเคมี การศึกษาวิจัยพันธุ์มันฝรั่ง การขยายพื้นที่ปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ และยกร่างการเกษตรพันธสัญญาที่ครอบคลุมและราคาที่เป็นธรรม อีกทั้ง สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนครได้ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้แก่เกษตรกร ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่ฯ เข้าร่วมโครงการ เห็นได้ว่าทั้งภาครัฐและเอกชนมีการส่งเสริมและสนับสนุนตั้งแต่การปลูกจนถึงการตลาด ทำให้เกษตรกร ผู้ปลูกมันฝรั่งเกิดความยั่งยืน

“ในปี 2567 กลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง ตั้งเป้าหมายว่าจะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 600 ไร่ ตามนโยบายบริษัทและความต้องการตลาด อย่างไรก็ตาม ควรมีการเพิ่มองค์ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงเกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ดูแลรักษาคุณภาพของผลผลิตให้มีคุณภาพ และควรเฝ้าระวังโรคของมันฝรั่งที่อาจทำลายผลผลิตให้เสียหาย ได้แก่ โรคใบไหม้ โรคเหี่ยวเขียว โรคเน่า โรคไวรัส และไส้เดือนฝอยรากปมมันฝรั่ง ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจศึกษาดูงานกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่ง โคกก่อง หมู่ 2 บ้านโคกก่อง ตําบลโคกก่อง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ นายธาตุ คำสงค์ ประธานแปลงใหญ่มันฝรั่งโคกก่อง โทร 08 6234 3575 หรือ ติดต่อข้อมูลที่สํานักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร โทร 0 4273 3482″ ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวทิ้งท้าย

– 006

สศก.ร่วมเวที FSMM ณ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงอาหารภูมิภาคเอเปคให้แข็งแกร่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756432

สศก.ร่วมเวที FSMM ณ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงอาหารภูมิภาคเอเปคให้แข็งแกร่ง

สศก.ร่วมเวที FSMM ณ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงอาหารภูมิภาคเอเปคให้แข็งแกร่ง

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.44 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันความร่วมมือนโยบายด้านความมั่นคงอาหารต่อเนื่อง หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลักการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ณ ประจวบคีรีขันธ์ ล่าสุด มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมเวทีประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 8 (Food Security Ministerial Meeting: FSMM) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ณ เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำหรับการเข้าร่วมประชุม FSMM ครั้งนี้ ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี Mr. Thomas J. Vilsack รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบเอกสารหลักการเพื่อการบรรลุความมั่นคงอาหารผ่านระบบการเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเปค ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ

1) ระบบการเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น ควรส่งเสริมการสร้างความมั่นคงอาหาร การรักษาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมวิถีชีวิตที่ยั่งยืน และคำนึงถึงผลประโยชน์ทางสังคมสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและในอนาคต 2) นโยบายเพื่อพัฒนาความยั่งยืนและความยืดหยุ่นในระบบการเกษตรและอาหารที่แตกต่างกัน ควรตอบสนองต่อลักษณะเฉพาะและบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละเศรษฐกิจ 3) การปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรและอาหารของเอเปคไปสู่ความยั่งยืนและความยืดหยุ่น ควรใช้กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายและออกกฎระเบียบที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ปัจจัยเสี่ยง และคำนึงถึงมาตรฐานสากล และ 4) ระบบการค้า พหุภาคี และตลาดที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ เปิดกว้างและยุติธรรม มีความสำคัญต่อความมั่นคงอาหารในระดับภูมิภาคและระดับโลก

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร ครั้งที่ 8 โดยเน้นย้ำการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการภายใต้แผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ ปี พ.ศ.2573 และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนความเชื่อมโยง นวัตกรรม และความยั่งยืนของระบบการเกษตรและอาหาร การสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอาหาร รวมถึงความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง

โอกาสนี้ เลขาธิการ สศก.ได้กล่าวสนับสนุนหลักการเพื่อการบรรลุความมั่นคงอาหารผ่านระบบการเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเปค ซึ่งเน้นความสำคัญของความร่วมมือกัน และการประสานงานกันระหว่างเขตเศรษฐกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายของระบบการเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันในภูมิภาคเอเปค โดยเฉพาะในหลักการที่ 4 ซึ่งไทยสนับสนุนการส่งเสริมบทบาทของระบบการค้าพหุภาคีที่โปร่งใส เปิดกว้างและเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดการค้าที่เสรีและเป็นธรรม สนับสนุนการค้าอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงอาหารในภูมิภาค  ตลอดจนกล่าวสนับสนุนแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร ครั้งที่ 8 ดังกล่าว ซึ่งมีความสอดคล้องกับแถลงการณ์ประธานรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร ครั้งที่ 7 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ที่มุ่งเน้นการยกระดับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี สร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชน ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ส่งเสริมการเข้าถึงตลาด และการอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมเน้นย้ำว่า “ความมั่นคงอาหารเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ และไทยยินดีให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเพื่อให้ความมั่นคงอาหารของโลกเพิ่มขึ้น และสนับสนุนความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นรูปธรรม มุ่งสู่ผลลัพธ์ในการบรรลุด้านความมั่นคงอาหาร”

นอกจากนี้ เลขาธิการ สศก.ยังได้ถูกเชิญให้เป็น Speaker นำเสนอนโยบายด้านเกษตรที่มุ่งเน้นรับมือของภาคเกษตรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างความมั่นคงอาหาร และการส่งเสริมการค้าสินค้าอาหาร โดยเน้นแนวทาง 3 แนวทาง เพื่อรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การลดและป้องกัน การปรับตัว และการใช้เทคโนโลยี เช่น การปลูกป่า การลดการเผา การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การลดการใช้สารเคมี การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ทนแล้งและน้ำท่วม การเลี้ยงปลาในนาข้าว แก้มลิง พยากรณ์ผลผลิต การจัดทำระบบเตือนภัย เป็นต้น โดยในส่วนของนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร ไทยได้จัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัด เพื่อบริหารจัดการความมั่นคงอาหารในระดับพื้นที่ โดยปฏิทินจะแสดงผลความพอเพียงของหมู่โภชนการ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เอ ซี อี เหล็ก แคลเซียม โปตัสเซียม และยังส่งเสริมการสร้างรายได้ของเกษตรกร ด้วยการจำหน่ายเศษวัสดุเหลือใช้เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ หรือไบโอชาร์ ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG อีกทั้งยังสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ความปลอดภัย ตลอดจนส่งเสริมการให้ความรู้ด้านโภชนาการให้กับประชาชน ขณะที่ด้านการส่งเสริมการค้า ไทยพร้อมสนับสนุนหลักการค้าภายใต้ระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก และส่งเสริมการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหารผ่านกรอบการเจรจาเขตการค้าเสรีร่วมกัน

– 006

‘รมว.เกษตรฯ’สั่ง’กรมปศุสัตว์’เตรียมพร้อมฝังทำลายหมูเถื่อน 161 ตู้คอนเทนเนอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756357

'รมว.เกษตรฯ'สั่ง'กรมปศุสัตว์'เตรียมพร้อมฝังทำลายหมูเถื่อน 161 ตู้คอนเทนเนอร์

‘รมว.เกษตรฯ’สั่ง’กรมปศุสัตว์’เตรียมพร้อมฝังทำลายหมูเถื่อน 161 ตู้คอนเทนเนอร์

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.50 น.

