ปศุสัตว์โชว์ผลงานยึดทำลายซากสัตว์-เนื้อเถื่อน แตะ 1.9 ล้านกก. มูลค่าทะลุ 169 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663183

ปศุสัตว์โชว์ผลงานยึดทำลายซากสัตว์-เนื้อเถื่อน แตะ 1.9 ล้านกก. มูลค่าทะลุ 169 ล้าน

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 09.03 น.

‘รมว.เกษตรฯ’ สั่งการปศุสัตว์บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด จับกุม ลงโทษ ยึดทำลายซากสัตว์ กันลักลอบ นำเข้า หรือเคลื่อนย้ายเนื้อเถื่อนผิดกฎหมายต่อเนื่อง เผยยึดทำลายซากสัตว์-เนื้อเถื่อน แตะ 1.9 ล้านกก. มูลค่าทะลุ 169 ล้าน

28 มิถุนายน 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งได้คุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัยอาหารปลอดจากโรคและสารตกค้างในสินค้าปศุสัตว์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐมีภารกิจหน้าที่หลักในการควบคุมป้องกันโรคระบาดสัตว์ และกำกับดูแลสินค้าปศุสัตว์ให้มีคุณภาพมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร มีกฎหมายและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีอำนาจบังคับใช้หลายฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าเพื่อจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 และระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ในการตรวจสอบเข้มงวดในการนำเข้าซากสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อป้องกันการลักลอบ นำเข้า ส่งออกหรือนำผ่านราชอาณาจักรไทย และกันการลักลอบเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมายภายในประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ จึงได้กำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์โดยชุดปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการตรวจสอบ รายงานและดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่องนั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่ากรมปศุสัตว์รับข้อสั่งการได้ดำเนินงานอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง สรุปผลการดำเนินงานในการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 โดยเป็นผลดำเนินงานสะสมในปีงบประมาณ 2564-2565 แล้วรวมกว่า 531 ครั้ง ปริมาณซากสัตว์รวม 1,876,099.33 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 169,194,521 บาท แบ่งเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 393 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 138 ครั้ง ซึ่งเป็นผลงานปีงบประมาณ 2565 ดำเนินการแล้วรวม 165 ครั้ง เป็นปริมาณซากสัตว์ 656,016 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 53,550,966 บาท โดยเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 113 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 52 ครั้ง

ผลงานในปีงบประมาณ 2564 ดำเนินการ 366 ครั้ง เป็นปริมาณซากสัตว์ทั้งหมด 1,220,082.93 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 115,643,555 บาท โดยเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 280 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 86 ครั้ง ซึ่งจากการดำเนินงานสะสมในปีงบ 2564-2565 นั้น กรมปศุสัตว์ได้ทำลายซากสัตว์รวมสะสมแล้วกว่าจำนวน 334,693 กิโลกรัม (ปีงบ 65 จำนวน 241,594 กิโลกรัมและปีงบ 64 จำนวน 93,099 กิโลกรัม) คิดเป็นมูลค่าของกลางรวมสะสมกว่า 21,891,215 บาท (ปีงบ 65 มูลค่า 17,841,005 บาท และปีงบ 64 มูลค่า 4,050,210 บาท)

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบคุมเข้ม จับกุม ยึดทำลายแหล่งเนื้อเถื่อน ป้องกันการนำเข้า ลักลอบ นำผ่าน หรือเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมาย และลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการลักลอบและคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศให้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารตกค้าง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

กรมส่งเสริมฯเร่งควบคุม การผลิตผลไม้ภาคตะวันออกปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663112

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชน ประกาศใช้มาตรการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อน ภาคตะวันออก ปี 2565 ตลอดช่วงฤดูกาลผลิต เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมูลค่าการส่งออกทุเรียนผลสดสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในปี 2564 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่หลายๆ ประเทศ มีการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพสินค้าทุเรียนแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ขณะที่ทุเรียนไทยกลับประสบปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ ออกจำหน่ายในช่วงต้นฤดูกาลผลิตที่ผลผลิตยังออกน้อย ทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจในคุณภาพทุเรียนไทย หากไม่มีมาตรการใดๆ แก้ไขปัญหาเหล่านี้ อนาคตจะก่อให้เกิดความเสียหายได้

ในปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตร จึงดำเนินโครงการศึกษาและประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนภาคตะวันออก ปีการผลิต 2565 เพื่อประเมินผลภาพรวมของมาตรการดังกล่าวในพื้นที่ภาคตะวันออก กำหนดพื้นที่ศึกษาใน จ.จันทบุรี เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกและผลผลิตทุเรียนสูงที่สุด รวมถึงเป็นศูนย์กลางการค้าทุเรียนของภาคตะวันออกด้วย

จากการศึกษาพบว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทานทุเรียน 5 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกร/มือตัดทุเรียน โรงคัดบรรจุ ผู้ประกอบการค้าปลีก ผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่ชุดตรวจเฉพาะกิจ มีความเห็นตรงกันว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการกำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนในระดับภาค เพราะทำให้ทราบระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่าการเก็บเกี่ยวทุเรียนในช่วงเวลาที่กำหนดจะทำให้ได้ทุเรียนที่แก่ และสามารถตรวจพิสูจน์ตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการได้ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีความแก่พอดีตามกำหนดในมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.3-2556 ทุเรียน) ซึ่งการสุ่มตรวจผลผลิตทุเรียนจากแผงค้าปลีกใน จ.จันทบุรี ที่ตัดในวันที่กำหนดแต่ละพันธุ์ พบว่าค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนทั้ง 5 สายพันธุ์ สูงกว่าหรือเท่ากับค่ามาตรฐานที่กำหนด ได้แก่ พันธุ์กระดุมทอง 27% พันธุ์ชะนีและพันธุ์พวงมณี 30% พันธุ์หมอนทอง 32% ส่วนพันธุ์ก้านยาว ยังไม่มีการกำหนดค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว จึงอนุโลมตามพันธุ์หมอนทองที่ 32%

นายเข้มแข็งกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทุกภาคส่วนต้องเห็นความสำคัญและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ความสำคัญในการผลักดันสินค้าไม้ผลหลายชนิดไม่เพียงแต่ทุเรียน ให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานสินค้า GI ซึ่งจะเป็นการสร้างแบรนด์ของท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า ปรับเปลี่ยนจากการแข่งขันกับสินค้าทั่วไปในท้องตลาด สู่ตลาดสินค้า
อัตลักษณ์ที่มีฐานลูกค้าโดยเฉพาะอีกด้วย

กรมชลฯเดินหน้าบริหาร กอนช.กำหนดจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663109

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกัน 43,319 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 32,765 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,480 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,391 ล้าน ลบ.ม.เนื่องจากในระยะนี้ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มมากขึ้น จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศรวมถึงบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำตามช่วงเวลาสอดคล้องกับสถานการณ์

ทั้งนี้ ให้พร้อมปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด ที่สำคัญให้ตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง
ประสานขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดเก็บวัชพืชทางน้ำสายย่อย เพื่อไม่ให้วัชพืชไหลลงมาในทางน้ำสายหลักซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำได้

ปศุสัตว์เร่งขับเคลื่อน การยกระดับคุณภาพ มาตรฐานอาหารสัตว์ ดำเนินการทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663104

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรม ปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้พัฒนาภารกิจด้านคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง ดำเนินโครงการปศุสัตว์ OK ตั้งแต่ปี 2558 บูรณาการร่วมกับเกษตรกร ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้การรับรองในขอบข่ายสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และ
ไข่นกกระทาสด เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภค

ทั้งนี้ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ได้ประสานงานกับทางสำนักงานปศุสัตว์เขตและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อช่วยขับเคลื่อนและขยายผล “โครงการ 1 สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ปศุสัตว์ OK ต่อ 1 อำเภอ” ภายใต้โครงการปศุสัตว์ OK ปัจจุบันมีสถานที่จำหน่ายโครงการปศุสัตว์ OK รวมทั้งหมด 7,973 แห่ง ประกอบด้วยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์โครงการปศุสัตว์ OK ทั้งหมด 4,896 แห่ง และสถานที่จำหน่ายไข่สดโครงการปศุสัตว์ OK ทั้งหมด 3,077 แห่ง โดยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์มีสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์โครงการปศุสัตว์ OK 818 อำเภอ (จากทั้งหมด 77 จังหวัด 935 อำเภอ) และสำหรับสถานที่จำหน่ายไข่สด จำนวนอำเภอที่มีสถานที่จำหน่ายไข่สดโครงการปศุสัตว์ OK มี 624 อำเภอ
(จากทั้งหมด 77 จังหวัด 935 อำเภอ) โดยผู้บริโภคสามารถค้นหาแหล่งร้านค้าปศุสัตว์ OK ได้โดยใช้แอปพลิเคชั่นแผนที่ (Google Maps) และค้นหาคำว่าร้านปศุสัตว์ OK เพิ่มความสะดวกในการค้นหาสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์และไข่สดใกล้บ้าน ได้สินค้าปลอดภัย

เกษตรฯเดินหน้าจันทบุรีมหานครผลไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663103

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตรที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และคณะเดินทางไปติดตามงานด้านการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2565 และเยี่ยมภาคีเครือข่ายชาวนาเกลือ จ.จันทบุรี โดยมี นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร รอง ผวจ.จันทบุรี และคณะ ต้อนรับ โดยนายอลงกรณ์ ได้เป็นประธานประชุมเฉพาะกิจแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2565 และมาตรการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุม
รับทราบ 1.รายงานสถานการณ์การผลิต-การตลาด-การขนส่ง และปัญหาอุปสรรค ของผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2565

2.ความก้าวหน้าในการพัฒนาสนามบินท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 3.ปัญหา อุปสรรค ตามมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบในฤดูกาลที่ผ่านมา นอกจากนี้ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนชาวสวนลำไยเสนอแนวทางการให้ความช่วยเหลือกรณีได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยขอให้รัฐบาลเยียวยาไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 25 ไร่ การยกเว้นดอกเบี้ยธนาคาร การลดต้นทุนการผลิต ฯลฯ

นายอลงกรณ์แจ้งว่า ดร.เฉลิมชัย มีนโยบายช่วยเหลือชาวสวนลำไย โดยให้รับฟังข้อเสนอจากชาวสวนลำไยโดยเมื่อเดือนที่แล้วได้ไปรับฟังชาวสวนลำไยภาคเหนือที่เชียงใหม่มาแล้ว และมอบหมายฝ่ายเลขานุการประมวลข้อคิดเห็นนำเสนอประกอบการพิจารณามติให้ความช่วยเหลือชาวสวนลำไยของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือฟรุ้ตบอร์ด ในการประชุมครั้งถัดไป

ทั้งนี้ ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการมหานครผลไม้ จะเร่งจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการผลไม้ครบวงจร
ที่จันทบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการผลไม้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร็วที่สุด โดยใช้พื้นที่ราชพัสดุที่ ต.วังโตนด เนื่องจากผลไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ถือเป็น Fruit Economy ในมุมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่

กรมการค้าภายในยัน ข้าวเปลือกชาวนาไม่ได้ตกต่ำ ข้าวถุงยังไม่ปรับราคาขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663116

กรมการค้าภายในยัน ข้าวเปลือกชาวนาไม่ได้ตกต่ำ ข้าวถุงยังไม่ปรับราคาขึ้น

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.10 น.

