เกษตรฯหนุนใช้สาหร่าย จับมือญี่ปุ่นแปรรูปผลิตน้ำมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672582

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสมศักดิ์ วิวิธเกยูรวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว พร้อมคณะ ศึกษาดูงานการผลิตสาหร่ายเป็นน้ำมันเครื่องบินที่บริษัท ชิโตเซะ เมืองคาวาซากิ จังหวัดคานางาวะ โดยมี นางริเอะ คุจิมิยะ ประธานฝ่ายปฏิบัติการบริษัทฯต้อนรับ พร้อมนำเสนอผลงานการวิจัยและพัฒนาสาหร่ายของบริษัทชิโตเซะ พร้อมนำชมห้องแล็บปฏิบัติการผลิตสาหร่ายในระบบปิด เพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนพลังงานจากฟอสซิลตามแนวทางพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการแปรรูปสาหร่ายเป็นอาหารประเภทโปรตีนจากพืช (plant based protein) และผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆ โดยจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือกับหลายประเทศและพร้อมร่วมมือกับไทย โดยมีคอนเซ็ปต์“Cultivate The Earth”

ด้านนายอลงกรณ์กล่าวว่า วิสัยทัศน์และแนวทางของบริษัท ชิโตเซะ สอดคล้องกับนโยบาย BCG Mode (Bio-Circular-Green Economy) ของรัฐบาลไทย และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ภายใต้นโยบายเกษตรอาหารเกษตรพลังงานและนโยบายอาหารแห่งอนาคต โดยส่งเสริมสาหร่ายทะเล และสาหร่ายน้ำจืด ให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สำหรับโครงการผลิตสาหร่ายเพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าสู่เกษตรมูลค่าสูงเริ่มดำเนินการทันทีในปีนี้ โดยต่อยอดนวัตกรรมงานวิจัยของ สวทช.กรมประมง ศูนย์ AIC และเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา กรมประมง ร่วมกับมูลนิธิ เวิลด์วิว ไครเมท และมูลนิธิ เวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล จัดสัมมนา เรื่อง “อนาคตสาหร่ายทะเลในประเทศไทย Seaweed : The Next Future” มีองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หน่วยงานวิจัย และภาครัฐภาคเอกชนของไทยและต่างประเทศ เข้าร่วม

กรมชลฯยกระดับจัดการน้ำพื้นที่EEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672579

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมเวทีเสวนา “ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ EEC”จัดโดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับ กระทรวงสิ่งแวดล้อมสาธารณรัฐเกาหลี สภาน้ำแห่งเอเชีย (Asia Water Council หรือ AWC) และ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้นำเสนอเรื่องการบริหารจัดการน้ำด้านเกษตรกรรม โดยพัฒนาควบคู่ไปกับด้านอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลกัน โดยเน้นการประหยัดน้ำ และเพิ่มคุณภาพการใช้น้ำเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน ซึ่งการเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การหารือระดับชาติเรื่องน้ำในประเทศไทยและพื้นที่ศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” หรือ “EEC” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง AWC กระทรวงสิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐเกาหลี OECD และ สทนช. ภายใต้ “โครงการข้อริเริ่มความร่วมมือด้านน้ำกรอบระยะเวลา 5 ปี (2020-2024)”

สำหรับเป้าหมายสำคัญก็เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความเห็นต่อข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครอบคลุมการบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำ มาตรการกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสุขาภิบาลในพื้นที่ EEC และช่องว่างของกลไกทางการเงิน เทคโนโลยี นวัตกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นำไปสู่การจัดทำร่างรายงานเกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ EEC ฉบับสุดท้ายที่สมบูรณ์ ก่อนนำไปปรับใช้จริงให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาทรัพยากรน้ำในพื้นที่ EEC ต่อไป

ก.เกษตรฯ จัดเวทีเครือข่ายพัฒนา Young Smart Farmer ระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672500

ก.เกษตรฯ จัดเวทีเครือข่ายพัฒนา Young Smart Farmer ระดับประเทศ

ก.เกษตรฯ จัดเวทีเครือข่ายพัฒนา Young Smart Farmer ระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.47 น.

ก.เกษตรฯ จัดเวทีเครือข่ายพัฒนา Young Smart Farmer ระดับประเทศ เสริมองค์ความรู้ที่ทันสมัย ให้สามารถทำการเกษตรได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนเป็นผู้สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่การเป็นธุรกิจเกษตรได้

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดเวทีเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 11 สิงหาคม 2565 เพื่อเชื่อมโยงเครือข่าย Young Smart Farmer และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร กว่า 250 คน ณ โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ว่า “เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer” ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมุ่งเน้นที่จะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาขับเคลื่อนภาคการเกษตรผ่านการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันภาคการเกษตรของประเทศไทยมีทิศทางและแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยและสามารถทำการเกษตรอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก มีแนวคิดสร้างสรรค์ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการการเกษตร เป็นที่พึ่งแก่เพื่อนเกษตรกร เป็นผู้นำทางการเกษตร 4.0 ในท้องถิ่น และเป็นผู้สร้างแรงจูงใจ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพการเกษตรให้แก่เยาวชน เกษตรกร และบุคคลทั่วไป ทำให้ภาคการเกษตรเกิดความก้าวหน้า ขยายผลการพัฒนาไปสู่เกษตรกรรายอื่น ตลอดจนเป็นผู้สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้

“รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความก้าวหน้า การเติบโต และการพัฒนาของ Young Smart Farmer ที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทย ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมาก เกษตรกรเองจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย ทั้งในเรื่องของการรับรู้ รับทราบ และเข้าถึงเทคโนโลยี กระบวนการ และวิชาการต่าง ๆ กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายสำคัญที่ต้องการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรไปสู่เกษตรทันสมัย หรือเกษตร 4.0 โดยมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย รวมถึง Young Smart Farmer เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร สามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรของไทยจากการทำแบบเคยชิ้นหรือคุ้นเคย มุ่งสู่การเป็นธุรกิจเกษตรได้” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และให้เกษตรกรรุ่นใหม่เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยตอบสนองความต้องการที่แท้จริงและนำไปสู่การปฏิบัติงานได้จริง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวได้มุ่งเน้นการมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด โดยมุ่งหวังให้ Young Smart Farmer เป็นผู้นำด้านการเกษตรในอนาคต สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เสริมสร้างทักษะทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer มาตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้วกว่า 20,000 ราย โดยผ่านกระบวนการพัฒนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer จำนวน 18,215 ราย มีการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งระดับจังหวัดและระดับเขต รวมถึงมีคณะทำงานผู้ประสานงานเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่าง Young Smart Farmer กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง

กรมชลฯเร่งเสริมสร้าง ความมั่นคงทางด้านน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672287

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมประชุมคณะทำงานพิจารณาการพัฒนากรอบความร่วมมือกับธนาคารโลก ครั้งที่ 2/2565 โดยมี นายสราวุธ ชีวะประเสริฐ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย Ms.Shelley McMillan ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารทรัพยากรน้ำอาวุโส ธนาคารโลก และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อร่วมพิจารณาประเด็นการพัฒนากรอบความร่วมมือกับประเทศไทย ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำกับธนาคารโลก โดยกรมชลประทาน ได้นำเสนอข้อมูลด้านการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดำเนินสะดวก โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักใต้ การป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติและอุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โครงการพัฒนาแหล่งน้ำรองรับพื้นที่ EEC ให้กับทางธนาคารโลกได้พิจารณาเพื่อสนับสนุนเงินทุน/ด้านเทคนิค ในการพัฒนาโครงการต่างๆ ดังกล่าว

คกก.เร่งถกแก้ปัญหา โครงการฝายหัวนา จ่ายชดเชยประชาชน รับผลกระทบก่อสร้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672288