“รมว.เกษตรฯ”สั่ง”กรมปศุสัตว์”จัดเตรียมสถานที่ฝังกลบทำลาย”หมูเถื่อน” 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ในคดีที่ดีเอสไอตรวจยึดและเก็บรักษาของกลางไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง “อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยจัดเตรียมสถานที่ไว้ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว หากได้รับมอบของกลางจากดีเอสไอ พร้อมดำเนินการฝังกลบทำลายใน 5 วัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้กรมปศุสัตว์จัดเตรียมพร้อมสถานที่เพื่อฝังกลบทำลายซากสุกรของกลางลักลอบนำเข้าหรือ “หมูเถื่อน” ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ให้พร้อมใช้เป็นที่ฝังกลบทำลายซากชิ้นส่วนหมูเถื่อน จำนวน 161 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักรวม 4,363,118 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้เป็นคดีพิเศษเลขที่ 59 / 2566 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 และอยู่ระหว่างรวบรวมสำนวนและวัตถุพยานให้ครบถ้วน เพื่อรอการส่งมอบของกลางซากชิ้นส่วนสุกรให้กับกรมปศุสัตว์นำไปทำลาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวย้ำว่า การป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นนโยบายหลักเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการปราบปรามการลักลอบนำเข้า “หมูเถื่อน” เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ ปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่ถูกแทรกแซงกลไกลตลาดอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงคุ้มครองผู้บริโภค

สำหรับสถานที่ที่กรมปศุสัตว์รายงานว่า ได้จัดเตรียมไว้คือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การดำเนินการขนย้าย “หมูเถื่อน” 161 ตู้คอนเทนเนอร์มาทำลาย จะมีคณะทำงานเพื่อดำเนินการ ประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดยคณะทำงานจะร่วมกันดำเนินการขนส่งตู้สินค้าโดยรถบรรทุก ซึ่งทุกคันจะต้องผ่านจุดชั่งน้ำหนักศุลกากร ตู้คอนเทนเนอร์มีการติด SEAL ล๊อคทุกตู้เพื่อป้องกันการเปิดตู้ มีการบันทึกน้ำหนักและหมายเลขตู้พร้อมบันทึกวีดีโอไว้เป็นหลักฐาน ขณะเดินทางขนย้าย มีรถตำรวจทางหลวงนำขบวนขนย้ายตู้สินค้าจนถึงสถานที่ฝั่งทำลาย พร้อมส่งมอบหลักฐานและลงนามบันทึกให้กับทีมทำลาย ซึ่งแต่งตั้งโดยกรมปศุสัตว์จนเสร็จสิ้นภารกิจ คาดว่า จะดำเนินการขนย้ายและฝังกลบทำลายแล้วเสร็จภายใน 5 วัน

สำหรับขั้นตอนการฝังทำลาย มีคณะกรรมการทำลายซากสุกร แต่งตั้งโดยกรมปศุสัตว์ ทำหน้าที่จดบันทึกรายละเอียดตู้สินค้าซากสุกร พร้อมตัด SEAL ก่อนนำซากไปฝังทำลาย หลุมฝังซากมีจำนวน 6 หลุม แต่ละหลุมมีความยาว 150 เมตร ความกว้าง 9 เมตร ความลึก 4 เมตร ปูด้วยพลาสติก PE (หนา 0.3 มิลลิเมตร) ทุกหลุมเพื่อป้องกันของเสียจากซากสัตว์ที่อาจปนเปื้อนสู่ธรรมชาติ การฝังซากจะใช้วิธีการยกตู้คอนเทนเนอร์เทซากออกจากตู้ โดยใช้เครนยกหัวท้าย ก่อนฝังซากจะโรยด้วยปูนขาวที่ก้นหลุม เมื่อซากเต็มหลุม พ่นทับด้วยน้ำยา EM และใช้แบคโฮและแทรกเตอร์ฝังดินกลบหลุม โดยทุกหลุมติดตั้งท่อระบายแก๊สจากซากที่เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ โดยวิธีการฝังกลบทำลาย ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์พร้อมรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อกวาดล้างเนื้อหมูผิดกฎหมายที่แทรกซึมอยู่ในประเทศ และกัดกร่อนสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยในวงกว้าง ที่ผ่านมาได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกร ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมศุลกากร และหน่วยงานชายแดน ร่วมกันปราบปรามการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และป้องกันเชื้ออหิวาต์แอฟริกาสุกร หรือ ASF ที่อาจปนเปื้อนมากับชิ้นส่วนสุกร รวมทั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งชิ้นส่วนสุกรที่ลักลอบนำเข้า ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ อาจมีสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดง หรือเชื้อโรคอื่นที่เป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและผู้บริโภค

สำหรับผลการปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายในการลักลอบนําซากสุกร เข้าราชอาณาจักร ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 จนถึงปีงบประมาณ 2566 ของกรมปศุสัตว์ (ล่าสุดวันที่ 1 กันยายน 2566) ทั้งในส่วนของเนื้อสุกร เครื่องใน และชิ้นส่วน รวม 238 คดี จำนวนรวม 1,142,487 กิโลกรัม มูลค่ารวม 190,426,840 บาท มีการทำลายของกลางแล้ว 202 คดี จำนวนรวม 1,049,920 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 175,216,249 บาท

หากประชาชน ต้องการความช่วยเหลือหรือการร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส การกระทำความผิดกฎหมาย ด้านปศุสัตว์ สามารถแจ้งผ่าน application DLD 4.0 แอปฯใช้ง่าย ได้ประโยชน์จริง สามารถโหลดได้ทั้ง Android และ iOS

– 006

เมื่อ ‘น้ำดี ดินฉ่ำ’ ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756306

เมื่อ 'น้ำดี ดินฉ่ำ' ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

เมื่อ ‘น้ำดี ดินฉ่ำ’ ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.59 น.

เมื่อ “น้ำดี ดินฉ่ำ”ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

13 ก.ย.2566 นายณรงค์ ป้องประชานุกูล  หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ จากโครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเชิงพานิชย์ แซมพืชสวน เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างแห้งแล้งขาดแคลนน้ำ พืชสวนที่ปลูกได้รับผลกระทบอย่างมากยืนต้นตายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกษตรกรประสบกับความลำบากในการดำรงชีพ และการประกอบอาชีพ

“พอในพื้นที่มีโครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ก็เริ่มปลูกไม้ผลและได้ผลผลิตดี แต่ต่อมาผลผลิตมีจำนวนมากล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ ก็เลยมองหาอาชีพเสริมด้วยการนำต้นดาหลามาปลูกแซมในสวนผลไม้ ควบคู่กับพันธุ์ไม้ดอกชนิดอื่น ๆ โดยส่งขายที่จังหวัดภูเก็ตให้แก่โรงแรม พอเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทางโรงแรมหลายแห่งไม่รับซื้อเพราะต้องปิดกิจการ ก็หาตลาดใหม่ ๆ ที่ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร ก็มีการสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่อง จวบจนทุกวันนี้ นับว่าเป็นการสั่งซื้อที่ดีมาก ในพื้นที่เกษตรกรจะปลูก ดอกดาหลา 8 สายพันธุ์ ระยะเวลาการปลูกจนถึงตัดดอกขาย ใช้เวลา 1 ปี โดยจะตัดดอกขายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีน้ำมาใช้เพาะปลูกอย่างต่อเนื่องพอเพียงกับความต้องการโดยเฉพาะในหน้าแล้ง จึงทำให้การเพาะปลูกไม้ผล ไม้ดอก ไม่ได้รับผลกระทบ” นายณรงค์ ป้องประชานุกูล  กล่าว

ด้านนายปกิต ทนุผล ประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำบางทรายนวล  โครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เปิดเผยว่า ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำอย่างทั่วถึง มีการวางระบบการจัดการน้ำอย่างเท่าเทียม โดยทุกคนจะรับน้ำจากโครงการฯ มาสำรองไว้ในสระภายในแปลงเพาะปลูกของตนเอง ทำให้พื้นที่มีความชื้นสูง เนื่องจากมีน้ำใต้ดินทำให้รากพืชสามารถเจริญเติบโตได้และนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ การปลูกพืชแซมในแปลงไม้ผลก็จะมีความสมบูรณ์ไปด้วย พืชหลักที่ปลูก อาทิ มังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีความสมบูรณ์เพราะมีน้ำเพียงพอเกิดวงจรการอิงอาศัยระหว่างพืชไม้ยืนต้นกับไม้ดอกที่ปลูกแซม ส่วนช่วงหน้าแล้งทางโครงการจะไม่ส่งน้ำเข้าแปลงเกษตรกร แต่ก็ไม่ขาดแคลนเพราะมีน้ำเก็บสำรองไว้ในสระน้ำภายในแปลงเพาะปลูกของทุกคนแล้ว 