กรมการค้าภายในยัน ข้าวเปลือกชาวนาไม่ได้ตกต่ำ ข้าวถุงยังไม่ปรับราคาขึ้นและหลายรายการปรับราคาลดลง

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 10 ปีแต่ข้าวถุงมีการปรับราคานั้น ขอเรียนว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากกรมการค้าภายในได้มีการติดตามสถานการณ์ข้าวเปลือกอย่างใกล้ชิดทุกวัน โดยราคาข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% ประจำวันที่ 27 มิ.ย.65 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 14,500 – 15,600 บาท/ตัน สูงกว่าราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 10,862 บาท/ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี ราคา 11,000-11,700 บาท/ตัน สูงกว่าราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 10,149 บาท/ตัน และข้าวเปลือกเจ้า ราคาตันละ 9,000 – 9,500 บาท สูงกว่าราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8,569 บาท/ตัน และขณะนี้มีความต้องการข้าวในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ในตลาดโลกยังคงทรงตัวสูง นอกจากนี้ ตลาดส่งออกข้าวไทยก็ยังมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าราคาข้าวสารบรรจุถุงจะมีการปรับขึ้น 30 บาท/กก. ในต้นเดือนนั้น ในเรื่องนี้ กรมฯ ได้มีการประชุมกับสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงและผู้ประกอบการรายใหญ่ ยืนยันว่าไม่มีการปรับขึ้นราคา เป็นเพียงการปรับโปรโมชั่นเท่านั้น และผู้ประกอบการข้าวถุงหลายรายยังแจ้งด้วยว่าจะจัดส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และในเดือนหน้าบางรายมีแผนที่จะปรับลดราคาลง 3% – 5% อีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าว (27 มิ.ย.65) ที่ปรากฎว่าร้านโชว์ห่วยในจังหวัดระยองมีการปรับลดราคาจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุง 5 กก. ปรับลดลง 4-6 บาท/ถุง จากเดิม 194 บาท/ถุง เป็น 188 บาท/ถุง และบรรจุ 15 กก. ปรับลดลง 20 บาท/ถุง จาก 530 บาท/ถุง เป็น 520 บาท/ถุง ข้าวสารเจ้า (เส้าไห้) บรรจุถุง 5 กก. ปรับลดลง 3 บาท/ถุง จาก 108 บาท/ถุง เป็น 105 บาท/ถุง และบรรจุ 15 กก. ลดลง 10 บาท/ถุง จาก 295 บาท/ถุง เป็น 285 บาท/ถุง และข้าวเหนียวบรรจุถุง 5 กก. ลดลง 2 บาท/ถุง จาก 135 บาท/ถุง เป็น 133 บาท/ถุง และบรรจุ 15 กก. ลดลง 15 บาท จากเดิม 365 บาท/ถุง เหลือ 350 บาท/ถุง

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเรื่องนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ติดตามทั้งสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตรและสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด หากผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบว่ามีการปรับราคาจำหน่ายสูงเกินสมควร หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านปริมาณ  สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด

‘บิ๊กป้อม’จี้ขับเคลื่อนปฏิรูปแก้ปัญหาน้ำ-ที่ดิน ยันต้องให้เป็นธรรมและทั่วถึงครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663012

'บิ๊กป้อม'จี้ขับเคลื่อนปฏิรูปแก้ปัญหาน้ำ-ที่ดิน ยันต้องให้เป็นธรรมและทั่วถึงครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.30 น.

“พล.อ.ประวิตร” ลงจี้ขับเคลื่อนปฏิรูปแก้ปัญหาน้ำและที่ดินทำกินพื้นที่ภาคตะวันออก ยันต้องให้เป็นธรรมและทั่วถึงครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม 

เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางลงตรวจราชการ พื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อ ติดตามการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก พร้อมทั้งพบปะรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่  โดยรับฟังความคืบหน้า การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการแก้ปัญหาความมั่นคงไนพื้นที่ ณ ศาลากลาง จ.จันทบุรี จาก ผู้ว่าฯจันทบุรี และ หน.ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่   

สรุปภาพรวม ปี 61-65  การพัฒนาน้ำในพื้นที่ จ.จันทบุรี จำนวน 704 โครงการ มีปริมาณน้ำเพิ่ม 316 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 95,000 ไร่ ครัวเรือนรับประโยชน์ 17,021 ครัวเรือน  สำหรับการแก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่แปลงทุ่งฟ้าผ่า กว่า 4,200 ไร่ อยู่ระหว่างพิสูจน์สิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ครอบครอง และการบริหารจัดการให้ถูกต้อง 

