เกษตรฯเผยผลสำเร็จ รับรองทะเลน้อยพื้นที่มรดกโลกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736135

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความสำเร็จในการยื่นเอกสารข้อเสนอ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” เมื่อเดือนตุลาคม 2565 โดยการเสนอเรื่องดังกล่าว เพื่อขอรับการรับรองเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร มีหลักเกณฑ์การพิจารณาของพื้นที่ GIAHS ทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่ 1.ความมั่นคงอาหาร/ชีวิตความเป็นอยู่ดี 2.ความหลากหลายทางชีวภาพเกษตร 3.ระบบความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีมาแต่ดั้งเดิม 4.วัฒนธรรม ระบบคุณค่า และองค์กรทางสังคม และ 5. ลักษณะภูมิทัศน์/และภูมิทัศน์ทางทะเล และจากการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group: SAG) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ได้ประกาศให้ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Global Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) ของ FAOและนับเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย

“พิธีมอบใบประกาศรับรองพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Globally Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) มีขึ้นที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การขึ้นทะเบียนฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ และยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโต และเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่อีกด้วย”นายประยูร กล่าว

สำหรับพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของไทย มีพื้นที่ทั้งหมด 45,822 เฮกตาร์ (458.22 ตารางกิโลเมตร) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นทะเลแบบลากูน (Lagoon) หนึ่งเดียวของประเทศไทย มีความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ได้รับการแต่งตั้งอนุสัญญาแรมซาร์ ในปี 2541 (Ramsar site No.948) ครอบคลุมพื้นที่ป่าพรุ
เป็นเส้นทางอพยพของนกจากเอเชียตะวันออก และแหล่งที่อยู่ของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสังคมสัตว์และสังคมพืชนานาชนิด และแหล่งประกอบอาชีพหลักและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพกสิกรรมแบบดั้งเดิม เช่น การทำนา การทำประมงและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะ “ควายปลัก” ซึ่งมีลักษณะเหมือนควายปกติ แต่มีความสามารถในการปรับตัวให้สามารถหากินได้ทั้งในน้ำและบนบก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของควายในพื้นที่ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมใน จ.พัทลุง

ไทย-อาร์เจนฯจับมือ ผลักดันการเกษตรฯ มุ่งเน้นเครื่องจักรกล ดำเนินงาน2โครงการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736136

ไทย-อาร์เจนฯจับมือ  ผลักดันการเกษตรฯ  มุ่งเน้นเครื่องจักรกล  ดำเนินงาน2โครงการ

ไทย-อาร์เจนฯจับมือ ผลักดันการเกษตรฯ มุ่งเน้นเครื่องจักรกล ดำเนินงาน2โครงการ

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมมือ : นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับนายเออร์เนสโต เปเรซ เลขาธิการฝ่ายเกษตร จังหวัดลาริโอจา สาธารณรัฐอาร์เจนตินา ผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตร โดยทั้งสองฝ่ายสนใจเรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร และกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินงานไปแล้ว 2 โครงการ

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายเออร์เนสโต เปเรซ เลขาธิการฝ่ายเกษตร จังหวัดลาริโอจา สาธารณรัฐอาร์เจนตินา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตร โดยมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในความร่วมมือด้านการเกษตรกับจังหวัดลาริโอจา (La Rioja Province) ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายสนใจในด้านเครื่องจักรกลทางการเกษตรสำหรับเกษตรกรรายย่อย ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรกับฝ่ายอาร์เจนตินา 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตถั่วเหลืองและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรในการผลิตถั่วเหลือง โดยกรมวิชาการเกษตร และ 2.โครงการศึกษาดูงานเรื่องโรคปากและเท้าเปื่อย ด้านการผลิตวัคซีน การใช้วัคซีนเพื่อควบคุมป้องกันโรคและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยกรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ อาร์เจนตินา เป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรที่สำคัญและเป็นแหล่งนำเข้ากากถั่วเหลืองรายใหญ่ของไทย (อันดับ 2 รองจากบราซิล) เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 33 ของไทย ในระหว่างปี 2563-2565 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 10,394 ล้านบาท โดยสินค้า
ส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ 1.ปลาทูน่ากระป๋อง 2.ปลาปรุงแต่งอื่นๆ เช่น ไส้กรอกปลา ลูกชิ้นปลา 3.สับปะรดปรุงแต่ง 4.น้ำยางธรรมชาติ และ 5.ปลาซาร์ดีนกระป๋อง

