‘เฉลิมชัย’ร่วมงาน วันทะเลทรายฯ’66 เน้นย้ำบทบาทสตรี จัดการที่ดินยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738118

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก ปี 2566 (Desertification and Drought Day 2023) ภายใต้แนวคิด “Her Land, Her Rights.บทบาท สิทธิสตรีกับการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อม” โดยมี น.ส.ฉัตรประอร นิยม รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานภายใต้คณะกรรมการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to CombatDesertification : UNCCD) ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า สหประชาติประกาศให้วันที่ 17 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง โดยปีนี้ UNCCDกำหนดหัวข้อ “Her Land, Her Rights. บทบาท สิทธิสตรีกับการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อม” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการที่ดินสู่การฟื้นฟู และการบรรลุเป้าหมายความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน ความเท่าเทียมทางเพศ แบ่งเป็น 4 ด้าน ส่วนงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2566 และสร้างความตระหนักในการเพิ่มโอกาสและบทบาทของสตรีต่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

ชู‘โคกเคียนโมเดล’สวนยางฯนราธิวาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738112

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนการยางแห่งประเทศไทย และหน่วยงาน/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานเพื่อบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ ที่สวนยางพาราของนายสุวิทย์ เพชรเกลี้ยงต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยเป็นสวนยางพาราต้นแบบที่มีการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับน้ำหมักชีวภาพ และมีการทำการเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกยางพารา ได้แก่ การปลูกโกโก้ในสวนยางพารา และการเลี้ยงไก่เนื้อ ทั้งนี้ รองปลัดฯ กล่าวชื่นชมและสนับสนุนให้มีการทำการเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกยางพาราดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะให้ทดลองเลี้ยงแพะซึ่งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางรายได้เพิ่มขึ้น และมีทุนหมุนเวียนในการทำการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงาน/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พิจารณาความเป็นไปได้ในการทดลองดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว

จากนั้นรองปลัดฯ และคณะได้ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียนจำกัด ต.โคกเคียน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และรับฟังการบรรยาย เรื่อง “โคกเคียนโมเดล” โดยนายณัฐกิตติ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการ ซึ่งนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางพารา โดยนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ การพัฒนาระบบตรวจสอบพิกัดและพื้นที่การปลูกยางพาราของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ พร้อมทั้งได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสวนยางพาราต้นแบบ ที่มีการปลูกพืชชนิดอื่นแซมการปลูกยางพารา เช่น พริกไทย เพื่อเป็นช่องทางรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ รองปลัดฯ ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียน จำกัด และมีข้อเสนอแนะให้ขยายผลและต่อยอดการดำเนินงานไปยังสหกรณ์อื่นๆ ต่อไป

‘อภัย’จับมือทส.ลดปลูกข้าวโพด แก้ปัญหาหมอกควันที่ภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738114

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมร่วมกับนายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อหารือแนวทางลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อแก้ปัญหาหมอกควัน (PM 2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เสนอแนวทางการแก้ปัญหา ดังนี้ 1.ส่งเสริมการปลูกข้าวกล้องในพื้นที่ลุ่มเพื่อทดแทนอาหารสัตว์ โดยการลดปริมาณการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่มีการเผาหลังเสร็จการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

2.สร้างอาชีพในพื้นที่เสื่อมโทรมที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาเป็นการปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยยังมีการนำเข้ากาแฟจำนวนมาก ทั้งนี้ ขอให้มีการส่งเสริมปลูกกล้วยน้ำหว้าเพื่อป้องกันการปลูกกาแฟเบื้องต้น และเมื่อกาแฟโตได้ระยะหนึ่งก็ปลูกถั่วเขียวแบบ 45 เก็บเกี่ยวเพื่อเป็นอาหารสัตว์ เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรช่วงที่รอกาแฟเติบโตพร้อมเก็บผลผลิต และยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและแปรรูปจากกล้วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และ 3.ปลูกยางพาราเป็นแนวป้องกันป่าและเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรในการปลูกพื้นที่ป่าทดแทนต่อไป

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738020

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.02 น.

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่ กรณีผู้ได้รับจัดสรรที่ดินเสียชีวิตก่อน 16 ก.ค. 64 ทายาทต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 15 ก.ค.66 นี้ ผ่าน 2 ช่องทาง ส.ป.ก.จังหวัดและออนไลน์ หากเพิกเฉยจะกลายเป็นที่ดินแปลงว่างรัฐนำออกจัดสรรให้เกษตรกรรายอื่นได้

18 มิถุนายน 2566 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดกสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 64 เป็นต้นมา

ตามข้อ 22 และข้อ 23 ของระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้ทายาทของเกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินต้องยื่นคำขอรับสิทธิตกทอดทางมรดกในที่ดิน ส.ป.ก. ภายในปี 1 นับแต่เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินถึงแก่ความตาย และในบทเฉพาะกาลของระเบียบฯ  ได้กำหนดว่ากรณีถึงแก่ความตายก่อนระเบียบฯ มีผลบังคับ(ก่อน16ก.ค.64) ทายาทจะต้องยื่นคำขอรับการตกทอดทางมรดกภายใน 1 ปี หรืออาจขยายได้รวมไม่เกิน 2 ปีนับแต่ระเบียบฯ มีผลบังคับ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวจะครบ 2 ปีตามบทเฉพาะกาลในวันที่ 15 ก.ค. 66 นี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ด้วยผลของระเบียบฯ ทายาทของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินซึ่งเสียชีวิตก่อนวันที่ 16 ก.ค. 64 จึงต้องดำเนินการยื่นคำขอรับการตกทอดทางมรดกในที่ดิน ส.ป.ก. ภายในวันที่ 15 ก.ค. 66  ซึ่งในระยะที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้สำนักงาน ส.ป.ก. ได้ทยอยทำหนังสือแจ้งและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆให้ทายาทของเกษตรกรที่เสียชีวิตแล้วเข้ามายื่นคำขอรับมรดกสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก. โดยสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทาง คือ ส.ป.ก.จังหวัด ทั่วประเทศ ในวันเวลาราชการ หรือยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://servicecenter.alro.go.th/

“ตามระเบียบฯ ที่มีผลบังคับตั้งแต่ 16 ก.ค. 64 ใครก็ตามที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เป็นผู้ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. และท่านเหล่านั้นเสียชีวิตลง ทายาทจะต้องยื่นคำขอรับมรดกสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก.ภายใน 1 ปี และขยายได้รวมแล้วไม่เกิน 2 ปี ส่วนกรณีที่การเสียชีวิตนั้นเกิดก่อน 16 ก.ค. 64 ทายาทจะต้อง ยื่นคำขอภายใน 15 ก.ค. 66 หากพ้นระยะเวลาที่ดังกล่าว ส.ป.ก. จะประกาศเป็นที่ดินแปลงว่าง และจัดให้เกษตรกรหรือผู้ประสงค์จะทำเกษตรกรรมรายอื่นตามระเบียบฯ ต่อไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  ตามรายงานของสำนักงาน ส.ป.ก. ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา ส.ป.ก. ได้จัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรประมาณ 2.9 ล้านราย พื้นที่รวมประมาณ 36 ล้านไร่  ซึ่งตั้งแต่ระเบียบฯ ปี 64 มีผลบังคับ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของผู้ได้รับการจัดที่ดินกับฐานข้อมูลของกรมการปกครอง พบว่า มีเกษตรกรผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 205,930 ราย และมีผู้ยื่นคำขอจัดที่ดินแทนที่ตามระเบียบฯ แล้ว จำนวน 18,542 ราย เนื้อที่รวม 349,561 ไร่ ประชาชนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับยื่นคำขอรับการตกทอดทางมรดกสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก. สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขสายด่วน ส.ป.ก. 1764 หรือหมายเลข 0-2282-9004

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737671

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 09.43 น.

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

16 มิถุนายน 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่าศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ “กวก.สุพรรณบุรี 1”ที่มีผลผลิตน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อยสูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50เพื่อเป็นพันธุ์ทางเลือกให้ปลูกทดแทนพันธุ์เดิมที่ปลูกเกษตรกรนิยมปลูกและได้ปลูกติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 20 ปีที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการใช้พันธุ์เชิงเดี่ยวเป็นระยะเวลานาน