พล.อ.ประวิตร  ขอบคุณทุกส่วนราชการ ที่ร่วมขับเคลื่อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปแก้ปัญหาที่ดินและน้ำที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง  เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน มีน้ำกระจายใช้อย่างทั่วถึงเป็นธรรมในทุกกลุ่ม โดยกำชับขอให้ สทนช. เร่งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ 3 ลุ่มน้ำภาคตะวันออก และแหล่งนำ้ขนาดใหญ่  6 แห่งให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด  ให้ครอบคลุมทั้ง การอุปโภค บริโภค  พื้นที่การเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะสวนผลไม้ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำดิบสำรอง สนับสนุนพื้นที่ EEC  เพื่อลดปัญหาผลกระทบภัยแล้งและความต้องการน้ำที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้ สทนช. เข้าไปศึกษาแก้ปัญหาและบริหารจัดการประตูน้ำ เพื่อลดปัญหาความเค็มของแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแม่กลอง จากน้ำทะเลหนุนไปพร้อมๆกับ การลงทำความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ไปด้วยกัน

ขณะเดียวกัน ให้เร่งแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางและลำน้ำตื้นเขินในพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อลดปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันไป ทั้งนี้ให้พิจารณาการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย  พร้อมทั้ง ให้พิจารณาจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี ฝั่งตะวันตก ( คลองน้ำใส ) โดยให้ ทส.เร่งรัดสนับสนุนการขอใช้ประโยชน์พื้นที่อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด รองรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ 

สำหรับ ปัญหาของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่แปลงทุ่งฟ้าผ่า ขอให้กรมธนารักษ์เร่งเข้าไปช่วยเหลือให้เหมาะสม  พร้อมกันนี้ ได้ย้ำ กกล.ป้องกันชายแดน จันทบุรี – ตราด ให้ความสำคัญ กวดขันการแก้ปัญหายาเสพติด และการลักลอบเข้าเมือง รวมทั้งสนับสนุนการค้าและเศรษฐกิจชายแดน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน   

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้เดินทางไป ติดตามความคืบหน้า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี ( คลองภักดีรำไพ ) ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแล้ว  เพื่อป้องกันมิให้พื้นที่เขตเมือง ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากน้ำท่วม  พร้อมกับพบประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดย พล.อ. ประวิตร ยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำ ที่มุ่งความยั่งยืนและการกินดีอยู่ดีในลักษณะมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน

เกษตรฯมั่นใจส่งออกยางพุ่ง ทะลุเป้า4ล้านตันยึดแชมป์ส่งออกจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662889

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายาง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางครั้งที่ 3/2565 ว่า จากรายงานสถานการณ์การผลิต การค้า และการแข่งขันของตลาดยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางทั่วโลก ตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงปัจจุบันของทูตเกษตรไทยในภูมิภาคต่างๆ และรายงานของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประเมินได้ว่าการส่งออกยางในปี 2565 เพิ่มขึ้น และจะทะลุ 4 ล้านตัน ภายหลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยทั้งบวกและลบ ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเสถียรภาพราคายาง และการส่งออก ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันและปุ๋ย โดยเฉพาะตลาดรัสเซีย มูลค่าการส่งออกสินค้ายางจากไทยไปรัสเซีย (มกราคม-เมษายน 2565) ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

“สำหรับตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทยนั้น สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในจีนที่เริ่มคลี่คลาย มีการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการปลดล็อกการล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มั่นใจว่ายางไทย จะสามารถยึดแชมป์ส่งออกไปจีนได้อย่างเด็ดขาด เพราะขณะนี้สามารถครองมาร์เก็ตแชร์การนำเข้าของจีนกว่า 40% เหมือนผลไม้ไทย สะท้อนถึงศักยภาพของชาวสวนยาง สถาบันยาง สหกรณ์ชาวสวนยางผู้ประกอบการและการยางแห่งประเทศไทย” นายอลงกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานความร่วมมือในคณะกรรมการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และการส่งเสริมและสนับสนุนการทำสวนยางยั่งยืน และโครงการคาร์บอนเครดิต ของ กยท.ปีงบประมาณ 2565 โดยจะนำสวนยางพาราของ กยท. 20,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และในปี 2565 จะขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย และในปี 2566-2567 ดำเนินการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อขายในตลาด Carbon Market ต่อไป ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้จากสวนยางของเกษตรกรควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบาย BCG Model ของกระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาล

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดยางพารา ในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก โดยทูตเกษตรจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และ อาเซียน

สหกรณ์ฯ‘ชากังราว’ สร้างถนนยางพารา สายแรกกำแพงเพชร สนองนโยบายรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662888

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.ไพรินทร์ สุขเล็ก สหกรณ์ จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผวจ.กำแพงเพชร ได้เปิดโครงการปรับปรุงถนนพาราดินซีเมนต์ สายหัวถนน-หนองไก่ฟ้า ที่บ้านทรัพย์มะนาว หมู่ 10 ต.วังไทร อ.คลองขลุงจ.กำแพงเพชร ในการทำถนนดินซีเมนต์ผสมยางพาราสายนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่จะเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ ส่งผลให้ราคายางพาราสูงขึ้น เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง อบจ.กำแพงเพชร อบต.วังไทร กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จ.กำแพงเพชร และสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด

ทั้งนี้ สำหัรบการปรับปรุงถนนพาราดินซีเมนต์ถนนสายดังกล่าว รวมระยะยาว 530 เมตร ความกว้าง 6 เมตร โดยอบจ.กำแพงเพชร สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรในการออกแบบ ควบคุมงาน โดย กยท.สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารา 500,000 บาทและสหกรณ์ฯ สมทบเงิน 48,500 บาท ให้กับสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ในการดำเนินโครงการ ซึ่งใช้น้ำยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง จ.กำแพงเพชร ซึ่งพาราดินซีเมนต์ มีส่วนประกอบของยางพารา สารผสมที่ทำให้ยางพาราไม่จับกันเป็นก้อนสามารถผสมเข้ากับดินลูกรังได้ดี ดินที่เป็นวัสดุมวลรวมที่เป็นโครงสร้างถนนและปูนซีเมนต์ที่ให้ความแข็งรับน้ำหนัก สำหรับในการก่อสร้างถนนพาราดินซีเมนต์ ที่ทำการก่อสร้างนี้เป็นการใช้สารผสมเพิ่มผสมกับน้ำยางพาราสด

ฝนหลวงฯออกบินเติมน้ำ รับความต้องการอ่างฯคลองสียัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662892

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ได้ปรับแผนการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง รวมทั้งสิ้น12 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ ได้แก่ พื้นที่ภาคเหนือ 4 หน่วยฯ ที่ จ.เชียงใหม่ ตาก พิษณุโลก และแพร่ ภาคกลาง 2 หน่วยฯที่ จ.กาญจนบุรี และนครสวรรค์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 หน่วยฯ ที่ จ.อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา และสุรินทร์ และภาคตะวันออกที่ จ.สระแก้ว โดยพื้นที่ภาคตะวันออกนั้นได้ปรับแผนจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ จ.สระแก้ว สนามบินวัฒนานคร กองบิน 3อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-31 สิงหาคม 2565 จากเดิมที่ จ.จันทบุรี โดยจะใช้เครื่องบิน ชนิด CARAVAN 3 ลำ ในการวางแผนช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรตอนบนของภาคตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และชลบุรี ที่ยังคงมีความต้องการน้ำสำหรับการปลูกพืช ได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย และข้าว และติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้นด้วย

นายสำเริงกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเน้นปฏิบัติการฯ ในภารกิจเติมน้ำให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีความต้องการน้ำเก็บกัก ซึ่งได้รับการประสานงานจากกรมชลประทาน ยืนยันให้เติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา ที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกมีปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 23% คิดเป็น 96.6 ล้าน ลบ.ม. ของความจุโดยอ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีความสำคัญในด้านการอุปโภค-บริโภค การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม การผลักดันน้ำเค็มในลุ่มน้ำบางปะกง และจากผลปฏิบัติการ พบว่าสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ดังกล่าว