“สิ่งที่เราสำนึกสูงสุดก็คือพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอ่างเก็บน้ำมาให้ใช้อุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนที่นี่ สร้างรายได้สร้างความมั่นคงในการทำกินและดำรงชีพของคนที่นี่มาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี” นายปกิต ทนุผล  กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2527 สรุปความว่า “…ให้กรมชลประทานพิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลปิดกั้นลำน้ำบางทรายนวล ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของคลองชะอุ่น ให้สามารถมีน้ำใช้ทำไร่และทำสวน รวมทั้ง มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี…” ในปี 2529 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงดำเนินงานสนองพระราชดำริ ก่อสร้างเขื่อนดินขนาดความจุประมาณ 2,200,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบความยาวรวม 15,770 เมตร ปัจจุบันยังสามารถใช้การได้ปกติ สามารถส่งน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎรบ้านแสนสุข หมู่ที่ 2 และบ้านทับคริสต์ หมู่ที่ 3 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 235 ครัวเรือน ราษฎร 1,238 คน รวมทั้งส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตร 3,628 ไร่ ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ส่งผลให้ราษฎรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายวิกรม คัยนันทน์ ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และคณะอนุกรรมการฯ ได้เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานโครงการฯ รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานและการบริหารจัดการน้ำของโครงการฯ พร้อมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานขยายผลโครงการฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น และพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ  พร้อมเยี่ยมแปลงไม้ดอกไม้ประดับของราษฎรที่ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกในระบบวนเกษตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากโครงการฯ

เกษตรฯร่วมนิทรรศการ ด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756217

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นผู้แทนเข้าร่วมงาน “ASEAN’S LARGEST EVENT ON ENERGY AND ELECTRIC VEHICLE TECHNOLOGY OF THE YEAR” (นิทรรศการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม ปั๊ม วาล์ว และยานยนต์ไฟฟ้า 2023) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมภายในงาน แบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่ 1.โซนจัดแสดงพิเศษที่รวมสมาคมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คำปรึกษาโดยมีเป้าหมายลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ 2.โซนจัดแสดงยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบขั้นสูงยานยนต์อัจฉริยะ ที่มีการเชื่อมต่อที่ควบคุมโดยระบบอัจฉริยะ 3.โซนจัดแสดงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ โชว์เทคโนโลยี ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และความจุของพลังงานแบตเตอรี่ 4.โซนจัดแสดงนิทรรศการพิเศษที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต้นแบบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยมานำเสนอ 5.โซนที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและหน่วยงานเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำ และ 6.เวทีสำหรับผู้เชี่ยวชาญและบริษัทชั้นนำ ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม

รองปลัดฯประชุมSOM-AMAF สานความร่วมมือเกษตรและป่าไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756213

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย (SOM-AMAF Leader) เข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั้งที่ 22สมัยพิเศษ (Special SOM-22nd AMAF Plus Three) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศญี่ปุ่น (SOM-AJMAF) และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหพันธรัฐรัสเซีย ครั้งที่ 8 (8th ARSOMA) พร้อมด้วยคณะผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบความก้าวหน้าของโครงการความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าของกิจกรรมความร่วมมืออาเซียนบวกสามด้านอาหาร เกษตร ประมง ปศุสัตว์ และป่าไม้ภายใต้ ASEAN Plus Three Cooperation Strategy (APTCS) Framework on Food, Agriculture, and Forestry และรับทราบผลการดำเนินงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR)โดยจีนสนับสนุนเงิน 4,000,000 เหรียญสหรัฐภายใต้ Tier 3 แบ่งเป็น 800,000 เหรียญสหรัฐ ต่อปี (ปี 2566-2570) และญี่ปุ่น บริจาคข้าว 620 ตัน ให้กับโครงการ School Distribution Programme รวมถึงเกาหลีใต้ บริจาคข้าว 2,000 ตัน เข้าระบบข้าวในสต็อกล่วงหน้าปีงบประมาณ 2566 ซึ่งจัดสรรล่วงหน้าให้กับลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ประเทศเมียนมา จะได้รับความช่วยเหลือด้านข้าวเพิ่มเติมอีก 2,500 ตันจากเกาหลีใต้