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 120,000 ไร่ กระจายทั้งในเขตชลประทาน น้ำเสริม และเขตน้ำฝน ซึ่งอ้อยคั้นน้ำพันธุ์กวก.สุพรรณบุรี 1มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอาชีพและอุตสาหกรรมน้ำอ้อยที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูก และผู้ผลิตอ้อยคั้นน้ำอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ กวก.สุพรรณบุรี 1มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตน้ำอ้อยเฉลี่ย 3,622 ลิตรต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ถึงร้อยละ 26 โดยให้ผลผลิตอ้อยเฉลี่ย 11.43 ตันต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ถึงร้อยละ 21 มีกลิ่นหอม รสชาติหวานความหวานอยู่ที่ 21.54 องศาบริกซ์สีน้ำอ้อยมีสีเหลืองอมเขียวเจริญเติบโตเร็ว ลำแตกน้อยกว่าเดิม

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ “กวก.สุพรรณบุรี 1” ได้นำเสนอผลงานวิจัยผ่านการประชุมวิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ได้แก่ การประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ“SUGARCON 2022” 7th IAPSIT International Sugar Conference & Expo ณ สถาบันวิจัยอ้อยแห่งประเทศอินเดีย เมืองลักเนา ประเทศอินเดียรวมทั้งยังมีการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เกษตรกร นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้วย

กรมส่งเสริมฯหนุนสหกรณ์นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737609

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปีเป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชดำริในการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียน และปลูกฝังหลักการและวิธีการสหกรณ์ไปสู่เยาวชนผ่านกิจกรรมวันสหกรณ์นักเรียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องของสหกรณ์นักเรียน ระหว่างโรงเรียนต่างๆ ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีทักษะในการทำงานร่วมกัน ฝึกการวางแผน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และแก้ไขปัญหาตามแนวคิดและวิธีการของสหกรณ์

ปัจจุบันมีโรงเรียนที่ได้รับการบรรจุไว้ในแผนงานการส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น30,135 โรงเรียน และมีครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมครูสหกรณ์ รวมทั้งสิ้น 15,090 คนมีการปลูกฝังแนวคิด แนวปฏิบัติตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้แก่เด็กและเยาวชนไทย โดยจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษา ประกอบด้วยภาควิชาการและภาคปฏิบัติกิจกรรม 4 ด้าน ได้แก่ 1.กิจกรรมออมทรัพย์ ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินให้แก่เด็ก รู้จักวางแผนใช้จ่ายเงิน ประหยัดอดออม และมีความซื่อสัตย์ 2.กิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ของนักเรียน และรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากฟาร์มของโรงเรียน เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน

3.กิจกรรมส่งเสริมการผลิต/อาชีพ สอนให้เด็กได้ปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา ทำการเกษตร หรือทำงานอาชีพอื่นๆ งานฝีมือ การผลิตต่างๆ ตามความเหมาะสม และ 4.กิจกรรมส่งเสริมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้แก่คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนหรือสมาชิก โดยพาไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานสหกรณ์กับโรงเรียนต่างๆ และเรียนรู้การดำเนินงานสหกรณ์จากของจริง

รองปลัดฯลงพื้นที่ เยี่ยมตลาดกลาง ยางพาราที่สงขลา แนะนำข้อปฏิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737606

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา โดยมีนายจักรพงศ์ อมรทรัพย์ นักวิชาการตลาด 4 สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา และคณะ ต้อนรับ พร้อมด้วยผู้แทนการยางแห่งประเทศไทยที่สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา โดยนายเศรษฐเกียรติ เน้นย้ำให้พัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceabilitysystem) ของการผลิตยางพาราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล และส่งเสริมการให้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ตลอดจนการขยายตลาดต่างประเทศ

จากนั้นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้คำแนะนำแก่เกษตรกรยางพารา ที่สวนยางพาราของนายสมพงษ์ ราชสุวรรณ อ.นาทวี จ.สงขลา และสวนยางพาราของนางพิมพ์ใจ อ่อนแก้ว อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเป็นสวนยางพาราต้นแบบในการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับไตรโคเดอร์มา พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรนาทวี ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ให้ข้อแนะนำในการขยายผลการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เช่น ระบบโดรน เพื่อพ่นละอองสารกำจัดเชื้อราโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา เป็นต้น พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่ไปกับการปลูกยางพาราเพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกร

เกษตรฯร่วมแลกเปลี่ยน พลิกโฉมเกษตร-อาหารยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737608

