กรมข้าวชวนชาวโนนขาม ตั้งแปลงใหญ่ผลิต‘ข้าวรักษ์โลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678864

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายขจร โนวัฒน์ ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ดร.ภณ ทัพพินท์กรนายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมและให้กำลังใจกลุ่มเกษตรกรบ้านโนนขาม หมู่ 12 ต.จานใหญ่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยมี ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน และสมาชิกเกษตรกร ต้อนรับ โดย นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนา จึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อมาช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าว ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้าวที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ นำมาต่อยอดเป็น “ข้าวรักษ์โลก” ที่จะทำให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้อย่างมีคุณภาพรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างยั่งยืน

ด้านนายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก เปิดเผยว่า “ข้าวรักษ์โลก”
เป็นการปลูกข้าวโดยคำนึงถึงการรักษานิเวศเป็นหลัก ยกเลิกการเผาฟาง โดยผลผลิตที่ได้คือ ข้าวมีคุณภาพทางกายภาพดีขึ้น ทำให้ได้ราคาสูง ประกอบกับการใช้ชีวภัณฑ์ ชีวภาพ ที่มีต้นทุนต่ำผลที่ได้คือชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความยั่งยืน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้เชิญชวนให้เกษตรกรบ้านโนนขาม เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่และรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและประสิทธิภาพในการผลิตข้าว อีกทั้งยังแนะนำให้กลุ่มชาวนาหันมาทำนาประณีต ซึ่งเป็นการทำนาที่มุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพมากกว่าปริมาณ สามารถแบ่งพื้นที่นาเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์เพื่อนำมูลมาเป็นปุ๋ย หรือปรับพื้นที่เป็นแหล่งผลิตอาหาร

วช.หนุนวิจัยผึ้งชันโรง ช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678868

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างน้ำผึ้งชันโรง ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน อย่างยั่งยืน เสริมสร้างเศรษฐกิจของชาวบ้าน จึงให้การสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง ในการวิจัยคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารเสริมตามความจำเพาะของผึ้งชันโรงในแต่ละสายพันธุ์เพื่อยกระดับคุณภาพของน้ำผึ้งให้ได้มาตรฐานอัตราการรอดชีวิตสูง เพิ่มการสร้างตัวอ่อนและให้ปริมาณน้ำผึ้งชันโรงมากขึ้น

ด้าน ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ทีมผู้วิจัย กล่าวว่า กระบวนการกรรมวิธีพัฒนาการเพาะเลี้ยงผึ้งชันโรง ได้ทำการคัดแยกและจำแนกยีสต์จากถ้วยเกสรของผึ้งชันโรง Tetragonula laeviceps พบยีสต์สกุล Starmerella sp.CMU-Y15 ที่ผลิตสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของผึ้งชันโรง จึงผสมยีสต์นี้ร่วมกับอาหารเสริมผึ้งชันโรง เมื่อนำไปทดสอบในแปลงเกษตร พบว่าการเพาะเลี้ยงชันโรงด้วยอาหารเสริมจะช่วยให้ชันโรงมีการสร้างถ้วยน้ำหวานรวมถึงตัวอ่อนภายในรังมีปริมาณเพิ่มขึ้น และให้น้ำผึ้งเพิ่มขึ้นมากที่สุด 18.50 กรัม/รัง (2 เท่า)เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงแบบปกติ เมื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีของสารระเหยในน้ำผึ้ง พบสาร Shuanghuaol และ Hotrienol ซึ่งออกฤทธิ์ทางชีวภาพสามารถต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเครียดได้ สำหรับอาหารเสริมชันโรง เป็นการพัฒนาอาหารเสริมที่มีจุลินทรีย์โพรไบโอติก ที่อยู่ในรูปแบบกึ่งสำเร็จรูป เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้ง่าย ราคาถูก ชันโรงมีน้ำหนักตัว อัตราการรอดชีวิต อัตราการกินอาหารเพิ่มขึ้นส่งผลให้ปริมาณน้ำผึ้งชันโรงที่ผลิตได้เพิ่มขึ้น นับเป็นการเลี้ยงชันโรงแนวใหม่ ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

ทั้งนี้ จากองค์ความรู้และความสำเร็จดังกล่าว ได้นำไปสู่การผนึกกำลังของพี่เลี้ยง (Big Brothers) ในการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงชันโรงให้ขยายตัวมากขึ้นในหลายวิสาหกิจโดยเริ่มที่ จ.ระยอง สมุทรปราการ และลำปาง มีการจัดงานประกาศเจตนารมณ์ “Big Brothers….นำชุมชนสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม…น้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของภาคเอกชนเพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ในการพัฒนาการเพาะลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรงอย่างครบห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์ โดยมีวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมาเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ และจะพัฒนาต่อยอดการเพาะเลี้ยงและสูตรอาหารเพื่อให้ชันโรงในภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ระยอง และภาคกลาง จ.สมุทรปราการ ให้มีผลผลิตต่อเนื่องทั้งปี พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับวิสาหกิจชุมชนอื่นๆ

กรมข้าวหนุนศูนย์ข้าวฯทำนาประณีต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678580

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ดร.ภณ ทัพพินท์กร นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมชมและให้กำลังใจเกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชน ต.เขาคอก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ และบ้านโนนจาน ต.ยะวึก อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ โดยมี ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน นายสุเทียน วงศ์ศิริศักดิ์ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขาคอก ต้อนรับ

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือ รับฟังปัญหาด้านต่างๆ ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อส่งออกต่างประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลไปวางแผนช่วยเหลือ ขณะนี้พบว่าเกษตรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาด้านแรงงาน เนื่องจากกลุ่มชาวนาไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้คุณภาพการผลิตข้าวลดน้อยลง อย่างไรก็ดี ได้ให้ข้อแนะนำให้กลุ่มเกษตรหันมาทำนาประณีตที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะจะทำให้สามารถเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวได้อย่างมีคุณภาพ สามารถแบ่งสัดส่วนพื้นที่นาส่วนอื่นเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์เพื่อนำมูลมาเป็นปุ๋ย หรือปรับพื้นที่เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรด้านอาหาร นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้เกษตรกรนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ในการทำการเกษตร เพื่อลดข้อจำกัดด้านแรงงาน และพลังงาน รวมถึงสนับสนุนกองทุน

สำหรับศูนย์ข้าวชุมชน ต.เขาคอก จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่นำร่องโครงการข้าวรักษ์โลก ซึ่งเป็นโครงการที่ต่อยอดจาก มุ่งเน้นการทำเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติใช้ชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้าวที่มีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ และถือเป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว ที่ทางรัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้อย่างมีคุณภาพ รักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

‘ประภัตร’ร่วมงานคลินิกเกษตร ส่งมอบโค-กระบือโครงการธนาคารฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678582

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 ที่ลานอเนกประสงค์เรือนไทยโพธสุธน ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมี นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผวจ.สุพรรณบุรี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าโครงการนี้ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ นับเป็นการปฏิบัติงานเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาด้านการเกษตร ได้รับบริการทางการเกษตรอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯทั่วประเทศ

สำหรับการให้บริการคลินิกเกษตร ประกอบด้วย คลินิกดิน โดยกรมพัฒนาที่ดิน คลินิกพืช โดยกรมวิชาการเกษตร คลินิกปศุสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ คลินิกประมง โดยกรมประมง คลินิกข้าว โดยกรมการข้าว คลินิกชลประทาน โดยกรมชลประทาน คลินิกสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ คลินิกบัญชี โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คลินิกกฎหมาย โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คลินิกหม่อนไหม โดยกรมหม่อนไหม คลินิกส่งเสริมการเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร รวมไปถึงคลินิกอื่นๆที่มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมให้บริการ การจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ ของวิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer ของ จ.สุพรรณบุรี โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการคลินิกเกษตรกว่า 500 คน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขอพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ กราบบังคมทูลถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเนื่องในโอกาสอันเป็นมิ่งมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระชนมพรรษา 50 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2545 และทรงรับโครงการไว้ในพระราชานุเคราะห์ พระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ โดยเริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ที่ ต.บ้านหลวง อ.ดอนพุด จ.สระบุรี ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายอย่างรวดเร็วทั่วถึง ทันเหตุการณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีการนำโคในโครงการธนาคารโค–กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ มอบให้เกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 108 ตัว ซึ่งโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมอบโค ให้แก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโคเป็นของตนเอง และขยายผลให้กับเกษตรกรข้างเคียงเป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปศุสัตว์พร้อมรับCFIA ตรวจประเมินโรงงาน เปิดตลาดส่งเนื้อสัตว์ ออกขายไปยังแคนาดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678578

