กรมส่งเสริมฯจัดเสวนาเพิ่มความรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672058

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดการสัมมนาเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร และการพัฒนาบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer ที่โรงแรมเวสเทิร์น แกรนด์ ราชบุรี จัดโดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกลางให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตร และร่วมกันแก้ปัญหาที่เป็นประเด็นเร่งด่วนในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนถอดบทเรียนความสำเร็จการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรที่ได้ดำเนินการในปีงบประมาณ 2565 และยังเป็นเวทีเชื่อมโยงการพัฒนาระบบงานกับการพัฒนาบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer

นายครองศักดิ์กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2565 และร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงานในปีถัดไป การแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองที่หลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดจนตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรได้มากยิ่งขึ้น

การสัมมนาในครั้งนี้ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม คือ 1.การสัมมนา เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RegionalWorkshop : RW) ครั้งที่ 2/2565 ในประเด็นการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร Next Step ใน 5 มิติงาน ได้แก่ กลุ่มมิติงานที่ 1 : การดำเนินงาน BCG Model ขับเคลื่อน ศพก. สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน กลุ่มมิติงานที่ 2 : การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขับเคลื่อนตลาดนำการผลิต กลุ่มมิติงานที่ 3 : การพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตร กลุ่มมิติงานที่ 4 : การเชื่อมโยงงานพัฒนาบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer และกลุ่มมิติงานที่ 5 : การสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร และ 2.การเติมเต็มความรู้และทักษะแก่ผู้เข้าร่วมอบรมโครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ให้สามารถขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรได้อย่างดี

อธิบดีชป.ให้โอวาท บุตรหลานเกษตรกร ทุน‘ต้นกล้าเกษตรฯ’ ร่วมทำงานกรมชลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672060

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน (ชป.) เปิดโอกาสให้ นายสัญชัยเกตุวรชัย ประธานคณะอนุกรรมการสวัสดิการทุนการศึกษาต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน กรมชลประทาน นายชัยยะ พึ่งโพธิ์สภ ผอ.สถาบันพัฒนาการชลประทาน นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุลผอ.สำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม และผู้เกี่ยวข้อง นำบุตรหลานเกษตรกรผู้ได้รับทุนการศึกษา รุ่นที่ 1 จากโครงการ “ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน” เข้าพบ เพื่อรับมอบโอวาทและแนวคิดในการปฏิบัติงาน

นายประพิศกล่าวว่า ได้สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับบุตรเกษตรกรมา ตั้งแต่ปี 2561 ตามนโยบายของดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำบุตรเกษตรกรที่เรียนจบชั้น ม.6 มีคุณสมบัติตามที่กำหนดมาเรียนต่อหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา-ชลประทาน) วิทยาลัยการชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งบุตรเกษตรกรจะได้รับทุนการศึกษา “ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน” ตลอดระยะเวลาการศึกษา 4 ปีตามหลักสูตร เมื่อศึกษาจบแล้ว จะมีโอกาสเข้าทำงานกับกรมชลประทานในท้องถิ่นบ้านเกิดตนเองหรือตามที่กรมชลประทานกำหนด เพื่อเป็นการให้ความรู้ทักษะวิชาชีพด้านการชลประทานซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการเกษตรไทย สามารถสนับสนุนภารกิจกรมชลประทาน เพื่อเกษตรกรต่อไป

ชูแปลงใหญ่ผึ้งวังธง เน้นคุณภาพแปรรูปเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671811

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายจำนงค์ กาศเจริญ กรรมการกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง ต.วังธง อ.เมือง จ.แพร่ กล่าวว่า สำหรับความเป็นมาของแปลงใหญ่ผึ้ง ต.วังธง ก่อนหน้านี้ มีการรวมตัวกันภายใต้รูปแบบสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้ง จ.แพร่ อยู่แล้ว ต่อมาปี 2560 ได้มีโครงการแปลงใหญ่ ทางจังหวัดและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ผึ้งตั้งแต่นั้นมา โดยมีสมาชิก 50 ราย ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความรู้แล้วเรื่องการเลี้ยงผึ้ง ส่งเสริมในด้านของบรรจุภัณฑ์ คุรุภัณฑ์ต่างๆ จนถึงงบประมาณ และโครงการที่ได้รับการสนับสนุน คือโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ทางกลุ่มได้สร้างโรงงานที่มีเครื่องอบระเหยน้ำผึ้ง ทำให้ง่ายต่อการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

ด้าน นายธนพงศ์ สำเภาลอย ผอ.ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า แปลงใหญ่ผึ้งแห่งนี้เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทำงานกับศูนย์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปีก็ มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ เมื่อเกษตรกรเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่ศูนย์จะมีการเตรียมความพร้อมในการกำหนดทิศทางแปลงใหญ่เพื่อให้กลุ่มเกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการเลี้ยงผึ้ง ทางศูนย์ฯ ได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมามอบองค์ความรู้ให้นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมให้มีการเลี้ยงที่ดีขึ้น ลดต้นทุนในเรื่องของแรงงาน ประกอบกับเรื่องของอาหารปลอดภัย ในการใช้วัสดุอุปกรณ์ สำหรับการสนับสนุนสายพันธุ์ ทางศูนย์ฯ ได้ผลิตคัดเลือกนำสายพันธุ์ดีสนับสนุนให้เกษตรกรส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่มีนางพญาสายพันธุ์ดีที่เชื่องต้านทานโรค เก็บน้ำหวานเก่งไว้ใช้ในอนาคตซึ้งก็คิดว่าจะมีการพัฒนาให้ยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯลุยขุดลอก กำจัดวัชพืชในคลอง รับมือช่วงน้ำหลาก ในพื้นที่บางสะพาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671808

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้นายเอนก ก้านสังวอน ผอ.สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ลงพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ติดตามความก้าวหน้างานขุดลอกคลองบางสะพานและคูคลองในพื้นที่ เพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเตรียมความพร้อมรองรับฤดูน้ำหลาก รวมถึงตรวจสภาพพื้นที่เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง และการตื้นเขินของแม่น้ำลำคลองที่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะตลิ่งพังทลาย บริเวณพื้นที่คลองกรูดหมู่ 4 บ้านหนองระแวง ต.ธงชัย อ.บางสะพาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่อยู่ริมคลองฯ ร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะต่างๆ

ด้านนายเอนก ก้านสังวอน ผอ.สำนักเครื่องจักรกล เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมชลประทาน อยู่ระหว่างดำเนินการขุดลอกขยายคลองบางสะพาน ระยะสุดท้าย ตั้งแต่ช่วง กม.20-กม.22+600 ซึ่งที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้รับความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ที่อยู่ริมคลอง ทำให้การทำงานสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย และในส่วนของคลองกรูด หมู่ 4 ต.ธงชัย ต้องขอขอบคุณนายเลิศยศ แย้มพราย นายอำเภอบางสะพาน และ พี่น้องชาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน บูรณาการร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมพร้อมรับมือฤดูน้ำหลาก

ปลัดเกษตรฯร่วมงานประมงน้อมเกล้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671809

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 32 เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมประมง และหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าถวายฯ สมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ตลอดจนเป็นการส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพันธุ์ปลาสวยงาม สัตว์น้ำ และพรรณไม้น้ำชนิดต่างๆ ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้ส่งออกภายในประเทศ เพื่อยกระดับการจัดงานก้าวสู่สากล

ในปีนี้จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในธีม :Aquatic of Luck สัตว์น้ำสายมูเตลู ตามศาสตร์แห่งความเชื่อและศรัทธาโดยนำเสนอนิทรรศการความรู้ด้านการประมง พร้อมจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ความเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิตด้วยสัตว์น้ำมงคลเสริมดวง ในคอนเซ็ปต์ “สัตว์น้ำ : เสริมบารมี เสริมราศี เสริมโชคดี เสริมพลัง” ซึ่งเป็นความเชื่ออยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้เยี่ยมชมงานภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในงาน อาทิ 1.การปล่อยสัตว์น้ำเสริมดวง โดยไฮไลท์คือ การปล่อยมังกรคืนถิ่น (ปล่อยปลาตะพัด) ลงสู่แหล่งต้นน้ำเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี 2.ประกวดปลาสวยงามสายมูเตลู : ปีนี้จะมีการจัดประกวดมากถึง 7 ชนิด 72 ประเภท 3.ถ่ายรูปกับฝูงปลา ซึ่งจัดแสดงในตู้สัตว์น้ำประกอบ display ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมบนเวทีกลาง อาทิ เสวนา “สัตว์น้ำมงคลก้าวไกลไปทั่วโลก” “เราได้อะไรจากการทำให้ขยะทะเลกลับมามีคุณค่า” “คนเลี้ยงปลา..ปลาเลี้ยงคน” “ครอบครองหรือค้านสัตว์น้ำอย่างไรโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย” เป็นต้น การโชว์แล่/ชวนชิมปลากะพงยักษ์ ชมชิมชิลปลานิลพระราชทาน อาหารจากปลาคู่บ้านคู่เรือน บิงโกสัตว์น้ำนำโชค และตอบปัญหาชิงรางวัล ฯลฯ

เกษตรฯขยายตลาดญี่ปุ่น พัฒนาสินค้าเพิ่มส่งออกแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671813

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสมศักดิ์ วิวิธเกยูรวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมชมระบบความเย็น (Cold Chain) และรับฟังข้อมูลระบบโลจิสติกส์ ระบบเครือข่ายตลาดค้าส่งค้าปลีก รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าในการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยมายังประเทศญี่ปุ่น ที่บริษัท P.K. SIAM เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานากาวะ โดยมีนายรุ่งสิทธิ์ สนธิอัชชรา ผู้จัดการฝ่ายการค้าต้อนรับและพาชม พร้อมกับบรรยายสรุป โดยบริษัท P.K.SIAM เป็นบริษัทผู้นำเข้าผักและผลไม้รายใหญ่ในกรุงโตเกียว อาทิ มะม่วง ทุเรียน กล้วยหอม ส้มโอ มะพร้าว มังคุด ผักสด น้ำมะนาวคั้นสด รวมถึงสินค้าแปรรูป อาหาร ผลไม้กระป๋อง เป็นต้น

จากนั้นนายอลงกรณ์ และคณะ เดินทางไปพบปะหารือกับคณะผู้บริหารของบริษัทไนไกนิตโตะ ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ มีการร่วมทุนกับไทยจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยมากว่า 25 ปี พร้อมกับเยี่ยมชมระบบขนส่งทางเรือทางอากาศซึ่งมีบริการขนส่งยางพาราและเครื่องจักรกลการเกษตรด้วย

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญอันดับ 2 ของไทย ในระหว่างปี 2562-2564 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 11.35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปตลาดโลก มีการส่งออกเฉลี่ยปีละ 144,820 ล้านบาท โดยสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นเนื้อไก่แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต และยางแผ่นรมควัน ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้าสินค้าเกษตรกับญี่ปุ่นมากกว่า 130,000 ล้านบาท ญี่ปุ่นสามารถผลิตอาหารได้ไม่ถึง 40% ของความต้องการในประเทศ มีนโยบายเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และด้วยจำนวนประชากรที่มีกว่า 125 ล้านคน มีกำลังซื้อสูง มีสัมพันธ์ที่ดีกับไทยตลอดมาจึงเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารมายังตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งการร่วมลงทุนด้านเกษตรอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ทางเรือและทางอากาศ

ที่สำคัญคือการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้ประกอบการของไทยและญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและกำหนดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวโน้มความต้องการของตลาดและรสนิยมของผู้บริโภคต่อการเพิ่มไลน์การผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ให้สอดคล้องกับตลาดญี่ปุ่นตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต

ลุยฟื้นผลผลิตกุ้งทะเล ตั้งเป้า 4 แสนตันปี66 รักษาอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671713

ลุยฟื้นผลผลิตกุ้งทะเล ตั้งเป้า 4 แสนตันปี66 รักษาอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.05 น.

‘ก.เกษตร’ ลุยฟื้นผลผลิต‘กุ้งทะเล’ ตั้งเป้า 4 แสนตันปี66 จาก 2.5 แสนตันปี64 รักษาอันดับ 1 ใน 5 ของโลก สอดรับนโยบายนายกฯ ‘ไทยเป็นครัวโลก’ มั่นใจดูแลเกษตรกรดี ราคาไม่ตก

7 สิงหาคม 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญหรือ “ครัวของโลก” โดยยึดหลัก อาหารปลอดภัย(Safety) ความมั่นคงทางอาหาร (Security) และความยั่งยืนยัน (Sustainability) ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันทั้งระบบ (BIG DATA) เพื่อคาดการณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรแบบรายชนิดสินค้า และวางแผนรับมือสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ

ในส่วนของผลผลิตกุ้งทะเล ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการผลิตเป็นอันดับห้าของโลก แต่ด้วยการระบาดของโรคตายด่วนในปี2564 ทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก เหลือเพียง 2.54 แสนตัน จากที่เคยอยู่ที่ 2. 8 แสนตัน เฉลี่ยสามปีก่อนหน้า ดังนั้น นายเฉลิมชัยฯ จึงได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศ ในพื้นที่ 35 จังหวัด โดยตั้งเป้าปี 2566 ไว้ที่ 4 แสนตัน ทั้งนี้ กรมประมงได้ดําเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ความสําคัญกับการจัดการข้อมูลเพื่อการบริหารแบบรอบด้าน ครอบคลุมการกำหนดแผนเชิงรุก นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรกรณีความเสี่ยงต่างๆ การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาโรคระบาดกุ้ง การปรับปรุงพันธุ์กุ้งทะเล การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเพื่อการผลิตกุ้งทะเล การฟื้นฟูพื้นที่การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเสื่อมโทรมร่วมกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม การจัดหาแหล่งเงินทุนสําหรับเกษตรกร การส่งเสริมและหาช่องทางการตลาดเพิ่มเติมเพื่อรองรับผลผลิตกุ้งทะเลที่เพิ่มขึ้น

นางสาวรัชดา ยังได้กล่าวถึงการอนุญาตให้ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปสามารถนำเข้ากุ้งทะเลจากเอกวาดอร์และอินเดีย ทางกรมประมงยืนยันว่าไม่กระทบต่อราคากุ้งในประเทศอย่างแน่นอน เพราะเป็นการอนุญาตให้เฉพาะช่วงเวลาที่ผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอการแปรูปเท่านั้น โดยห้องเย็นและโรงงานแปรรูปจะต้องรับซื้อผลผลิตกุ้งทะเลจากเกษตรกรโดยประกันราคาซื้อ – ขายขั้นต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไว้ ทั้งนี้ มีการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 ส่งผลให้ราคากุ้งทะเลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ทางกรมฯได้ดำเนินการอย่างรัดกุม มีการประเมินระบบการควบคุมโรคของทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลแช่แข็งสำหรับการส่งออกมายังประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อก่อโรคข้ามพรมแดนอย่างเด็ดขาด

“นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตกุ้งทะเลของเกษตรกร และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดกลไกขับเคลื่อนการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลไทย ตั้งเป้า 4 แสนตันในปี 2566 ผ่านคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) และคณะทำงานแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเล ระดับพื้นที่ครอบคลุม 35 จังหวัดที่มีการเลี้ยงกุ้งทะเล มุ่งเป้าเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องเติบโต และเมื่อเราสามารถเพิ่มผลผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมแปรรูป ก็ไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศอีกต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว

‘เฉลิมชัย’พอใจผลส่งออกข้าว ครึ่งปีทะลุ 3.5 ล้านตันเติบโตกว่า50% นำเงินเข้าประเทศ 6 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671658

'เฉลิมชัย'พอใจผลส่งออกข้าว ครึ่งปีทะลุ 3.5 ล้านตันเติบโตกว่า50% นำเงินเข้าประเทศ 6 หมื่นล้าน

วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.57 น.

“เฉลิมชัย” พอใจผลส่งออกข้าว ครึ่งปี ทะลุ 3.5 ล้านตันเติบโตกว่า50%นำเงินเข้าประเทศ6หมื่นล้านบาท คาดทั้งปีส่งออกเกิน7ล้านตันมีลุ้นแซงเวียดนามขึ้นแท่นเบอร์2ของโลก 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า รายงานการส่งออกข้าวของไทย6เดือนแรกของปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน2565 ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวทุกชนิดได้แก่ข้าวขาว ข้าวนึ่งและข้าวหอมมะลิมีปริมาณ 3,507,020 ตัน คิดเป็นมูลค่า 60,932.3 ล้านบาท (1,837.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยปริมาณเพิ่มขึ้น 56.6% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 42.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่ส่งออกปริมาณ 2,239,432 ตัน มูลค่า 42,641.8 ล้านบาท (1,407.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน 2565 มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 764,131 ตัน คิดเป็นมูลค่า 13,129.5 ล้านบาท โดยปริมาณและมูลค่าส่งออก เพิ่มขึ้น 69.4% และ 57.1% ตามลำดับ
เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2565 ที่มีปริมาณ 450,973 ตัน มูลค่า 8,357 ล้านบาท เนื่องจากในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการส่งออกข้าวขาวปริมาณ 405,963 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 208% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ส่วนข้าวนึ่งมีการส่งออกปริมาณ 140,225 ตัน เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนการส่งออกข้าวหอมมะลิ (ต้นข้าว) มีปริมาณ 103,865 ตัน เพิ่มขึ้น 15.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวนาไทยทุกคนที่ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าซึ่งจะมีผลทำให้ราคาในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงมากที่จะส่งออกข้าวได้มากเป็นอันดับ2ของโลกโดยจะแซงเวียดนามได้สำเร็จในปีนี้หากส่งออกได้เกิน7ล้านตันเมื่อพิจารณาข้อมูลการส่งออกข้าวของไทยในช่วงครึ่งปีแรกและรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ในรอบการผลิตปี 2564 – 2565 ปริมาณผลผลิตข้าวของโลกอาจอยู่ที่ประมาณ 505.4 ล้านตัน สูงขึ้นจากรอบปีก่อนหน้า 1.9 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2565 ปริมาณการค้าข้าวของโลกอาจสูงถึง 46.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ประมาณ 100,000 ตัน โดยประเทศที่คาดว่าจะส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ออสเตรเลีย เมียนมา กัมพูชา สหภาพยุโรป ปารากวัย ไทย และอุรุกวัย สำหรับประเทศที่คาดว่าจะส่งออกข้าวลดลง ได้แก่ โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อินเดีย อิรัก มาดากัสการ์ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา สหรัฐฯ และเวียดนาม ทั้งนี้ คาดว่า เวียดนามจะเป็นผู้ส่งออกข้าวสูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ปริมาณรวม 6.3 ล้านตัน รองจากอินเดียและไทย ตามลำดับซึ่งเวียดนามครองอันดับที่ 2 ของผู้ส่งออกข้าวติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ปริมาณการส่งออกข้าวที่จะลดลงในปี 2565 และทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวสูงเป็นอันดับที่ 3 

ทั้งนี้คาดว่าไทยจะส่งออกข้าวทั้งปีได้ไม่น้อยกว่า7-7.5ล้านตันสูงกว่าปี2564และมีลุ้นที่จะแซงเวียดนามขึ้นแท่นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ2ของโลกได้ในปีนี้ โดยดูจากสถิติการส่งออกข้าวของเวียดนาม5เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.–พ.ค.)ส่งออกข้าวปริมาณ2.77ล้านตันเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี2564 ที่มีปริมาณการส่งออกข้าว 2.59 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.95 โดยมีมูลค่าส่งออก 1.35 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่มีมูลค่าส่งออก 1.41 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลงร้อยละ 4.26 เฉลี่ยเวียดนามส่งออกเดือนละ5แสนตัน ขณะที่ไทยส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 6แสนตันขยายตัวทั้งปริมาณและมูลค่า

อย่างไรก็ตาม จากรายงานของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและกรมศุลกากร การส่งออกไตรมาส2ยังทำได้ดีต่อเนื่องจากไตรมาสที่1โดยตัวเลขการส่งออกข้าวไทยช่วง 3 เดือนแรกปี2565(มกราคม-มีนาคม) ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น 48.5% โดยส่งออกได้ 1,743,280 ตัน  คิดเป็น มูลค่า 29,468.2 ล้านบาท (903.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และต้องติดตามสถานการณ์การส่งออกช่วงครึ่งปีหลังหากรักษาระดับการส่งออกเกิน6แสนตันต่อเดือนก็จะทำให้การส่งออกทั้งปีเกิน7ล้านตันซึ่งขึ้นกับค่าเงินบาทและผลผลิตของประเทศผู้ส่งออกหลักและราคาส่งออกของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ

ไทยออยล์ร่วมกับพันธมิตรโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม เผยเคล็ดไม่ลับวิธีปลูกผักสลัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671463

ไทยออยล์ร่วมกับพันธมิตรโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม เผยเคล็ดไม่ลับวิธีปลูกผักสลัด

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.13 น.

ใครหลายคนหันไปปลูกผักสลัดไว้ทานเองที่บ้าน เพราะต้องการความปลอดภัยจากสารเคมี ไทยออยล์ได้ขอให้พันธมิตรจาก “โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม (Smart Farming)” มาเปิดเผยเคล็ดลับในการปลูกผักสลัดไว้รับประทานที่บ้านแบบง่ายๆ

คุณวิโรจน์ มีนะพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม (Smart Farming)” เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตและการเพาะปลูก พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรวิถีใหม่ ประกอบด้วย 1.) โครงการที่ อ.บางพระ จ.ชลบุรี ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชประเภทผักสลัด 2.) โครงการที่เรือนจำกลาง  ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เน้นด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ สร้างโอกาสให้กับผู้ต้องขัง ได้ฝึกทักษะฝึกอาชีพด้านการเกษตรเพื่อให้ผู้ต้องขัง สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพต่อได้ภายหลังการพ้นโทษ และ 3.) โครงการที่ อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ตั้งเป้าหมายให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพาะปลูกใบบัวบก เพื่อนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้แก่เกษตรกร

ผศ.ดร.รัตนากร กฤษณชาญดี หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่บางพระ (มทร.ตะวันออก) พันธมิตรโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม หรือ Smart Farming  กล่าวว่า การปลูกผักไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องดูแลเอาใจใส่ ถ้าทำถูกวิธีจะได้ผลผลิตที่คุ้มค่า มาดูเคล็ดไม่ลับที่ใช้ในโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม ในพื้นที่ชลบุรี ดังนี้

การเพาะเมล็ด

ใช้วัสดุเพาะสองแบบคือ วัสดุเพาะสำเร็จรูป (พีทมอส) และขุยมะพร้าว โดยพีทมอสนั้นสามารถนำมาใช้เพาะได้เลย แต่ขุยมะพร้าวต้องนำมาผ่านขั้นตอนการร่อนแยกเส้นใยออกด้วยตะกร้าพลาสติก จากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ล้างทำความสะอาด 2-3 ครั้งแล้วจึงบีบขุยมะพร้าวให้หมาดใส่ลงตะกร้าพลาสติก นำเมล็ดผักสลัดที่ต้องการปลูกหว่านให้กระจายและโรยขุยมะพร้าวทับบางๆ นำไปวางในที่ร่มแดดรำไรและสเปรย์น้ำทุกวัน หลังจากเพาะ 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มมีรากงอกออกมา (ขึ้นกับความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ที่เลือกใช้)

การคัดเลือกต้นกล้าลงถาดเพาะ

หลังจากต้นกล้างอกจากเมล็ด 5 วัน ใบเลี้ยงคลี่เต็มที่และลำต้นตั้งตรง จะเริ่มย้ายลงถาดเพาะที่บรรจุวัสดุเพาะสำเร็จรูป (พีทมอส) ขุยมะพร้าวร่อนแช่น้ำ หรือขุยมะพร้าวร่อนแช่น้ำผสมปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 1:0.25 โดยไม่ควรกดวัสดุเพาะแน่นจะมีผลต่อการเจริญของรากและการระบายน้ำ จากนั้นสเปรย์น้ำจนกระทั่งน้ำไหลออกจากด้านล่างถาดเพาะ ก่อนคัดเลือกให้สเปรย์น้ำให้วัสดุเพาะชุ่มแล้วจึงย้ายต้นกล้าที่มีลักษณะลำต้นแข็งแรง ใบเลี้ยงสมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงเข้าทำลายลงปลูกในถาดเพาะ 1 หลุมต่อต้น เสร็จแล้วให้วางถาดเพาะไว้ที่บริเวณแดดร่มรำไรเป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน ให้วางบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้ให้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพนมสดผสมน้ำอัตราส่วน 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตรทุกๆ 2 วัน

การย้ายต้นกล้าลงภาชนะปลูกหรือแปลงปลูก

หลังย้ายต้นกล้าลงถาดเพาะ 14-21 วัน (ต้นกล้าสมบูรณ์และมีใบจริง 4-5 ใบ) จะย้ายลงภาชนะปลูกที่เตรียมไว้ เช่น กระถางพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว โต๊ะปลูกผัก หรือแปลงปลูก เป็นต้น กรณีปลูกในภาชนะปลูกและโต๊ะปลูกจะใช้วัสดุปลูก ดังนี้ ขุยมะพร้าว 1 ส่วน มูลสัตว์หมักผสมรำละเอียด 1 ส่วน แกลบดิบหมัก ½ ส่วน ผสมให้เข้ากันแล้วกรอกลงภาชนะปลูก รดน้ำผสมเชื้อจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.) เช่นเดียวกับบนโต๊ะปลูกและแปลง จากนั้นจึงย้ายต้นกล้าลงปลูก 1 ต้นต่อกระถาง ถ้าปลูกบนโต๊ะปลูกหรือแปลงจะใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 20 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 25 เซนติเมตร (1 หลุมต่อต้น) หลังย้ายต้นกล้าเสร็จก็รดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะเกินไป เพราะจะทำให้ต้นกล้าเกิดโรครากเน่าได้

การดูแลหลังย้ายปลูกในภาชนะปลูก

หลังจากย้ายต้นกล้าลงภาชนะปลูกหรือแปลง 7 วัน จะให้น้ำหมักชีวภาพนมสด (ฮอร์โมนนม) หรือน้ำหมักชีวภาพไข่ (ฮอร์โมนไข่) อัตราส่วน 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตรทุก 3 วัน และให้ปุ๋ยมูลสัตว์หมักผสมรำละเอียดทุก 15 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยว ในช่วงนี้ถ้าพบการเข้าทำลายของโรคหรือแมลงศัตรูพืชสามารถใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดได้ เช่น จุลินทรีย์ Trichoderma spp., Metarhizium anisopliae., Beauveria bassiana   เป็นต้น นอกจากการใช้สารชีวภัณฑ์ สามารถใช้กับดักแมลง น้ำหมักสมุนไพรต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการไล่และป้องกันการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชอีกทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้น้ำหมักสมุนไพรที่มีรสขม หรือเผ็ดร้อนในช่วงใกล้เก็บผลผลิตเพราะอาจจะส่งต่อคุณภาพของผลผลิตได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากย้ายปลูกลงภาชนะปลูก 30-45 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยการตัดลำต้นเหนือดินประมาณ 3 เซนติเมตร ล้างทำความสะอาดและวางบนตะแกรงก่อนบรรจุใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้รับประทานหรือจำหน่าย หรืออีกทางหนึ่งถ้าปลูกไว้ทานเองภายในครอบครัวสามารถเด็ดใบโตเต็มที่ (ใบด้านล่าง) นำมารับประทาน จนกว่าต้นจะเริ่มเข้าสู่ระยะออกดอกเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ในช่วง 06.00-08.30 น.

จากเคล็ดไม่ลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ สามารถปลูกผักสลัดที่มีคุณภาพไว้รับประทานเองที่บ้านหรือเป็นรายได้เสริม ให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันที่บ้านได้แบบสบายๆ หรือจะติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook  สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก)

– 006

ยกระดับวิสาหกิจผึ้งโพรง พัฒนาคุณภาพแปลงใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671211

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอนุชา ยาอีด ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ.สงขลา เปิดเผยว่า ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการทำเกษตรที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งในเชิงอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.สงขลาที่ผ่านมา มีผึ้งจำนวนมากตายเพราะสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชผนวกกับพื้นที่ป่าลดลง มีงานวิจัยชี้ว่าร้อยละ 40 ของแมลงผสมเกสรทั่วโลกเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ FAO จึงเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันปกป้องแมลงที่ช่วยผสมเกสรโดยเฉพาะผึ้ง สำหรับภาคใต้มีศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ (ศทม.) จ.ชุมพร เป็นหน่วยงานที่มีเทคโนโลยี องค์ความรู้ ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้ง สำหรับส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรโดยตรง ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้

ด้าน นายปานเทพ สุวรรณมาลา ผู้จัดการและประธานแปลงใหญ่ผึ้งโพรง ต.โคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา กล่าวว่า เมื่อมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความรู้ในโครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ เรื่องการเลี้ยงผึ้ง เกษตรกรได้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยงผึ้งตามหลักวิชาการ และประโยชน์จากการเลี้ยงผึ้ง ทำให้เกษตรกรนำแนวคิดความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการเลี้ยงผึ้ง มีการสร้างรังผึ้งเพิ่ม ได้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก มีทั้งเก็บไว้บริโภคกันเอง จำหน่าย และพัฒนาต่อยอดด้วยการแปรรูปผลผลิตด้วย ซึ่งในปี 2564 ทางกลุ่มฯ ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในชื่อบริษัท ผึ้งวังชิง จำกัด