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการ (คกก.) แก้ปัญหาโครงการฝายหัวนา ครั้งที่ 1/2565 (14) พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน ตลอดจนตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ว่าคณะกรรมการฯเห็นชอบในการจ่ายเงินค่าทดแทนกรณีที่ดินมีเอกสารสิทธิ 61 แปลง เนื้อที่ 223 ไร่เป็นเงิน 27,934,718.75 บาท แบ่งเป็น อ.กันทรารมย์ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนา จ.ศรีสะเกษ 16 แปลงเนื้อที่ 74 ไร่ เป็นวงเงิน 9,356,687.50 บาท และเฉพาะกลุ่มโนนสัง กลุ่มราษีไศล และกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 47 แปลง เนื้อที่ 148 ไร่ เป็นวงเงิน 18,578,031.25 บาท

นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบการจ่ายเงินค่าทดแทนกรณีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิอีก 372 แปลง เนื้อที่ 542 ไร่ เป็นวงเงิน 24,406,200 บาท สำหรับผู้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินที่ถูกเขตการก่อสร้างโครงการฝายหัวนา ที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนค่าขนย้าย ตามหลักเกณฑ์แห่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 โดยแบ่งเป็น อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 8 แปลง เนื้อที่ 7 ไร่ วงเงิน 350,550 บาท อ.กันทรารมย์ 111 แปลง เนื้อที่ 245 ไร่ วงเงิน 11,042,887.50 บาท อ.ยางชุมน้อย 111 แปลง เนื้อที่ 53 ไร่ วงเงิน 2,420,887.50 บาท อ.อุทุมพรพิสัย 39 แปลง เนื้อที่ 108 ไร่
วงเงิน 4,888,237.50 บาท อ.ราษีไศล 73 แปลง เนื้อที่ 126 ไร่ วงเงิน 5,703,637.50 บาท ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะนำมติที่ประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาโครงการฝายหัวนา จ.ศรีสะเกษ เสนอเข้าในวาระการประชุม ครม.เพื่อพิจารณาต่อไป

ปศุสัตว์ตรวจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672289

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายสัตวแพทย์รักไทยงามภักดิ์ ผอ.กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบังโดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาตรวจสอบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน (ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์) ประกอบด้วยกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร สมาคมการค้าพืชไร่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งการนำเข้าครั้งนี้เป็นการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ในโควตาโดยผู้นำเข้าทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยนำเข้าจากประเทศปากีสถาน ปริมาณ 509.45 ตัน โดยกรมปศุสัตว์ เข้าตรวจสอบและสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพมาตรฐานให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ก่อนที่จะนำไปใช้ผลิตอาหารสัตว์ต่อไป

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อให้การนำเข้า-ส่งออก การผลิต และการขายทั้งอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้คุณภาพมาตรฐาน ตลอดจนมีการเก็บรักษาอย่างถูกวิธีและโฆษณาตามความเป็นจริง สอดคล้องกับเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ 2558 มีการขึ้นทะเบียน ขอใบอนุญาต และขอใบรับรองระบบประกันคุณภาพอาหารสัตว์หรือใบรับรองอื่นๆ เกี่ยวข้อง เป็นการป้องกันอาหารสัตว์และวัตถุดิบที่ปลอมปน เสื่อมคุณภาพ ผิดมาตรฐาน หรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์และคุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภค จึงได้สั่งการให้กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง

เกษตรฯจับมือญี่ปุ่นส่งออก แมลงผงสร้างรายได้ให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672290

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสมศักดิ์ วิวิธเกยูรวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว นายโชติ พึงเจริญพงศ์ คณะทำงานที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ นายสกนธ์ วนาเศรษฐี ที่ปรึกษา(ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว และคณะ เดินทางไปมหาวิทยาลัยทากะซากิ จังหวัดกุนมะ เพื่อประชุมหารือกับ ดร.ทาเคชิ มิซึกุจิ (Takeshi Mizuguchi) อธิการบดีมหาวิทยาลัยดังกล่าว เพื่อขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต โดยมีการวิจัยและพัฒนากับบริษัท ฟิวเจอร์นอท อิงค์ ผู้ผลิตอาหารจากแมลง โดยใช้ ผงจิ้งหรีดนำเข้าจากประเทศไทย เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าแปรรูป เช่น ขนมแครกเกอร์ โปรตีนแท่ง เป็นต้น โดยนายเรน ซากุไร CEO บริษัท ฟิวเจอร์นอท และ ดร.อะกิฮิโร อีจิมะ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี ได้นำเสนอข้อมูลของบริษัทตลอดจนพาชมห้องปฏิบัติการทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นายอลงกรณ์กล่าวว่า พอใจในความสำเร็จการหารือ โดยท่านอธิการบดี ดร.ทาเคชิ มิซึกุจิ และนายเรน ซากุไร ซีอีโอ บริษัทฟิวเจอร์นอท พร้อมลงนาม MOU กับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านแมลง เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมวิจัยและพัฒนาแมลง ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนทางเลือกใหม่ภายใต้นโยบายอาหารแห่งอนาคต และนโยบายฮับแมลงโลก ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ซึ่งสอดรับกับแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO : Food and Agriculture Organization) ที่ประกาศให้ “แมลงเป็นแหล่งอาหารในอนาคตของโลก” และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติด้วย

ด้านนายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ตลาดอาหารจากแมลงในประเทศญี่ปุ่น มีศักยภาพในการเติบโตสูง ปัจจุบันผู้บริโภคและผู้ผลิตอาหารจากแมลง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนญี่ปุ่นให้ความสนใจกับอาหารจากแมลงมากขึ้น และมีความตื่นตัวตามหลักการของ SDGs สูง ปัจจุบันมีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากแมลง อาทิ ข้าวเกรียบผสมผงจิ้งหรีด คุกกี้ ราเมนจิ้งหรีดฯลฯ จึงนับเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายตลาดมายังประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าแมลงหรืออาหารจากแมลงเป็นกรณีพิเศษ โดยสามารถนำเข้าตามเงื่อนไขของอาหารทั่วไป ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) ได้จัดตั้งคณะทำงาน Foodtech เพื่อกำหนดมาตรฐานและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ Future Food เช่น โปรตีนจากพืช อาหารและอาหารสัตว์จากแมลง

‘กรมชลฯ’เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ห้วยแม่ป่าไผ่’ ลุยศึกษาแนวทางพัฒนาน้ำจากชาวบ้าน 399 ข้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672314

‘กรมชลฯ’เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ห้วยแม่ป่าไผ่’ ลุยศึกษาแนวทางพัฒนาน้ำจากชาวบ้าน 399 ข้อ

‘กรมชลฯ’เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ห้วยแม่ป่าไผ่’ ลุยศึกษาแนวทางพัฒนาน้ำจากชาวบ้าน 399 ข้อ

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.17 น.

กรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามเร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ “ห้วยแม่ป่าไผ่” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดโครงการศึกษาปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ทำให้ทราบความต้องการพัฒนาเชิงพื้นที่จาก 20 ตำบล ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน และตาก รวม 399 ความต้องการ คาดจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2566 แล้วเสร็จในปี 2570แก้ปัญหาน้ำพื้นที่ห่างไกลทั้งระบบ

        นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่โครงการศึกษาสร้างการรับรู้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดตาก ณ พื้นที่บริเวณที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อให้เกิดความเข้าใจผลการดำเนินโครงการ และเป็นสื่อกลางในการเสนอข้อมูล ข่าวสารไปยังประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและมีความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กว่า 80 คน

          นายเฉลิมเกียรติฯ กล่าวว่า จากการสำรวจปัญหาและความต้องการของชุมชนในการดำเนินโครงการฯ พบว่า ชุมชนต้องการความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลนาคอเรือ ซึ่งทางกรมชลประทานได้มีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่คือโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยผ่านขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปี 2562

          “จากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลร่วมกับชุมชน ทำให้ทราบความต้องการพัฒนาเชิงพื้นที่จาก 20 ตำบล ใน จ.เชียงใหม่,จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก รวม 399 ความต้องการ อาทิ การปรับปรุง/พัฒนาแหล่งน้ำ การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้า การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม การขยายเขตบริการไฟฟ้า การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการเจาะน้ำบาดาล เป็นต้น โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาความต้องการ จำนวน 12 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมทางหลวงชนบท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมส่งเสริมการเกษตร กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมการท่องเที่ยว กรมพัฒนาที่ดิน กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกรมชลประทาน คาดว่า อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2566 และแล้วเสร็จในปี 2570

          ด้านนายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลาง 1 (ผสก.1) กล่าวว่า ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือ ได้อ่างเก็บน้ำที่มีระดับเก็บกักปกติ 20.41 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำไหลตลอดปีในห้วยแม่ป่าไผ่ ได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นจาก 2,753 ไร่ เป็น 6,683 ไร่ ครอบคลุม 11 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลนาคอเรือ 9 หมู่บ้าน และตำบลฮอด 2 หมู่บ้าน ส่วนการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำในฤดูแล้ง จะมีน้ำไหลในห้วยแม่ป่าไผ่ตลอดปี

          ทั้งนี้ นายเฉลิมเกียรติฯ ยังได้เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาสร้างการรับรู้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงใหม่ และ จ.ตาก โดยจะจัดขึ้นจำนวน 3 เวที คาดว่าจะมีผู้ร่วมประชุมรวมกว่า 240 คน โดยเวทีที่ 1 จัดประชุมในวันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม 2565 ณ หอประชุมโรงเรียนชุมชนศูนย์อพยพแปลง 4อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เวทีที่ 2 จัดประชุมในวันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2565ณ หอประชุมที่ว่าการ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และเวทีที่ 3 จัดประชุมในวันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม 2565 ณ หอประชุมที่ว่าการอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

          ดร.ไพฑูรย์ ตรงเที่ยง ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายประชาสัมพันธ์มวลชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม กล่าวว่า “โครงการฯดังกล่าว ได้มีการทำงานร่วมกับชุมชนและทุกภาคส่วน ในการสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจที่ชัดเจน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก และจังหวัดลำพูน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้ครอบคลุมในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็นและรวบรวมความต้องการของประชาชนจากทุกพื้นที่ศึกษา และกำหนดรูปแบบการบำบัดทุกข์และบำรุงสุข สำหรับแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งความเดือดร้อนของประชาชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน”

          ด้านนายวันชัย หล้าสดา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “กรมชลฯเข้ามาสำรวจในพื้นที่ได้ประมาณ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 ทำให้ชาวบ้านดีใจที่โครงการฯนี้ จะเริ่มก่อสร้างในปีหน้า ซึ่งช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา ชาวบ้านก็มีความกระตือรือร้นในการทำเกษตรมมากยิ่งขึ้น เพราะรู้ว่าจะมีโครงการอ่างเก็บน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่ๆใช้น้ำเยอะมากมายนัก เพราะช่วงฤดูฝนก็มีน้ำใช้ แต่ที่เดือดร้อนคงเป็นช่วงหน้าแล้ง ที่ต้องการอ่างเก็บน้ำมาช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ โดยหลังจากนี้ก็จะช่วยกันกับชาวบ้านในการดูแลป่าไม้ในพื้นที่ เพราะหากป่าไม้ถูกทำลาย อ่างเก็บน้ำใดๆก็ไม่มีประโยชน์”

ชู‘ขาณุฯโมเดล’ต้นแบบ ผลิตข้าวขายอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672057

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวกับตัวแทนศูนย์ข้าวชุมชน จ.นครสวรรค์ เกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจ “ขาณุฯ โมเดล” ที่สามารถนำงบประมาณมาขยายผลต่อยอด นำไปสู่ความยั่งยืน โดยมีการลงพื้นที่โครงการขาณุฯ โมเดล
หมู่ 2 ต.แสนตอ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ว่า อยากให้ดูตัวอย่างกลุ่มขาณุฯ ซึ่งกรมการข้าว สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวนุ่ม กข79 ปี 2563/64 แค่ 2 ฤดูกาล เมื่อกลุ่มเข้าใจลักษณะของพันธุ์ข้าว ก็มาขยายผล ต่อยอดจนได้ใบรับรอง GAP ยกระดับการผลิตเป็น GAP+ เป็น “ข้าวรักษ์โลก” เป็นการใช้ชีวภาพ ชีวภัณฑ์ ไม่เผาฟาง ทำให้ข้าวสวย โรงสีให้ราคาดี คุณภาพดีสม่ำเสมอจนต้องจองล่วงหน้า ทางกรมฯ ต้องการให้ทุกกลุ่มเติบโต สามารถผลิตข้าวได้อย่างยั่งยืน และพร้อมสนับสนุน
ส่งเสริมให้เติบโตอย่างถาวรไปด้วยกัน

สำหรับนายฉัตรชัย มาฉาย ประธานโครงการขาณุฯโมเดล ได้กล่าวขอบคุณอธิบดีกรมการข้าว และสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยปี 2565/66 จะยกระดับมาตรฐานการผลิตเป็นข้าวรักษ์โลก เพื่อนำไปสู่มาตรฐาน SRP โดยทางกลุ่มได้พันธมิตรคือสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก เป็นพี่เลี้ยง และเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ขาณุฯโมเดล ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจาก Tope market และ ตลาดจริงใจ จนสามารถนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่าย

เกษตรฯชงครม.อนุมัติงบ เยียวยาผู้เลี้ยงสุกรเกิดโรคระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672063

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จึงสั่งการกรมปศุสัตว์ ดำเนินการควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ให้รายงานผลอย่างสม่ำเสมอ จึงสามารถควบคุมโรคได้อย่างดี ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันสามารถควบคุมโรค ASF ได้ในวงจำกัด และเพื่อลดผลกระทบและความเสียหายเดือดร้อนกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรได้หาแนวทางมาตรการเยียวยาช่วยเหลือแก่เกษตรกรด่วน โดยเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบกลาง เพื่อเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการลดความเสี่ยงต่อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และโรคระบาดร้ายแรงในสุกร เป็นงบประมาณกว่า 700 ล้านบาท

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้เฝ้าระวังป้องกันโรคและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการเตรียมความพร้อมรับมือโดยตลอด ซึ่งภายหลังประเทศไทยตรวจพบโรค ASF ครั้งแรก ก็ดำเนินการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด จนปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมของประเทศอยู่ในสถานะเฝ้าระวัง ทำให้มาตรการการควบคุมโรคของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ และมีประเทศฟิลิปปินส์มาศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตน

สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรประเด็นเงินชดเชยนั้น กรมปศุสัตว์ ได้รับการอนุมัติงบกลางสำหรับค่าชดใช้ราคาสุกรที่มาตั้งแต่ปี 2563 -2564 รวม 4 ครั้ง มีเกษตรกรที่ได้รับการเยียวยาแล้ว 9,796 ราย สุกรที่ถูกดำเนินการลดความเสี่ยง 272,220 ตัว คิดเป็นเงิน 1,044,310,351.48 บาท และในปีงบประมาณ 2565 ได้ขออนุมัติงบประมาณในส่วนดังกล่าว
รวมทั้งสิ้น 753,045,572.02 บาท โดยแบ่งเป็นเงินค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกดำเนินการลดความเสี่ยง ในช่วงเดือนตุลาคม 2564 ถึงมีนาคม 2565 สำหรับเกษตรกร 2,655 ราย เป็นสุกรรวม 65,076 ตัว งบประมาณ 249,945,572.02 บาท

ส่วนแผนการดำเนินงานลดความเสี่ยงเพื่อการป้องกันโรค ASF และโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 กันยายน 2565) ในเกษตรกร 3,000 ราย ประมาณการจะมีสุกรทั้งสิ้น 60,000 ตัว ต้องใช้งบประมาณอีก
503,100,000 บาท ผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะวงเงินดังกล่าวเกินกว่า 100 ล้านบาท ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนการเสนอขออนุมัติต่อ ครม.

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมโรคอย่างยั่งยืน จึงกำหนดมาตรการระยะยาว คือการผลักดันยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด (Good Farming Management: GFM) ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มมีระบบการป้องกันโรคและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP และจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก ธ.ก.ส.โครงการสานฝันสร้างอาชีพ