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุลรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน the Canadian Food Inspection Agency (CFIA) ประเทศแคนาดา ในโอกาสเข้าตรวจประเมินระบบการกำกับดูแลการผลิตสินค้าเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ของประเทศไทย โดยมี Mr. Christophe Rouleau ผู้แทนจากสถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับ

สำหรับการตรวจประเมินครั้งนี้จะมีการเข้าตรวจโรงงาน ทั้งสิ้น 6 แห่ง ประกอบด้วยโรงเชือดเป็ด 2 แห่ง โรงเชือด
และโรงงานแปรรูปเป็ด 1 แห่ง โรงเชือดและโรงงานแปรรูปไก่ 2 แห่ง และโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ปีก 1 แห่ง ซึ่งเป็นการตรวจประเมินระบบการดูแลการผลิตสินค้าเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ส่งจากประเทศไทยสอดคล้องตามมาตรฐาน กฎ ระเบียบประเทศแคนาดา มากกว่านั้น ในการตรวจครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเปิดตลาดการส่งออกสินค้าเนื้อเป็ดจากประเทศไทยไปยังประเทศแคนาดา

ในการนี้ ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์ ได้บรรยายภาพรวมระบบการเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพสัตว์ปีก การป้องกันและควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก รวมถึงระบบการตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ ระบบการผลิตสินค้าเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งปัจจุบันโรงเชือด
และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกของประเทศไทยได้รับการรับรองจากหน่วยงาน CFIA แล้ว 35 โรงงาน ในปี 2564 มีปริมาณการส่งออกเนื้อไก่แปรรูปไปประเทศแคนาดา 7,720 ตัน มูลค่า 981.82 ล้านบาท ปี 2565 (มกราคม-มิถุนายน) 5,944 ตัน มูลค่า 856.03 ล้านบาท

กรมส่งเสริมฯแจงปมบริการ เกษตรอ.พระยืนไร้เจ้าหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678579

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่คลิปวีดีโอของเกษตรกรที่ระบุว่าได้ไปติดต่อราชการ ที่สำนักงานเกษตร อ.พระยืน จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ไม่พบเจ้าหน้าที่ให้บริการ ว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าในขณะนั้น มีเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานแล้ว แต่อยู่ระหว่างลงพื้นที่ และส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างดูแลแปลงสาธิตด้านหลังสำนักงานฯ อย่างไรก็ดี ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนได้มีการสั่งการไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ให้มีเจ้าหน้าที่ประจำที่สำนักงานฯ ตลอดเวลา

ทั้งนี้ สำหรับวัตถุประสงค์ในการเข้าพบของเกษตรกรนั้น พบว่ามาติดต่อขอลงทะเบียนผู้เลี้ยงปลา แต่เนื่องจากสำนักงานเกษตรอำเภอ ไม่มีภารกิจด้านประมง จึงให้คำแนะนำเบื้องต้น พร้อมให้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อสำนักงานประมงอำเภอ เพื่อให้เกษตรกรรายดังกล่าว สามารถขอลงทะเบียนผู้เลี้ยงปลาได้ตามความประสงค์แล้ว

รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678398

รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.49 น.

รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

7 กันยายน 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย.65 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบการขับเคลื่อนกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ ภายใต้โครงการเมืองปศุสัตว์ ระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 7 ปี (พ.ศ.2565-2571) กรอบวงเงิน 1560.50 ล้านบาท โดยให้ ศอ.บต. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ โดยมีเป้าหมายขยายปริมาณการเลี้ยงโคคุณภาพดี และยกระดับคุณภาพการผลิตเนื้อเข้าสู่มาตรฐาน GMP และฮาลาล เพื่อส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศโลกมุสลิม ที่ต้องการเนื้อเกรดดีและฮาลาลไว้เพื่อบริโภค ทั้งนี้ ตามกรอบระยะเวลาของแผน คาดจะสามารถสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้ออย่างยั่งยืนแก่กลุ่มเกษตรกร 1,000 กลุ่ม เกษตรกร 10,000 ราย แม่โคพันธุ์ดี 50,000  ตัว

สำหรับการดำเนินงานแบ่งเป็นสามระดับ คือ

+ ระดับต้นน้ำ เน้นการพัฒนาความรู้เกษตรกรส่งเสริมวิสาหกิจโคไทยในหมู่บ้าน จำนวน 1,000 กลุ่มในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล) เพื่อผลิตโคลูกผสม “สายพันธุ์ไทยทาจิ” และปลูกพืชอาหารสัตว์ที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงโค

+ ระดับกลางน้ำ จะเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์การแปรรูปอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายการก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์ชุมชนพร้อมโรงตัดแต่งและแปรรูปเนื้อสัตว์ห้องเย็น ยกระดับคุณภาพการผลิตเนื้อคุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน GMP และฮาลาล

+ ระดับปลายน้ำ มีกิจกรรมสำคัญคือการส่งเสริมร้านตัดแต่งแปรรูปเนื้อสัตว์ (Butcher Shop) และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อโคเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในชุมชน รวมถึงส่งเสริมการตลาดในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า “โคสายพันธุ์ไททาจิ” เป็นสายพันธุ์พื้นเมืองที่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแม่พันธุ์โคแก่กรมปศุสัตว์ เพื่อเป็นแม่พันธุ์ ต่อยอดการเลี้ยงโคในประเทศ

“ตลาดเนื้อโคในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,000 ล้านบาท มีความต้องการบริโภคหลายหมื่นตัวต่อปี และยังมีตลาดในโลกมุสลิมที่มีความต้องการบริโภคเนื้อคุณภาพดีอีกมาก แต่ที่ผ่านมาการเลี้ยงโคในพื้นที่มีน้อยกว่าความต้องการ รัฐบาลจึงเห็นโอกาสในการส่งเสริมเนื้อโคคุณภาพฮาลาล เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ต่อยอดจากการเป็นเพียงผู้เลี้ยง ให้สามารถแปรรูป และรวมกลุ่มกันส่งออกไปต่างประเทศได้ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มขับเคลื่อนการให้ความรู้แก่เกษตรกรแล้ว และได้รับความสนใจอย่างมาก” นางสาวรัชดา กล่าว

-005

ปลัดเกษตรฯมอบนโยบาย ส.ป.ก.ขับเคลื่อนงบปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678353

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายและเตรียมการขับเคลื่อนงานปีงบประมาณ 2566 โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวรายงานการจัดสัมมนา เรื่อง “การติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2565 และแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานปีงบประมาณ 2566 ของ ส.ป.ก.เพื่อติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2565

นอกจากนี้ ยังรวมถึงรับทราบปัญหา อุปสรรค การดำเนินงาน พร้อมพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงาน ขานรับนโยบายการขับเคลื่อนงานปีงบประมาณ 2566 ของปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย ผู้บริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 140 รายจัดขึ้นที่โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ จ.ชลบุรี

ปศุสัตว์หนุนใช้วัตถุดิบ อาหารสัตว์ผลิตภายในประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678356

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตสงครามรัสเซียกับยูเครน ว่ามีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ หันมาใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีการสนับสนุนสูตรการผลิตอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ อย่างข้าวและมันสำปะหลัง ทดแทนการนำเข้าข้าวโพดและข้าวสาลี จากประเทศรัสเซียและยูเครน พร้อมกับเผยแพร่สูตรอาหารสัตว์ 90 สูตรที่มีความเหมาะสมกับแต่ละจังหวัด ที่สามารถหาวัตถุดิบแหล่งพลังงานในท้องถิ่นได้ เช่น การใช้ข้าวกะเทาะเปลือก หรือมันสำปะหลังในสูตรอาหารเพื่อทดแทนข้าวโพดและข้าวสาลี ในสูตรอาหารสุกรได้ 100% และสูตรอาหารไก่ได้ 35% เป็นต้น โดยเกษตรกรสามารถเรียนรู้สูตรอาหารสัตว์นี้ ผ่านสื่อออนไลน์ของกรมปศุสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดหน่วยบริการจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ “Feeding Management Mobile Unit (FMMU)” ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการที่ฟาร์มเกษตรกร โดยให้คำแนะนำการจัดการด้านอาหารสัตว์ ปรับสูตรอาหารสัตว์รายฟาร์มตามชนิดและวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เพื่อการจัดการอาหารสัตว์ที่มีความแม่นยำ (precision feeding) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 1-2 บาท/กิโลกรัม โดยขอรับบริการได้ที่สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ทั้ง 33 แห่ง ทั่วประเทศ รวมถึงได้เปิดศูนย์บริการเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ด้านปศุสัตว์ (Motor Pool) ถือเป็นนวัตกรรมการบริการเครื่องจักรกลอาหารสัตว์ที่ให้การสนับสนุนเครื่องจักรกลแก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อยืมใช้สำหรับการผลิตเสบียงสัตว์ ช่วยลดภาระการลงทุนซื้อเครื่องจักรกล ลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว เพิ่มการนำวัสดุเหลือใช้ในแปลงนามาเป็นอาหารสัตว์ และช่วยเพิ่มการสำรองเสบียงสัตว์เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารสัตว์ (Feed security)

ในส่วนของการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรด้านพืชอาหารสัตว์ มีโครงการ “พัฒนาอาชีพผลิตพืชอาหารสัตว์” ให้เกษตรกร โดยการผลิตพืชอาหารสัตว์จำหน่ายในรูปแบบหญ้าสด หญ้าหมัก หญ้าแห้ง และเมล็ดพันธุ์ สร้างรายได้
ที่มั่นคง ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผลิตเพื่อจำหน่าย 133 กลุ่ม 2,100 ราย พื้นที่ 23,000 ไร่รายได้ 380,000 บาท/ราย/ปี ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้สำรองเสบียงสัตว์ ตามโครงการ “หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” เพื่อผลิตเสบียงสัตว์ ได้แก่ หญ้าแห้ง หญ้าหมัก และอาหารทีเอ็มอาร์ 6,720,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ โดยสนับสนุนเกษตรกร 23,000 รายต่อปี

‘ชลประทาน’เปิดตัว แอปฯ‘SWOC PR’ รายงานสถานการณ์ มีส่วนร่วมติดตามน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678351

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชผล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การพัฒนาแอปพลิเคชั่น SWOC PR ของกรมชลประทาน นับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการบริหารจัดการน้ำ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำ จากเสาวัดระดับน้ำที่ถูกติดตั้งนำร่องในลำน้ำต่างๆกว่า 42 จุดทั่วประเทศ โดยสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชั่น SWOC PR บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

ด้าน ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กล่าวว่า แอปพลิเคชั่น SWOC PR กรมชลประทาน ได้รับความร่วมมือจากภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ในการวิจัยออกแบบ พัฒนา และทดสอบ นวัตกรรมระบบตรวจวัดระดับน้ำโดยใช้ QR Code ผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือด้วยความสามารถของแอปพลิเคชั่นนี้จะครอบคลุมการรายงานสถานการณ์น้ำจากสถานีตรวจวัดน้ำฝน อ่างเก็บน้ำ และโทรมาตรขนาดเล็ก จากสถานีที่ใกล้ที่สุดตลอดจนการรายงานสถานการณ์อุทกภัยภัยแล้ง จากเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เพื่อให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำในลำน้ำต่างๆ ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น SWOC PR ได้ที่ App Store และ Google Play Store ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android