กรมชลฯวอนใช้น้ำประหยัดรับเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757236

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 41,993 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 34,344 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 10,124 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 14,747 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้มีการทำนาปีทั่วประเทศ ประมาณ 14.96 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวแล้ว 2.90 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาปีไปแล้ว 7.49 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวไปแล้ว 2.53 ล้านไร่ ในส่วนของสถานการณ์ค่าความเค็มใน 4 ลำน้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าสถานการณ์เอลนีโญ ยังคงมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2566 และลากยาวถึงปีหน้า จึงสั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น โดยดำเนินการตาม 5 มาตรการในการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนของกรมชลประทาน ได้แก่ 1.น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคต้องเพียงพอตลอดทั้งปี 2.บริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก 4.กักเก็บน้ำในเขื่อนไว้ให้ได้มากที่สุด และ 5.บริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เพื่อบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรกและเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ งดเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ตลอดจนขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ใช้น้ำอย่างประหยัด การจัดหาแหล่งเก็บกักน้ำหรือสำรองน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคในครัวเรือน

‘เศรษฐเกียรติ’เดินทาง ร่วมหารือทางการซาอุฯ อุตสาหกรรมอินทผลัม พัฒนาตลาด2ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757233

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับนาย Mohammad Bin Fahad Alnuwairan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และคณะเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน National Center for Palms & Dates (NCPD) กระทรวงสิ่งแวดล้อมน้ำ และการเกษตร แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยมี นายดามพ์ บุญธรรมเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด เข้าร่วม ที่สำนักงาน NCPD ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

ทั้งนี้ ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ได้นำเสนอข้อมูลหน่วยงาน NCPD ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมอินทผลัมทั้งระบบของซาอุดีอาระเบียมีการควบคุมมาตรฐานการปลูก โรงงานแปรรูป การขนส่ง การตลาด การขาย และการลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยกตัวอย่างสินค้าที่แปรรูปจากอินทผลัม ได้แก่ เบเกอรี่ แยม ไซรัปนมโปรตีน และโยเกิร์ต เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้เชิญคณะฝ่ายไทยเยี่ยมชมสำนักงาน NCPD เพื่อศึกษาดูงานระบบการทำงานของ NCPD ด้านการทำสื่อโฆษณาและ E-commerce

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้กล่าวแสดงความขอบคุณฝ่ายซาอุดีอาระเบียในการเชิญมาร่วมหารือดังกล่าว และยืนยันความพร้อมของไทยในการให้ความร่วมมือกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อินทผลัมระหว่างกัน พร้อมผลักดันการจัดทำโครงการอบรมแลกเปลี่ยนทักษะความรู้และประสบการณ์ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตอินทผลัมระหว่างสองประเทศ นำไปสู่การพัฒนาตลาดอินทผลัมในระดับสากล โดยฝ่ายซาอุดีอาระเบียได้รับข้อเสนอนี้ไว้พิจารณา และจะแจ้งความคืบหน้าให้ฝ่ายไทยทราบในโอกาสต่อไป

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ติดตาม สถานการณ์น้ำท่วมกาฬสินธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757238

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยในเขตพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยลงพื้นที่ อ.ห้วยผึ้ง และ อ.กุฉินารายณ์ พร้อมด้วยนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.กาฬสินธุ์นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานนายประเสริฐ บุญเรือง สส.กาฬสินธุ์ พร้อมกันนี้ได้มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัย โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงประชาชนและพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม จึงได้กำชับให้ทางกระทรวงเกษตรฯ สั่งหน่วยงานในสังกัดเร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 6 จัดเตรียมเครื่องจักร และเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือระบายน้ำอย่างเร่งด่วน และให้เร่งลดระดับน้ำเพื่อให้สามารถรองรับน้ำที่อาจจะหลากล้นลงมาอีกหากมีปริมาณฝนตกหนักเพิ่มขึ้น โดยให้รายงานสถานการณ์ทุกระยะ และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

‘รมว.ธรรมนัส’หนุนสร้างห้องเย็นเก็บทุเรียน เพิ่มศักยภาพการผลิตกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯบูกิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757176

'รมว.ธรรมนัส'หนุนสร้างห้องเย็นเก็บทุเรียน เพิ่มศักยภาพการผลิตกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯบูกิต

‘รมว.ธรรมนัส’หนุนสร้างห้องเย็นเก็บทุเรียน เพิ่มศักยภาพการผลิตกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯบูกิต

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 22.03 น.

“รมว.ธรรมนัส” หนุนสร้างห้องเย็นเก็บทุเรียน เพิ่มศักยภาพการผลิตกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ บูกิต จ.นราธิวาส พร้อมเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนพื้นที่อุทยานเทือกเขาบูโด

วันนี้ (17 กันยายน 2566) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการบริหารจัดการของศูนย์เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนบริหารห้องเย็นบูกิต และรับฟังปัญหาด้านการเกษตรจากผู้แทนเกษตรกร ณ ศูนย์เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนบริหารห้องเย็นบูกิต ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตทุเรียนกวน ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เป็นแหล่งผลิตทุเรียนกวนที่มีชื่อเสียง มีการแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ สร้างรายได้ให้กับจังหวัดนราธิวาส อย่างไรก็ตาม กลุ่มแปรรูปทุเรียนกวน มีปัญหาด้านการจัดเก็บเนื้อทุเรียน เพื่อยืดอายุของเนื้อทุเรียนในการนำมาแปรรูปเป็นทุเรียนกวนตลอดทั้งปี โดยปัจจุบันมีห้องเย็นจำนวน 5 ห้อง แต่ไม่เพียงพอ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีบริษัท วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรทั่วไปที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเนื้อทุเรียน จำนวน 15 กลุ่ม ปริมาณผลผลิต ทั้งสิ้น 1,465 ตัน ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผลักดันงบประมาณเพื่อนำมาสร้างห้องเย็นอีกหนึ่งห้อง เพิ่มศักยภาพในการผลิตให้กับวิสาหกิจชุมชนฯ

สำหรับปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินบริเวณเทือกเขาบูโด ซึ่งชาวบ้านรอบเทือกเขาบูโดใน 9 อำเภอ ได้รับผลกระทบจากการออก พ.ร.บ.อุทยาน แห่งชาติ ปี 2562 ซึ่งประกาศเป็นเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติทับที่ดินที่ชาวบ้านทำกินอยู่ก่อน ในเรื่องนี้ได้ประสานไปยัง พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเตรียมตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนที่ดินในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสร่วมกัน

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับปัญหาที่ดินทำกิน โดยเน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าทำงานร่วมกันแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนเขตอุทยาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่ถูกต้องตามกฏหมาย และเกิดประโยชน์กับพื้นที่และชุมชน โดยจะต้องมีการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ หากอยู่อาศัยมาก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยาน ก็จะต้องคืนให้กับชาวบ้านโดยออกเป็นโฉนดที่ดิน

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เดินทางพบปะกลุ่มเกษตรกร ณ เทศบาลเมืองตากใบ อำเภอตากใบ ต่อมา เดินทางตรวจติดตามพนังกั้นน้ำมูโนะ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ณ อำเภอสุไหงโก-ลก และตรวจเยี่ยมคลองชลประทาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาน้ำดำจากป่าพรุโต๊ะแดง ณ ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ ก่อนจะเดินทางไปตรวจติดตามผลการดำเนินงาน “ตากใบโมเดล” ณ ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ

– 006

‘สุรเดช’ผลักดันมังคุดคุณภาพภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756707

‘สุรเดช’ผลักดันมังคุดคุณภาพภาคใต้

‘สุรเดช’ผลักดันมังคุดคุณภาพภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร โดยตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่มังคุด หมู่ 6 ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ร่วมแลกเปลี่ยนรับฟังปัญหา โดยมีนายอุดมเกียรติ เกิดสม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสุรเดช กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการผลิตมังคุดที่มีคุณภาพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ต้องให้ความรู้ด้านการผลิตมังคุดคุณภาพ / มังคุดนอกฤดูกาล การจัดการผลผลิต การจัดการศัตรูพืช และการเชื่อมโยงตลาด พร้อมทั้งให้คำแนะนำการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสมแก่เกษตรกร ซึ่งทั้งหมดนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ

ทั้งนี้ ได้บูรณาการทำงานในพื้นที่เพื่อควบคุมคุณภาพของมังคุด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ประชุมวางแผนรวบรวมผลผลิตมังคุดและกระจายผลผลิตมังคุด ปี 2566 เพื่อติดตามสถานการณ์ ทั้ง 11 อำเภอ และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้เกิดการรวมกลุ่ม และการคัดเกรดคุณภาพผลผลิตแล้ว ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพ มีความพร้อมในการรวบรวมผลผลิตคุณภาพเพื่อจำหน่าย 15 กลุ่มอีกทั้งได้สนับสนุนการรับรองมาตรฐาน GAP มังคุดส่งออกของ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันมี 9,603 แปลง พื้นที่ 36,319 ไร่ มีเกษตรแปลงใหญ่มังคุด 36 แปลง

เกษตรฯไฟเขียว แผนงานดิจิทัล พัฒนาศักยภาพ ทันสถานการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756703

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลและกำกับดูแลข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2566 โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการดิจิทัลของกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ.2566-2570 โดยมีวิสัยทัศน์ปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล คือยุคที่การผลิต การบริโภคสินค้า และผลิตภัณฑ์เกษตรของประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม ข้อมูล ทุนมนุษย์ และทรัพยากรอื่นใด

ทั้งนี้ มีเป้าหมาย ดังนี้ 1.กระทรวงเกษตรฯ สามารถเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและมีกระบวนการทำงานที่เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Digital Transformation) 2.ข้อมูลด้านการเกษตรมีความพร้อมใช้งาน น่าเชื่อถือ หน่วยงานในสังกัดสามารถเชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำหรับการบริหารและบริการประชาชน/เกษตรกร/ผู้ประกอบการ) (Data and Data Analytics) 3.ผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและได้รับบริการแบบดิจิทัลที่ตอบสนองต่อความต้องการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและอำนวยความสะดวก(e-Services) และ 4.บุคลากรและเกษตรกรมีทักษะดิจิทัล และเท่าทันสถานการณ์ยุคดิจิทัล (Digital Cultural and Skill) ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ

‘อภัย’ประชุมคกก.วัคซีนฯ พิจารณาใน7ประเด็นสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756705

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 ผ่านระบบ Zoom Meetingโดยมีเรื่องที่สำคัญในที่ประชุม ดังนี้ 1.การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ 2.ความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทย 3.การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

4.แนวทางการดำเนินงานจัดซื้อจัดหาวัคซีนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5.การให้บริการวัคซีนโปลิโอ สูตร 2 IPV + 3 OPV ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 6.ความก้าวหน้าการให้บริการวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) และ 7.การดำเนินงานเครือข่ายความร่วมมือเพื่อความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนแห่งอาเซียน ระหว่างปี 2565-2566

สศก.ตรวจอ่างนฤบดินทรฯ แหล่งน้ำทำเกษตร-ระบบนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756706

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการติดตามผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา (เขื่อนห้วยโสมง)อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2553 ขณะนี้เสร็จสิ้นกว่า 91% คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2567 ลักษณะเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซนมีความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี และลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่ อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีใช้เป็นแหล่งน้ำด้านการอุปโภค-บริโภค และการประปา รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสีย อีกทั้งใช้อ่างเก็บน้ำเป็นแนวกันชนหรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ ลดโอกาสการเกิดไฟไหม้ป่า สศก.โดยศูนย์ประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 พบว่า ในปีเพาะปลูก 2565/2566 (พฤษภาคม 2565 -เมษายน 2566) สามารถจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ถึง 209 ล้านลบ.ม. ส่วนในช่วงฤดูฝนจัดสรรน้ำได้ 5 ล้านลบ.ม. เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ ผลไม้ นาข้าว และบ่อปลา 1,775 ไร่ นอกจากนี้ยังใช้น้ำเพื่อชะลอความเค็มในลุ่มน้ำบางปะกงในช่วงฤดูแล้ง 205 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ โครงการฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ เช่น ผลกระทบจากการขุดและถมพื้นที่เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การสูญเสียพื้นที่ดินและทรัพยากรดินบางส่วนเพื่อใช้ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเดิมของดินในกิจกรรมก่อสร้างโดยเกษตรกรภายใต้แผนดังกล่าว จะได้รับการอบรมถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการผลิตแบบเกษตรผสมผสาน รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเมื่อติดตามผลแต่ละด้าน พบว่าด้านเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตร พร้อมสนับสนุนพันธุ์ไม้ ปุ๋ยคอก และปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชทางเลือกใหม่

ขณะที่กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการป้องกันการเสื่อมโทรมของดินในพื้นที่ชลประทาน โดยส่งเสริมการปรับปรุงดิน และการพัฒนาเกษตรกรด้านการพัฒนาที่ดิน พร้อมสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ กรมประมง ดำเนินการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และการส่งเสริมการเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในช่วงฤดูปลามีไข่ พร้อมสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหาร ส่งผลให้เกษตรกรร้อยละ 23 มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756483

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo  ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) จัดพิธีปิดโครงการการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการจากกระบวนการ Spin-out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-out to Tech Startup) ภายใต้กิจกรรมสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงใหม่ (Chiang Mai Startup Driven Economy) เมื่อวันที่ 12 กันยาน 2566 ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

โดยรับเกียรติจาก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการฯ พร้อมด้วย นางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงาน และกล่าวต้อนรับตามลำดับ นอกจากนี้ในวันเดียวกันยังจัดกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจ “Pitch Demo” รอบรองชนะเลิศ (Final Pitching)นำผู้ประกอบการ 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านคัดเลือกในรอบ Private Pitching ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา แข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อเฟ้นหา 3 ทีมสุดท้าย ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

สำหรับกิจกรรมย่อยที่ 2 การส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business)เพื่อผลักดัน Startup รูปแบบใหม่ เน้นเร่งการเติบโตศักยภาพของธุรกิจแบบก้าวกระโดด โดยนำผู้ประกอบการจำนวน 30 ราย เข้ารับการบ่มเพาะเสริมองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการธุรกิจและเสริมสร้างความสามารถให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 210 วัน ในการเข้าร่วมโครงการ นำมาซึ่งแผนธุรกิจใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดยสมบูรณ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานฯ เผยว่า อุทยานฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและผลักดันศักยภาพของผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย ของอุทยานฯ ที่เป็นหน่วยบ่มเพาะแนวหน้าในการสร้างธุรกิจ ผสานกลไกการเชื่อมโยงการดำเนินงาน พร้อมกับการสร้างระบบนิเวศ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อให้ผู้ประกอบการ Startup ในพื้นที่ภาคเหนือมีธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ด้านนางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า จากการดำเนินโครงการดังกล่าวได้เร่งการเติบโตและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านแนวทางการบ่มเพาะองค์ความรู้ที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดพร้อมเพิ่มโอกาสในการลงทุนกับนักลงทุนขนาดใหญ่ (Venture Capital) ซึ่งโครงการการส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business) ได้คาดการณ์ยอดขายในระยะเวลา 5 ปี จะมีแนวโน้มเติบโตถึง 50 ล้านบาท จากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้เกียรติเป็นผู้มอบโล่รางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ (Final Pitching) พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย และฝากข้อคิดให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ให้นำองค์ความรู้ที่ได้ร่วมบูรณาการกับผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้นำไปปรับใช้ต่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และในนามจังหวัดเชียงใหม่ขอขอบคุณอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ร่วมบูรณาการองค์ความรู้พัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมโยงจากทุกภาคส่วน

และปิดท้ายด้วยการสรุปการแข่งขันการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ในรอบชิงชนะเลิศ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผู้ประกอบจาก บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บริษัท ทรี นัมเบอร์ไนน์จำกัดและรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 บริษัท ดราก้อน ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด พร้อมกันนี้ได้มอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย

กรมพัฒนาฯรุดจัดงาน ประชุมวิชาการโชว์นวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756478

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนนักวิชาการและนักวิจัยได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และพืชในพื้นที่ที่มีปัญหา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและและผลผลิตทางการเกษตร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดการองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติในการเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจัดประชุมวิชาการประจำปี 2566ภายใต้หัวข้อ “ฟื้นฟูปฐพี สร้างสรรค์ดินดีด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”ที่โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการและนักวิจัยได้เผยแพร่ผลงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความคิดเห็น และ ประสบการณ์ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานในการแก้ปัญหาและจัดการทรัพยากรดินและที่ดินในพื้นที่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านการพัฒนาที่ดินที่สอดคล้องตามแผนปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมกรมพัฒนาที่ดิน ให้สามารถแก้ไขและจัดการดินที่มีปัญหาด้านต่างๆ ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามสาขาวิชาการ 7 สาขา ได้แก่ 1.สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำ 2.สาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน 3.สาขาจัดการดินปัญหา 4.สาขาปรับปรุงบำรุงดิน 5.สาขาจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดิน/ที่ดินและการประยุกต์ใช้ 6.สาขาวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และ 7.สาขานโยบาย เศรษฐสังคม และการบริหารจัดการภาครัฐ นอกจากนี้ จะมีการเสวนาวิชาการและบรรยายพิเศษจากผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้ทรงคุณวุฒิและหมอดินอาสา