ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ชวนปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730306

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ชวนปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ชวนปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.29 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นำส่วนราชการ Kick Off ปลูกผักสวนครัว ไม้ผลและพืชสมุนไพร สร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ 

วันที่ 12 พ.ค.66 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนางกัญญา จุนถิระพงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการอำเภอ กลุ่มองค์กร ร่วมกัน Kick Off  ปลูกผักสวนครัว  ไม้ผล และพืชสมุนไพร ภายในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่ชุมชนเข้มแข็ง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การปฏิบัติ และเป็นการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วน ตลอดทั้งประชาชนทั่วไปได้มีการปลูกผักสวนครัวที่ปลอดภัยไว้รับประทาน ลดรายจ่ายในครัวเรือนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยต้องชะงักงัน สินค้าอุปโภค บริโภค กระทบหนัก ขาดแคลนและราคาสูงขึ้น จังหวัดบุรีรัมย์จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่ปฏิบัติโดยลงมือปลูกผักสวนครัว ไม้ผล และพืชสมุนไพรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารจากเดิมปลูก 10 ชนิด เป็น 30 ชนิด

โดยในวันนี้ได้นำหัวหน้าส่วนราชการปลูกพืชผัก สมุนไพร และมอบต้นกล้าผักสวนครัว ต้นกล้าไม้ผล ให้กลุ่มองค์กร  เครือข่ายภาคประชาชนนำไปปลูกเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างกระแส การต่อยอดและขยายผลให้ประชาชนได้รับรู้และปฏิบัติตามต่อไป – 003

กรมชลฯประทานพร้อมบูรณาการลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง กางแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730303

กรมชลฯประทานพร้อมบูรณาการลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง กางแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

กรมชลฯประทานพร้อมบูรณาการลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง กางแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.22 น.

กรมชลประทาน กางแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง ครอบคลุม 3 จังหวัดภาคอีสานตอนบน พร้อมเปิดเวทีรับฟังความเห็นทุกภาคส่วน หวังตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรและประชุมปัจฉิมนิเทศ “โครงการศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย” เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน สำหรับนำไปปรับปรุงและเพิ่มเติมในการศึกษาฯ ให้มีความครบถ้วนและสมบูรณ์ต่อไป โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการประชุม ณ ห้องแกรนด์เบญจวรรณ โรงแรมหนองคายธาวิลล่า อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จากนั้นได้ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่การก่อสร้างบริเวณประตูระบายน้ำห้วยเวียงคุก อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และประตูระบายน้ำบ้านโนนวารี อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี 

นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย หวังเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำและการระบายน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง เนื่องจากตอนบนของลุ่มน้ำมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร ขณะที่พื้นที่ตอนกลางถึงตอนปลายของลุ่มน้ำ มักประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรอยู่เป็นประจำ โดยได้จัดทำแผนปฏิบัติการเป็นแผนระยะสั้นและระยะยาว ประกอบด้วยโครงการของแผนงานระดับลุ่มน้ำ ระดับโครงการ และระดับท้องถิ่น ใน 2 ยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญ คือ แผนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ และแผนบรรเทาอุทกภัย รวม 297 โครงการ จากนั้นได้คัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญลำดับสูงเพื่อศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 โครงการ คือ

1.โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทอน (ตอนบน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย ประกอบด้วย การปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น การขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยทอน (ตอนบน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ การก่อสร้างท่อส่งน้ำ และการปรับปรุงคลองส่งน้ำฝายห้วยทอนตอนล่าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทอน (ตอนบน) ได้ประมาณ 3.65 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้มากขึ้น 1,572 ไร่

2.โครงการปรับปรุงลำน้ำห้วยโมง พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำกลางคลอง 2 แห่ง ประกอบด้วย การปรับปรุงลำน้ำห้วยโมง 11 ช่วง ความยาว 39.75 กิโลเมตร การก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านโนนวารี และประตูระบายน้ำบ้านนาข่า ซึ่งจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ได้ประมาณ 3,864 ไร่ อีกทั้งยังช่วยส่งน้ำพื้นที่ชลประทานได้อีก 8,500 ไร่ 

3.โครงการผันน้ำห้วยลาน-ห้วยคุก ประกอบด้วย การก่อสร้างคลองผันน้ำห้วยลาน-ห้วยคุก ความยาว 22.50 กิโลเมตร การก่อสร้างประตูระบายน้ำปากคลองผันน้ำ การก่อสร้างประตูระบายน้ำกลางคลองผันน้ำ การก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านเวียงคุก การก่อสร้างประตูระบายน้ำห้วยลาน และการขุดลอกคลองห้วยลาน (บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองผันน้ำ) โดยจะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 21,463 ไร่ และยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ในคลองผันน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้อีก 1.75 ล้าน ลบ.ม.

“การพัฒนาลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู อุดรธานี และหนองคาย ได้มีแหล่งเก็บกักน้ำที่เพิ่มมากขึ้น สามารถบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะภาคเกษตร รวมไปถึงการปรับปรุงระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดปัญหาอุทกภัยในช่วงน้ำหลากได้อีกด้วย ปัจจุบันการศึกษาความเหมาะสม ได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการสำรวจและออกแบบเบื้องต้น คาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการฯ ได้ในปี 2568” รองอธิบดีฯ กล่าว

นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ต้องขอบคุณกรมชลประทานที่เข้ามาดูแลด้านการบริหารจัดการต้นน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยน้ำโมง ถึงกินพื้นที่หลายจังหวัด ซึ่งต้องประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในแต่ละฤดูกาล และเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยแก้ไขด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนปลายแม่น้ำมูลมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ปัจจุบันเราจะใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำมูลอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่เราเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำได้ดียิ่งขึ้น ก็ยอมรับว่าประชาชนในภูมิภาคนี้ประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลัก การบริหารจัดการแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลนำมาใช้ร่วมกันจึงถือเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด แล้วพี่น้องในภูมิภาคนี้จะตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำอยู่แล้ว แต่ก็อยากสักย้ำว่า..น้ำคือชีวิตเพราะฉะนั้นการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในครั้งนี้เรารู้สึกภูมิใจมากที่กรมชลประทานเปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอแนวความคิดจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน ให้ผู้ใช้น้ำจริงได้ออกความคิดเห็นจากประสบการณ์จริง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวคิดนี้ไปแก้ไขอย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์อันสูงสุด

พกฉ.สนองโครงการฯ สร้างความเข้าใจพันธุกรรมพืช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730220

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พล.อ.อ.เสนาะ พรรณพิกุล ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พกฉ.) กล่าวว่า นับเป็นเวลา 12 ปีแล้ว ที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ – พกฉ.) ขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรม โดยในปีงบประมาณ 2566 กำหนดให้มีการจัดนิทรรศการองค์ความรู้ พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อไป

นอกจากนี้ พกฉ.ได้จัดงานมหกรรม “ทรัพย์ดิน สินน้ำ” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพย์สินอันทรงคุณค่าแห่งการอนุรักษ์จากธรรมชาติ และสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรม โดยภายในงานมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเผยแพร่พระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและพันธุกรรมสัตว์ และนิทรรศการคลังอาหาร สร้างชีวิต นิทรรศการมีชีวิตจากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ อาทิ พันธุกรรมพืชใต้ดิน พันธุกรรมสัตว์ พันธุกรรมข้าว เป็นต้น รวมถึงการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 10 หลักสูตร เรียนรู้กับเกษตรกรจริง ที่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร และการอนุรักษ์พันธุกรรม

อธิบดีกรมข้าวลุย ลงพื้นที่2จังหวัด ชวนทำBCGโมเดล ลดต้นทุนการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730224

อธิบดีกรมข้าวลุย  ลงพื้นที่2จังหวัด  ชวนทำBCGโมเดล  ลดต้นทุนการผลิต

อธิบดีกรมข้าวลุย ลงพื้นที่2จังหวัด ชวนทำBCGโมเดล ลดต้นทุนการผลิต

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลงพื้นที่ : นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนฯ ใน จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก พบปะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคต่างๆ พร้อมแนะแนวทางการให้หันมาปลูกข้าวรักษ์โลก ตามแบบ BCG โมเดล เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนศูนย์ข้าวชุมชนฯที่กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านวังโมกข์ ต.วังโมกข์ อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร และ ที่ทำการกำนัน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ดังกล่าว ว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการพบปะพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อรับทราบถึงผลการดำเนินงานและรับฟังปัญหาอุปสรรคต่างๆ พร้อมแนะแนวทางการแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG Model เพื่อเป็นการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ด้วยการทำนาแบบประณีต เลิกใช้ปุ๋ยเคมีสารเคมี ยาฆ่าแมลง ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมแนะนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ที่เป็นการตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน เน้นย้ำการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน เราจะไม่ทิ้งกันแน่นอน อธิบดีฯกล่าว

รองปลัดฯถกประกันรายได้ชาวสวนยาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730222

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 4 ครั้งที่ 1/2566 มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 เรื่อง ขออนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 รับทราบความเห็นกระทรวงการคลัง และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งข้อสังเกตของสำนักงบประมาณ ไปพิจารณาดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้อง

2.ที่ประชุมรับทราบ คำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 199/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน ดำเนินการโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 ซึ่งแต่งตั้งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 3.ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการประชุมคณะทำงานกำหนดราคาอ้างอิง โดยมีผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เป็นประธานฯ และคณะทำงานประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการค้าภายใน ผู้ทรงคุณวุฒิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้แทนการยางฯ ซึ่งคณะทำงานกำหนดราคากลางอ้างอิง กำหนดราคาอ้างอิงในการประกันรายได้ตามชนิดยางและอัตราค่าชดเชยรายได้ ระยะที่ 4

4.ที่ประชุมได้พิจารณาเสนอข้อคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์ ขั้นตอน คู่มือโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐในการช่วยเหลือเกษตรกร และบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนยางในสถานการณ์ราคายางตกต่ำ โดยประกันรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และ 5.ที่ประชุมเห็นควรให้ ธ.ก.ส. เร่งดำเนินการจ่ายเงินชดเชยประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 เป็นวงเงิน 6,698 ล้านบาท

‘อลงกรณ์’ชูพัฒนาเกษตร ขับเคลื่อนระบบอาหารให้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730223

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯร่วมเปิดงานกับนายจอง จิน คิม ผู้ช่วย ผอ.ใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) นายคาเวห์ ซาฮีดี รอง ผอ.องค์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) และนายสเตฟาโน โฟเธาว์ ผู้ประสานงานระบบอาหารโลกของสหประชาชาติ(UN) โดยนายอลงกรณ์ กล่าวสุนทรพจน์ภายใต้หัวข้อการปฏิรูประบบอาหารในเอเชียและแปซิฟิก : การประเมินความคืบหน้าระบบอาหารระดับภูมิภาคเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (The Regional Food Systems Stocktaking) ว่าการจัดทำรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก เพื่อให้โลกผ่านพ้นวิกฤตและสร้างความเข้มแข็งมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคเกษตรและอาหาร และเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2030

นายอลงกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เชิญชวนภาคีเครือข่ายจากนานาชาติ ที่ร่วมดำเนินโครงการด้านเกษตรและอาหารในประเทศไทย จัดส่งข้อมูลเพื่อรวบรวมจัดทำ Food and Agriculture Stocktaking ของประเทศไทย และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารให้ยั่งยืน ยืดหยุ่น และเป็นธรรม ผ่านการสนับสนุนทางด้านการเงิน ข้อมูล วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยได้นำนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว หรือโมเดลเศรษฐกิจ BCG ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สร้างสมดุลสู่ความยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรฯ นำมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารให้เกิดความยั่งยืน

“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งพัฒนาภาคการเกษตรสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง โดยขับเคลื่อนระดับพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบ ขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยนำแนวคิด “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” ในการขับเคลื่อนทุกโครงการที่ดำเนินงานอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน ยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย และเน้นย้ำว่าเส้นทางสู่ระบบอาหารและการเกษตรที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างในทุกระดับ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อม และยินดีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการที่ไทยมีศักยภาพให้แก่ประเทศสมาชิกในภูมิภาค และหวังว่าการสัมมนาในครั้งนี้จะสามารถเป็นเวทีให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน และเราทุกคนจะไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายอลงกรณ์ กล่าว

ผงะ!! ตร.-ปศุสัตว์บุกทลายแหล่งซุกซ่อนหมูเถื่อน 16 แห่ง อายัดกว่า 15,000 กิโลกรัม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730283

ผงะ!! ตร.-ปศุสัตว์บุกทลายแหล่งซุกซ่อนหมูเถื่อน 16 แห่ง อายัดกว่า 15,000 กิโลกรัม

ผงะ!! ตร.-ปศุสัตว์บุกทลายแหล่งซุกซ่อนหมูเถื่อน 16 แห่ง อายัดกว่า 15,000 กิโลกรัม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 23.53 น.

ตำรวจจับมือกรมปศุสัตว์บุกทลายแหล่งซุกซ่อนหมูเถื่อน 16 แห่ง ปริมาณกว่า 1.5 หมื่นกิโลกรัม เข้าข่ายเป็นความผิดพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศและเข้ากระบวนการต่าง ๆ เพื่อนำออกสู่ท้องตลาด มิได้ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับสินค้าอันไม่ถูกสุขลักษณะรวมถึงอาจนำโรคระบาดชนิดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) มาแพร่ระบาด ทำให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสุกรภายในประเทศและเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พุทธศักราช 2558 พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พุทธศักราช 2559  พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อำนวยการให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองบริโภค ตำรวจภูธรภาค 1, 5 และ 7 ร่วมกับกรมปศุสัตว์เข้าตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยทั้งหมด 16 แห่ง ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ นำหมายค้นของศาลอาญาค้น 16 แห่ง พบจังหวัดนครปฐม 1 จุด สามารถอายัดเนื้อสุกรแช่แข็งรวม 4,070 กิโลกรัม และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1 จุด อายัดเนี้อสุกรแช่แข็งรวม 11,100 กิโลกรัม เข้าข่ายเป็นความผิดพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พุทธศักราช 2558 พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พุทธศักราช 2559 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนโปรดระมัดระวังในการบริโภคเนื้อสุกรที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือไม่ได้มาตรฐาน และขอความร่วมมือกรณีหากมีเบาะแส / เรื่องร้องเรียนลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน หรือเบาะแสโดยตรงได้ที่สายด่วน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โทร. 1135 หรือ สายด่วนฉุกเฉิน 191 และสามารถแจ้งผ่านช่องทาง แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ของกรมปศุสัตว์

‘ไทย-ออสเตรเลีย’ยกระดับความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730197

'ไทย-ออสเตรเลีย'ยกระดับความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร

‘ไทย-ออสเตรเลีย’ยกระดับความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.09 น.

ไทย-ออสเตรเลีย ส่งเสริมความร่วมมือด้านสินค้าเกษตรของทั้งสองประเทศ โดยที่ปรึกษาด้านการเกษตรสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ แห่งออสเตรเลีย ส่งมอบจดหมายใบรับรองสุขอนามัยสัตว์ (Health certificate) เพื่อนำเข้าเป็ดปรุงสุกจากไทยสู่ออสเตรเลีย และกรมวิชาการเกษตร ลงนามในประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลอะโวคาโดสดจากเครือรัฐออสเตรเลีย ส่งผลให้ไทยจะสามารถส่งออกเป็ดปรุงสุกไปยังออสเตรเลียได้ภายในเดือนมิถุนายน 2566

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนางสาวปิยะนุช ทิพยวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พร้อมด้วย นางสาวแอมเบอร์ พาร์ ที่ปรึกษาด้านการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตเครือรัตน์ ออสเตรเลียประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้แทนกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ แห่งออสเตรเลีย ได้เข้าร่วมพิธีส่งเสริมความร่วมมือด้านสินค้าเกษตรระหว่างไทยและออสเตรเลีย ชนิดสินค้าเป็ดปรุงสุกของไทยและอะโวคาโดของออสเตรเลีย ซึ่งจัดขึ้น ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กทม.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่กระบวนการด้านเทคนิคเพื่อจัดทำเงื่อนไขการนำเข้าของทั้งสองสินค้าได้เสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรออสเตรเลีย – ไทย ครั้งที่ 22 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ออสเตรเลีย ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงและเน้นย้ำถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) โดยไทยและออสเตรเลียจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร รวมถึงด้านการค้า การแลกเปลี่ยนนโยบาย และกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการต่างๆ

ในพิธีฯ ครั้งนี้ ที่ปรึกษาด้านการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้เป็นผู้แทนของกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้แห่งเครือรัฐออสเตรเลีย ส่งมอบจดหมายทางการ จากกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ แห่งออสเตรเลียให้แก่อธิบดีกรมปศุสัตว์ของไทย โดยจดหมายนี้เป็นจดหมายที่สรุปข้อตกลงเกี่ยวกับใบรับรองสุขภาพสัตว์ เพื่อการนำเข้าผลิตภัณฑ์เป็ด ปรุงสุกจากประเทศไทยเข้าสู่เครือรัฐออสเตรเลีย ถือเป็นการยอมรับคุณภาพมาตรฐานการผลิตเป็ดปรุงสุกของไทย หลังจากนั้นทางออสเตรเลียจะนำข้อมูลเงื่อนไขการนำเข้าเป็ดปรุงสุกของไทยเข้าสู่ระบบข้อมูล (BICON) จะส่งผลให้เป็ดปรุงสุกไทยสามารถส่งออกได้ภายในเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าสามารถส่งออกได้ปริมาณ 1,200 ตัน/ปี มูลค่า 400 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ลงนามในประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลอะโวคาโดสดจากเครือรัฐออสเตรเลีย พ.ศ.2566 ซึ่งหลังจากที่ประกาศฉบับนี้ได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาและกรมวิชาการเกษตรได้เดินทางไปตรวจสอบระบบการส่งออก อะโวคาโด พันธุ์แฮสจากรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย จะสามารถนำเข้าราชอาณาจักรไทยได้ พร้อมนี้ ทั้งสองประเทศจะได้ขยายความร่วมมือ ทั้งด้านวิชาการและการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น

ความสำเร็จของความร่วมมือกันของทั้งสองประเทศในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมย์ที่จะทำงานร่วมกันเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตร โดยประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ด้านการเกษตรกันอย่างยาวนานและแน่นแฟ้น ซึ่งทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2563 เป็นการเปิดโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิด รวมทั้งพัฒนาภาคการเกษตรและอาหารให้มั่งคั่งและยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป

– 006

วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730063

วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย

วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.48 น.

วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย ทางเลือกใหม่ช่วยคนไทยหายจากโรค   

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โชว์ผลงานวิจัยของคนไทย โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย มิติใหม่แห่งวงการแพทย์เพื่อใช้รักษาโรคหลายชนิด ช่วยรักษาอาการปวดท้อง ลดไข้ รักษาอาการบวม ของ ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยไม้ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตสารมูลค่าสูงจากกล้วยไม้สกุลหวาย เพื่อขึ้นทะเบียนอาหารใหม่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเชิงหน้าที่ต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. เป็นองค์กรสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม วช. มีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาสนับสนุนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย ของ ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะเป็นโครงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยการนำประโยชน์ที่ได้จากกล้วยไม้มาพัฒนากลายเป็นสมุนไพร เพื่อใช้ในวงการทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด นับว่าเป็นโครงการที่เข้ามาช่วยส่งเสริมภาคบริการประชาชนให้สามารถมียาและสมุนไพรดี ๆ ในการดูแลตนเอง

ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย เป็นโครงการวิจัยที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับคณาจารย์หลาย ๆ ท่าน ได้แก่ ดร.ประภัสสร รักถาวร, ดร.ธนภูมิ มณีบุญ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ จากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ ดร.จิตราพรรณ เทียมปโยธร จากภาควิชาพืชสวนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันพบว่า กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium) เป็นกล้วยไม้สกุลใหญ่ที่สุด มีการแพร่กระจายพันธุ์ออกไปในบริเวณกว้างทั้งในทวีปเอเชียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก การใช้กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นสมุนไพรทางการแพทย์มีมานานกว่า 3,000 ปี ในประเทศจีนและญี่ปุ่น ที่นิยมบริโภคเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและเพื่อสุขภาพที่ดี มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดไข้ และแก้ปวด รักษาอาการบวม รักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง รักษาโรคเบาหวาน บรรเทาอาการปวดข้อจากโรครูมาตอยด์ ตลอดจนอาการปวดประจำเดือน  เป็นต้น 

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า กล้วยไม้สกุลหวาย มีสารที่เป็นประโยชน์และมีศักยภาพสูงทั้งในเชิงสุขภาพและเชิงพาณิชย์  ดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากส่วนต่าง ๆ ของกล้วยไม้จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกล้วยไม้ นอกเหนือจากการปลูกเพื่อขายต้นและตัดดอก ประกอบกับเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของกล้วยไม้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดอีกด้วย ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงได้มีการพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย โดยศึกษาสภาวะการสกัดที่เหมาะสมในการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เอื้องคำ เอื้องดอกมะเขือ และเอื้องดอกมะลิ  ลักษณะผงสารสกัดกล้วยไม้สกุลหวายหลังจากผ่านกระบวนการสกัดและการทำแห้งแบบเยือกแข็ง พบว่ามีองค์ประกอบของสาร dendro phenol สาร dendrobine และกลุ่มสารฟีนอลิก มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-Glucosidase และ α-Amylase มีฤทธิ์ในการยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH, ABTS, Nitric oxide และ Superoxide ได้ดี 
     
นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ  (Hep G-2 Cells), เซลล์มะเร็งปากมดลูก (Hela Cells), เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก (Du-145 Cells), เซลล์มะเร็งเต้านม (MCF-7 Cells) และพบว่าไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ (Liver cell)  อย่างไรก็ดี เมื่อนำสารสกัดจากกล้วยไม้สกุลหวายที่ได้ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดแคปซูล และชาเพื่อสุขภาพด้านการลดน้ำตาลในเลือดจากกล้วยไม้สกุลหวาย พบว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการพัฒนามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-Glucosidase และต้านอนุมูลอิสระ DPPH, Nitric oxide และ Superoxide ได้ดี นับว่าเป็นผลกระทบเชิงบวกที่ได้จากงานวิจัย ที่สามารถนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอดสู่การผลิตสารมูลค่าสูงจากกล้วยไม้สกุลหวายต่อไป

เกษตรกรเฮขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ราคาสูงได้กำไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729866

เกษตรกรเฮขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ราคาสูงได้กำไร

เกษตรกรเฮขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ราคาสูงได้กำไร

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.13 น.

คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร โครงการต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยรับซื้อสูงกว่าราคากลางถึง กก.ละ 11 บาท  สร้างงาน สร้างรายได้ดีกว่าปลูกข้าวนาปรังและพืชชนิดอื่น

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ที่บริเวณแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รายนางธนาพร ภูยาดาว รองนายก อบต.ดอนสมบูรณ์ บ้านดอนยานาง ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายสุวิทย์ คำดี ที่ปรึกษาประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พร้อมด้วยนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ เลขาธิการสถาบันปิดทองหลังพระฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร โครงการต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.กาฬสินธุ์ นายสันติภาพ โทนหงสา เกษตร จ.กาฬสินธุ์ นายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอยางตลาด พร้อมด้วยส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ เกษตรกร ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ เลขาธิการสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่าจากภาวะอาหารเริ่มขาดแคลนทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงได้ร่วมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โปรดิ๊วส จำกัด และสำนักงานเกษตรรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวโพดสำหรับเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืชทางเลือกใหม่ อายุสั้น โดยเฉพาะใช้น้ำน้อย ผลผลิตสูง มีประกันราคาและแหล่งรับซื้อจัดเจน สำหรับพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ได้ดำเนินโครงการต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 8 อำเภอ จำนวน 128 ราย พื้นที่ 693 ไร่  โดยฤดูกาลผลิตปีนี้เริ่มเก็บเกี่ยว ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.66 เป็นต้นมา

“ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์ 17 ราย พื้นที่ 70 ไร่, อ.นามน 42 ราย พื้นที่ 171 ไร่, อ.ร่องคำ 24 ราย พื้นที่ 125 ไร่, อ.ยางตลาด 19 ราย พื้นที่ 211 ไร่, อ.สหัสขันธ์ 8 ราย พื้นที่ 32 ไร่, อ.หนองกุงศรี 10 ราย พื้นที่ 38 ไร่, อ.ห้วยเม็ก 7 ราย พื้นที่ 31 ไร่ และ อ.เขาวง  1 ราย พื้นที่ 15 ไร่ ราคากลางรับซื้อที่ กก.ละ 8.50  บาท ขณะที่แหล่งรับซื้อให้ราคาสูงถึง กก.ละ 11 บาท ขึ้นอยู่กับค่าความชื้น มีเกษตรกรที่มีทักษะและความชำนาญในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 1,080 กก./ไร่   ที่ความชื้น 21%  คือนางสมร ศิริภักดิ์ บ้านนาเรียง ต.สามัคคี อ.ร่องคำ อย่างไรก็ตาม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังเป็นที่ต้องการของตลาด จึงขอเชิญชวนเกษตรกรีหันมาปลูกมากขึ้น ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝน” นายณัฐพงศ์กล่าว

ด้านนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ 18 อำเภอ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน มีสภาพที่เหมาะสมกับการปลูกพืชพันธุ์หลายชนิด ทั้งนี้ ก่อนที่จะเพาะปลูกพืชชนิดใด เกษตรกรต้องเลือกพืชชนิดที่ปลูกให้เหมาะสมกับสภาพดินและแหล่งน้ำต้องเพียงพอ ในส่วนของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ถือเป็นพืชทางเลือกใหม่นั้น ทางจังหวัดและส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนส่งเสริม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับเกษตรกรมีงานทำและรายได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่นางธนาพร ภูยาดาว รองนายก อบต.ดอนสมบูรณ์ บ้านดอนยานาง ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เจ้าของแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พื้นที่ 77 ไร่ กล่าวว่าเดิมทีในฤดูแล้งจะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากระยะหลังต้นทุนการทำนาสูง ราขายขายข้าวเปลือกตกต่ำ พอดีได้รับคำแนะนำจากเกษตร อ.ยางตลาด กรณีมีสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้ามาส่งเสริมปลุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงชักชวนเพื่อนชาวนาหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปลงใหญ่ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 ปลูกง่าย ดูแลง่าย ได้ผลผลิตสูงกว่าและขายได้เงินมากกว่าปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งปีหน้าและปีต่อๆไปก็จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก ทั้งนี้ ได้แจ้งกับทางสถาบันปิดทองหลังพระฯ ในส่วนของการขอรับสนับสนุนเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น วัสดุ อุปกรณ์ การให้ปุ๋ย และรถเก็บเกี่ยว เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว

นางสมร ศิริภักดิ์ บ้านนาเรียง ต.สามัคคี อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า ตนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับสถาบันปิดทองหลังพระเป็นปีที่ 4  โดย 2 ปีแรกผลผลิตต่ำ เนื่องจากสภาพดินไม่ค่อยดี และขาดองค์ความรู้ ในการบริหารจัดการในแปลงข้าวโพด พอได้รับคำแนะนำจาสกเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาส่งเสริม ในด้านของการปลูกและบำรุงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธี ก็ได้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ได้หันมาปลุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันมาก เพราะปลูกง่าย ดูแลง่าย ใช้น้ำน้อย อายุสั้นเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่สำคัญราคารับซื้อแน่นอน มีการประกันราคาและรับซื้อเป็นจำนวนมาก ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงได้ผลคุ้มค่ากว่าปลูกพืชชนิดอื่น.-008