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงานของสำนักงานเลขานุการระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Information System: AFSIS) ซึ่งเป็นกลไกที่มีความยั่งยืนในการให้ข้อมูลด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนการประชุม SOM-AJMAF ที่ประชุมเห็นชอบร่างแผนความร่วมมือ ASEAN-Japan Midori Cooperation Plan เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน-ญี่ปุ่นในการเสริมสร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ยั่งยืน เน้นการใช้เทคโนโลยีในการทำฟาร์มซึ่งช่วยให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนผ่านนวัตกรรม โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งในการประชุม 8th ARSOMAที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานด้านการเกษตรที่อาเซียนร่วมมือกับรัสเซีย โดยมาเลเซีย เสนอโครงการใหม่ ได้แก่ Technical Workshop on Best Management Practices in Mitigating Soil Degradation in ASEAN Countries and Russia ซึ่งจะหารือคราวต่อไป

สศท.10ชูแปลงใหญ่ ผลิตทุเรียนเขาจ้าว ต้นแบบความสำเร็จ รับประกันมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756211

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ศิริพร จูประจักษ์ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า แปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าวนับเป็นตัวอย่างการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เริ่มรวมกลุ่มเมื่อปี 2560 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 1,030 ไร่ มีเกษตรกรสมาชิก 55 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP 37 ราย และอยู่ระหว่างการขอรับรอง 4 ราย ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่มีการจัดอบรมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อยกระดับการผลิตทุเรียนเข้าระบบเกษตรอินทรีย์ และอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยคาดว่าจะได้ขึ้นทะเบียน GI ภายในปี 2566

สำหรับปี 2566 ผลผลิตทุเรียนเขาจ้าวของแปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าว ทยอยออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน และจะออกต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม ทั้งหมด 350 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากสุดในเดือนกรกฎาคมนี้ (คิดเป็นร้อยละ 44 ของผลผลิตทุเรียนเขาจ้าวทั้งจังหวัด) ด้านภาพรวมสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายในพื้นที่และที่สวนให้กับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 จำหน่ายทางออนไลน์ ได้แก่ Facebook ของกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าว ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com โดยมีการรับประกันคุณภาพ หากทุเรียนเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งหรือทุเรียนไม่ได้คุณภาพ ทางกลุ่มแปลงใหญ่จะเครมให้กับผู้ซื้อทุกราย

ปลัดฯร่วมงานตรานกยูงพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756216

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเปิด “งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ไหมไทยล้ำค่า สายใยแห่งภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย พร้อมผลักดันมาตรฐานไหมไทย มุ่งสร้างชื่อเสียงสู่สากล สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ การจัดแสดงเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานประเภทผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมยกดอกลำพูนผ้าไหมแพรวา ผลงานการประกวดเส้นไหมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2566 ผลงานของกรมหม่อนไหม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ Silk Home จำลองการใช้ชีวิตประจำวันในห้องรูปแบบ Studio คอนโดมิเนียม ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนซึ่งผลิตภัณฑ์ใน Silk Home มีรายละเอียดของสินค้าและช่องทางการจำหน่ายที่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ภายในงาน มีการการันตีคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนมีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ของทูตอัตลักษณ์ไหมไทย ซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ และสวมใส่ผ้าไหมไทยในประเทศต่างๆ รวมทั้งยังประชาสัมพันธ์การสวมใส่ผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก