‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758053

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.27 น.

‘ธรรมนัส’ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ พบ 18 จังหวัดยังประสบ‘อุทกภัย’

21 กันยายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่ำกว่าปกติ เนื่องจากสถานการณ์เอลนีโญ ประกอบกับช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2566 นั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเป็นห่วงประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จึงได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่และทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรในวงกว้าง จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่น ๆ ตั้งแต่การป้องกัน การเผชิญกับสถานการณ์ และการแก้ไขฟื้นฟูตามนโยบายที่ได้มอบไว้ โดยได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 21 ก.ย. 2566) มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 18 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครพนม จันทบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และอ่างทอง ซึ่งกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 4 ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง บริเวณชุมชนหมู่ 1 ตำบลปากแควและสะพานพระร่วง แม่น้ำยมฝั่งซ้ายในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย ด้วย

พิพิธภัณฑ์เกษตรดันต่อยอด นวัตกรรมเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757989

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสำเภาว์ งามเชย รองผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝ่ายพัฒนา ร่วมกับผู้บริหารและภาคีความร่วมมือ เปิดโครงการ 14 ปี พกฉ. “ส่งสุขปันความรู้ ต่อยอด นวัตกรรมเกษตรพอเพียง” ประจำปี 2566 สนับสนุนชุดส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียน สถานศึกษา กว่า
30 แห่ง จากทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 14 ปี สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ได้จัดโครงการ 14 ปี พกฉ. “ส่งสุข ปันความรู้ต่อยอด นวัตกรรมเกษตรพอเพียง” ประจำปี 2566 เพื่อส่งต่อความรู้สู่อาชีพ โดยการจัดทำชุดส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย อุปกรณ์ปลูกผักแนวตั้ง ชุดเพาะเห็ดฟางในตะกร้า หนังสือองค์ความรู้ด้านการเกษตร มอบให้กับโรงเรียน สถานศึกษา นำไปใช้ประโยชน์เสริมสร้างทักษะพื้นฐาน ต่อยอดการเรียนรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง แก่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ในการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีผู้แทนจากโรงเรียน สถานศึกษากว่า 30 แห่งเข้าร่วมรับมอบในครั้งนี้

ทางด้านนางสาวสำเภาว์ ได้เปิดเผยว่า “ในโอกาสครบรอบ 14 ปี ของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เรามุ่งมั่นสู่การสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธาน ด้านการเกษตร สู่สังคม การจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในการร่วมสนับสนุนการจัดหาทุน และอุปกรณ์การเรียนรู้ในการส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพึ่งพาตนเองต่อยอดทักษะสู่การสร้างอาชีพด้านการเกษตรต่อไป”

กรมชลฯช่วยเมืองคอน แก้ปัญหาน้ำ-ClimateChange

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757983

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเสกสรร ทรัพย์เจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังตอนบน กรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์เอลนีโญ ทำให้ปริมาณฝนตกน้อยกว่า ค่าปกติ โดยเฉพาะที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ปริมาณฝนตกสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเพียง 776 มิลลิเมตร (มม.) จากปริมาณฝนสะสมปกติเฉลี่ย2,200 มม.ต่อปี ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่โดยเฉพาะนาข้าว และพืชสวน เช่น เงาะ มังคุด ในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งกรมชลประทาน ได้เข้าแก้ไขสถานการณ์ โดยนำรถแบ๊กโฮบูมยาวเข้าขุดลอกคลองแหลม ความกว้าง 10-12 เมตร ระยะทางยาว 2 กิโลเมตร พร้อมกำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำรวม 1,200 ตัน ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่ม รับน้ำต้นทุนจากคลองชะอวด-แพรกเมืองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ในระดับต่ำกว่าพื้นที่การเกษตร จะต้องใช้เครื่องสูบน้ำหรือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อสูบน้ำส่งเข้าพื้นที่เกษตรผ่านคลองส่งน้ำและเหมืองน้ำที่ไหลผ่านคลองแหลมเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตร ช่วยบรรเทาภัยแล้งให้นาข้าวรวม 33,000ไร่ ใน ต.แหลม ต.เขาพันไกล ต.รามแก้ว ต.ควนชลิต อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และสวนผลไม้อีก 30,000ไร่ รวมพื้นที่ได้รับการช่วยเหลือกว่า 63,000 ไร่

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ขณะนี้ปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อยแต่ไม่กระทบกับน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยในพื้นที่ต้นน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส มีปริมาณน้ำใช้การ 32 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณเก็บกัก พื้นที่ส่วนกลางน้ำคือ คลองชะอวด-แพรกเมืองฯ ปริมาณน้ำ 12 ล้าน ลบ.ม. จากความจุ 15 ล้าน ลบ.ม.ระดับน้ำอยู่ที่ -0.72 รทก.ต่ำกว่าตลิ่ง 60 เซนติเมตร กรมชลประทาน จึงลงพื้นที่สร้างการรับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน ให้งดปลูกข้าวรอบ 2 ส่วนผู้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น หากต้องการขอสนับสนุนน้ำ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือต่างๆ ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนชลประทาน 1460 เฟซบุ๊กโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังตอนบน หรือขอสนับสนุนผ่าน อบต.คาดว่าสามารถป้องกันและบรรเทาภัยความเสียหายให้ภาคเกษตรก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ในเดือนตุลาคมนี้ อย่างแน่นอน” นายเสกสรร กล่าว

อย่างไรก็ดี เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดังกล่าวอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) กรมชลประทาน ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการขุดแก้มลิงทุ่งทรัพย์ ความจุ 8 ล้าน ลบ.ม.และในปี 2567 มีแผนเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอีก 6 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ 4 ตำบลของ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการปรับปรุง ซ่อมแซมเครื่องกว้านบานระบายโครงการท่อระบายน้ำบ้านควนโถ๊ะ โครงการท่อระบายน้ำบ้านนาโพธิ์ โครงการท่อระบายน้ำบ้านแหลม โครงการท่อระบายน้ำบ้านหัวคลองแหลม และโครงการท่อระบายน้ำบ้านทองจันทร์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เกษตรกรและประชาชนว่าจะได้รับน้ำอย่างทั่วถึงตลอดทั้งปี

‘อภัย’รุดติดตาม การปลูกมันฝรั่ง จับมือภาคเอกชน เน้นเพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757981

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมการข้าว กรมชลประทาน และภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจพื้นที่เพิ่มเติม ปรากฏว่ามีผู้สนใจ 337 ราย 2,314 ไร่ จากพื้นที่ 7 จังหวัด และเตรียมสร้างแปลงส่งเสริมการเรียนรู้ใน 6 จังหวัด 4 ไร่ ซึ่งจะมีการใช้ระบบน้ำหยดในการปลูกมันฝรั่งจังหวัดละ 1 จุด เป็นการนำร่อง รวมถึงรับทราบแบบจำลองการดำเนินโครงการผลิตมันฝรั่งตลอดช่วงฤดูกาลผลิตในระยะ 1 ปี โดยเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ได้ทำการปลูกมันฝรั่ง เดือนมกราคม-มีนาคม 2565 เก็บเกี่ยวมันฝรั่ง เดือนเมษายน-กรกฎาคม 2565 ทำการปลูกข้าวโพดหวาน หรือข้าวนาปรัง และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ในส่วนเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2565 ปลูกข้าวเหนียวนาปี และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียน 3 ชนิดใน 1 ปี สามารถสร้างกำไรได้ 11,603.84 บาท/ไร่ รวมถึงมีการเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกมันฝรั่งแบบทั่วไปจะได้กำไร 1,880.12 บาท/ไร่ และแบบระบบน้ำหยดสามารถสร้างกำไรได้ถึง 9,850.13 บาท/ไร่ กรณีศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่ง จ.เชียงราย

‘รมช.เกษตรฯ’พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757881

'รมช.เกษตรฯ'พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

‘รมช.เกษตรฯ’พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.35 น.

“รมช.เกษตรฯ”พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ซื้อผู้ขายหมูหรือโบรกเกอร์ อนาคตต้องขึ้นทะเบียนป้องกันการเอาเปรียบหน้าฟาร์ม ขณะที่ปัญหากองทัพหมูเถื่อนทะลักทั้งมาทางเรือและกองทัพมด พร้อมจับมือ กระทรวงพาณิชย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ปราบปรามทั่วไทย ขณะที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุคดีหมูเถื่อนมีบริษัทยักษ์ใหญ่ 4-5 แห่งอยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ที่ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วไทย ในหัวข้อ “ทำอย่างไรให้รายย่อยยั่งยืน” โดยชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยไทย มี น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง นักวิชาการอิสระ น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ผู้แทนอธิบดีกรมการค้าภายใน และ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย ดำเนินรายการ การเสวนาเป็นรูปแบบออนไลน์ ซึ่งนอกจากในที่ประชุม ยังมีกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วประเทศร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความเห็นให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนอย่างจริงจัง รวมถึงการหาแนวทางป้องกันในเรื่องของราคาหมู และราคาต้นทุนการเลี้ยงหมูกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยกลุ่มที่ชาวบ้านเรียกว่า โบรกเกอร์หน้าฟาร์ม ก็คือคนที่สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงหมู และเป็นผู้ซื้อขายหมูกับเกษตรกรรายย่อย แต่มีพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบ

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำเสนอว่า การแก้ไขปัญหาหมูเถื่อนนั้น ก่อนรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ได้รับทราบปัญหาและหารือกับ นายอัจฉริยะฯ เกี่ยวกับปัญหาสุกร ยอมรับว่าเรื่องนี้มีผลกระทบสูงและมีเบื้องหลัง การรับเป็นคดีพิเศษ “หมูเถื่อน” ครั้งนี้ถือว่า “ดีเอสไอ” ทำได้เร็วที่สุด เร่งรัดจนสามารถ ยึด อายัด หมูเถื่อนในท่าเรือได้ 161 ตู้ แนวทางการสืบสวน “ดีเอสไอ” รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใครและ ไม่ใช่เฉพาะคนในท่าเรือแหลมฉบับ แต่ยังมีกลุ่มคนที่กำลังทำการขยายผล มีการแจ้งข่าวในเชิงลึกทำให้ทราบว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังกระทำความผิดเป็นบริษัทใหญ่ประมาณ 4 – 5 บริษัท ยืนยันว่าการทำงานจะทำอย่างเต็มที่ และก็ยังคงต้องการข้อมูลในทางลับเพื่อดำเนินการปราบปรามในเรื่องนี้

นายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำเสนอว่า ตนต้องการเรียกร้องให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ใช้กฏหมายจับกุม “โบรกเกอร์” เนื่องจากพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบโดยตรง และนอกจากนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือกับกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และ กรมปศุสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำการจับกุมหมูเถื่อน ที่ท่าเรือแหลมฉบังไปแล้ว 161 ตู้ แต่ยังพบว่ายังมีท่าเรืออื่นที่ยังมีหมูเถื่อนทะลักเข้ามาอีกกว่า หนึ่งพันตู้ ซึ่งเรื่องนี้การแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับ อธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งไม่ให้ความร่วมมือมากนัก

“นอกจากนี้ ปัญหาหมูเถื่อนยังเกิดจากการสำแดงรายการอันเป็นเท็จ ร่วมกันหลายฝ่าย ด้วยวิธีการคีย์ข้อมูล เช่น มีการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน จากประเทศบราซิล ต้นทางรู้ว่าเป็นเนื้อหมูแต่เมื่อมาถึง ประเทศไทย “ชิบปิ้ง” คนคีย์ข้อมูลจะทำการเปลี่ยนประเภทของสินค้า เช่นจากเนื้อหมู ก็จะเป็นปลาเป็นต้น ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศและเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู มีการขายหมูตัดราคา ที่ทำให้ประเทศเสียหายจากปัญหาการลักลอบนำเข้าปีละกว่า 7 หมื่นกว่าล้านบาท การแก้ไขปัญหา จึงต้องพุ่งเป้าไปที่ด่านศุลกากร โดยเฉพาะอธิบดีกรมศุลกากร จะต้องให้ความร่วมมือ” อัจฉริยะ กล่าวฯ

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ การปราบปรามหมูเถื่อนจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน เพราะการลักลอบนำเข้า ทำให้ผู้เลี้ยงหมูในประเทศค่อยๆหมดไป เพราะการนำเข้านั้นไม่ต้องเลี้ยงขายและสามารถขายได้ราคาถูกกว่า ซึ่งที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการปราบปรามจนพบว่า เนื้อหมูเถื่อนนั้น ลักลอบมาในรูปแบบ กองทัพมด ที่มาจากประเทศรัสเซีย และทางเรือ มาจากประเทศบราซิล ในเรื่องราคากรมปศุสัตว์ พยายามรักษาเสถียรภาพราคา ต้องการให้ราคานิ่ง อยู่ได้ทุกคนผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ดังนั้นในกรณี ผู้จับผู้ขาย ที่เรียกว่าขึ้นทะเบียนโบรกเกอร์ จำเป็นที่ต้องขอข้อมูลจากผู้เลี้ยงว่าได้ซื้อขายหมูให้ใครบ้าง จึงจะสามารถทำการติดตามขึ้นทะเบียนได้ เพราะจะต้องพิจารณาไปถึงปริมาณการผลิต ที่ต้องสมดุล โครงสร้างราคาที่เป็นธรรม ตั้งแต่หมูหน้าฟาร์ม ที่ต้องหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย แบ่งออกได้เป็นหลายกรณี ขณะนี้เฉพาะหน้า เป็นปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน มีข้อมูลมาจากเรือประเทศบราซิล และ ในลักษณะกองทัพมดตะเข็บชายแดนของประเทศรัสเซีย กับปัญหาคนส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสุกร นั่นหมายถึง โบรกเกอร์ มีพฤติกรรมกดราคาจนทำให้ผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดทุน ซึ่งชมรมฯ ได้เรียกร้องให้ทำการขึ้นทะเบียน กับอีกหนึ่งปัญหาก็คือในเรื่องของต้นทุนการเลี้ยง

“กรณีนี้ ข้อมูลปี 2565 จาก กรมปศุสัตว์ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งประเทศ จำนวน 149,000 ราย จำนวนประชากรหมูประมาณกว่า 10 ล้านตัว เป็นหมูขุนกว่า 9 ล้านตัว เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงรายย่อย 136,000 ราย คิดเป็นร้อยละเก้าสิบเจ็ด ซึ่งผลกระทบปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ปัญหาโบรกเกอร์เอาเปรียบ และปัญหาต้นทุน จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องแก้ปัญหา”

ดร.ไชยา กล่าวว่า อนาคตจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยมีผู้แทนเกษตรกรรายย่อยเข้ามาร่วมวางแผนแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง ในการปราบปราม ที่ต้องมี กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอัจฉริยะ กรมปศุสัตว์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกำหนดราคาหน้าฟาร์มที่ชัดเจน ที่ทั้งผู้เลี้ยงและผู้ซื้อจะต้องเข้าใจถูกต้องตรงกัน ซึ่งก็ต้องดูช่องทางของ กฏหมายให้ชัดแจ้งต่อไป

– 006

สั่งรื้อ’พิกบอร์ด’ ‘ธรรมนัส’กำชับสางปัญหาปม’หมูเถื่อน’ทะลักเข้าไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757826

สั่งรื้อ'พิกบอร์ด' 'ธรรมนัส'กำชับสางปัญหาปม'หมูเถื่อน'ทะลักเข้าไทย

สั่งรื้อ’พิกบอร์ด’ ‘ธรรมนัส’กำชับสางปัญหาปม’หมูเถื่อน’ทะลักเข้าไทย

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.25 น.

“ธรรมนัส”สั่งตั้งคณะกรรมการปราบปราบลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งระบบ พร้อมสั่งรื้อ”พิกบอร์ด”ให้มีตัวแทนผู้เลี้ยงหมูรายย่อยเป็นกรรมการ กำชับสางปัญหาปม”หมูเถื่อน”ทะลักเข้าไทย ประสาน”DSI”ทำลายล็อตแรกสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย เพื่อหารือปัญหาราคาสุกรตกต่ำ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเข้าใจในเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเป็นอย่างดี เพราะสมัยเด็กที่ต้องย้ายไปอยู่ที่ใต้ วัยเด็กเคยเลี้ยงสุกรมาก่อนที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ระหว่างติดตามพ่อไปรับราชการในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสุกรกว่า 2 แสนครอบครัว ที่กำลังประสบปัญหา และเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนที่นำมาจำหน่ายในราคาต่ำ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ โดยในวันนี้ตนจะลงนามคำสั่งในการแต่งตั้งคณะกรรมการปราบปรามการลักลอบ นำเข้า สินค้าเกษตร ทั้งระบบ และจะให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 2 ท่าน เป็นรองประธาน รวมทั้งอธิบดีที่เกี่ยวข้องของแต่ละกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เข้ามามีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าภายใต้การกำกับดูแลของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พี่น้องเกษตรกรจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนั้น ยังมอบหมายให้ นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ เข้าไปดำเนินการ กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ เข้าไปดำเนินการกำชับอธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้เร่งรัดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้า พร้อมรับฟังปัญหาจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาโดยรวมต่อไป ส่วนที่มีการยึดอายัดเนื้อสุกรเถื่อนไว้จำนวน 161 ตู้ ในขณะนี้ได้ให้กรมปศุสัตว์ ประสานดีเอสไอ ที่นำเนื้อสุกรทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ไปทำลาย โดยคาดว่าจะสามารถทำลายได้ทั้งหมดภายในสัปดาห์หน้า

“ผมยืนยัน รัฐบาลชุดนี้มีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมได้ขอให้รัฐมนตรีไชยา ที่กำกับกับดูแลกรมปศุสัตว์ ไปดูอธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้แก้ปัญหาหมูเถื่อนให้ดี หากไม่ดีให้บอก รมช.ไชยา จัดการแก้ปัญหาให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็บอกผม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว และว่า นอกจากนั้นยังมีการสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) ชุดใหม่ โดยมีตัวแทนเกษตรรายย่อย เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรผู้เลี้ยงสุกรด้วย

ท่าเรือแหลมฉบังมอบทุน ให้แก่เยาวชนรอบท่าเรือ เพื่อพัฒนาคนดีลูกน้ำเค็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757731

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องแตรทอง 1 ศูนย์สวัสดิการท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายวีระยุทธ์ สว่างแจ้งรองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประธานในพิธีมอบเงินสนับสนุนโครงการมอบโอกาสทางการศึกษาพัฒนาคนดีลูกน้ำเค็ม ประจำปี งบประมาณ 2566 โดยมี นายสันติ ศิริตันหยงรองนายกเทศบาลนครแหลมฉบัง นางสิริมา กีรตยาคมนักบริหาร 14 ประจำผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหาร คณะกรรมการชุมชน และเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุนเข้าร่วมพิธี โดย นายวีระยุทธ์ กล่าวว่าโครงการมอบโอกาสทางการศึกษาพัฒนาคนดีลูกน้ำเค็มประจำปี งบประมาณ 2566 ได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 7 แล้ว โดยโครงการนี้ ดำเนินงานภายใต้คณะอนุกรรมการพัฒนาชุมชน และสังคมรอบท่าเรือแหลมฉบัง ประกอบด้วย ภาคประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา และโครงการนี้นับเป็นหนึ่ง ในโครงการที่กำหนดไว้ในกรอบการดำเนินกิจกรรมด้านโครงการสวัสดิการสังคมและคุณภาพชีวิต โดยท่าเรือแหลมฉบัง เล็งเห็นถึงการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ขาดแคลนปัจจัยด้านการศึกษาและปัจจัยด้านการดำรงชีวิต ให้เยาวชนเหล่านั้น ได้รับโอกาสทางการศึกษา รวมถึงยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระการเงินให้ครอบครัว และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้ดีขึ้น โดยการคัดเลือกจากคณะกรรมการในชุมชน จำนวน 39 ชุมชน เพื่อเป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เยาวชนในชุมชน ชุมชนละ 5 คน

ระยองชวนเที่ยวงานถนนท่องเที่ยว ชมชิมช้อป อาหารถิ่นชาวเลของแท้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757728

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาระยอง อ.เมือง จ.ระยอง ว่าที่ ร.ต.พิรุณ เหมะรักษ์ รอง ผวจ.ระยองนายไชยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส นายสนาน เพชร์ฉ่ำ รองนายกเทศมนตรีตำบลแกลงกะเฉด นางสุวรรณาโดตี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และนางกัญญ์ชลา สุขิตรกุล ท่องเที่ยว และกีฬาจังหวัดระยอง ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ถนนท่องเที่ยว วิถีชาวเล” ภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ปี 2566  

ภายในงานแถลงข่าวมีการแสดงจากกลุ่มผู้สูงอายุ ได้มาแสดงวิถีชาวบ้านริมปากน้ำประแสทั้งหว่านแห ลากอวน ในระหว่างการแสดงลากอวน เป็นที่ชื่นชอบแก่คนดูเป็นอย่างมากจนอดใจไม่ไหวต้องโยนทิปลงไปในอวน ช่วยกันเก็บไม่หวาดไม่ไหว บางคนก็อดใจไม่ไหวต้องขึ้นเวทีไปเต้นกับบรรดายายๆ อย่างสนุกสนาน โดยจัดขึ้น  2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ ที่บริเวณชายหาดสวนสน อ.เมือง จ.ระยอง ภายใต้ชื่องาน“ชมวิวสวนสน ยลวิถี ชาวเล” และครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ต.ค.นี้ ที่บริเวณอนุสรณ์เรือหลวงประแส อ.แกลง จ.ระยอง ในงานมีร้านอาหารถิ่น อาหารทะเล สินค้าชุมชน 100 ร้านค้ามาจำหน่าย มีช่วงสินค้านาทีทอง สินค้าราคาพิเศษ กิจกรรมสาธิตการทำอาหารทะเล การสาธิตวิถีชาวเล กิจกรรมเพ้นท์หน้า โดยผู้มาร่วมงานที่แต่งกายแบบชาวเล ลุ้นรับกิฟท์วอยเชอร์ มูลค่า 100 บาท 50 รางวัล เพื่อนำมาช้อป ชิมในร้านค้าที่มาจำหน่ายในงาน นอกจากนี้ในงานยังมีการประกวดค้นหาหนุ่มสาวชาวเล และมีคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง เบล-วริศรา เอิ๊ต-ภัทรวี ตรี-ชัยณรงค์ และเต๋า-ภูศิลป

สทนช.ถก6ชาติลุ่มน้ำโขง เน้นย้ำร่วมฝ่าวิกฤตโลกร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757727

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมการประชุมความร่วมมือทรัพยากรน้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 และประชุมคณะทำงานร่วมพิเศษว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำโขง-ล้านช้าง และคณะกรรมการร่วมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับผู้แทนประเทศสมาชิกภายใต้กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยี นำเสนอผลลัพธ์ของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่น้ำโขง-ล้านช้าง และรายงานความก้าวหน้าแลกเปลี่ยนแนวคิด รวมถึงให้นโยบายแนวทางกรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้าง สาขาทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ ภายใต้ธีมงาน “การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อรับรองความมั่นคงทางน้ำ”

“การประชุมครั้งนี้ไทยเน้นย้ำถึงความร่วมมือกันระหว่างประเทศสมาชิกในการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ผ่านกลไกต่างๆ ที่มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชน องค์กรภาคประชาชน สตรีและเยาวชน เพื่อให้สามารถผ่านสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นภัยจากน้ำท่วม ภัยแล้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนและความต้องการของน้ำที่เพิ่มขึ้น” ดร.สุรสีห์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ภายใต้การประชุมดังกล่าวยังได้มีการประชุมเชิงวิชาการ โดยผู้แทนฝ่ายไทย มีการเสนอแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยภายใต้แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ที่ปรับปรุงใหม่ มุ่งส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับน้ำในวาระสหประชาชาติปี 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงกลไกความร่วมมือกับต่างประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมาก รวมถึงยังได้เข้าร่วมประชุมวิสามัญครั้งที่ 1 ระหว่างคณะกรรมการภายใต้กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง (MRC JC)กับกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง (MLC JWG) เพื่อรับทราบผลของการศึกษาร่วมภายใต้โครงการ “การศึกษาร่วมเรื่องรูปแบบการเปลี่ยนแปลงสภาพอุทกวิทยาของลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงและกลยุทธ์การปรับตัว” ที่ต้องการให้ประเทศสมาชิกทราบสาเหตุของการไหลของแม่น้ำโขงที่เปลี่ยนไปจากอดีต พร้อมให้แนวทางการดำเนินงานในระยะที่ 2 เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการเตือนภัยและการวางแผนการใช้น้ำร่วมกันได้ ตลอดจนได้รับทราบนโยบายของการทำงานร่วมระหว่าง MRC และ MLC ในโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่พะเยาลุยงานทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757724

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.พะเยาเป็นประธานการประชุมแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาและบริหารจัดการกว๊านพะเยา ที่ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง โดยมี ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ โรจนโสทรผวจ.พะเยา กล่าวต้อนรับ รวมทั้งนายอัครา พรหมเผ่า นายก อบจ.พะเยา นางสุมิตรา กัณฑมิตร นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ให้การต้อนรับกว่า 1,300 คน

“ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน เกษตรกร ที่ได้ให้กำลังใจ ได้เตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทันที เพราะปัญหาของพี่น้องเกษตรกรสะสมมานาน จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข โดยนโยบายที่จะขับเคลื่อนเร่งด่วน อาทิ การพักหนี้เกษตรกร การยกระดับแปลงใหญ่ การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายฯ (IUU) การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) เป็นต้น อย่างไรก็ดี จะประชุมร่วมกับ ผวจ.พะเยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบนโยบายและหารือแนวทางการพัฒนา จ.พะเยา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ด้วย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับ จ.พะเยา มีประเด็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขและพัฒนา คือการให้ความช่วยเหลือเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่หนองเล็งทราย การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ของกว๊านพะเยา การติดตามและขับเคลื่อนโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเพิ่มการกักเก็บน้ำให้มากขึ้น

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้นำมังคุด มาแจกจ่ายให้กับประชาชนชาวจ.พะเยา ซึ่งเป็นมังคุดที่รับซื้อจากเกษตรกร จ.นครศรีธรรมราช 5 ตัน แบ่งเป็น 4 ตัน สำหรับแจกจ่าย และอีก 1 ตัน ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่เหมาะกับการบริโภค นำมาแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