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UN Food Systems Summit : UNFSS) โดยเป็นประธานประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Reconnecting the Partnerships : Thailand Food and Agriculture Systems Stocktaking ครั้งที่ 1 โดยมี Mr.Sridhar Dharmapuri, Senior Food Safety and Nutrition Officer, FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กทม.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน ทบทวนความก้าวหน้า ประเด็นการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ตามที่ประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก เมื่อเดือนกันยายน 2564 และรวบรวมข้อคิดเห็นประสบการณ์การดำเนินงานด้านเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนของแต่ละหน่วยงานเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับจัดทำ Food and Agriculture Systems Stocktakingของประเทศไทย เตรียมความพร้อมการประชุม Food and agriculturestocktaking moment ระดับรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคมนี้ และเตรียมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Summit) ในเดือนกันยายน 2566

น.ส.นฤมลกล่าวว่า ได้ดำเนินการในส่วนต่างๆ เพื่อแสดงเจตจำนงและความมุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ครอบคลุม ยืดหยุ่นและยั่งยืน ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการเตรียมความพร้อมเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก สำนักการเกษตรต่างประเทศ ได้จัดเวที National Dialogue มากกว่า 10 ครั้ง โดยร่วมกับภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สถาบันการวิจัย รวมถึงหน่วยงานในระดับนานาชาติ นำหลักการของการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก มาเป็นแนวทางเชื่อมโยงระบบอาหารกับมิติความยั่งยืนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย และใช้หารือกับภาคส่วนต่างๆ ผ่านกิจกรรม “อิ่ม..และ..ดี..2030” ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาร่วมทำงาน และร่วมขับเคลื่อนประเด็น “ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน”

“การประชุมครั้งนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการ Technical assistance for national pathway for food andagriculture systems transformationเพื่อจัดทำกรอบนโยบายการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ครอบคลุม ยืดหยุ่นและยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และขอบคุณ FAO ที่สนับสนุนประเทศไทยเสมอมา ตั้งแต่การจัดทำ Dialogues เพื่อเตรียมความพร้อมการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก ตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบันเพื่อให้ประเทศไทย มีกรอบการดำเนินงานเพื่อพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหาร อย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.นฤมล กล่าว

สศก.ชี้ส่งออกสินค้า ได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737610

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยกับอาเซียน9 ประเทศ ช่วง 3 เดือนแรก (มกราคม-มีนาคม) ปี 2566 ว่าไทยมีมูลค่าการค้า รวม 148,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.18 ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 โดยมีมูลค่าส่งออก 101,062 ล้านบาท สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ / เครื่องดื่มชูกำลัง / ข้าว / เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น นมยูเอชทีนมถั่วเหลือง / อาหารปรุงแต่ง เช่น เต้าหู้แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม / น้ำยางธรรมชาติ /อาหารสุนัขหรือแมว / ซอสและของปรุงแต่งสำหรับทำซอส / ของปรุงแต่งชนิดที่ใช้เลี้ยงสัตว์

สำหรับการนำเข้ามีการขยายตัวลดลง โดยมีมูลค่าการนำเข้า 47,674 ล้านบาท ลดลงจากปี 2565 ร้อยละ 2.81 สินค้าเกษตรนำเข้าสำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลัง เช่น มันเส้น มันสำปะหลังอัดเม็ด และมันสำปะหลังแช่แข็ง / เมล็ดข้าวโพดสำหรับคั่ว(ป๊อบคอร์น) และข้าวโพดสำหรับบริโภคและทำอาหารสัตว์ / อาหารปรุงแต่ง เช่น เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม / บุหรี่ที่มียาสูบ / อาหารปรุงแต่งสำหรับทารกหรือเด็กเล็ก / ไขมันและน้ำมันที่ได้จากพืช เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด มะพร้าว ถั่วลิสง ฯลฯ

ทั้งนี้ ไทยยังได้เปรียบดุลการค้าตลาดอาเซียน 3 เดือนแรก คิดเป็นมูลค่า 53,387 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.53) โดยตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด3 อันดับแรก คือ อินโดนีเซีย มีมูลค่าการส่งออก 26,290 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.01 รองลงมา คือมาเลเซียมีมูลค่าส่งออก 18,001 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.81 และอันดับที่ 3 คือกัมพูชา มีมูลค่าส่งออก 13,331 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.17

‘ชาวนาสุพรรณ’เฮ! ร่วมโครงการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี-ราคาถูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737451

'ชาวนาสุพรรณ'เฮ! ร่วมโครงการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี-ราคาถูก

‘ชาวนาสุพรรณ’เฮ! ร่วมโครงการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี-ราคาถูก

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.09 น.

“ชาวนาสุพรรณ”เฮ! ร่วมโครงการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี-ราคาถูก “อธิบดีข้าว”ปลื้มเกษตรกรสมัครร่วมโครงการเกินเป้า

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2566 นายสุฐี โพธิ์อุบล ประธานศูนย์ข้าวชุมชนสองพี่น้องร่วมใจ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ โดยกรมการข้าว ได้เข้ามาเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ประจำปี 2566 ซึ่งกลุ่มของตนนั้นก็เป็นหนึ่งในศูนย์ข้าวชุมชนที่ให้ความสนใจในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้าที่เข้าร่วมโครงการฯนั้น ทางกลุ่มได้ซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากหลากหลายที่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเมล็ดพันธุ์ไม่ได้มาจากศูนย์ข้าวชุมชน ทำให้ได้ผลผลิตไม่ค่อยดี เป็นข้าวดีด ข้าวกลาย เป็นข้าวที่ปลอมปนไม่ได้มาตรฐาน ต่อมาเราได้รับการสนับสนุนจากโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ประจำปี 2566 ทำให้พี่น้องชาวนาได้ข้าวที่มีคุณภาพ ตรงตามสายพันธุ์ที่ต้องการ ลักษณะพันธุ์มีความต้านทานแข็งแรง สามารถให้ผลผลิตได้ดี

นายสุฐี กล่าวต่อไปว่า จากการที่กลุ่มของตนได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ประจำปี 2566 ตนมองว่าเป็นโครงการที่ดีมาก เกษตรกรพี่น้องชาวนาสามารถลดต้นทุนในการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เนื่องจากสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพจากกรมการข้าวได้ในราคาถูก นอกจากนั้นยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากโครงการฯไว้ใช้สำหรับปลูกเป็นเมล็ดพันธุ์ในรุ่นต่อไป จึงอยากขอบคุณกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้จัดให้มีโครงการดีๆ ที่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มผลผลิตข้าวให้กับพี่น้องชาวนา

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และได้ปริมาณที่มากขึ้น ชาวนาสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยกรมการข้าวจะจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวในราคาถูกให้กับพี่น้องชาวนาที่เข้าร่วมโครงการฯ แบ่งเป็น ข้าวขาวหอมมะลิ 105 กข15 จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ข้าวเหนียวและข้าวปทุมธานี 1 จำหน่ายในกิโลกรัมละ 4 บาท และข้าวขาวจำหน่ายในกิโลกรัมละ 3 บาท ซึ่งในขณะนี้ปริมาณเมล็ดข้าวขาวยังมีจำนวนมาก ซึ่งพี่น้องชาวนาท่านใดที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อมาซื้อและนำกลับไปเพาะปลูกได้ ทั้งนี้หากพี่น้องชาวนาท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อขอสมัครเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ หรือศูนย์ข้าวชุมชน สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน และผู้นำชุมชน อีกทั้งชาวนาที่สนใจสามารถรวมกลุ่มกันภายในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจะเดินทางไปรับสมัครถึงที่เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวนา ทั้งนี้กรมการข้าวได้มีการจัดทำคู่มือโครงการฯประกอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคู่มือควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามระเบียบของโครงการอย่างถูกต้อง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมถึงการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ว่า ในขณะนี้โครงการฯยังเปิดรับสมัครให้ชาวนาที่สนใจยังสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยกรมการข้าวมีเป้าหมายในการรับสมัครชาวนาที่จะเข้าร่วมเข้าโครงการจำนวน 205,965 ราย พื้นที่เป้าหมาย 3,913,333 ไร่ ซึ่งในขณะนี้มีชาวนามาสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 272,767 ราย พื้นที่ 3,281,363 ไร่ นอกจากนั้นกรมการข้าวยังได้ดำเนินการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการไปแล้วจำนวน 46,691.732 ตัน จากจำนวนเป้าหมาย 58,700 ตัน ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวถือได้ว่ามีเกษตรกรชาวนาให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก