เกษตรฯถกคกก.แก้ปัญหา ระบบนิเวศของแม่น้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683927

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ (คกก.)บูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3/2565 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ โดยมีผู้แทนสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และกรรมการในภาคประชาชน เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ในที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน รายงานผลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงปีงบประมาณปี 2565 และรายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน และกิจกรรมโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการพลับพลึงธาร กิจกรรมการเพาะพันธุ์ปลาหายากแม่น้ำโขง

รัฐบาลส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตร-อาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683826

รัฐบาลส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตร-อาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

รัฐบาลส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตร-อาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.18 น.

รัฐบาลขับเคลื่อนการเกษตรสร้างมูลค่า ส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

2 ตุลาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศและสถานการณ์โลก ที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุดรัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตร (Good Agricultural Practices: GAP) พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้ครอบคลุมส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์พืชและแมลงที่บริโภคได้ รวมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน รวมถึงการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตามมาตรฐาน GAP โดยในปี 2565 มีผู้ยื่นขอการรับรอง 84,098 แปลง เกษตรกร 59,040 ราย โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน GAPแล้ว จำนวน 74,152 แปลง เกษตรกร 50,209 ราย พร้อมมีการจัดทำฐานข้อมูลด้านการเกษตรปลอดภัยร่วมกับสมาชิกที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน GAP ในปี 2565 สหกรณ์ 47 แห่ง เกษตรกร 1,126 ราย ใน 22 จังหวัด และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) แล้ว 65,358 ไร่ 

นายอนุชาย้ำว่า เพื่อให้สินค้าเกษตรเข้าถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและสะดวกมากขึ้น รวมถึงให้สามารถจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าได้ในหลากหลายช่องทาง รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการจัดหาตลาดเพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลไม้ผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ควบคู่กับการจัดหาพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลไม้ไปวางขายได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น ห้างท้องถิ่น สถานีจำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งยังร่วมกับบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เพื่อบรรเทาปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) ยังได้จัดทำฐานข้อมูลรวบรวมผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษาและเผยแพร่บนเว็บไซต์ thainvention.net เช่น สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมซอฟท์แวร์และระบบสมองกลฝังตัวและสิ่งประดิษฐ์ด้านพลังงานทดแทนเพื่อการเกษตร ด้วย

“ปัจจุบันตลาดมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เกิดกระแสความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ โดยหันมาบริโภคสินค้าที่ปลอดภัยไม่มีสารเคมีปนเปื้อน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่สอดคล้องต่อความต้องการบริโภค แม้เกษตรกรส่วนใหญ่มีความเคยชินกับการผลิตสินค้าเกษตรแบบใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมีทั่วไป ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในการนำพาเกษตรกรไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีการส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อขับเคลื่อนการเกษตรสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน เช่น การดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรตามมาตรฐาน GAP ในปี 2565 ทั้งการอบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP จำนวน 15,000 ราย การติดตามให้คำปรึกษาและตรวจสอบประเมินแปลงเบื้องต้น ตลอดจนการสนับสนุนการจัดการและพัฒนาผลิตผลสินค้าเกษตร GAP ในขั้นต้น เป็นต้น” นายอนุชา กล่าว.

ไทย-ซาอุฯเห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683639

ไทย-ซาอุฯเห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร

ไทย-ซาอุฯเห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.52 น.

ไทย-ซาอุดีอาระเบีย เห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน

30 กันยายน65 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับนายอับดุลเราะห์มาน บิน อับดุลมุห์สิน อัลฟัฎลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม น้ำ และการเกษตร แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายหลังการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันให้กลับเป็นปกติโดยสมบูรณ์ เมื่อเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสองฝ่าย กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันพบว่านโยบาย Saudi Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย มีความสอดคล้องกับโมเดล BCG ที่เน้นการเสริมสร้างเศรษฐกิจที่มีความสมดุล รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเน้นการบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติทั้ง 5 อย่าง ได้แก่ ระบบนิเวศ ดิน ป่าไม้ ที่ดิน และน้ำ ยึดหลักเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตร โดยฝ่ายไทยพร้อมร่วมมือเพื่อให้บรรลุนโยบาย Saudi Vision 2030

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีกลไกความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยฝ่ายซาอุฯ เสนอให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) และมอบหมายให้สำนักการเกษตรต่างประเทศเป็นผู้ประสานงานหลักของไทย ส่วนความร่วมมือด้านการประมงนั้น ซาอุฯ มีความยินดีที่จะร่วมมือกับไทย ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกฎระเบียบการลงทุนด้านกิจการประมงในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งภาคเอกชนของไทยได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

“ด้านการค้าสินค้าเกษตร ฝ่ายไทยได้ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารปรุงสุกที่มีคุณภาพไปยังซาอุฯ ส่วนฝ่ายซาอุฯ ได้กล่าวถึงตลาดซาอุฯ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีขนาดใหญ่ ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัย มีกำลังซื้อสูง และซาอุฯ ยังสามารถเป็นประตูไปสู่ประเทศแถบตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้มีการขยายความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนในลักษณะ Business to Business (B2B) และการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสการค้าและการลงทุนด้านเกษตรและอาหาร” รมว.เกษตรฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีเกษตรฯ ซาอุฯ ขอเชิญรัฐมนตรีเกษตรฯ ของไทยเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือและขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน พร้อมทั้งเชิญชวนภาครัฐและภาคเอกชนของไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านการเกษตร ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ที่ซาอุฯ

นอกจากนี้ นายเฉลิมชัยได้ขอบคุณที่ซาอุดีอาระเบียที่ได้สนับสนุนให้มีการส่งออกปุ๋ยมายังไทยเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อแก้ไขการขาดแคลนปุ๋ย รวมทั้ง เห็นพ้องกันว่าการหารือในวันนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ ของทั้งสองประเทศ และจะส่งผลถึงการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนด้านการเกษตรและอาหารในอนาคตต่อไป

สำหรับซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 29 ของไทย โดยระหว่างปี 2562-2564 มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ย 6,836 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 6,791 ล้านบาท ไทยนำเข้า 46 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเกษตรส่งออกของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต 2) ข้าว 3) สับปะรด 4) ข้าวโพดหวาน 5) อาหารสุนัขหรือแมว ส่วนสินค้าเกษตรนำเข้าจากซาอุฯ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาหารปรุงแต่ง เช่น เต้าหู้ เครื่องดื่มสำเร็จรูป 2) อาหารสัตว์ 3) ลูกนัทหรือผลไม้แห้ง 4) ปลาหมึกกระดองและปลาหมึกกล้วยแช่แข็ง และ 5) ไม้ต้น ไม้พุ่ม และไม้กอ ที่ให้ผลไม้หรือลูกนัท

– 006

‘มนัญญา’ถกวิชาการ งานกรมบัญชีสหกรณ์ พัฒนาระบบคุณภาพ ยกระดับความเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683383

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2565 เรื่อง “การตรวจสอบบัญชีกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ CAD Audit VS a VUCA World” พร้อมมอบรางวัลผลงานนวัตกรรมดีเด่น ปี 2565 เพื่อพัฒนาคุณภาพการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ป้องปรามการทุจริต และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

น.ส.มนัญญากล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินงานสร้างความเข้มแข็งทางการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้มีระบบการเงินการบัญชีและการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีตามมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ เป็นการยกระดับศักยภาพสถาบันเกษตรกรและพัฒนาสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายที่ต้องเข้าปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชี 11,800 แห่ง ให้สามารถใช้ประโยชน์จากผลการตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปปรับปรุงการบริหารจัดการและอำนวยประโยชน์แก่มวลสมาชิกโดยรวม

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของสหกรณ์ที่มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการเกิดเหตุทุจริต
ในสหกรณ์ จึงต้องมีมาตรการเชิงรุก ทั้งในด้านการพัฒนาระบบการตรวจสอบบัญชีและการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชี เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่มีมูลค่ากว่า 3.58 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.54 ของ GDP ทั้งประเทศ

เกษตรฯรุกเกษตรอัจฉริยะ จับมือญี่ปุ่นร่วมพัฒนาเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683384

เกษตรฯรุกเกษตรอัจฉริยะ จับมือญี่ปุ่นร่วมพัฒนาเทคโนโลยี

เกษตรฯรุกเกษตรอัจฉริยะ จับมือญี่ปุ่นร่วมพัฒนาเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อมอบนโยบายด้านการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น โดยมี ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชรและผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ว่าได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเร่งจัดทำแผนงานและรายละเอียดการของบประมาณประจำปี 2567 ที่ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเสริมสร้างพลิกโฉมระบบการเกษตรและอาหารให้รุดหน้ามีความยั่งยืน ตอบสนองตามแนวทาง BCG โมเดล นโยบาย Thailand 4.0 และแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯ โดยการจัดทำโครงการต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงกันไว้ อาทิ เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เครื่องจักรกลเกษตรอัจฉริยะ ระบบการจัดการเกษตรอัจฉริยะ การจัดการข้อมูลการเกษตร (agricultural data platforms) การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเกษตรอัจฉริยะ และห่วงโซ่อาหารอัจฉริยะ รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ผ่านการร่วมวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคนิค การประชุมปฏิบัติการและการสาธิตการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ

สำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ 13 บริษัท ให้ความสนใจในการพัฒนาโครงการฯ กับฝ่ายไทยครอบคลุมตั้งแต่การขับเคลื่อนรถแทรกเตอร์ในรูปแบบอัตโนมัติ การแบ่งจัดสรรและระบุที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรในรูปแบบอัตโนมัติด้วยระบบดาวเทียม โดรน จนถึงโรงเรือนกระจกอัจฉริยะ

นอกจากนี้ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ยังดำเนินโครงการร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับบริษัท Ajinomoto (Thailand) จำกัด และบริษัท เอฟ ดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการสำรวจติดตามสถานการณ์ศัตรูมันสำปะหลัง และกรมการข้าว ร่วมกับบริษัท Topcon Corporation จำกัด ดำเนินความร่วมมือด้านการทดลอง/สาธิตการปรับใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะในแปลงเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ของสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ผลิตภาพ และผลผลิต ระหว่างแปลงที่ใช้รถแทรกเตอร์ในรูปแบบอัตโนมัติกับที่ไม่ใช้ในระบบดังกล่าว

ปรับราคาน้ำนมดิบ1.5บ. ชงช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683381

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมครั้งที่ 2/2565 กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศ ที่ส่งผลกระทบให้ต้นทุนต่างๆ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของอาชีพการเลี้ยงโคนมนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมก็มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าอาหารสัตว์ รวมทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศมีแนวโน้มลดลง จึงมีการขอปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบจากกิโลกรัมละ 17.50 บาท เป็น 19.00 บาท (โดย 0.75 บาท/กิโลกรัม ทางกรมปศุสัตว์ จะดำเนินการจัดโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เป็นระยะเวลา3 เดือน) และขอปรับราคากลางน้ำนมดิบหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม จากกิโลกรัมละ 19 บาท เป็น 20.50 บาท

ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ปรับเพิ่มราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม 1.50 บาท นั้น ครม.ได้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติปรับเพิ่มแล้ว จากกิโลกรัมละ 19 บาท เป็น 20.50 บาท เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมาและในที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการช่วยเหลือราคาน้ำนมดิบแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เสนอแก่ ครม.เพื่อพิจารณา สำหรับดำเนินโครงการฯเพื่อชดเชยราคารับซื้อน้ำนมดิบให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศ กิโลกรัมละ 0.75 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (90 วัน)เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในระยะสั้นให้สามารถพัฒนาการผลิตให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และสร้างความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงโคนมต่อไป

หม่อนไหมชู90ลายผ้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683382

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า เพื่อเป็นการเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญในการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมภูมิปัญญาไหมไทย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการไหมไทย จึงจัดทำโครงการ 90 ลายผ้า อัตลักษณ์ของเกษตรกรสมาชิกศิลปาชีพ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 และเพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นถิ่นให้คงอยู่สืบไป เป็นการรวบรวมลายผ้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นของเกษตรกรสมาชิกศิลปาชีพและโครงการพระราชดำริ 90 ลาย และจัดทำหนังสือเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับลายผ้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นของเกษตรกรสมาชิกศิลปาชีพและโครงการพระราชดำริ เพื่อนำทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้ มีลายผ้าอัตลักษณ์ 90 ลาย ของเกษตรกรสมาชิกศิลปาชีพจากจังหวัดต่างๆ อาทิ ลายศาลาทรงงาน ลายภูพาน ลายโคมห้า ลายหมากจับ ลายภูเขาดอกฝ้าย
ลายเกาะล้วงน้ำไหล ลายฉัตร ลายดอกจันทร์ ลายผ้าจกลายขิด เป็นต้น ซึ่งแต่ละลายมีความเป็นอัตลักษณ์ที่สวยงามแตกต่างกันไป อันเกิดจากแรงบันดาลใจของเกษตรกรที่สืบสานสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ เกิดความภาคภูมิใจในการริเริ่มสร้างสรรค์

“โครงการ 90 ลายผ้าอัตลักษณ์ของเกษตรกรสมาชิกศิลปาชีพ ยังเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ ให้แก่เกษตรกรสมาชิกศิลปาชีพ และเกษตรกรภายใต้โครงการพระราชดำริ รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ อันเป็นการกระตุ้นให้มีการสวมใส่ผ้าไหมไทย อัตลักษณ์พื้นถิ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทรงคุณค่า และสนับสนุนเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม” นายปราโมทย์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’นำทีมลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องชาวประมงบางพัฒน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683411

'เฉลิมชัย'นำทีมลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องชาวประมงบางพัฒน์

‘เฉลิมชัย’นำทีมลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องชาวประมงบางพัฒน์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.15 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องชาวประมงบางพัฒน์ จ.พังงา มุ่งพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 ณ หมู่บ้านชาวประมงบางพัฒน์ หมู่ที่ 8 ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะเยี่ยมชมโครงการธนาคารปูม้า ร้านจำหน่ายสินค้าแปรรูปของชุมชน พร้อมรับฟังความต้องการของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้าน Fisherman Village และร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์กุ้งกุลาดำ จำนวน 100,000 ตัว ปลากะพงขาว 2 – 3 ซม.จำนวน 4,000 ตัว ปลากะพงขาว 3 – 4 ซม.จำนวน 1,000 ตัว และส่งมอบพันธุ์ปลายี่สกเทศ ขนาด 2 – 3 ซม.ให้เกษตรกรที่ อบต.ถ้ำน้ำผุด จำนวน 50,000 ตัว

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า บ้านบางพัฒน์ตั้งอยู่ในอ่าวพังงา อ.เมือง จ.พังงา เป็นหมู่บ้านชาวประมงและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รายล้อมรอบด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน เป็นชุมชนวิถีมุสลิม มีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 100 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 300 กว่าคน ประชากร 100% เป็นชาวมุสลิม ประกอบอาชีพการทำประมง ร้อยละ 90 ที่เหลือทำอาชีพค้าขาย ประกอบกิจการร้านอาหาร ลูกจ้างทั่วไป ปัจจุบันคนในชุมชนหันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนประมงเพิ่มมากขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้อยากมาดูวิถีชีวิต และมารับทราบปัญหาของพี่น้องประชาชน หากอะไรที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ พร้อมจะเข้ามาช่วยทันที และในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมจะเข้ามารับฟังปัญหาและส่งเสริมพัฒนาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องกองทุนประมงพื้นบ้าน หรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องเกษตรทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเข้ามารับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด อะไรที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ ขอให้รายงานให้ทราบ เพื่อจะได้มาช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

– 006

ปลัดเกษตรฯรุกพัฒนางานกรมการข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683115

ปลัดเกษตรฯรุกพัฒนางานกรมการข้าว

ปลัดเกษตรฯรุกพัฒนางานกรมการข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เร่งพัฒนา : ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมสัมมนาการพัฒนางานฯ จัดโดยกรมการข้าว มุ่งสร้างความเข้าใจแนวทางการทำงานให้เกิดการบูรณาการไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการสัมมนา“สรุปผลการดำเนินงานและแนวทางการพัฒนากระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีทั้งระบบ” พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคเกษตรอย่างยั่งยืนในยุค Next Normal” และมอบทุนการศึกษาบุตรบุคลากรกรมการข้าว ให้กับ ผอ.สำนัก/กอง ที่มีบุตรของบุคลากรได้รับทุน ที่โรงแรมกระบี่รีสอร์ท จ.กระบี่

โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งสิ้น 300 คน ว่ามุ่งหวังสร้างความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานและพัฒนาการทำงานไปทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกรมการข้าว มีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ สร้างการขับเคลื่อนภาคการเกษตร มุ่งเน้นให้ “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญด้านการผลิตและการส่งออกในเวทีโลก” รวมทั้งเป้าหมายนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร

ทั้งนี้ พิจารณาสถานการณ์และแนวโน้มที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ทั้งสถานการณ์โลกที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร โอกาสและภัยคุกคามของภาคเกษตรจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เร่งให้โลกเข้าสู่ยุค Next Normal อย่างรวดเร็ว โดยปี 2565 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญในการปรับแนวทางการทำงาน การพัฒนากำลังคนภาคเกษตร พัฒนากระบวนการทำงาน ผลักดันวิจัยและนวัตกรรมเกษตร และยกระดับความร่วมมือเครือข่ายจากทุกภาคส่วน

“ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วทั้งประเทศกว่า 4.49 ล้านครัวเรือน คิดเป็นเนื้อที่ปลูกกว่า 61 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นสินค้าเกษตรลำดับหนึ่งของประเทศ จึงจำเป็นที่กรมการข้าวซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง จะต้องเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก” ดร. ทองเปลว กล่าว

‘อลงกรณ์’ชงเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ เดินหน้า10โครงการพัฒนาด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683113

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2565 ว่า ที่ประชุมรับทราบ 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การขับเคลื่อนสาหร่ายพืชเศรษฐกิจใหม่ตามนโยบายอาหารแห่งอนาคต (Future Food Policy) โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ส่งเสริมสาหร่ายทะเล (Seaweed) และสาหร่าย ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ การแปรรูป และการตลาด มีกรมประมง เป็นหน่วยงานหลัก จัดทำแผนพัฒนาและแผนกลยุทธ์เป็นการพัฒนาการผลิตในระดับท้องถิ่นให้เป็นผลผลิตและผลิตภัณฑ์ชุมชน ( Community based product) มุ่งเน้นการผลิตสาหร่ายทะเล และสาหร่ายน้ำจืดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ อาหารเสริม เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และน้ำมันชีวภาพ เป็นต้น

ส่วนศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งและศูนย์เพาะเลี้ยงน้ำจืด เร่งเดินหน้าในการรวบรวมพันธุ์ การเพาะเลี้ยงและการเผยแพร่พันธุ์ ซึ่งจะดำเนินการใน 50 จังหวัด แบ่งเป็น 22 จังหวัดชายฝั่งทะเล และ 28 จังหวัดบนบกมี องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกว่า 2,600 แห่ง เป็นหนึ่งในเครือข่ายการขับเคลื่อน นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาสาหร่ายของศูนย์ความเป็นเลิศ ALEC ของ “วว.” และบริษัทเอกชน

2.การรับทราบผลการประชุมหารือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมฯที่มีมติเห็นพ้องต้องกันใน 10 โครงการนอกจากนี้ได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ได้แก่ แนวทางและมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในกลุ่มจังหวัดนำร่อง โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้แจ้งให้ทราบว่าบีโอไอ (BOI) ได้อนุมัติเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเกษตรแล้ว ซึ่งการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของ 18 กลุ่มจังหวัด สามารถดำเนินได้ทันทีตามมาตรการใหม่ของบีโอไอ ทั้งนี้ ขอให้คำนึงถึงความพร้อมใน 3 ประเด็นหลัก คือ พื้นที่ ผู้ประกอบการและสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบเป้าหมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

นายอลงกรณ์ เปิดเผยถึงโครงการ Eastern Thailand Food Valley : ETEV ภายใต้ EEC ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้(ฟรุ้ทบอร์ด) ร่วมสนับสนุน ว่าได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ ลงพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการผลไม้ครบวงจรที่ จ.จันทบุรี โดยขณะนี้มี 4 กลุ่มจังหวัดที่กำลังเดินหน้าจัดตั้งเขตส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งการประชุมครั้งถัดไป ตนจะเสนอโครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ ภายใต้เกตเวย์ตะวันตกและระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก (Western Economic Corridor) เป็นโครงการพัฒนา ตั้งแต่การผลิตพืช ประมง และปศุสัตว์ การแปรรูปขั้นต้น การใช้เกษตรอัจฉริยะสมาร์ทฟาร์มมิ่ง การพัฒนาศูนย์วิจัยเพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร เป็นหนึ่งใน “เพชรบุรีโมเดล”