ถก‘ข้าวโพด-ข้าวฟ่าง’พลิกฟื้นเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679359

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ กรรมการบริหารมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการประชุมวิชาการข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 40ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมเป็นเจ้าภาพ ที่ จ.นครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 250 คน

รศ.ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมดังกล่าว ระบุว่าการประชุมนี้เกิดจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ที่จัดงานอย่างต่อเนื่อง และผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ มุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน “BCG (Bio-Circular-Green Economy) MODEL” รวมทั้งเพื่อให้เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านข้าวโพดและข้าวฟ่างของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพลิกฟื้นการเกษตรให้กลับมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในการประชุมวิชาการฯ มุ่งเน้นการเผยแพร่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง จากนักวิจัย นักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหาแนวทางในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตข้าวโพดและข้าวฟ่างด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสานองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพันธุ์ ควบคุมศัตรูพืชด้วยชีววิธี รวมทั้งเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมชมแปลงสาธิตรวบรวมพันธุ์ข้าวโพดและข้าวฟ่างที่ดีเด่นหลากหลายสายพันธุ์ของประเทศไทย ทั้งจากของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งชมการสาธิตการใช้โดรนเกษตรเพื่อการจัดการเพาะปลูกข้าวโพดสมัยใหม่ ที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เกษตรฯจับมือห้างที่ญี่ปุ่น ขยายส่งออกสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679360

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับนายฮาชิโมโตะ ฮิโรฮิเดะ รองประธานกรรมการบริษัท Beisia จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของญี่ปุ่น (ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่) ในโอกาสการเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ว่าบริษัท Beisia จำกัด มีความประสงค์ที่จะนำเข้าสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะผลไม้สด เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในท้องถิ่น จึงร่วมจับคู่ธุรกิจ (BusinessMatching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัท เพื่อสนับสนุนด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ที่ผลิตสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศญี่ปุ่น

“ปัจจุบันบริษัท Beisia มีร้านค้ากว่า 140 สาขา ใน 15 จังหวัด ทั่วภูมิภาคคันโต (ภาคตะวันออก) และจูบุ (ภาคกลาง) นำเข้าสินค้าจากประเทศไทยกว่า 500 ล้านบาทต่อปีที่ผ่านมามีการร่วมมือกับหน่วยงานทีมประเทศไทย จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการหารือในครั้งนี้จะผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้ได้มากขึ้น และสร้างความมั่นใจในเรื่องคุณภาพความปลอดภัยของสินค้าเกษตรไทยให้แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าPigSandbox นำร่องที่ราชบุรีคุมโรคASFฟื้นฟูสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679362

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้จัดทำ Sandbox ปศุสัตว์ โดยพิจารณากำหนดพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อควบคุมโรคสัตว์และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นโครงการนำร่อง และประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในการหาช่องทางส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศ จึงได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ให้เร่งดำเนินการและติดตามความคืบหน้าโครงการนี้มาโดยตลอด ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่นำร่อง “Pig Sandbox” เพื่อควบคุมโรคและส่งเสริมการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ดังกล่าวภายใต้มาตรการ 3S คือ SCAN พื้นที่ SCREEN ความเหมาะสม และ SUPPORT การเลี้ยงดู การตลาดและแหล่งทุน

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินโครงการ Pig Sandbox แบ่งเป็นพื้นที่นำร่อง พื้นที่ขยายผลพื้นที่ปลอดโรค ASF-Free Zone และพื้นที่นอกเขตปลอดโรค เป็นโครงการนำร่องต้นแบบการเลี้ยงสุกร เพื่อการควบคุมป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ส่งเสริมและฟื้นฟูการผลิตสุกร เพื่อการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพยกระดับการจัดการฟาร์มและการเลี้ยงดูให้มีคุณภาพมาตรฐาน และส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรได้ทำโครงการวิจัย “Sandbox ในการวางระบบการควบคุมโรคและฟื้นฟูฟาร์มสุกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ในพื้นที่นำร่อง จ.ราชบุรี”มีระยะเวลาดำเนินการโครงการตั้งแต่วันที่ 4พฤษภาคม 2565-3 พฤษภาคม 2566 ได้การสนับสนุนงบประมาณวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.วงเงินงบประมาณ 10,070,720.00 บาท กำหนดโอนทั้งหมด 4 งวด โดยงวดแรกได้โอนไปแล้ว 3,142,560.00 บาท สำหรับเป็นแนวทางต้นแบบในการควบคุมป้องกันโรค การส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย เป็นการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อยกระดับและปรับระบบการเลี้ยงให้เข้าสู่มาตรฐาน GFM หรือ GAP หรือระบบ compartment และเป็นการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อนำสุกรกลับมาเลี้ยงรอบใหม่

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานในการควบคุมและป้องกันโรค ASF อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ทำให้ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนที่ควบคุมโรคได้ดีที่สุด จนทำให้ประเทศฟิลิปปินส์เข้ามาศึกษาดูงานในมาตรการควบคุมป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ในประเทศไทย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันโรคในประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับโครงการ Pig Sandbox จะเป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่อเป็นต้นแบบนำร่องในการส่งเสริมและฟื้นฟูการผลิต สามารถควบคุมป้องกันการเกิดโรคระบาดต่างๆ ในสุกรได้ เป็นการปรับปรุงระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของการเลี้ยงสุกรในฟาร์มให้มีการจัดการและการป้องกันควบคุมโรคที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

ปศุสัตว์ลุยสนธิกำลัง ร่วมมือศุลกากรจับ ยึด-ทำลายเนื้อเถื่อน ของกลางกว่า9.45ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679363

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบเข้มงวดการนำเข้าซากสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ พร้อมหน่วยงานในพื้นที่ รายงานและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง โดยด่านกักกันสัตว์หนองคาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรภาคที่ 2 ได้เข้ายึดซากสัตว์ทั้งหมด 9,454 กิโลกรัม ครั้งแรกพบเป็นชิ้นส่วนหูสุกรแช่แข็ง40 กล่อง น้ำหนัก 480 กิโลกรัม ตีนไก่แช่แข็ง 58 กล่อง น้ำหนัก 696 กิโลกรัม เนื้อสุกรแช่แข็ง 4,000 กิโลกรัม ส่วนครั้งที่ 2 ตรวจยึดสินค้าประเภทซากสัตว์ทั้งหมด 4,278 กิโลกรัม เครื่องในไก่แช่แข็ง (กึ๋นไก่) กล่องละ 16 กิโลกรัม 98 กล่อง น้ำหนัก 1,568 กิโลกรัม เครื่องในไก่แช่แข็ง (กึ๋นไก่) กล่องละ 10 กิโลกรัม 20 กล่อง น้ำหนัก 200 กิโลกรัม และชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง (ตีนไก่)กล่องละ 10 กิโลกรัม 251 กล่อง น้ำหนัก2,510 กิโลกรัม เป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 มาตรา 242 และ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกรมปศุสัตว์กับกรมศุลกากร เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการจับกุมดำเนินคดีลักลอบนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ด่านศุลกากรจึงขอส่งมอบของกลางดังกล่าวให้กับด่านกักกันสัตว์หนองคาย เพื่อดำเนินการตามอำนาจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์หนองคายได้ทำลายของกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘กาแฟ’ไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679239

‘กาแฟ’ไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

‘กาแฟ’ไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.59 น.

รัฐบาลส่งเสริมปลูกกาแฟไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

11 กันยายน 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมการปลูกกาแฟ เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟ จึงทำให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการได้ทั้งพันธุ์อะราบิกาและพันธุ์โรบัสต้า โดยเน้นให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลัก และความคุ้นชินของเกษตรกร รวมถึงตลาดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ โดยทางกระทรวงเกษตรฯและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกำหนดแผนบริหารจัดการการผลิตกาแฟจากภาคเหนือจรดใต้ สร้างคุณภาพได้ครบวงจรตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ถึงการตลาด ผลผลิตคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สร้างรายได้ และความยั่งยืนแก่เกษตรกร ซึ่งปัจจุบันกาแฟถือเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแบบก้าวกระโดด

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ล่าสุด เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯได้จัดงานประมูล 10 สุดยอดกาแฟไทย ปี 2565 ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟระดับประเทศมาร่วมทดสอบรสชาติกาแฟ และคัดเลือกเมล็ดกาแฟที่เป็น 10 สุดยอดกาแฟไทยใน 4 ประเภทอย่างพิถีพิถัน รวมทั้งสิ้น 40 รายการ โดยเมล็ดกาแฟอะราบิกา ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในประเภทกระบวนการผลิตแบบกึ่งแห้ง (Semi-Dry / Honey Process) ของเกษตรกรจากจังหวัดน่าน ซึ่ง ได้รับการประมูลมีมูลค่าสูงที่สุด คือกิโลกรัมละ 23,000 บาท ในขณะที่กาแฟอะราบิกาแบบเปียก หรือ Wet / Fully Wash Process มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 3,050 บาท   ส่วนกาแฟอะราบิกาแบบแห้ง หรือ Dry Process มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5,050 บาท และกาแฟโรบัสต้า มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5,500 บาท