รองปลัดฯถกคกก.อำนวยการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736133

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติครั้งที่ 1/2566 ในฐานะผู้แทน รมว.เกษตรฯ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting)โดยมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ ประธานฯ เป็นประธานการประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบในประเด็น 1.แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ปี 2566 – 2570, 2.คำสั่งคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ที่ 1/2566 เรื่อง การเพิ่มเติมอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการส่งเสริมการตลาด 3.รายงานผลการดำเนินโครงการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ประจำปีงบประมาณ 2566 ช่วง 6 เดือนแรก 4.ความคืบหน้าโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ตาม Quadra และที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา การจัดงาน OTOP Midyear 2023

‘นราพัฒน์’ร่วมงานเทคโนโลยีเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736134

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมและงานแสดงเทคโนโลยีเกษตรแห่งอนาคต(AGRICONNECT Conference& Exhibition 2023) จัดโดย บริษัทดีแอลจี เอเชีย แปซิฟิก จำกัด และวีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิก ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ที่ทรูดิจิทัล พาร์ค กทม.ภายใต้หัวข้อ “Eco-efficiency : Solutions for Environmental Farming Business.” หรือ “ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ :ทางออกสำหรับธุรกิจการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม” มีเป้าหมายเพื่อจัดการความท้าทายทางอุตสาหกรรมการเกษตรที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยมีการจัดแสดงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แนวปฏิบัติใหม่ๆ รวมถึงโซลูชั่นการทำงานที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก นำไปสู่ภาคการเกษตรที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายนราพัฒน์กล่าวว่า มีความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้เปิดงาน AGRICONNECT Conference & Exhibition 2023 ได้แบ่งปันและเตรียมพร้อมสำหรับการแก้ปัญหาสำหรับความท้าทายของธุรกิจการเกษตรในอนาคต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประสิทธิภาพเชิงนิเวศในภาคการเกษตรมีความสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยใช้ที่ดิน น้ำ สารอาหาร พลังงาน และแรงงานน้อยลง ขอให้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

ขณะที่ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ ร่วมเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “ความยั่งยืนในภาคการเกษตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ความท้าทายในการผลิตที่ยั่งยืนและโอกาสของบริษัทธุรกิจเกษตรของเยอรมนี” (Sustainability Asian Agriculture: Challenges in sustainableproduction and Opportunities for German agribusiness companies) ซึ่งเป็นโอกาสให้ภาคเอกชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเกิดการลงทุนในประเทศไทยในอนาคตเพิ่มมากขึ้น

‘กรมการข้าว’ยืนยันใช้งบจัดงานวันข้าวคุ้มประโยชน์ เกษตรกรปลี้มมาร่วมงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736149

'กรมการข้าว'ยืนยันใช้งบจัดงานวันข้าวคุ้มประโยชน์ เกษตรกรปลี้มมาร่วมงาน

‘กรมการข้าว’ยืนยันใช้งบจัดงานวันข้าวคุ้มประโยชน์ เกษตรกรปลี้มมาร่วมงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 19.43 น.

“กรมการข้าว”ปัดโต้ก้าวไกล หลังถูกตรวจสอบใช้งบวันข้าวและชาวนา 2566 ไม่เหมาะสม พร้อมแจงกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ชาวนาได้ประโยชน์คุ้มค่า

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่พรรคก้าวไกล ได้ตรวจสอบงบประมาณการจัดงานวันข้าวและชาวนา ประจำปี 2566 โดยกล่าวอ้างว่าเป็นการใช้งบประมาณไม่เหมาะสมนั้น กรมการข้าวได้ชี้แจงทุกประเด็นปัญหาให้ยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับทราบแล้ว โดยยืนยันว่าการจัดงานวันข้าวและชาวนา ตั้งแต่วันที่ 5 – 7 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบพัสดุ และเป็นไปตามมติคณะรัฐมตรี (ครม.) ซึ่งในปีนี้จะทะยอยจัด 3 ครั้ง ประกอบด้วย ที่กรมการข้าว บางเขน กทม.ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 5 – 7 มิ.ย. , จ.พิษณุโลก และ จ.นครราชสีมา งบประมาณรวม 7.5 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้ชาวนาในแต่ละพื้นที่ และใกล้เคียงได้เข้าร่วม โดยกรมการข้าวได้นำเสนอเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การทำนาคาร์บอนต่ำ การแปรรูปข้าวสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น

สำหรับการตั้งข้อสังเกตของพรรคก้าวไกลกรณีการจ้างบริษัทออแกไนซ์ โดยไม่ได้ทำการประมูลนั้น เนื่องจากการจัดงานมีการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน จากแผนที่กำหนดไว้จะจัดที่พิพิธภัณฑ์การเกษตร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทำให้กรมการข้าวต้องหารือกับกน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับรูปแบบ และเลือกใช้ออแกไนซ์ที่มีประสบการณ์ การจัดงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวเป็นผู้ให้ข้อมูลและตรวจรับ เนื่องจากการนำเสนอในนิทรรศการนั้นส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเชิงเทคนิค และเพื่อไม่ให้เสียเวลาแก้ไข เพราะมีระยะเวลาดำเนินการสั้นๆ

สำหรับพิธีสงฆ์ ที่ใช้งบ 5 แสนบาท ในการนิมนต์หลวงพี่น้ำฝน ก็ไม่เป็นความจริงและสามารถตรวจสอบได้ การทำพิธีสงฆ์และการจัดงานทั้งหมดนี้ ส่วนนึงเพราะอยากให้ทุกคนรำลึกถึงบุญคุณชาวนาที่ผลิตข้าวให้บริโภค และสร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่คุณภาพชีวิตของชาวนายังยากจนและถูกด้อยค่าในสังคม ดังนั้น การจัดงานนี้จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวนา เป็นกำลังใจในการประกอบอาชีพต่อไปด้วย

“การจัดงานครั้งนี้กรมการข้าวถือว่าคุ้มประโยชน์กับคนที่อยู่ในวงการข้าวและชาวนา การเข้ามาตรวจสอบของพรรคก้าวไกลครั้งนี้ว่ามีสิทธิ์ที่จะทำได้ กรมการข้าวจะไม่โต้แย้ง แต่จะชี้แจงตามลำดับขั้นตอน” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ด้าน นางออมสิน กุลรัตร เกษตรกรชาวนา จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า วันนี้ตนเองมีความรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่ทางกรมการข้าวได้จัดวันดีๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกร และให้ความสนใจกับชาวนาและเกษตรกร ได้มาหาแนวความรู้ดีๆเพื่อนำกับไปปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดนพ่นข้าว ปุ๋ย หรือแนวทางการดำเนินต่างๆไม่ผิดหวังจริงๆที่มาในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่กรมการข้าวนี้จริงๆ ได้ทั้งการแปรรูป การผลิต ในการทำนาที่ปลอดภัย กับชีวิตเกษตรกรเอง อยากให้มีการจัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้นอีกในทุกๆ ปี ซึ่งตนองมาครั้งนี้เป็นปีแรกรู้สึกมีพลังกลับไปทำการเกษตร เพราะงานรอบนี้ได้ความรู้กลับไปใช้กลับการทำการเกษตรของตัวเองเป็นอย่างมาก

โดยกลุ่มเกษตรกรที่ได้มาออกร้านจำหน่าย และออกบูธภายในงาน ได้แคปชั่นไลน์ผ่านไลน์กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขอขอบคุณอธิบดีกรมการข้าวที่จัดงานดีๆ แบบนี้ เปิดโอกาสให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่ม อยากให้จัดกิจกรรมงานแบบนี้อีก” อาทิ ร้านขนมจีนกาเหว่า ขายดีมากทั้ง 3 วัน นำสินค้ามาขายไม่มีวันไหนต้องขนกลับเลย ของขายแทบไม่พอ “ขอขอบพระคุณอธิบดีกรมการข้าว และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ให้โอกาสร้านขนมจีนกาเหว่า ได้มาออกบูธ สินค้าขายดีมากๆเลยครับ ขอขอบพระคุณมากครับ” วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายพลังปัญญาบ้านแกเปะ ที่นำผลผลิตข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายภายในงานนำสินค้ารวบรวมกันมามาเยอะมากหวังช่วยให้สมาชิกได้มีรายได้ จากการมาจำหน่ายครั้งนี้ และก็เป็นที่ปราบปลื้มเพราะ จำหน่ายหมดเกลี้ยง “วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายพลังปัญญาบ้านแกเปะ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ดูแลอย่างดี”

– 006

‘ชาวสวนมังคุดนครศรีธรรมราช’เฮ! ซื้อขายคึกคัก-ราคาดีต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736019

'ชาวสวนมังคุดนครศรีธรรมราช'เฮ! ซื้อขายคึกคัก-ราคาดีต่อเนื่อง

‘ชาวสวนมังคุดนครศรีธรรมราช’เฮ! ซื้อขายคึกคัก-ราคาดีต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.05 น.

พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการซื้อขายมังคุดคุณภาพ พบการซื้อขายคึกคัก และร่วมกับกรมการค้าภายใน นำผู้ส่งออก และผู้รวบรวม รวมถึงห้างค้าส่ง-ค้าปลีก เข้าซื้อผลผลิตในพื้นที่ดันราคา ราคามังคุดผิวมันรวมอยู่ที่ กก.ละ 65 บาท เกรดลาย กก.ละ 58 บาท เกษตรกรพอใจเป็นอย่างมาก

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 นางประไพ เพชรพงศ์พันธุ์ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มวิสาหกิจมังคุดบ้านต้นกอ ต.ร่อนพิบูลย์ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามราคาและกระบวนการคัด-จำหน่ายมังคุดคุณภาพ พบว่า ทิศทางราคาปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก มีผู้ประกอบการให้ความสนใจประมูลจำนวนมาก เนื่องจากมังคุดใต้เป็นมังคุดคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดปลายทางมาก

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชุมพร จังหวัดพังงา และนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังได้มีมาตรการส่งเสริมการจำหน่าย อาทิ การจำหน่ายช่องทางออนไลน์ โดยสนับสนุนกล่องใส่ผลไม้ ส่งฟรีทางบริษัทไปรษณีย์ไทย กล่องละ 10 กิโลกรัม และจังหวัดชุมพร มีการเพิ่มช่องทางให้โหลดขึ้นเครื่องบินฟรี กล่องละ 10 กิโลกรัม ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 กันยายน 2566

ทั้งนี้ สถานารณ์การซื้อขายมังคุดภาคใต้ ภาพรวมการซื้อขายคึกคัก และจังหวัดชุมพร พังงา นครศรีธรรมราช ร่วมกับกรมการค้าภายใน นำผู้ส่งออก และผู้รวบรวม รวมถึงห้างค้าส่ง-ค้าปลีก เข้าซื้อผลผลิตในพื้นที่ดันราคา ราคามังคุดผิวมันภาพรวมภาคใต้ อยู่ที่ กก.ละ 67 – 85 บาท เกรดคละ กก.ละ 45 – 50 บาท เกษตรกรพอใจเป็นอย่างมาก

– 006

รองปลัดฯรุดประชุม แก้ปัญหาภัยพิบัติการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735871

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 3/2566 โดยมีนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

สำหรับการประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน รับทราบผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2565/66 โดยมีพื้นที่การปลูกข้าวเกินกว่าแผน รวม 45 จังหวัด 1.14 ล้านไร่ จึงขอให้กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าว เพิ่มการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและตระหนักรู้แก่เกษตรให้มากขึ้น เพราะปีนี้ปริมาณน้ำจะน้อยลง รับทราบความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และรับทราบการป้องกันและการเฝ้าระวังการเผาซากพืชหรือวัชพืช เศษวัสดุทางการเกษตร

ในส่วนแนวทางป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตรในช่วงฤดูฝน ปี 2566 ได้กำหนดมาตรการลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและฝนทิ้งช่วง ประกอบด้วย 1.การป้องกันและเตรียมความพร้อม 2.การเผชิญเหตุและการหยุดยั้งความเสียหาย และ 3.การฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิม โดยมีกลไกการบริหารจัดการสถานการณ์ระดับกระทรวง คือศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรกระทรวงเกษตรฯ ระดับจังหวัด คือศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด และคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ (อพก.) ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติให้เร็วขึ้น ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562

กรมข้าวขนทัพวิชาการเสิร์ฟชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735870

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้มีการจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานส่วนกลาง และในส่วนภูมิภาคจัดงานอีก 2 แห่ง ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ในวันที่ 16-17 มิถุนายน 2566 และ จ.นครราชสีมา จัดขึ้นที่ Korat Hall ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลนครราชสีมา ในวันที่ 22-23 มิถุนายน 2566

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์, นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนาและสถาบันชาวนา, นิทรรศการวิชาการ จากหน่วยงาน
ภาครัฐ และภาคเอกชน, การจัดเวทีเสวนาข้าวและชาวนาในหัวข้อเวทีเสวนา เรื่อง การลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, การจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ โดยเป็นสินค้าประเภทข้าวสารและสินค้าแปรรูป, การแสดงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาด้านข้าวและชาวนาและการแสดงวัฒนธรรม 4 ภาค กิจกรรมสาธิตและแข่งขันส่งเสริมงานวิชาการในข้าวไทย ตลอดจนกิจกรรมการประกวดวาดภาพสีโปสเตอร์ หัวข้อข้าวและชาวนาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, การประกวดงานศิลปะเรียงเมล็ดพันธุ์ข้าว หัวข้อ กสิกรรมนำไทยยั่งยืน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนรับ

เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน จากพระราชพิธีพืชมงคลฯ เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพ

‘สุรเดช’ร่วมวงถก คกก.อ้อย-น้ำตาลฯ พิจารณา4ประเด็น บริหารจัดการสินค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735872

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่4/2566 ในฐานะกรรมการ(ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ) ที่ห้องประชุม อก. 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมโดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมฯ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือและพิจารณาในประเด็น ดังนี้ 1.หลักการการดำเนินการกับน้ำตาลทรายภายใต้โควตาสหรัฐอเมริกา 2.การบริหารการนำเข้าสินค้าน้ำตาลทรายตามความตกลงการเกษตร ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2567-2569, 3.การบริหารการนำเข้าสินค้าน้ำตาลทรายตามความตกลงภายใต้ 3 กรอบความตกลง 4.การกำหนดปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานผลิตในฤดูกาลผลิตปี 2565/2566 (บัญชีจัดสรรปริมาณน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย) และ 5.(ร่าง) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายปี 2566-2570

ชลประทานเดินหน้า รับมือฤดูฝนย้ำใช้12มาตรการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735873

ชลประทานเดินหน้า  รับมือฤดูฝนย้ำใช้12มาตรการ

ชลประทานเดินหน้า รับมือฤดูฝนย้ำใช้12มาตรการ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รับมือ : นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำ ลำดับความสำคัญ ทั้งเพื่อการอุปโภค-บริโภค ทำการเกษตรและรักษาระบบนิเวศ โดยใช้ 6 แนวทางปฏิบัติ ให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นไปตามเป้าประสงค์ เกษตรกรและพี่น้องประชาชน มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรม

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,216 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันประมาณ 30,463 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,494 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯรวมกัน รับน้ำได้รวมกันประมาณ 10,903 ล้าน ลบ.ม.

ขณะนี้ได้สิ้นสุดการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี2565/66 แล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างรัดกุม โดยจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก และปฏิบัติตาม 10 มาตรการฤดูแล้งปี 2565/66 นำมาสู่ 6 แนวทางปฏิบัติ ได้แก่ บริหารน้ำในอ่างฯ การจัดหาแล่งน้ำสำรอง การตรวจสอบความต้องการ การจัดสรรตามกิจกรรมหลัก การสำรองน้ำเก็บกักไว้ต้นฤดูฝน และการประเมินผลและประชาสัมพันธ์ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเป้าประสงค์ เกษตรกรและพี่น้องประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ทั้งน้ำอุปโภค-บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่สำคัญไม่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง ทั้งยังสามารถควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักได้เป็นอย่างดีผลจากการบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต รัดกุม ทำให้ปัจจุบันเรามีปริมาณน้ำสำรองในต้นฤดูฝนถึง 20,000 ล้าน ลบ.ม.จากแผนที่วางไว้ 16,000 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าแผนที่กำหนด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2566 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกในทุ่งบางระกำ และ 10 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้ได้ทำการเพาะปลูกและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิต ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้ปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 อย่างเคร่งครัด ด้วยการกำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัย กำหนดพื้นที่ กำหนดคน และจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ผู้เกี่ยวข้องและพี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญการบริหารจัดการน้ำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนให้ได้มากที่สุด