เกษตรฯเปิดฉากเจ้าภาพเอเปก2022 เดินหน้าผลักดัน‘ครัวไทยสู่ครัวโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676306

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้อนรับคณะรัฐมนตรี และสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ พร้อมกล่าวเปิดการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปก ครั้งที่ 7 (The Seventh APEC Virtual Food Security Ministerial Meeting) ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อผลักดันนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก พร้อมจับมือร่วมเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปก หนุนแผนปฏิบัติการภายใต้แผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ ค.ศ. 2030 ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ประเทศไทย มุ่งหวังที่จะสนับสนุนให้เอเปกมีการเจริญเติบโตในระยะยาว มีภูมิคุ้มกัน มีความครอบคลุม ความสมดุล และความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องวิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ.2040 แผนปฏิบัติการเอาเทอรัว รวมถึงหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพเอเปกของไทย คือ “OPEN, CONNECT, BALANCE” หรือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” และแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว Bio – Circular – Green Economy หรือ BCG Model

การประชุมระดับรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร นับเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็ง และสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนความมั่นคงอาหารให้กับประชาคมโลก ในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรรายใหญ่ ของโลก ซึ่งจากสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารในปัจจุบัน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ รายงานว่าในปี พ.ศ. 2573 ประชาชนประมาณ 670 ล้านคน จะยังคงขาดสารอาหาร นอกจากนี้
ผลกระทบและความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อระบบอาหารทั่วโลก เช่น วิกฤตด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เอเปก ต้องปรับบทบาทและแนวทางที่จะเดินไปข้างหน้าร่วมกัน

การประชุมครั้งนี้ สมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ ยังได้ร่วมกันรับรองปฏิญญาความมั่นคงอาหารเอเปก ซึ่งเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นทางการเมือง ในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาค โดยในร่างปฏิญญาฯ ได้ผลักดันนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านความปลอดภัยอาหาร ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

กรมข้าวนำการสาธิต ใช้ทำนาแบบโยนกล้า ช่วยลดต้นทุนผลิต เพิ่มผลผลิตคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676299

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันสาธิตการทำนาแบบนาโยนกล้าของศูนย์ข้าวชุมชน ต.ห้วยขมิ้น โดยมีนางปวีนา แสนคุ้ม ปลัดอำเภอหนองแค และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่แปลงนาสาธิตศูนย์ข้าวชุมชน ต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี ว่าการจัดงานครั้งนี้สอดคล้องตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงมีพระราชปณิธานที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด”ได้ทรงนำแนวทางดังกล่าวส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

การทำนาแบบนาโยน เป็นการทำนาแบบประณีตเพื่อพึ่งพาตนเอง และลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เนื่องจากการทำนารูปแบบนี้ไม่ทำให้รากกล้าเสียหาย เติบโตได้ต่อเนื่อง แตกกอและซึมซับอาหารได้ดี โดยภายในงานได้มีการจัดแปลงสาธิตการทำนาแบบนาโยน เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องการทำนาแบบนาโยน ช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานกลุ่มส่งเสริมอาชีพของศูนย์ข้าวชุมชน ต.ห้วยขมิ้น ให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืนในระดับครัวเรือนต่อไป โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ในการจัดทำแปลงสาธิตครั้งนี้ คือข้าวเจ้าพันธุ์ กข 79 (ชัยนาท 62) ซึ่งมีลักษณะเด่นเป็นพันธุ์ที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 809 กิโลกรัมต่อไร่

วช.หนุนนวัตกรรมกากน้ำตาล สู่อุตสาหกรรมเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676300

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ได้พัฒนาต่อยอดงานวิจัยในมิติต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์โดยฝีมือคนไทย นำวัตถุดิบจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป ต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น นวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากกากน้ำตาลที่เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยเพื่อการผลิตบิวทิลแลคเตทและกรดแลคติกระดับโรงงานต้นแบบ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งมี รศ.ดร.อภิชาติ บุญทาวัน เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ได้รับการสนับสนุนจาก วช. เป็นงานวิจัยที่ได้พัฒนากระบวนการหมักกรดแลคติกจากกากน้ำตาลอ้อยในถังปฏิกรณ์ชีวภาพ 500 ลิตรและทำบริสุทธิ์ด้วยปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชั่นควบคู่กับการกลั่นหรือที่เรียกว่าการกลั่นแบบมีปฏิกิริยาที่มีการใช้บิวทานอลและตัวเร่งปฏิกิริยาวิวิธพันธุ์ชนิดแอมเบอร์ลิสต์-15 พบว่าสามารถเพิ่มค่าผลผลิตของบิวทิลแลคเตทได้มากกว่าร้อยละ 99 ส่วนการสังเคราะห์บิวทิลแลคเตทแบบต่อเนื่องด้วยระบบการกลั่นแบบมีปฏิกิริยาในระดับโรงงานต้นแบบนั้น สภาวะที่เหมาะสมคือสัดส่วนโดยโมลของกรดแลคติกต่อบิวทานอลที่ 1:3 ทำให้ได้บิวทิลแลคเตทตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ผลงานวิจัยยังสามารถคัดแยกเชื้อแบคทีเรียที่มีความสามารถในการสร้างกรดแลคติกขึ้นมาโดยให้ผลผลิตที่สูงจากการใช้วัตถุดิบกากน้ำตาล โดยพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูง พร้อมทั้งการแยกและการทำบริสุทธิ์ทำผลิตภัณฑ์ในระบบ แต่เนื่องจากกรดแลคติกที่ได้จากกระบวนการหมักจะมีสิ่งเจือปนหลายชนิด จากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีเมมเบรนและเทคนิคการกลั่นระยะทางสั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดี จึงมีการพัฒนาประสิทธิภาพการทำบริสุทธิ์กรดแลคติก เพื่อให้สามารถสร้างผลผลิตที่เป็นกรดแลคติกที่เป็นกรดอินทรีย์ที่มีประโยชน์ ทำให้สามารถที่จะพัฒนาสู่การผลิตนำร่องหรือ pilot plantscale ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ อุปกรณ์และเครื่องมือภายในประเทศ ที่มีการศึกษาวิจัยให้เกิดองค์ความรู้ที่พร้อมถ่ายทอดให้เกิดการใช้งานจริงในโรงงานอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำกรดแลคติกที่ผลิตได้นำไปทำปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชั่น (Esterification) กับบิวทานอล ทำให้เกิดเป็นบิวทิลแลคเตท ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการของตลาดโลก อีกทั้งยังมีการพัฒนาปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชั่นในการกลั่นด้วยตัวเร่งที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำปฏิกิริยาที่ดีภายใต้สภาวะความดันบรรยากาศและอุณหภูมิไม่สูงมาก ได้ผลสูงเทียบเท่ากับตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันและสามารถขยายองค์ความรู้ไปสู่กระบวนการผลิตขนาดใหญ่ในอนาคต

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำ ยัน4เขื่อนหลักยังรับน้ำได้อีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676302

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ประกอบกับร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 8 จังหวัด ได้แก่ เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด เพชรบูรณ์ ตราดระนอง และภูเก็ต ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ทั้งนี้ ปริมาณฝนที่ตกสะสมส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ รวมกันกว่า 1,997 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่งผลดีต่อสถานการณ์น้ำในภาพรวม อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 41,832 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 34,253 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,792 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 15,079 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนที่ตกในแต่ละพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าให้ได้มากที่สุด โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำส่วนพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ สามารถช่วยประชาชนได้ทันที

ปศุสัตว์ลดช่องว่างปัญหาสุขภาพสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676301

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ IHR-PVS National Bridging Workshop ซึ่งมีการพัฒนาระบบงานด้านสุขภาพสัตว์และงานด้านสัตวแพทย์สาธารณสุข ประสานงานและดำเนินการภายใต้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ดำเนินงานภายใต้กรอบแผนงานของ WHO InternationalHealth Regulations (IHR) และ OIE Performance of Veterinary Services(PVS) Pathway โดยประเทศไทยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานสากลทั่วโลก

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างการดำเนินงานของภาคส่วนสาธารณสุขและสุขภาพสัตว์ของประเทศไทย ทบทวนความร่วมมือด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อระหว่างสัตว์และคน (Zoonoticdisease) ร่วมกำหนด Road-map มาตรการแก้ไขและกลยุทธ์การทำงานรูปแบบใหม่เพื่อพัฒนาความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อหาแนวทางในการประสานและเชื่อมโยงการทำงานกันในการรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ ที่มีต่อการดำรงอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมดังกล่าวเป็นประโยชน์กับบุคลากรด้านบริการสุขภาพสัตว์และสุขภาพคนในประเทศ เพื่อพัฒนาระบบด้านสุขภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) และนำมาใช้ในการประเมินตนเอง (PVS self-evaluation) เพื่อลดช่องว่างและเชื่อมโยงเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนางานด้านสุขภาพสัตว์และระบบงานด้านสัตวแพทย์บริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กรมชลฯขานรับนโยบาย กอนช. ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675936

กรมชลฯขานรับนโยบาย กอนช. ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565

กรมชลฯขานรับนโยบาย กอนช. ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.22 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ที่ห้องประชุม SWOC อาคาร 99ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมฯ ว่า สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน (26 ส.ค. 65) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 48,298 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 27,791 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,089 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 11,782 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันกรมชลประทานได้ควบคุมการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ในอัตราประมาณ 1,500 ลบ.ม./วินาที เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ไว้รองรับปริมาณน้ำเหนือที่จะมาเพิ่มอีกในระยะต่อไป ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานในแต่ละพื้นที่ ร่วมบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเชื่อมโยงข้อมูลนำมาคาดการณ์และวิเคราะห์สภาพอากาศ ปริมาณน้ำในลำน้ำ แหล่งเก็บกักน้ำ พื้นที่น้ำหลาก รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถแบคโฮ และกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ตลอดจนประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 อย่างเคร่งครัด ตามข้อสั่งการของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)

– 006

โชว์เครื่องปีนมะพร้าวเจ๋ง! มีระบบล็อกความปลอดภัยใช้แทนแรงงานลิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675849

โชว์เครื่องปีนมะพร้าวเจ๋ง! มีระบบล็อกความปลอดภัยใช้แทนแรงงานลิง

โชว์เครื่องปีนมะพร้าวเจ๋ง! มีระบบล็อกความปลอดภัยใช้แทนแรงงานลิง

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 12.54 น.

กรมวิชาการเกษตรวิจัยพัฒนาเครื่องปีนมะพร้าวตัวช่วยเก็บผลผลิตแทนใช้แรงงานลิง สร้างความมั่นใจเครื่องปีนของไทยปลอดภัยกว่าต่างประเทศ ด้วยระบบเข็มขัดล็อกควบคุมความปลอดภัยระหว่างใช้งาน  น้ำหนักชุดอุปกรณ์รวม 2 ข้างซ้ายและขวา 10 กิโลกรัม ปลื้มศักยภาพสามารถปีนขึ้นลงต้นมะพร้าวด้วยความเร็วเพียง 0.14 เมตรต่อวินาที

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อกังวลของ PETA กรณีการใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นการทารุณกรรมสัตว์และมีการรณรงค์ให้ประเทศต่างๆ ปฏิเสธผลิตภัณฑ์มะพร้าวที่ได้จากแปลงที่เก็บเกี่ยวโดยลิงเป็นปัญหาที่ค่อนข้างส่งผลกระทบต่อผู้ปลูกมะพร้าวและผู้ประกอบการของไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าว ซึ่งการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้เครื่องปีนมะพร้าวแทนแรงงานลิงจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเกษตรกรจะได้เรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ในการเก็บเกี่ยวมะพร้าว

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โดยนายสุภาษิต เสงี่ยมพงศ์ ได้วิจัยคิดค้นผลิตเครื่องปีนมะพร้าว โดยพัฒนาจากต้นแบบของประเทศอินเดีย เป็นอุปกรณ์ขาเหยียบไต่ต้นมะพร้าวขึ้นไป มีสองด้านซ้ายขวา แท่นเหยียบขนาด 14×15 เซนติเมตร ทำจากเหล็กเหนียว เชื่อมต่อกับเพลากลมที่ทำจากสแตนเลสยาว 90 เซนติเมตรเพื่อให้ไม่เป็นสนิม ด้านล่างของขาเหยียบทั้งสองข้างมีเหล็กโค้งยาว 34 เซนติเมตรทำหน้าที่โอบรอบโคนมะพร้าวเพื่อกดค้ำต้นมะพร้าวขณะที่ถ่ายน้ำหนักตัวลงไปเหยียบบนเครื่องปีน ด้านบนของขาเหยียบมีแผ่นยางกันกระแทก ทำหน้าที่กดรับขาไม่ให้หลุดออกจากเครื่องปีน ปลายสุดด้านบนมีมือจับ สำหรับใช้ยกลวดสลิงเวลาปีนต้นมะพร้าว ลวดสลิงขนาด 2 หุน ยาว  260  เซนติเมตรเมื่อคล้องทำเป็นบ่วงรอบโคนมะพร้าวต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตรขึ้นไป ทำหน้าที่รัดต้นมะพร้าวและพยุงขาเหยียบให้เกาะเกี่ยวต้นมะพร้าวระหว่างที่ใช้มือจับยกขาเหยียบให้ค่อยขยับขึ้นไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ต้นแบบเครื่องปีนมะพร้าวของกรมวิชาการเกษตรจะมีความปลอดภัยมากกว่าต้นแบบของอินเดีย เนื่องจากมีระบบเข็มขัดล็อกเอวผู้ปีน ผูกติดกับอุปกรณ์ปีนต้นมะพร้าว ทำให้ผู้ใช้มีความมั่นใจในความปลอดภัยเมื่อปีนขึ้นต้นมะพร้าวที่มีความสูงมากจะไม่เกิดความผิดพลาดตกลงมาจากเครื่องปีน รวมทั้งมีระบบล็อกแท่นเหยียบไม่ให้ขยับเคลื่อนไปมา โดยเครื่องปีนที่ออกแบบมีแท่นล็อกสำหรับปีนไปทำกิจกรรมบนคอมะพร้าว เช่น ปาดน้ำตาล หรือขึ้นไปผสมเกสร บางครั้งอาจจะใช้เวลาในการทำกิจกรรมนานขาเหยียบอาจจะขยับไปมาและหลุดร่วงลงมาทำให้ผู้ปีนได้รับอันตรายได้ ซึ่งเครื่องปีนของต่างประเทศไม่มีระบบควบคุมความปลอดภัยนี้ โดยน้ำหนักของชุดอุปกรณ์เครื่องปีนมะพร้าวนี้มีน้ำหนักรวมทั้งสองข้างซ้ายและขวา 10 กิโลกรัม (ข้างละ 5 กิโลกรัม) เมื่อปีนขึ้นต้นมะพร้าวสามารถปีนขึ้นลงด้วยความเร็ว 0.14 เมตรต่อวินาที

“กรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมทั้งเทคโนโลยี มะพร้าวสายพันธุ์ใหม่ ที่มีความสูงไม่มากนักที่จะใช้ปลูกแทนต้นเดิมที่มีอายุมาก  ระบบการตรวจรับรอง GAP Monkey free plusรวมทั้งเทคโนโลยีเครื่องปีนมะพร้าวที่สามารถใช้แทนแรงงานลิงที่เป็นข้อกังวลของ PETA ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเครื่องปีนมะพร้าวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม โทรศัพท์ 02-5792757  โดยปัจจุบันมีโรงงาน 3 โรงงานได้นำต้นแบบไปผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เกษตรฯเปิดฉากยิ่งใหญ่! เจ้าภาพ’เอเปค 2022′ เปิดแลนด์มาร์ก’หัวหินไทยแลนด์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675847

เกษตรฯเปิดฉากยิ่งใหญ่! เจ้าภาพ'เอเปค 2022' เปิดแลนด์มาร์ก'หัวหินไทยแลนด์'

เกษตรฯเปิดฉากยิ่งใหญ่! เจ้าภาพ’เอเปค 2022′ เปิดแลนด์มาร์ก’หัวหินไทยแลนด์’

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 12.45 น.

เกษตรฯเปิดฉากยิ่งใหญ่ เจ้าภาพเอเปค 2022 เปิดแลนด์มาร์ก”หัวหินไทยแลนด์” ประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 7

วันนี้ (26 สิงหาคม 2565) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดฉากเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 7 (The Seventh APEC Virtual Food Security Ministerial Meeting) ร่วมกับสมาชิกเอเปค 21เขตเศรษฐกิจ ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ผลักดันประเด็นหลักที่จะช่วยสนับสนุนโยบายครัวไทย สู่ครัวโลก ความปลอดภัยอาหาร การค้าระหว่างประเทศ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนร่วมกัน ยืนยัน ไทยพร้อมจับมือร่วมเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค เผชิญกับความท้าทายต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการของแผนปฏิบัติการภายใต้แผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ ค.ศ.2030 ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง

โอกาสนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 7 ได้กล่าวต้อนรับคณะรัฐมนตรี และสมาชิกเอเปค 21 เขตเศรษฐกิจ พร้อมกล่าวเปิดการประชุมในครั้งนี้ว่า ประเทศไทย มุ่งหวังที่จะสนับสนุนให้เอเปค มีการเจริญเติบโตในระยะยาว มีภูมิคุ้มกัน มีความครอบคลุม ความสมดุล และความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ.2040 แผนปฏิบัติการเอาเทอรัว รวมถึงหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย คือ “OPEN, CONNECT, BALANCE” หรือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” และแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว Bio – Circular – Green Economy หรือ BCG Model

การประชุมระดับรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร นับเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็ง และสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนความมั่นคงอาหารให้กับประชาคมโลก ในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก ซึ่งจากสถานการณ์ความมั่นคงอาหารในปัจจุบัน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ รายงานว่า ในปี ค.ศ.2030 ประชาชนประมาณ 670 ล้านคน จะยังคงขาดสารอาหาร นอกจากนี้ ผลกระทบและความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อระบบอาหารทั่วโลก เช่น วิกฤตด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทำให้เอเปค ต้องปรับบทบาทและแนวทางที่จะเดินไปข้างหน้าร่วมกัน

การประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมได้ออกแถลงการณ์แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาค โดยในแถลงการณ์ได้ผลักดันนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การสนับสนุนความปลอดภัยอาหารและการอำนวยความสะดวกทางการค้า 2) การปรับปรุงการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี 3) การส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ 4) การส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภาคเกษตรอาหาร และ 5) การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภาคเอกชน นับได้ว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการร่วมเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจเอเปค ประจำปี 2565 ได้ให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการภายใต้แผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ปี ค.ศ.2030 ได้แก่ การสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัล การประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร การส่งเสริมการลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับการเกษตรและการค้าอาหาร และการนำโมเดล BCG มาปรับใช้ ทั้งนี้ เชื่อมั่นได้ว่า ร่างปฏิญญาความมั่นคงอาหารเอเปค จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงการสนับสนุนระบบการค้าแบบพหุภาคี จะทำให้เกิดการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น

พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ยังผลักดันการดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการภายใต้แผนงานความมั่นคงอาหารเอเปค ผ่านการขับเคลื่อนนโยบาย 3S ทั้งเรื่อง Safety Security และ Sustainability ส่งเสริมความปลอดภัยอาหารให้ได้มาตรฐานสากล ถูกหลักโภชนาการ รวมถึงส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงการพัฒนาฐานข้อมูลด้วยระบบ Big Data ด้านดิน น้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโรคระบาดของพืชและสัตว์ และเพิ่มโอกาส

ในการเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ขับเคลื่อนภาคเกษตร ด้วย BCG Model และที่สำคัญ ในปี 2566 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้วางนโยบายเสริมสร้างบทบาทสตรี ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยใช้แผนขับเคลื่อนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ให้เป็น Smart group เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการเกษตรให้มีความทันสมัย สามารถวิเคราะห์และวางแผนการผลิต รวมถึงการเข้าถึงตลาด ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด ตลอดจนส่งเสริมความมั่นคงอาหารในครัวเรือนและชุมชน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังให้ความสำคัญด้านการพัฒนากำลังคนภาคเกษตร และการทำงานด้วยเช่นกัน รวมถึงสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร และยกระดับความร่วมมือเครือข่ายการพัฒนาภาคการเกษตรจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะด้านนโยบายความยั่งยืนในระบบอาหารสัมพันธ์กับปัจจัยการผลิต ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศ ซึ่งหัวใจสำคัญในการผลักดันความยั่งยืน คือ การบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ การบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการดิน การบริหารจัดการพันธุ์พืช ตลอดจนการทำเกษตรโดยใช้ตลาดนำการผลิต

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร ประจำปี 2022 เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมประมง ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบเอเปค มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากการประชุมเอเปคพร้อมกันทั้งประเทศ ในฐานะที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค และได้มีการจัดการประชุมที่เกี่ยวข้องอีก 12 การประชุมเรื่อยมา แน่นอนว่า การประชุมรัฐมนตรีของเขตเศรษฐกิจร่วมกันครั้งนี้ เป็นการแสดงวิสัยทัศน์และแนวนโยบายในการผลักดันความมั่นคงทางอาหาร ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นนโยบาย BCG และ 3S รวมถึงนโยบายต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า สินค้าเกษตรและอาหารไทย ที่มีผลผลิตที่มีความปลอดภัยและมีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมเป็นครัวให้กับประชากรในภูมิภาคเอเปคและครัวโลก

สำหรับความมั่นคงอาหารในประเทศไทย มีการวางแผนเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอาหารทั้งระบบ โดยผ่านกลไกคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ได้จัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัด (Provincial Crop Calendar) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันทั้งระบบ (BIG DATA) เพื่อคาดการณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรแบบรายชนิดสินค้า ที่จะออกสู่ตลาดเป็นรายเดือนตลอดปีเพาะปลูกล่วงหน้า ในแต่ละจังหวัด อำเภอ และตำบล ซึ่งจะทำให้ทราบปริมาณสารอาหารที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัด ทำให้สามารถบริหารจัดการความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการได้ทั้งระบบทั้งในภาวะปกติ และภาวะวิกฤต โดยปัจจุบัน มีการรวบรวมสินค้าพืช 50 ชนิด ปศุสัตว์ 10 ชนิด และประมง 10 ชนิด แสดงทั้งปริมาณผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ข้อมูลความพอเพียงของหมู่โภชนาการต่อประชากรในจังหวัด สัดส่วนของเกษตรกรในแต่ละชนิดสินค้า ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรที่จะออกสู่ตลาดในแต่ละเดือน และสัดส่วนการกระจายผลผลิตภายในและภายนอกจังหวัดเป็นรายสินค้าและรายจังหวัด ซึ่งเป็นการบริหารจัดการและสร้างความเชื่อมั่นความมั่นคงอาหารในประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค เป็นการรวมตัวระหว่างเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภูมิภาค ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2532 ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบัน เอเปคมีสมาชิกรวม 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย จีนไทเป ชิลี เม็กซิโก ปาปัวนิวกินี เปรู รัสเซีย และเวียดนาม ซึ่งเอเปคมีประชากรรวมกว่า 2,900 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP รวมกันมากกว่า 1,700 ล้านล้านบาท เกินครึ่งของ GDP โลก ซึ่งการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565 ครั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับการปรับตัวและฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด-19 และพร้อมผลักดันประเด็นหลักที่จะช่วยสนับสนุนโยบายความมั่นคงด้านอาหาร ในฐานะครัวไทยสู่ครัวโลก โดย สหรัฐอเมริกา จะรับไม้ต่อจากประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ปี ค.ศ.2023

ไปดูภาพพืชผักสวยๆ หลังใช้ปุ๋ยชีวอินทรีย์จากทีพีไอ โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675840

ไปดูภาพพืชผักสวยๆ หลังใช้ปุ๋ยชีวอินทรีย์จากทีพีไอ โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง

ไปดูภาพพืชผักสวยๆ หลังใช้ปุ๋ยชีวอินทรีย์จากทีพีไอ โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.44 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 เพจเฟชบุ๊ก “บ้านเกษตร ทีพีไอ” ได้โพสต์ภาพพืชผักต่างๆ พร้อมข้อความระบุว่า วันนี้ขออนุญาตนำเสนอรูปพืชผักชนิดต่างๆ จากศูนย์วิจัยเกษตรอินทรีย์ ปลูกโดยผลิตภัณฑ์คุณภาพดีเยี่ยมอย่างปุ๋ยชีวอินทรีย์จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ส่งผลให้พืชผักเจริญงอกงาม ต้นสมบูรณ์แข็งแรงครับ

ขณะที่ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL และประธานกรรมการ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ระบุว่า ต้นฝ้าย ต้นใหญ่ ใบหนา ดอกฝ้ายใหญ่ปราศจากหนอนเจาะสมอ นี่เป็นสุดยอดของนวตกรรมวิทยาการปลูกฝ้ายอินทรีย์ของ TPI แค่ใช้น้ำส้มควันไม้และปุํยอินทรีย์ของ TPI โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงของฝรั่ง ซึ่งแพงมาก แล้วยังเป็นเพชฌฆาตฆ่าคนฉีดยาแต่แมลงและหนอนไม่ตาย

นอกจากนี้ ยังใช้ป้องกันแมลงและหนอนในพืชอี่นได้เช่นองุ่นอินทรีย์ มะเขือเทศอินทรีย์ ผักอินทรีย์ เชิญชมได้ที่ศูนย์วิจัย TPI ที่ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

– 006

‘พีระพันธุ์’ถกปัญหาประมง พบกม.กว้าง-จนท.ตีความอำนาจผิด แนะตั้งกรรมการแก้ไข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675830

‘พีระพันธุ์’ถกปัญหาประมง พบกม.กว้าง-จนท.ตีความอำนาจผิด แนะตั้งกรรมการแก้ไข

‘พีระพันธุ์’ถกปัญหาประมง พบกม.กว้าง-จนท.ตีความอำนาจผิด แนะตั้งกรรมการแก้ไข

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 10.33 น.

“พีระพันธุ์” เรียกประชุมอธิบดีกรมประมง และหน่วยงานในสังกัด ตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังเครือข่ายประมงร้องเรียนถูกแจ้งข้อกล่าวหาทำผิด กม.ประมง ทั้งที่ก่อนหน้าเคยพูดคุยเข้าใจ และกรมฯ ระบุว่าทำถูกต้อง แต่ปัจจุบันกลับถูกแจ้งความ สั่งระงับออกเรือ พบเหตุเกิดจากข้อความในกฎหมายกว้างเกินไปจน เกิดปัญหาการตีความ และเจ้าหน้าที่ที่ลงไปปฏิบัติงานไม่เข้าใจระเบียบหลักเกณฑ์ แนะตั้งคณะกรรมการแก้ไขข้อกฏหมายด่วน บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกอบการประมง

26 สิงหาคม 2565 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ เปิดเผยผลการประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงและสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาในด้านการประมง ที่มีนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกรมฯ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง อาทิ ประมงจังหวัดชลบุรี และจังหวัดสมุทรสาครร่วมประชุม ว่า ที่ผ่านมาตนได้รับร้องเรียนจากเครือข่ายผู้ประกอบการประมงในพื้นที่ จ.ชลบุรี และสมุทรสาคร เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องเครื่องมือทำประมงอวนลากที่ถูกระบุว่ากระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบและข้อตกลงของกรมประมง และที่ผ่านมาไม่เคยถูกจับกุม แต่ล่าสุดกลับถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายที่มีโทษค่าปรับสูง พร้อมขอให้แก้ปัญหาเรื่องมาตรา 57 แห่ง พ.ร.ก.การประมง เกี่ยวกับการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน และขนาดเล็ก ที่ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากชาวประมงจำนวนมากถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิด หลังจากมีสัตว์น้ำต้องห้ามติดอวนขึ้นมาแม้ไม่เจตนาก็ตาม

ทั้งนี้มีเครือข่ายผู้ประกอบการประมงได้เดินทางมาขอความเป็นธรรมเพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินการของกรมประมง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย และการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าดำเนินการถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งหาแนวทางแก้ไขเรื่องความไม่ชัดเจนของของกฎหมายในมาตรา 57 ด้วย วันนี้ตนจึงได้เชิญอธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่ส่วนต่างๆ มาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่รับฟังรายละเอียดข้อชี้แจงทั้งจากอธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความไม่ชัดเจนของกฎหมายโดยเฉพาะประเด็นของ มาตรา 57 ที่เนื้อหาและข้อความยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของการระบุเรื่องเจตนาการกระทำ ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการที่จะปกป้องรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเรื่องเจตนาการกระทำผิดไว้ ทำให้ผู้ที่ทำการประมงที่มีสัตว์น้ำขนาดเล็กติดอวนมาด้วยถูกตีความว่ากระทำผิดไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขเรื่องเนื้อหาข้อความในข้อกฎหมายดังกล่าว ด้วยการตั้งคณะกรรมขึ้นมาดูแลโดยเร็ว นอกจากนั้น ก็มีปัญหาความเข้าใจระเบียบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอวนที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีชาวประมง ทั้งๆ ที่ไม่ได้กระทำผิด ซึ่งอธิบดีกรมประมงรับว่าจะรีบไปดำเนินการแก้ไขโดยด่วน

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการตีความที่ไม่ถูกต้องชัดเจนเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน เช่น อนุกรรมการต่างๆ ภายใต้การทำงานของคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและชาวประมงได้ ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องไปดำเนินการทำความใจเรื่องอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดที่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงาน และมีผลถึงความเดือดร้อนของประชาชนด้วย ทั้งนี้ตนได้ให้แนวทางกับอธิบดีกรมประมงไปดำเนินการแก้ไขแล้ว ซึ่งจะได้เชิญเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้เพื่อมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง

“เรื่องนี้ผมเห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะเจ้าหน้าที่เองก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่กฎหมายบางข้อที่ถูกเขียนขึ้นก็ยังไม่ชัดเจน กฎหมายบางอย่างถ้าใช้เกินความจำเป็นก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะเดียวกันก็ยังมีความเข้าใจกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่บางคนจนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีที่ไม่ถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรถึงจะไปด้วยกันได้ เราก็ต้องส่งเสริมให้กิจการประมงเขาไปได้ ชาวประมงเองก็ต้องรู้ว่าไม่ไปทำลายสัตว์น้ำ ถึงจะทำมาหากินก็ต้องให้โอกาสปลาโตขึ้นมา ผมเชื่อว่าไม่มีใครต้องการทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายปัจจุบันโทษหนัก นอกจากพวกที่ตั้งใจเป็นโจรทำผิดกฎหมายอันนั้นก็ต้องเอาให้หนัก แต่คนที่เขาทำมาหากิน ผิดพลาดบ้าง เข้าใจผิดบ้าง หรือเจ้าหน้าที่เองเข้าใจหลักเกณฑ์ผิดบ้าง อันนี้ต้องหาทางทำความเข้าใจกัน” นายพีระพันธุ์ กล่าว