เฉลิมชัย’พัฒนาเครือข่าย YoungSmartFarmerระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680904

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดเวทีเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ ที่โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่นกทม. ว่า เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงมุ่งเน้นพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาขับเคลื่อนภาคการเกษตรผ่านการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกัน มีการเตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยและสามารถทำการเกษตรอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก มีแนวคิดสร้างสรรค์ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการการเกษตร เป็นที่พึ่งแก่เพื่อนเกษตรกร เป็นผู้นำทางการเกษตร 4.0 ในท้องถิ่น และเป็นผู้สร้างแรงจูงใจ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพการเกษตรให้แก่เยาวชน เกษตรกร และบุคคลทั่วไป

“รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความก้าวหน้าการเติบโตและการพัฒนาของ Young Smart Farmer ที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเกษตรกรเองจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยทั้งในเรื่องของการรับรู้รับทราบและเข้าถึงเทคโนโลยีกระบวนการและวิชาการต่างๆ กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายสำคัญที่ต้องการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรไปสู่เกษตรทันสมัยหรือเกษตร 4.0 โดยมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนรวมถึง Young Smart Farmer ขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อมๆ กัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรของไทยสู่การเป็นธุรกิจเกษตรได้” ดร.เฉลิมชัยกล่าว

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้พัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และให้เกษตรกรรุ่นใหม่เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งตอบสนองความต้องการที่แท้จริงและนำไปสู่การปฏิบัติงานได้จริง เน้นการมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด โดยมุ่งหวังให้ Young Smart Farmer เป็นผู้นำด้านการเกษตรในอนาคต สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เสริมสร้างทักษะทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม

กรมชลฯพร้อมรับมือ! หลังอุตุฯเตือนฝนตกอีกระลอก 18-24 ก.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680876

กรมชลฯพร้อมรับมือ! หลังอุตุฯเตือนฝนตกอีกระลอก 18-24 ก.ย.นี้

กรมชลฯพร้อมรับมือ! หลังอุตุฯเตือนฝนตกอีกระลอก 18-24 ก.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.49 น.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2565 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วงวันที่ 18 , 21 – 24 กันยายน 2565 นั้น คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนไหลมาสมทบกับแม่น้ำสะเเกกรังและลำน้ำสาขา ลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในระยะนี้ได้มีการพร่องน้ำเพื่อลดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยารองรับน้ำเหนือ กรมชลประทาน โดยมีการปรับปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเป็นอัตราประมาณ 1,990 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 น.ของวันนี้ (18 กันยายน 2565) หลังจากนั้นจะคงอัตราเดิมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนที่ตกลงมา และปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ตั้งองค์กร‘ชุมชนประมงท้องถิ่น’ 50 จว. เปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวเร่งพัฒนาอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680812

ตั้งองค์กร‘ชุมชนประมงท้องถิ่น’ 50 จว. เปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวเร่งพัฒนาอาชีพ

ตั้งองค์กร‘ชุมชนประมงท้องถิ่น’ 50 จว. เปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวเร่งพัฒนาอาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 10.07 น.

‘อลงกรณ์’ ขับเคลื่อนรวมพลคนประมงพื้นบ้านจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 50 จังหวัด พร้อมเปิดตัวหมู่บ้านประมงท่องเที่ยว เร่งพัฒนาอาชีพแปรรูปผลิตภัณฑ์ ออกมาตรฐานประมงพื้นบ้านยั่งยืน สร้างแบรนด์ขยายตลาด

18 กันยายน 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยครั้งที่4 ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการ โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน รายงานผลการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,776 องค์กร สมาชิกจำนวน 104,891 ราย และความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงด้านชายฝั่ง 80 ชุมชน ด้านน้ำจืด 84 ชุมชน ด้านแปรรูป 36 ชุมชน และได้อนุมัติโครงการและกิจกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพประมง จำนวน 200 องค์กรเรียบร้อยแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 20 ล้านบาทและจะสนับสนุนงบประมาณทุกปีๆละอย่างน้อย 200   องค์กรๆละ 100,000 บาท

นายอลงกรณ์ ระบุว่า ภายใต้นโยบายสร้างความเข้มแข็งชุมชนและองค์กรเกษตรกรโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านที่เป็นชาวประมงรายย่อยของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กรมประมงได้บูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนร่วมมือกันเร่งดำเนินการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้านประมงพื้นบ้านเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยโครงการใหม่ๆโดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งประมงน้ำจืดและน้ำเค็มให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านสุขลักษณะที่ดีในการแปรรูปสัตว์น้ำ มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และน้ำอุปโภคบริโภคมาตรวจคุณภาพ รวมทั้งถ่ายทอดเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ในองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 25 แห่ง จาก 18 จังหวัด ซึ่งอยู่ในภาคต่าง ๆ ได้แก่ภาคใต้ จำนวน 6 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 แห่ง ภาคเหนือ จำนวน 3 แห่ง ภาคตะวันออกจำนวน 2 แห่ง และภาคกลาง จำนวน 6 แห่ง และการออกหนังสือรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พร้อมกับการพัฒนาแบรนด์โดยให้การรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 128 ราย และการรับรองสินค้าประมงที่จำหน่ายบนเว็ปไซต์ Fisheries Shop ของกรมประมง

ขณะเดียวกันยังมีความคืบหน้าในการพัฒนาหมู่บ้านประมงเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้โครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจรีสอร์ต ( Fisherman’s Village Resort )โดยกรมประมงได้ส่งเสริมชุมชนประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ 22 จังหวัด สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ 53 แห่ง โดยมอบหมายให้กรมประมงขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วนพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนประมงด้วย โดยนำแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(wellness tourism)มาประยุกต์ใช้ และให้ส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์(Online Market)เพื่อช่วยสนับสนุนการขายและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านประมงทางด้านการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

-005

สกู๊ปพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำปี2565 ฟันธง! ไม่ซ้ำรอยปี2554

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680315

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ภาคตะวันออก พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดเลย ทำให้มีสืื่อหลายสำนัก และนักวิชาการบางท่านออกมาให้ข่าวว่า อาจจะเกิดน้ำท่วมซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

มาวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกันว่า ปีนี้จะเกิดมหาอุทกภัยหรือไม่ ?

แม้กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.) ได้คาดการณ์ในช่วงปลายฤดูฝนจะมีปริมาณฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2565 อาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่า สถานการณ์จะรุนแรงเทียบเท่าปี 2554

เนื่องจากสถานการณ์น้ำในปี 2565 แม้จะเกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ฝนมาเร็ว หลายพื้นที่ของประเทศมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงขึ้นเช่นเดียวกับปี 2554 ก็ตาม แต่ความรุนแรงจนถึงขณะนี้ยังไม่เท่ากับปี 2554 รวมทั้งพายุที่เกิดขึ้นมีเพียง 2-3 ลูก ที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้พัดผ่านโดยตรง

ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ประกอบด้วย 1.คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง 2.การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ 3.ทบทวน ปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ 4.ซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ 5.ปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.ขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมพร้อมวางแผนเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำพื้นที่เสี่ยง 8.เพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ 9.ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคันทำนบพนังกั้นน้ำ 10.เตรียมพื้นที่อพยพและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ 11.ตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย12.การสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ 13.ติดตามประเมินผล ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้ถูกนำมาถอดบทเรียนวางแผนแก้ไข รับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้มีการมีแก้ไขปรับปรุงขุดลอกคลอง กำจัดผักตบชวา ขยะ ต้นไม้ กิ่งไม้ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเล เช่นเดียวกับปัญหาความซ้ำซ้อน ไม่มีเอกภาพก็ได้รับการแก้ไขเช่นกัน

ในขณะที่การบริหารจัดการน้ำภาพรวมทัั้งประเทศ ได้จัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ขึ้นมาบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เป็นหนึ่งเดียว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนติดตาม เฝ้าระวังป้องกัน และเตือนภัยสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา โดยล่าสุด พลเอกประวิตรได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝนตกอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งได้กำชับให้ดำเนินงานตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนที่ได้วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาลดปัญหาน้ำท่วมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทั่วถึงทุกพื้นที่

ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในปีนี้ก็แตกต่างจากปี 2554 ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำใช้การรวม 49,887 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 65% ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 26,201 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ปี 2554 ใ่นช่วงเวลาเดียวกันมีปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางมากถึง 58,563 ล้านลบ.ม. เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาปริมาณใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำรวม 13,792 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 55% ของปริมาณการกักเก็บ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 11,079 ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกับปริมาณปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกัน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันถึง 21,416 ล้านลบ.ม. ต่างกันมากกว่า 10,000 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ยังจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ10 ทุ่ง สำรองเพิ่มเติมกรณีที่จำเป็น เพื่อไว้เป็นแก้มลิงรองรับน้ำหลากในช่วงกลางเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ จะสามารถหน่วงปริมาณน้ำหลากได้ประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วคาดว่า จะแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) ก็ได้เตรียมพื้นที่รับน้ำไว้เช่นกัน

หากวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในปีนี้จนถึงปัจจุบัน ตลอดจนการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ในการรับมือฤดูฝนของหน่วยงานภาครัฐแล้ว “พลเอกประวิตร” ได้ออกมาการันตีว่า…

เหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 แน่นอน !!!!!

ปศุสัตว์ปรับการเลี้ยงหมู เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680312

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2565 พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมที่กรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์ประภาส เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา Pig Board ครั้งนี้ มีการรายงานสถานการณ์การผลิตและตลาดสุกรในปัจจุบัน รายงานผลการประชุมคณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิต การประชุมคณะอนุฯ วิเคราะห์การผลิตและการตลาดสุกร อีกทั้งยังมีการพิจารณาเกณฑ์การกำหนดราคาเป้าหมายนำตามกรอบการขอใช้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พิจารณาทบทวนการพยากรณ์ผลผลิตสุกรขุน พิจารณาผลการศึกษาของคณะทำงานโครงการฟื้นฟูเยียวยา และปรับโครงสร้างการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายกลางถึงรายย่อยทั้งประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันแบบยั่งยืน

รองปลัดฯร่วมวงถก แนวทางยุทธศาสตร์ ร่วมมือไทย-มาเลเซีย ฟื้นฟูผลกระทบโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680313

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดนระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 5 (The Joint Development Strategy (JDS) for Border Areas) และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ครั้งที่ 14 (The Joint Commission for Bilateral Cooperation : JC) ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ร่วมกับ นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง และ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กทม. โดยมี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ และดาโตะ ซรี ไซฟุดดิน อับดุลละฮ์ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย เป็นประธานร่วมการประชุมฯ

ทั้งนี้ การประชุมอยู่ภายใต้หัวข้อหลัก “เสริมสร้างความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ในช่วงเวลาแห่งความท้าทาย” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ไทยและมาเลเซีย จะร่วมกันวางยุทธศาสตร์ กำหนดแนวทางการเพิ่มพูนความร่วมมือในการส่งเสริมความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวของทั้งสองประเทศจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเพื่อรับมือความท้าทายอื่นๆ โดยที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งจะรวมถึงความร่วมมือด้านการประมงของทั้งสองฝ่ายด้วย

เกษตรฯรุกสภาเกษตรอินทรีย์ ผนึกทุกเครือข่ายดันไทยฮับอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680314

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นประธานพิธีเปิดและปาถกฐาพิเศษ เรื่อง “เกษตรอินทรีย์และเกษตรอินทรีย์พีจีเอส”ที่โรงแรมรอมารี ดอนเมือง โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ เป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่มีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อย่างมาก จึงกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคอาเซียน ด้านการผลิต แปรรูป การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลภายใต้ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564” โดยมีคณะกรรมการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติและคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ที่มี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเป็นประธาน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นกลไกระดับนโยบายและมีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ภายใต้ 3 คณะทำงาน ได้แก่ คณะกรรมการด้านเกษตรอินทรีย์ คณะทำงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน และคณะทำงานด้านวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ ได้เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปี 2564-2565 เดินหน้าจัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ 2566-2570 และร่าง พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ รวมทั้งการจัดทำโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง (Urban Farming) และโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank) ประการสำคัญคือการจัดตั้งสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย เป็นครั้งแรก โดยมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำหลักเกณฑ์การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) หรือเกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน

สำหรับสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย ได้เห็นชอบธรรมนูญของสภาฯ และคณะกรรมการบริหารอย่างเป็นทางการชุดแรก แทนคณะกรรมการบริหารชุดเฉพาะกิจด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเครือข่ายองค์กรเกษตรอินทรีย์หลักๆ ที่พร้อมจะร่วมขับเคลื่อนสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอส และแผนดำเนินงานให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้บรรลุ 4 วัตถุประสงค์

อย่างไรก็ดี ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์โดยเชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ทั้ง 77 จังหวัด และศูนย์ความเป็นเลิศ (AIC-Center of Excellence) อย่างใกล้ชิดด้านการวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอบรมบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการพัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบออนไลน์และออฟไลน์เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค การสร้างแบรนด์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระบบทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์จากผลผลิตทั้งพืชและสัตว์ กับโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมเกษตรอุตสาหกรรม

ปลัดเกษตรฯตรวจเยี่ยมปตร.ลำน้ำปิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680316

ปลัดเกษตรฯตรวจเยี่ยมปตร.ลำน้ำปิง

ปลัดเกษตรฯตรวจเยี่ยมปตร.ลำน้ำปิง

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตรวจเยี่ยม : ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมโครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในลำน้ำปิง จ.เชียงใหม่ ก่อนประชุมหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ บรรเทาปัญหาการเกิดอุทกภัยใน จ.เชียงใหม่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในลำน้ำปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก่อนประชุมหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยปัจจุบันโครงการประตูระบายน้ำแห่งนี้ สามารถควบคุมการเปิด-ปิดบานระบายน้ำด้วยระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงกับข้อมูลปริมาณน้ำ และสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ซึ่งมีค่าความปลอดภัยคิดเป็น 1.5 เท่า ของอัตราการระบายน้ำสูงสุดของลำน้ำปิงเมื่อขุดลอกปรับแต่งลำน้ำทั้งด้านเหนือและด้านท้ายประตูระบายน้ำ ที่ 800 ลบ.ม./วินาที ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการเกิดอุทกภัยในเขตเมืองเชียงใหม่ ที่สร้างความเสียหาย
ต่อพื้นที่ย่านธุรกิจการค้าและพื้นที่พักอาศัย ซึ่งมีพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมประมาณ 44,400 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ฝั่งตะวันออก 37,300 ไร่ และพื้นที่ฝั่งตะวันตก 7,100 ไร่

นอกจากนี้ ประตูระบายน้ำดังกล่าวฯยังทำหน้าที่ส่งน้ำให้กับฝายท่าศาลา พื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ฝายหนองผึ้ง พื้นที่ 5,200 ไร่ และฝายวังตาล พื้นที่ 8,100 ไร่และยังบรรเทาปัญหาน้ำเสียในแม่น้ำปิงโดยการระบายน้ำเสียและตะกอนที่ตกทับถมอยู่บริเวณท้องน้ำให้ไหลไปทางด้านท้าย เป็นการถ่ายเทและหมุนเวียนน้ำ ทำให้คุณภาพในแม่น้ำปิง ดีขึ้น เกษตรกรสามารถกลับมาทำประมงได้อีกครั้ง

“นอกจากได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโครงการประตูระบายน้ำในน้ำปิงแล้ว ยังตั้งใจมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ที่ปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะหลังการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เห็นการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นไปอย่างดีเยี่ยม ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านอีกครั้ง” ดร.ทองเปลว กล่าว

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680375

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.53 น.

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

15 กันยายน 2565 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์และกรมศุลกากร พยายามปราบหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาในหลายช่องทาง แล้วนำมากระจายขายทั่วทุกภูมิภาค ในราคาที่ต่ำกว่าราคาเนื้อหมูในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องตัดตอนโดยเร็ว เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่อาจปนเปื้อนเข้ามากับเนื้อหมูและเครื่องในที่ลักลอบนำเข้า ที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการเร่งเพิ่มซัพพลายเนื้อหมูในประเทศ ตามที่สมาคมฯได้เร่งส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงรายย่อยทยอยกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง

“ขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และกรมศุลกากร ที่เร่งปราบปรามการนำเข้าหมูเถื่อน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการกับกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสและหาประโยชน์จากคนไทย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้เลี้ยงสุกร ที่ขณะนี้เพิ่งกลับมาเลี้ยงหมูรอบใหม่ให้มีความมั่นใจ และยังเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ เนื่องจากหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามามีความเสี่ยงที่จะเป็นพาหะนำโรคระบาดเข้ามาด้วย” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การลักลอบนำเข้าหมูจากหลายแหล่ง อาทิ สหรัฐฯ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน บราซิล  ทำกันเป็นขบวนการ ด้วยการสำแดงการนำเข้าเป็นเท็จ เช่น อาหารทะเล หรืออาหารสัตว์ ทำให้ไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบโรคสัตว์ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ของกรมปศุสัตว์  และไม่มีเอกสารใบอนุญาตนำเข้า  นอกจากนี้หลายประเทศทางตะวันตกอนุญาตให้สามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ได้    ซึ่งสารนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับผู้บริโภคคนไทย และผิดกฎหมายไทยที่ประกาศ “ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูอย่างเด็ดขาด” มานานกว่า 20 ปี ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 กระทั่งมีการปรับปรุงประกาศฯ เมื่อ พ.ศ.2559 เรื่องกำหนดวัตถุดิบที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ รวมถึงประกาศ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546

“ผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากร้านค้าที่มีตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำหรับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ว่าเป็นผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัยในอาหาร” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680365

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.25 น.

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติและถวายพระราซกุศลพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 กันยายน 2565 ณ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองเขื่อนเพชร (พิบูลสงเคราะห์ 1) ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม
พรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยมี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมงานในครั้งนี้

โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริ ดำเนินการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาถือได้ว่าก่อเกิดประโยชน์เป็นคุณูปการแก่เกษตรกรเป็นอย่างมากและยังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากโค-กระบือ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นาลดการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่น ซึ่งการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือในครั้งนี้เป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้สัมฤทธิ์ผลตามพระราชประสงค์

จากการดำเนินงานที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้สั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว จำนวน 1,251 ราย ลูกเกิดโคเพศเมียที่ขยายผลให้เกษตรกรรายอื่น จำนวน 91 ตัว ลูกเกิดโค-กระบือ เพศผู้ ที่จำหน่ายแล้วนำเงินส่งโครงการธนาคารโค-กระบือ จำนวน 877 ตัว คิดเป็นมูลค่า 6,370,126 บาทมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือ ให้แก่เกษตรกรไปแล้วจำนวน 968 ราย คิดเป็นมูลค่า 7,744,000 บาท และยังมีเกษตรกรอยู่ในความดูแลขอโครงการรวม283รายจำนวนโค-กระบือ 375 ตัว โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ถือได้ว่าเป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินงานประกอบกับมีการทำงานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งตลอดจนมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์เช่นการใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นา การทำแก๊สชีวภาพการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่นเป็นต้นสำหรับโคเพศเมีย จำนวน 90 ตัว ที่ได้รับการไถ่ชีวิตในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีจะนำไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ 1.อำเภอบ้านลาด จำนวน 31 ตัว 2.อำเภอชะอำ จำนวน 28 ตัว 3.อำเภอท่ายาง จำนวน 25 ตัว 4.อำเภอหนองหญ้าปล้อง จำนวน 6 ตัว

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและเกษตรกรภายในงาน ดังนี้

1.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ จัดกิจกรรมการผลิตอาหารสัตว์ TMR เป็นอาหารผสมครบส่วน ต้นทุนอาหารสัตว์เป็นอาหารผสมสำเร็จรูปที่เกิดจากการนำอาหารหยาบ และอาหารข้นมาผสมกันอัตราส่วนท่ีเหมาะสม โดยคำนวณสัดส่วนของอาหารทั้ง 2 ชนิดจากน้ำหนักแห้งให้ได้ตามความต้องการของสัตว์เลี้ยง

2.การผ่าตัดทำหมันสัตว์ มีการจัดกิจกรรมการรักษาพยาบาลสัตว์ป่วย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์ การผ่าตัดทำหมันสุนัข แมว เพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า การตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ การให้ความรู้ แนะนำการจัดการด้านอาหารสัตว์ การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

3.กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะพันธุ์แองโกนูเบี้ยน(Anglonubian)ซึ่งกรมปศุสัตว์ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมากขึ้นด้านพันธุ์และการผลิตสายพันธุ์แพะ ปัจจุบันเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ผลิตเนื้อเป็นหลัก และผสมด้วยสายพันธุ์ผลิตนม ด้านการจัดการพืชอาหารสัตว์ มีระบบการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์และการจัดการอาหารข้น โดยใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่น เป็นต้น

ด้านอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่าธนาคารโค-กระบือเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีฐานะยากจน ได้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงานเพิ่มผลผลิตธนาคารโคและกระบือเป็นการรวบรวมโคและกระบือโดยมีบัญชีควบคุม ดูแล รักษา แจกจ่าย ให้ยืมเพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตร และเพิ่มปริมาณโคและกระบือตามหลักการของธนาคารโค-กระบือ และเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มข้ึนอีกทางหน่ึง และเป็นการรักษาชีวิตโค-กระบือ ให้ หลุดพ้นเราจากความตายเฉพาะหน้าได้ และเป็นการสร้างโอกาสขยายพันธุเ์พิ่มข้ึนโดยไม่ให้สัตว์สูญพันธุ์ต่อไป

– 006