เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680199

เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี

เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.59 น.

เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี เพิ่มศักยภาพในการผลิต ขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ พัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “สร้างการรับรู้สู่เกษตรกรและการขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่จังหวัดเพชรบุรี” โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกัมพล สุภาแพ่ง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธรรมนูญ ศรีวรรธนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมงาน ณ ลานอเนกประสงค์ชายทะเลหาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ทั้งนี้ นายเฉลิมช้ย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สู่เกษตรกร รวมถึงนำเสนอความสำเร็จจากการขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่ ทั้งในส่วนของผลการดำเนินงานที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่กำลังจะดำเนินการต่อไป โดยเป็นไปตามแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มศักยภาพในการผลิต ขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงทำการวิเคราะห์เชิงลึกต่อความต้องการของกลุ่มสมาชิกเพื่อจัดทำแผนธุรกิจและรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer และการเชื่อมโยงการตลาด ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง ใช้การตลาดสมัยใหม่ เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงของโลก

สำหรับโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย มีเป้าหมายการดำเนินงานทั้งสินค้าพืช ประมง และปศุสัตว์ เน้นการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อย ด้านการผลิตและการจำหน่าย มีผู้จัดการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน มีการรวมกลุ่มกันสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การเอาเปรียบจากคู่ค้าใดๆ และมีโอกาสในการขยายตลาดไปช่องทางต่างๆ ได้มากขึ้น จากการรวมตัวกันเพื่อผลิตสินค้าเกษตร การบริหารจัดการ และการหาช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนด้วยกระบวนการเรียนรู้ การสร้างการรับรู้แบบมีส่วนร่วม และใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา มองเป้าหมาย พื้นที่ คน สินค้า เข้าด้วยกัน โดยมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ต่างๆ เป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตทางการเกษตร มี Smart Farmer และ Young Smart Farmer เป็นเกษตรกรต้นแบบของชุมชน เป็นแบบอย่างในการพัฒนาให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดซึ่งจังหวัดเพชรบุรี ดำเนินการเกษตรแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น จำนวน 51 แปลง แบ่งเป็น ข้าว พืชไร่ ไม้ผล ปศุสัตว์ เกลือทะเล และแมลงเศรษฐกิจ มีเกษตรกร 2,248 ราย พื้นที่ 43,579.5 ไร่

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมภายในงาน ได้มีการจัดสถานีสร้างการรับรู้สู่เกษตรกร จำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1 การอารักขาพืชเพื่อรับมือกับโรคและแมลงศัตรูพืชในฤดูฝน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี สถานีที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดิน และการจัดการดิน-ปุ๋ย ในภาวะปุ๋ยเคมีราคาแพง โดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี สถานีที่ 3 การบริหารจัดการเครื่องจักรกลเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อทดแทนแรงงาน และลดต้นทุนการผลิต โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์การเกษตร กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอม และเครือข่ายแปลงใหญ่ข้าว นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ที่จำเป็นสำหรับเกษตรกร จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสถาบันการศึกษา รวมถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม Smart Farmer / Young Smart Farmer และ Fisherman Market ด้วย

– 006

‘เฉลิมชัย’พอใจส่งออกข้าว พุ่ง3.5ล้านตันนำเงินเข้า6หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680078

‘เฉลิมชัย’พอใจส่งออกข้าว  พุ่ง3.5ล้านตันนำเงินเข้า6หมื่นล้าน

‘เฉลิมชัย’พอใจส่งออกข้าว พุ่ง3.5ล้านตันนำเงินเข้า6หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พอใจต่อรายงานการส่งออกข้าวของไทย6 เดือนแรกของปีนี้ สามารถส่งออกข้าวทุกชนิด ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวนึ่ง และข้าวหอมมะลิ มีปริมาณ 3,507,020 ตัน คิดเป็นมูลค่า 60,932.3 ล้านบาท(1,837.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 56.6% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 42.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่ส่งออกปริมาณ 2,239,432 ตัน มูลค่า 42,641.8 ล้านบาท (1,407.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน 2565 มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 764,131 ตัน คิดเป็นมูลค่า 13,129.5 ล้านบาท ซึ่งปริมาณและมูลค่าส่งออก เพิ่มขึ้น 69.4% และ 57.1% ตามลำดับ สำหรับข้าวนึ่งมีการส่งออกปริมาณ 140,225 ตัน ส่วนการส่งออกข้าวหอมมะลิ (ต้นข้าว) มีปริมาณ103,865 ตัน

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า ไทยมีโอกาสสูงที่จะส่งออกข้าวได้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก หากส่งออกได้เกิน 7 ล้านตัน เมื่อพิจารณาข้อมูลการส่งออกข้าวของไทยในช่วงครึ่งปีแรก และรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในรอบการผลิตปี 2564–2565 ปริมาณผลผลิตข้าวของโลกอาจอยู่ที่ประมาณ 505.4 ล้านตัน สูงขึ้นจากรอบปีก่อนหน้า1.9 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2565 ปริมาณการค้าข้าวของโลกอาจสูงถึง 46.4 ล้านตัน เพิ่มจากปี 2564 ประมาณ 100,000 ตัน โดยประเทศที่คาดว่าจะส่งออกข้าวเพิ่ม คือ ออสเตรเลีย เมียนมา กัมพูชา สหภาพยุโรป ปารากวัย ไทย และอุรุกวัย

“คาดว่าเราจะส่งออกข้าวทั้งปีได้ไม่น้อยกว่า 7-7.5 ล้านตัน สูงกว่าปี 2564 และมีลุ้นที่จะแซงเวียดนามขึ้นแท่นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกได้ในปีนี้ โดยดูจากสถิติการส่งออกข้าวของเวียดนาม 5 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม–พฤษภาคม) ส่งออกข้าวปริมาณ 2.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่มีปริมาณการส่งออกข้าว 2.59 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.95 โดยมีมูลค่าส่งออก 1.35 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่มีมูลค่าส่งออก 1.41 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 4.26 เฉลี่ยเวียดนามส่งออกเดือนละ 5 แสนตัน” นายอลงกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การส่งออกช่วงครึ่งปีหลังหากรักษาระดับการส่งออกเกิน 6 แสนตันต่อเดือน ก็จะทำให้การส่งออกทั้งปีเกิน 7 ล้านตัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับค่าเงินบาท ผลผลิตของประเทศผู้ส่งออกหลัก และราคาส่งออกของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ นับเป็นความก้าวหน้าทางนโยบายข้าวที่มุ่งเน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ การใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตตลอดจนการยกระดับข้าวแปลงใหญ่ ขณะที่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มสูงขึ้นรวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เกษตรฯหนุนยุวเกษตรฝึกงานญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680077

เกษตรฯหนุนยุวเกษตรฝึกงานญี่ปุ่น

เกษตรฯหนุนยุวเกษตรฝึกงานญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางไปยังจังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อติดตามความเป็นอยู่และพัฒนาการของนายบุญชัย สุวรรณวลัย หนึ่งในผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น รุ่นที่ 39 ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรฯ และสภาแลกเปลี่ยนทางการเกษตรประเทศญี่ปุ่น ฝึกงานเป็นเวลา 1 ปี กับครอบครัวนายโยชิโนริ ฮายะโต เกษตรกรชาวญี่ปุ่น

ดร.ทองเปลวเปิดเผยว่า ได้ดูแล สนับสนุนและผลักดันให้เกษตรกรรุ่นใหม่หรือยุวเกษตร มีความรักและเห็นถึงคุณค่าของการประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยการให้โอกาสที่ดีในการเรียนรู้และฝึกฝนการทำการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็น smart farmer ช่วยขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอัจฉริยะ เป็นกำลังสำคัญของประเทศในการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร การปฏิรูประบบการเกษตรและอาหารให้มีความยั่งยืน เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันด้านการค้าสินค้าเกษตรในตลาดโลก ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาคการเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการวิจัยและพัฒนาการทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 40 ปี มียุวเกษตรผ่านการคัดเลือก เข้าร่วมโครงการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นแล้ว 40 รุ่น 663 คน โดยได้รับโอกาสในการเสริมสร้างองค์ความรู้และเทคนิคต่างๆ จากเกษตรกรญี่ปุ่นผู้มีความชำนาญในแต่ละด้าน ครอบคลุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร สั่งสมประสบการณ์ในการทำการเกษตรเพื่อนำมาผสมผสานและปรับปรุงการทำการเกษตรในประเทศไทย เป็นการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการปฏิบัติใหม่ๆ ที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ในรูปแบบภาคีเครือข่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

กรมชลฯรุดขุดคลอง ช่วยระบายน้ำหลาก ลดผลกระทบกรุงเก่า คาดแล้วเสร็จปี2569

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680076

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ เลียววงศ์วาน ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 10 และผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปการดำเนินงาน โดยรองอธิบดีฯ ให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติงานและเร่งรัดงานก่อสร้าง งานขุดคลองระบายน้ำหลากพร้อมอาคารประกอบ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่ง จะช่วยเพิ่มการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีลักษณะเป็นคอขวด ทำให้สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) /วินาที รวมถึงคลองบางหลวง และคลองบางบาล สามารถระบายน้ำไปออกทางแม่น้ำน้อย ได้ประมาณ 530 ลบ.ม./วินาที รวมปริมาณน้ำที่สามารถระบายได้ 1,730 ลบ.ม./วินาที โดยการขุดคลองลัดเพิ่มความสามารถให้การระบายน้ำเริ่มจาก อ.พระนครศรีอยุธยา ผ่าน อ.บางบาล ถึง อ.บางไทร เพื่อลดผลกระทบน้ำหลากที่เกาะเมืองและท่วมขังที่ลุ่มต่ำ

ทั้งนี้ โครงการนี้ ประกอบด้วยการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่จาก อ.บางบาล–อ.บางไทร ความยาวประมาณ 22.50 กิโลเมตร ก่อสร้างถนนบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่ง สร้างอาคารบังคับน้ำประเภทประตูระบายน้ำ 2 แห่ง สะพานรถยนต์ข้ามคลองระบายน้ำหลาก 11 แห่ง อาคารประกอบคลองระบายน้ำ 37 แห่ง กำแพงป้องกันตลิ่งที่ปลายคลองจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา และปรับปรุงคันกั้นน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำจากเดิม 1,730 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,930 ลบ.ม./วินาที บรรเทาอุทกภัยตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เฉลี่ย 1.9–2.5 ล้านไร่/ปี

เกษตรฯให้นโยบายแม่บ้านฯ รวมกลุ่มเพิ่มความเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680073

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้คณะกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับประเทศ เข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม โดย รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร จัดประชุมเพื่อให้เป็นการเริ่มต้นการฟื้นฟูแม่บ้านเกษตรกรและถือเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานด้วย โดยในปี 2566 จะกำหนดเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับแม่บ้านเกษตรกร และสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในส่วนของด้านการตลาด จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มช่องทางออนไลน์ โมเดิร์นเทรดหรือการออกบูธต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดโซนสำหรับการออกร้านของแม่บ้านเกษตรกรในงานเกษตรสร้างชาติ อย่างไรก็ดี ในส่วนของการสนับสนุนในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดสรรงบประมาณ และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่อไป

ตำบลเกล็ดแก้ว มอบวุฒิบัตร ผู้สำเร็จ อปพร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680074

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว เป็นประธานปิดโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม เพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชน ในการมีส่วนร่วมกับทางราชการในการช่วยเหลือท้องถิ่นให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้สำเร็จการฝึกอบรม จำนวน 55 คน

นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว กล่าวว่า “โครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน” มีวัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม เพื่ออบรมความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนให้กับสมาชิก อปพร. ให้สมาชิก อปพร.เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับทางราชการในการช่วยเหลือท้องถิ่นของตนเอง ให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งและกว้างขวางในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จึงนับเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากร และหน่วยงาน ให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านต่างๆ

กรมชลฯเดินหน้าStreet canalนครปฐม แก้น้ำท่วม-ยันผลประโยชน์ของชาวบ้านต้องมาก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680010

กรมชลฯเดินหน้าStreet canalนครปฐม แก้น้ำท่วม-ยันผลประโยชน์ของชาวบ้านต้องมาก่อน

กรมชลฯเดินหน้าStreet canalนครปฐม แก้น้ำท่วม-ยันผลประโยชน์ของชาวบ้านต้องมาก่อน

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.34 น.

กรมชลฯ เดินหน้า Street canal นครปฐม แก้น้ำท่วม ยันผลประโยชน์ของชาวบ้านต้องมาก่อน

จากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมาทางกรมชลประทาน ไม่ได้ยิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว ได้เปิดเผยถึงความก้าวหน้างานจ้างสำรวจ ออกแบบโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) จังหวัดนครปฐม ชี้แก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งในแนวเหนือ-ใต้ ออกสู่ทะเลร่วมกับการผันน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา รวมค่าก่อสร้างประกอบโครงการกว่า 7 พันล้านบาท

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า งานจ้างสำรวจ ออกแบบโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) จังหวัดนครปฐม เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทาน ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตามกลุ่มแผนงานที่ 4 จาก 9 แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ระบายน้ำทั้งในแนวเหนือ-ใต้ ออกสู่ทะเลร่วมกับการผันน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา และบริหารจัดการน้ำเพื่อการกักเก็บกักน้ำ นำน้ำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง

โครงการนี้เริ่มปรึกษาหารือกันและประชุมปฐมนิเทศโครงการมาตั้งแต่ปี 2564 ถัดมาในปี 2565 ได้ประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เมื่อช่วงเดือนมีนาคม ตรวจติดตามความก้าวหน้าครั้งที่ 1 ในเดือนมิถุนายน และประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุดคือตรวจติดตามความก้าวหน้าครั้งที่ 2 ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ก่อนจะประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการในเดือนพฤศจิกายน รวมระยะเวลาปฏิบัติงานประมาณ 540 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 – วันที่ 22 ธันวาคม 2565

องค์ประกอบโครงการได้แก่ 1) งานขุดลอกคลองระบายน้ำ 10.617 กม.และงานอาคารประกอบคลองระบายน้ำรวมทั้งสิ้น 97 อาคาร มูลค่าก่อสร้าง 3,968.33 ล้านบาท 2) งานอุโมงค์ระบายน้ำ 6.998 กม. และอาคารประกอบในแนวอุโมงค์ระบายน้ำรวม 4 อาคาร ราคา 3,500.44 ล้านบาท รวมสององค์ประกอบโครงการกว่า 7,468.77 ล้านบาท 

สรุปรายละเอียดเบื้องต้น งานขุดลองคลองระบายน้ำและอาคารบังคับน้ำตามแนวคลองจะมี 4 แบบ ส่วนงานอุโมงค์และสถานีสูบน้ำ อุโมงค์จะระบายน้ำใต้คลองแนวลิขิต ความยาว 6.998 กิโลเมตร วางตัวใต้แนวคลองอ้อมน้อยและคลองแนวลิขิต 1 รับน้ำจากอาคารรับน้ำคลองฉาง อาคารรับน้ำคลองอ้อมน้อย อาคารรับคลองแนวลิขิต 1 และสูบน้ำจากสถานีปลายอุโมค์ลงสู่คลองภาษีเจริญ ส่วนนี้จะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 8.141 ไร่ ซึ่งมีมาตรการผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมแนวทางการชดเชยที่ดินทรัพย์สิน ตั้งแต่ช่วงก่อสร้างตลอดจนช่วงดำเนินการ

โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มีขอบเขตการศึกษาอยู่ในจังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร ประกอบด้วย อำเภอพุทธมณฑล อำเภอสามพราน และอำเภอกระทุ่มแบน มี 7 ตำบล คือ ต.ศาลายา ต.บางกระทึก ต.บางเตย ต.กระทุ่มล้ม ต.ไร่ขิง  จังหวัดนครปฐม และต.อ้อมน้อย ต.สวนหลวง จังหวัดสมุทรสาครกลุ่มเป้าหมายได้แก่ หน่วยงานอำเภอ ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่การพัฒนาโครงการ ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผลประโยชน์ของโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) 1.จะช่วยระบายน้ำท่วมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง-ตอนบน ตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์ถึงคลองภาษีเจริญ 2.จะช่วยพร่องน้ำในคลองมหาสวัสดิ์เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำหลากตอนบนด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 3.ช่วยในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและการกักเก็บน้ำด้วย

สำหรับประเด็นเรื่องค่าตอบแทนในราคาที่ดินที่ต้องชดเชยให้กับชาวบ้าน ท่านรองอธิบดีกรมชลประทาน ได้กล่าวว่า “ในเรื่องดังกล่าวกรมชลประทานคำนึงถึงปัญหาข้อนี้อยู่เสมอ เพราะเท่าที่เคยทำงานมากรมชลประทานไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ของราคาที่ดิน และเราไม่ได้ประเมินเงินชดเชยจาก ราคาประเมินที่ดินเท่านั้น แต่เราต้องคำนึงถึงราคาซื้อขายตามจริงที่ชาวบ้านสมควรจะได้รับ ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าราคาทึ่ดินถนนตัดผ่าน กับน้ำไหลผ่านมีราคาแตกต่างกัน เพราะผลไปอยู่ที่ตามมาต่างกันอย่างมาก ทางชลประทานยินดีจะให้เงินตอบแทนกับชาวบ้านอย่างสมน้ำสมเนื้อที่สุด ยกตัวอย่างในการเข้าไปทำอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่าสงวนที่มีชาวบ้านทำกินโดยปราศจากเอกสารสิทธิ์ใดๆ ทางกรมชลประทานก็ต้องให้ค่าขนย้าย รวมถึงเงินชดเชยอาชีพอย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่กับในพื้นที่บริเวณนี้มีเอกสารที่ถูกต้อง เราจึงต้องรักษาผลประโยชน์ของชาวบ้านอย่างดีที่สุด” นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

‘เฉลิมชัย’ดึง’เสนาหอย’ แชร์ประสบการณ์-ความสำเร็จ บนเส้นทางอาชีพเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680007

'เฉลิมชัย'ดึง'เสนาหอย' แชร์ประสบการณ์-ความสำเร็จ บนเส้นทางอาชีพเกษตร

‘เฉลิมชัย’ดึง’เสนาหอย’ แชร์ประสบการณ์-ความสำเร็จ บนเส้นทางอาชีพเกษตร

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.30 น.

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรได้เชิญ เสนาหอย หรือ นายเกียรติศักดิ์ อุดมนาค ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่มีใจรักอาชีพเกษตร ร่วมคณะทำงาน แบ่งปันแชร์ประสบการณ์จากการทำ “วินฟาร์ม” ปลูกผักออร์แกนิกปลอดสาร จนประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างแนวทางและแรงบันดาลใจให้เกษตรกรยุคใหม่เพื่อพัฒนา ยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีขีดความสามารถด้านการเกษตร สามารถทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งช่วงที่ผ่านมา หลังจากวิกฤตการณ์โควิด-19 และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้มีคนรุ่นใหม่ในสาขาอาชีพต่างๆ ที่หลากหลาย ได้ให้ความสนใจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสผันตัวเองเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น

ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ นับว่ามีศักยภาพและความสามารถทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ในยุคดิจิทัล รู้จักนำองค์ความรู้ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร ที่นับเป็นแรงขับเคลื่อนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทยโดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เฟ้นหากลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมทั้ง Influencer (อินฟลูเอนเซอร์) ที่มีศักยภาพ มีความสนใจและรักในอาชีพการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ เพื่อร่วมเป็นทีมคณะทำงานในการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร

ทั้งนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 นายเกียรติศักดิ์ อุดมนาค ได้เข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือถึงแนวทางในการร่วมคณะทำงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนายเกียรติศักดิ์ นับได้ว่ามีประสบการณ์และได้พบเจอปัญหาอุปสรรคต่างๆ บนเส้นทางอาชีพการเกษตรตั้งแต่ริเริ่มทำฟาร์ม จากที่ไม่มีความรู้ใดๆ แต่มีการศึกษาเทคนิค ขอคำแนะนำเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา และหาความรู้จากแหล่งสื่อต่างๆ รอบตัวด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงดิน ขุดบ่อทำแหล่งน้ำ ทดลองปลูก โรคแมลง การเก็บเกี่ยว การสร้างแบรนด์ และขนส่งด้วยตนเอง ซึ่งถือได้ว่าจะเกิดประโยชน์และเป็นตัวอย่างต่อเกษตรกรและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจและอยากจะลองหันมาทำการเกษตรในปัจจุบัน

สำหรับ เสนาหอย นับเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงที่ประสบความสำเร็จ และมีความสนใจในอาชีพด้านการเกษตร โดยลงทุนทำฟาร์มของตนเองร่วมกับวิลลี่ แมคอินทอช ในชื่อ “วินฟาร์ม” (Wynn Farm) บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ จ.ฉะเชิงเทรา ทำฟาร์มปลูกผักออร์แกนิก ปลอดสารพิษ ทำเกษตรแบบอควาโปนิกส์ ด้วยการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแบบผสมผสานทั้งผืนดิน แหล่งน้ำ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยจำหน่ายผลผลิตผ่านระบบออนไลน์ ด้วยคอนเซ็ป ว่า “ผักผมกินได้เลย ไม่ต้องล้าง”

‘มนัญญา’จับมือสธ.ร่วมงาน มหัศจรรย์กัญชาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679829

‘มนัญญา’จับมือสธ.ร่วมงาน  มหัศจรรย์กัญชาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

‘มนัญญา’จับมือสธ.ร่วมงาน มหัศจรรย์กัญชาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เพิ่มมูลค่า : นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานมหัศจรรย์กัญชาฯ เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ และเศรษฐกิจ บูรณาการหน่วยงานต่างๆ เพื่อการใช้กัญชาต่อยอดทางเศรษฐกิจ

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการกัญชาทางการแพทย์ เขตสุขภาพที่ 3 “มหัศจรรย์กัญชา เขตสุขภาพที่ 3 ร่วมสร้างสุขภาพ พัฒนาเศรษฐกิจ” โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “กัญชา กัญชง ความมั่นคงทางสุขภาพและเศรษฐกิจของชาติ” ซึ่งมีนายขจร รักพานิชมณี ผวจ.อุทัยธานี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิตปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สนามกีฬา จ.อุทัยธานี

สำหรับการประชุมวิชาการกัญชาทางการแพทย์ เขตสุขภาพที่ 3 (จ.นครสวรรค์กำแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท และอุทัยธานี)เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงต่างๆ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และผู้ประกอบการ หลังจากปลดกัญชาจากยาเสพติด ส่งเสริมการดูแลรักษาตนเองอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และมีความพร้อมดำเนินงานได้อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมการปลูกกัญชาในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อให้ได้ต้นกัญชาที่มีคุณภาพ ร่วมบูรณาการโดยการจัดนิทรรศการภายในงานเพื่อให้ความรู้ในด้านต่างๆ อาทิ 1.นิทรรศการศูนย์บริหารจัดการพืชกัญชา กัญชง และกระท่อมแบบเสร็จ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย จัดแสดงในเรื่องของสายพันธุ์และการขยายพันธุ์ ตลอดจนเทคนิคการปลูก การป้องกัน รวมทั้งการกำจัดศัตรูที่สำคัญของพืชกัญชา กัญชง และวิธีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 2.คลินิกกรมวิชาการเกษตรเคลื่อนที่ ให้ความรู้ในเรื่องการต่ออายุใบรับรองมาตรฐานการผลิต GAP พืช มีการจัดตั้งหน่วยบริการขึ้นทะเบียนรับรองแหล่งผลิตพืช GAP และ GAP Plus การต่อใบอนุญาตขายปุ๋ยใบอนุญาตขายเมล็ดพันธุ์ควบคุม และใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย (One Stop Service)

3.นิทรรศการให้ความรู้เทคโนโลยีด้านต่างๆ อาทิ ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยเคมี มาตรการการใช้สารเคมี โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญกับพืชเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี 4.โครงการส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจกัญชง โดยสถาบันเกษตรกรจังหวัดอุทัยธานี ปี 2565 เพื่อให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และเพื่อให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ตลอดจน เพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ กลุ่มเป้าหมายสหกรณ์ 6 แห่ง สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 23 ราย พื้นที่เพาะปลูกจำนวน 20 ไร่ เป็นต้น

ปลัดเกษตรฯเยือนญี่ปุ่นต่อยอดภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679827

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางไปยังจังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น ภายหลังร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือกับองค์กรวิจัยด้านการเกษตรและอาหารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินงานด้านการทดลองและวิจัยเทคโนโลยีเกษตร ป่าไม้ ประมง และอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีผู้บริหารทั้ง 2 สถาบัน ต้อนรับ พร้อมบรรยายเกี่ยวกับหน่วยงาน

สำหรับประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศต้นแบบในภูมิภาคเอเชีย ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อมาปรับใช้ในภาคการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบและสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ อาทิ เกษตรกรสูงวัย ต้นทุนการผลิตสูงการขาดแคลนแรงงาน ผลผลิตไม่มีเสถียรภาพ

“ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้เป็นอาชีพที่น่าดึงดูดคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและความปลอดภัยอาหารด้วยต้นทุนที่ลดลง ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและระบบอาหารยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการผลิตตามความ
ต้องการของตลาด ทั้งนี้ การส่งเสริมความร่วมมือผ่านระดับทวิภาคี/พหุภาคีด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะในมิติต่างๆ อาทิ การดำเนินโครงการวิจัยร่วมการทดลองการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้/ผู้เชี่ยวชาญ และการประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติการ จึงมีความสำคัญต่อกระทรวงเกษตรฯ อย่างมาก ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตรไทย รวมทั้งเสริมสร้างความสมดุลระหว่างผลิตผลทางการเกษตรและการปกป้องสิ่งแวดล้อม” ดร.ทองเปลว กล่าว