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพกาแฟไทยให้มีอัตลักษณ์ของกาแฟเฉพาะถิ่น รวมถึงบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ สถาบันการศึกษา และเกษตรกร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างการเกษตรยั่งยืนที่มีความทันสมัย ที่สำคัญ เกษตรกรต้องสามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการตลาดนำการผลิต ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันในรูปแบบแปลงใหญ่หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำผลผลิตกาแฟมาแปรรูปในรูปแบบกาแฟพร้อมดื่ม และสร้างแบรนด์สินค้าเพื่อให้เป็นที่รู้จัก ปัจจุบันราคาเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงมาก  ต่างจากที่ก่อนหน้านี้ราคาเมล็ดกาแฟถูกมาก   และมีแปลงใหญ่หลายแห่งประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ หรือกาแฟกระบี่ เป็นต้น

‘เฉลิมชัย’ ชวนซื้อเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า ชี้เป็น Soft Power ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679131

‘เฉลิมชัย’ ชวนซื้อเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า ชี้เป็น Soft Power ของไทย

‘เฉลิมชัย’ ชวนซื้อเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า ชี้เป็น Soft Power ของไทย

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.24 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเผยแพร่วิดีโอที่ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายและการใช้เนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทย ในชื่อชุด พี่ต่อ ผลักดันผ้าไหมแปรรูป เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลงใน Facebook ส่วนตัว : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน โดยนำเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทยรวม 17 เส้น ที่มีลวดลายต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงามมาแสดง พร้อมใส่โชว์ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่ติดตาม มีผู้เข้ากดไลค์ถูกใจ พร้อมแสดงความคิดเห็นถึงความสวยงาม พร้อมร่วมกดแชร์เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญา และอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ให้คงอยู่กับประเทศไทย รวมถึงการส่งเสริมให้ผ้าไหมไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการและบริหารจัดการด้านหม่อนไหมให้เป็นไปอย่างครบวงจร โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ได้มอบหมาย ให้กรมหม่อนไหมได้เน้นดำเนินการ คือ การคิดค้นและอนุรักษ์อัตลักษณ์ผ้าไหม ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่สำคัญเรื่องหนึ่งของประเทศไทย โดยเน้นการสร้างสรรค์สินค้าและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ๆ ดึงความเป็นอัตลักษณ์จากความหลากหลายทั้งสีสัน และลวดลายการทอ การใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

“โดยหนึ่งในผลงานล่าสุดที่มาจากการส่งเสริมของกรมหม่อนไหม คือ เนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทยแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการนำผ้าไหมไทยมาออกแบบลวดลายให้เป็นลายผ้าขาวม้าที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย จากนั้นได้นำตัดเย็บให้เป็นเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าที่สวยงาม น่าใช้เป็นอย่างยิ่ง เนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า จึงเป็นอีก Soft Power ของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไหม และสร้างรายได้เพิ่มให้กับพี่น้องเกษตรกร ดังนั้น จึงขอเชิญทุกท่าน ได้ร่วมกันเลือกซื้อเนคไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทย เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั่วประเทศ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

สทนช.เตรียมสรุปแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปีในช่วงพ.ศ. 2566-2580

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679018

สทนช.เตรียมสรุปแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปีในช่วงพ.ศ. 2566-2580

สทนช.เตรียมสรุปแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปีในช่วงพ.ศ. 2566-2580

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.02 น.

เลขาธิการ สทนช.เตรียมสรุปแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี เสนอ กนช.พิจารณาภายในเดือน ต.ค.นี้ หลังเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนทั่วประเทศเสร็จเรียบร้อย เชื่อมั่นเป็นแผนแม่บทน้ำ “ถูกที่ถูกเวลา ถูกคน”

9 ก.ย.65 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศร่วมกับหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย “โครงการศึกษาปรับปรุงกรอบแนวทางและค่าเป้าหมายแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี” โดยมีผู้บริหารสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติผู้แทนหน่วยงานด้านน้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำที่ปรึกษาโครงการฯ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เปิดเผยว่า สทนช.ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่รวม 7 พื้นที่ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม-2 กันยายน 2565 ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคเหนือ ครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำ เพื่อรับฟังปัญหาด้านน้ำในแต่ละพื้นที่และข้อเสนอแนะต่างๆ จากคณะกรรมการลุ่มน้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำในระดับพื้นที่และภาคประชาชน สำหรับนำมาปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการของประชาชนมากที่สุด

จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในแต่ละลุ่มน้ำ ที่สะท้อนปัญหาและให้ความคิดเห็นในแต่ละประเด็น ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตร/อุตสาหกรรม) 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ 5.การบริหารจัดการ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในทุกระดับ เพื่อจัดทำกรอบแนวทางและค่าเป้าหมายแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปีในช่วงปี 2566-2580 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 2565 จากนั้นจะนําเสนอต่อคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบในเดือนตุลาคม 2565 และประกาศใช้เพื่อเป็นกรอบแนวทางเป้าหมายในการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับดำเนินการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำ ที่สะท้อนกับประเด็นปัญหาของพื้นที่ลุ่มน้ำ ในลำดับต่อไป

“แผนแม่บทฯ น้ำฉบับใหม่นี้มีการปรับปรุงหลายอย่างให้ทันสมัยและครอบคลุมรอบด้านรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญคือต้องการผลักดันให้ภาคประชาชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้น้ำจากทั่วประเทศ ทำให้ได้ทราบถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง สามารถนำไปกำหนดแผนการบริหารจัดการน้ำของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นการร่วมมือกันออกแบบระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคประชาชน จึงเป็นแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปีที่เรียกว่า ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน”เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ดร.สุรสีห์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ผลการประชุมกลุ่มย่อยทั้ง 22 ลุ่มน้ำ พบว่าประเด็นที่เจอแต่ละพื้นที่มีลักษณะปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยสรุปแล้วส่วนใหญ่จะมีความต้องการคล้ายคลึงกันในแผนบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนต้องการให้มีการควบคุมคุณภาพน้ำ จัดการน้ำกินน้ำใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพประปาหมู่บ้าน และการบริหารจัดการ โดยสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ประชาชนต้องการมีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเอง โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนข้อมูล เครื่องมือ และงบประมาณให้กับท้องถิ่นในการดำเนินโครงการเกี่ยวกับน้ำ ซึ่งข้อคิดเห็นต่างๆ เหล่านี้จะถูกนํามาพิจารณาอยู่ในแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปีฉบับปรับปรุง ร่วมกับประเด็นที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทั้งในประเทศและสถานการณ์โลก อาทิสถานการณ์โควิด-19 ทำให้แรงงานคืนถิ่นนําไปสู่ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างรายได้รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำและภัยธรรมชาติที่ทำให้เกิดภัยพิบัติด้านน้ำรุนแรงขึ้น การใช้ข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) การแก้ปัญหาโดยวิธีธรรมชาติ (natural-based solution) การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เอกชนและทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริง   

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลกฯ หนุนไทยผู้ผลิตเนื้อไก่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678915

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลกฯ หนุนไทยผู้ผลิตเนื้อไก่ระดับโลก

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลกฯ หนุนไทยผู้ผลิตเนื้อไก่ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 10.33 น.

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลกฯ หนุนกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ ตอกย้ำ ไทยผู้ผลิตเนื้อไก่ระดับโลก ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสาร

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย จัดงานประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2565 ในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Meeting) เผยแพร่องค์ความรู้ด้านสัตว์ปีก และติดตามข้อมูลที่ทันสมัย จากผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมี น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย เป็นประธานเปิดงานฯ  พร้อมด้วย นางภัทนีย์ เล็กศรีสมพงษ์ อุปนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมการประชุม ณ ห้อง Phoenix2 อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี กรุงเทพฯ

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย หรือ World Poultry Science Association (WPSA) Thailand Branch เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมสัตว์ปีกระดับสากลมานานหลายทศวรรษ การจัดประชุมทุกปีเพื่อเป็นเวที เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมเข้าถึงข้อมูลด้านวิวัฒนาการในการผลิต เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และประสบการณ์ในด้านวิชาการผลิตสัตว์ปีก เผยแพร่ความรู้ แนวความคิด และวิทยาการใหม่ๆ แก่สมาชิก พร้อมให้การสนับสนุนการศึกษา วิจัย ค้นคว้า และการดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านวิชาการการผลิตสัตว์ปีก ทั้งภายในและต่างประเทศ ที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีกต่อไป

สำหรับปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นการบรรยายด้านวิชาการ โดยนักวิชาการ นักวิจัย คณาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านสัตว์ปีกที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการผลิต การวิจัย และการพัฒนา เพื่อให้ได้ผลผลิตสัตว์ปีกที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสาร สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ผู้บริโภคทั่วโลก ตลอดจนแนวโน้มความต้องการสินค้าที่มาจากวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน

“ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตเนื้อไก่และส่งออกเนื้อไก่รวมทั้งผลิตภัณฑ์ไก่ติดอันดับโลก จึงมีการติดตามงานวิจัยที่หลายประเทศจัดทำและออกเผยแพร่อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง” น.สพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

-005

เกษตรฯ-พาณิชย์รุกยุทธศาสตร์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678865

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน
ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563-2567 ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ โดยมี นายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือ ว่าตามที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563-2567 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” โดยมีพันธกิจ 4 ด้าน

ดร.ทองเปลวกล่าวต่อว่า สำหรับการติดตามความก้าวหน้าและการหารือครั้งนี้ มี 3 ประเด็น คือ 1.การดำเนินการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยการจัดประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยด้านการผลิตที่มีเป้าหมายต้องได้พันธุ์ข้าวใหม่ 12 พันธุ์ ภายใน 5 ปี และได้มีการจัดโครงการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 ประกาศผลการประกวด และได้ข้าวพันธุ์ใหม่ 6 สายพันธุ์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการขอรับรองพันธุ์พืชและขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าว

2.การจัดประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2565 ซึ่งได้ปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว โดยกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการตามขั้นตอนการประกวดในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตรวจสอบประวัติพันธุกรรม การกำหนดรหัสตัวอย่างพันธุ์ข้าวที่ผ่านการตรวจสอบ การกระจายตัวอย่างพันธุ์ข้าวไปยังแปลงนาทดลองเพื่อลงเพาะกล้าข้าว เป็นต้น และ3.การเพิ่มจำนวนหน่วยตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรม (DNA) ข้าวหอมมะลิไทย เพื่อเปิดให้บริการตรวจสอบ DNA ข้าวหอมมะลิไทยในเชิงพาณิชย์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้ขอให้กรมการข้าว พิจารณาเพิ่มหน่วยตรวจสอบ DNA ในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งตัวอย่างของผู้ประกอบการ ซึ่งกรมการข้าว อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการ

ปศุสัตว์คว้าเกรดA ประเมินITAปี2565 หน่วยงานโปร่งใส มีหลักธรรมาภิบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678863

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เข้ารับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (integrity and Transparency Assesment : ITA) โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งผลการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ 2565 กรมปศุสัตว์ ผ่านเกณฑ์การประเมินและจัดให้อยู่ในระดับ A ด้วยคะแนน 93.03 ติดท็อป 5 ของหน่วยงานระดับกรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าเป็นการได้รับคะแนนประเมินที่ดีขึ้น +1.22 คะแนน เมื่อเทียบกับผลการประเมินปี 2564 ได้คะแนน 91.81 ที่สำคัญปีนี้ ในรายตัวชี้วัด การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันการทุจริต ได้ 100% เต็ม ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล

ทั้งนี้ ในปี 2565 มีหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมประเมิน 8,303 หน่วยงาน ผ่านเกณฑ์การประเมิน 5,855 หน่วยงาน (70.52%) ซึ่งการประเมินมี 3 รูปแบบ 10 ตัวชี้วัด ได้แก่ การประเมินของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานราชการในหน่วยงาน) มี 5 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย การปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ การใช้อำนาจ การใช้ทรัพย์สินของราชการ และการแก้ไขปัญหาการทุจริต การประเมินของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (ประชาชน หรือ ผู้มาติดต่อขอรับบริการกับหน่วยงาน)มี 3 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย คุณภาพการดำเนินงาน ประสิทธิภาพการสื่อสาร และการปรับปรุงระบบการทำงาน และการ
เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ มี 2 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันการทุจริต