ไทย-เวียดนามจับมือ ร่วมหารือด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660323

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือ กับ ดร.เจิ่น แทงห์ นาม รมช.เกษตรและพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและเวียดนาม ในโอกาส รมช.เกษตรฯ เวียดนาม เดินทางมาร่วมงาน Agritechnica Asia & Horti Asia 2022 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพร่วมกับ German Agriculture Society (DLG) ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ เวียดนาม กล่าวขอบคุณประเทศไทย ที่ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางเกษตร 2.การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์การเกษตร ซึ่งฝ่ายเวียดนามเห็นว่าประเทศไทย มีสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็งและมีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์ OTOP จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่มา
ดูงานด้านสหกรณ์ในประเทศไทย 3.การสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เครื่องมือทางการเกษตรแทนแรงงานคน 3.การอบรมเกษตรกร 4.ความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary : SPS) และ 5.ความร่วมมือด้านสหกรณ์

ส่วนฝ่ายไทย ยินดีให้การสนับสนุนเวียดนามในประเด็นดังกล่าว และเห็นว่าทั้งสองประเทศ มีกลไกความร่วมมือด้านการเกษตรและความร่วมมือด้าน SPS ระหว่างกัน จึงขอความร่วมมือในการดำเนินการต่างๆ ด้วย ซึ่งฝ่ายเวียดนามเห็นควรให้มีการหารือในประเด็นต่างๆ ต่อไป

‘เฉลิมชัย’ขนทัพโชว์‘เกษตรอัจฉริยะ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660324

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรไทย ในงาน AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA 2022 โซน Thailand Smart Farming Pavilion โดยมอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กทม. โดยมี ดร.เจิ่น แทงห์ นาม รมช.เกษตรและพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม ผู้แทนหน่วยงานภาคเอกชนและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรของไทยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอัจฉริยะ มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรในปัจจุบันสู่เกษตร 4.0

ทั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือมุ่งให้เกิดการทำเกษตรแบบทำน้อยได้มากใช้ทรัพยากรในการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพมีการลดต้นทุน ลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น ลดความเหนื่อยยากของการใช้แรงงานในภาคการเกษตร โดยเฉพาะการนำเกษตรดิจิทัล มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตการแข่งขันของการเกษตรไทยในตลาดโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ เร่งพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ให้มีความพร้อมในด้านวิจัยและพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐและเกษตรกร นำไปปฏิบัติได้จริง และช่วยเป็นครูผู้ฝึกหรือพี่เลี้ยงให้แก่เกษตรกร โดยมุ่งเป้าทั้ง Smart Farmer และ Young Smart Farmer ตลอดจนผู้นำเกษตรกรของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และแปลงใหญ่ มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาแปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในทุกๆ จังหวัดของประเทศ ให้เข้าถึงทุกอำเภอ ภายใน 3 ปี ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตรต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘ประภัตร’ออกโรงเตือน ผู้อ้างโครงการสานฝันฯ เข้าแสวงหาผลประโยชน์ มีความผิด-ถูกดำเนินคดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660325

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีจังหวัดในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 3 ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร อำนาจเจริญ และชัยภูมิ มีกลุ่มบุคคล/บริษัทแห่งหนึ่ง ดำเนินการขายผลิตภัณฑ์ด้านเกษตร เชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมอบรมโดยแอบอ้างโครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร พร้อมทั้งให้เกษตรกรลงทะเบียนและแจ้งเก็บเงินค่ามัดจำ 6,500 บาท เพื่อแลกผลิตภัณฑ์ของบริษัท มูลค่า 40,000 บาทโดยจะเก็บเงินอีก 20,000 บาท เมื่อเกษตรกรกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านแล้ว ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน จึงขอชี้แจงว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐไม่ได้ทำข้อตกลงหรือความร่วมมือกับกลุ่มบุคคล/บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ให้เข้ามาช่วยเหลือและเรียกเก็บค่ามัดจำล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และจะต้องถูกแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี

สำหรับโครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกรนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการ มีวัตถุประสงค์ในการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลา ไม่เกิน 6 เดือน สามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต

‘มนัญญา’ตรวจด่านฯหนองคาย รองรับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660326

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนด่านศุลกากรหนองคาย พร้อมด้วยนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรและคณะ โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ผวจ.หนองคาย ต้อนรับ ที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อ.เมือง จ.หนองคาย โดยมีการรายงานสถานการณ์การนำเข้า-ส่งออก สินค้าของด่านศุลกากรหนองคาย และด่านตรวจพืชหนองคาย รวมทั้งหารือถึงปัญหาความแออัดของรถตู้คอนเทนเนอร์หน้าด่าน จากนั้นตรวจเยี่ยมขั้นตอนการตรวจปล่อยทุเรียนส่งออกไปยังประเทศจีน ผ่านทางรถไฟสาย ไทย-ลาว-จีน

น.ส.มนัญญากล่าวว่า รับทราบปัญหาความแออัดของรถตู้คอนเทนเนอร์ขนสินค้าที่หน้าด่านศุลกากรหนองคาย ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการเกิดความล่าช้า จึงเร่งแก้ปัญหา ซึ่งพบว่าปัญหาความแออัดนั้นเกิดจากสถานที่ด่านมีพื้นที่จำกัดเพียง 40 ไร่ จึงทำให้ไม่มีพื้นที่จอดคอย ทาง ผวจ.หนองคาย จึงทำหนังสือของบปรับปรุงขยายพื้นที่ ทั้งนี้ ได้เร่งปรับปรุงพื้นที่รองรับการขยายตัวสินค้าส่งออก-นำเข้าในด่านแห่งนี้ และรองรับการเชื่อมโยงทางรถไฟระหว่างไทย ลาว และจีน ซึ่งจะต้องเตรียมการและเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยไม่รอจนกว่ารถไฟเชื่อมต่อกันแล้วเสร็จ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถการส่งออกสินค้า

ทั้งนี้ ด่านตรวจพืชหนองคาย เปิดให้บริการนำเข้า-ส่งออกผลไม้ ระหว่างไทยและจีนตามพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ไทยผ่านประเทศที่สาม สู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2565 เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีช่องทางส่งออกเพิ่มขึ้น และเพื่อให้การดำเนินการส่งออกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า สวมแหล่งกำเนิดสินค้ามีคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ครอบคลุมทุกขั้นตอนและปรับปรุงแก้ไขให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงครอบคลุมมาตรการป้องกันแพร่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มุ่งเน้นให้สินค้าเกษตรและอาหารมีความปลอดภัย เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค

สำหรับด่านตรวจพืชหนองคาย ก่อนที่ยังไม่มีการเปิดใช้เส้นทางรถไฟสายไทย-ลาว-จีน จะมีการใช้รถบรรทุกส่งออกไปยังประเทศลาว เพียงประเทศเดียว ซึ่งปริมาณการส่งออกของปี 2564 มีปริมาณ 47,644.36 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งปี 664.62 ล้านบาท สินค้าเกษตรที่ส่งออก ได้แก่ กากถั่วเหลือง ปลายข้าวกากปาล์ม และไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น ต่อมาเมื่อมีการเปิดใช้เส้นทางรถไฟสายไทย-ลาว-จีน อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 พบว่ามีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน โดยผ่านเส้นทางรถไฟดังกล่าว มีปริมาณการส่งออกถึง 2,611.88 ตัน คิดเป็นมูลค่า 424.81 ล้านบาท ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และมะพร้าว ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 63.92 ของการส่งออกของไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับทั้งปี 2564

‘เฉลิมชัย’มุ่งพัฒนาประมง ลุ่มน้ำโขงยั่งยืน-เน้นทำงานเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660031

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขงกล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มีการเสนอแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนปี 2566–2570 ได้รับความเห็นชอบจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมแล้ว ให้ดำเนินการตามแผนเป็นฉบับแรกของประเทศ เพื่อป้องกันและรองรับปัญหาการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศที่เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนริมแม่น้ำโขง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติให้กรมประมง เดินหน้าขับเคลื่อน 8 โครงการทั้งนี้ แม่น้ำโขงมีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จากภาวะระดับน้ำขึ้นน้ำลงแบบฉับพลันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ จึงมีมติมอบหมายเลขานุการฯ ศึกษาและนำเสนอระบบการติดตามและแจ้งข่าวสาร ติดตามปัญหาการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขงที่กระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขง และควรออกแบบระบบใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต Next Normal และมอบหมาย
เลขานุการฯ จัดประชุมหารือเครือข่ายภาคประชาสังคมลุ่มน้ำโขงและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อเสนอประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขเสนอต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาเสนอในการประชุมประมงเอเปก(APEC)ในวาระที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ในเดือนพฤศจิกายนนี้

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบรายงานการจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นใน 8 จังหวัดริมน้ำโขง ได้แก่ เลย หนองคายบึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และเชียงราย ตลอดจนรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์และขยายพลับพลึงธารที่พบในจังหวัดริมแม่น้ำโขง ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ถึงปัจจุบัน เพราะเป็นพืชน้ำที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเดิมพบแต่ใน จ.พังงา และระนอง รวมทั้งมอบหมายให้กรมประมง ติดตามตรวจสอบเครื่องมือประมงที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นเครื่องมือทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างรุนแรง ตลอดจนการส่งเสริมการเลี้ยงสาหร่ายเป็นอาหาร เวชสำอาง และเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งสาหร่าย ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นก๊าซเรือนกระจก ช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี

‘ปศุสัตว์’ยกการ์ด สั่งคุมเข้มป้องกันโรค‘ลัมปี สกิน’ เร่งลุยเชิงรุกหวั่นระบาดซ้ำรอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660103

‘ปศุสัตว์’ยกการ์ด  สั่งคุมเข้มป้องกันโรค‘ลัมปี สกิน’  เร่งลุยเชิงรุกหวั่นระบาดซ้ำรอย

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งเพิ่มกำลังควบคุมป้องกันโรค“ลัมปี สกิน” ในโคกระบืออย่างเข้มงวดต่อเนื่อง พร้อมเร่งทำงานเชิงรุกตามหลัก “รู้เร็ว โรคสงบได้เร็ว”

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าเนื่องด้วยเข้าสู่หน้าฝน สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์

และจากอิทธิพลของพายุลมมรสุมเป็นปัจจัยที่ทำให้สัตว์แมลงพาหะมีการกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆได้มากขึ้น ทำให้สัตว์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้และมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเกิดอาการป่วยและในกรณีที่รุนแรง ไม่สามารถทำการรักษาได้ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้ดังเช่นโรคลัมปี สกิน(Lumpy skin)ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยพบครั้งแรกในปี2564 ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 เกิดจากเชื้อไวรัสพบเฉพาะในโคกระบือเท่านั้น ไม่ติดต่อสู่คน ติดต่อได้จากสิ่งคัดหลั่ง และมีการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน มีพาหะนำโรคติดต่อระหว่างสัตว์และสัตว์ได้แก่ เห็บ ยุง แมลงวัน

โดยกรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการในการควบคุม ป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบือมาอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา เฝ้าระวังควบคุมและป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้อยู่ในวงพื้นที่จำกัดโดยเร็ว ลดผลกระทบและความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดและสามารถดำเนินการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องตามหลัก“รู้เร็ว โรคสงบได้เร็ว”นั้น

นายสัตวแพทย์ สรวิศ กล่าวต่อว่า กรมปศุสัตว์โดยสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมการระบาดของโรคตามมาตรการควบคุม ป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบือ ดังนี้

1) การเฝ้าระวังการเกิดโรคอย่างใกล้ชิด เน้นการรู้โรคให้เร็ว เพื่อให้การควบคุมโรคให้สงบอย่างรวดเร็ว ลงพื้นที่และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ (E-Smart surveillance)เพื่อการรายงานการเกิดโรคในพื้นที่ โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมีการรายงานการระบาดของโรคทุกวัน 2) การควบคุมการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวดตามแนวทางที่กรมปศุสัตว์กำหนด ตามแหล่งรวมสัตว์ ตลาดนัดค้าสัตว์ และตามชายแดน

3) การควบคุมแมลงพาหะนำโรค โดยให้เกษตรกรมีการป้องกัน และควบคุมแมลงพาหะนำโรค ใช้สารกำจัดแมลงทั้งบนตัวสัตว์และบริเวณพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เพื่อลดจำนวนแมลงพาหะในการนำเชื้อไวรัสเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงวิธีการอื่นๆ เช่น การกางมุ้ง ใช้ไฟไล่แมลง กับดักแมลง เป็นต้น ทั้งในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคและในพื้นที่เสี่ยง 4) การรักษาสัตว์ป่วยโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ยังไม่มียารักษาที่จำเพาะ จึงต้องจำเป็นที่จะต้องรักษาตามอาการโดยหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของกรมปศุสัตว์

5) การฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้โคกระบือ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้มีการนำเข้าวัคซีนโรคลัมปี สกินจากต่างประเทศและนำไปฉีดให้กับโคกระบือของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ตามแผนการจัดสรรวัคซีนของกรมปศุสัตว์แล้ว จำนวน 360,000โด๊ส ได้อำนวยความสะดวกในการนำเข้าวัคซีนจำนวน572,000 โด๊ส ให้สมาคมผู้เลี้ยงโครวม 13 สมาคม ได้รับบริจาคจากบริษัทผู้นำเข้าอีกจำนวน 100,000 โด๊ส

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกินในโค กระบือ เพิ่มเติม สำหรับจัดซื้อวัคซีนเพิ่มจำนวน 5,000,000โด๊ส เพื่อให้โค กระบือได้รับการฉีดวัคซีนครอบคลุมทั้งประเทศ ให้มีภูมิคุ้มกันระดับฝูงที่สามารถลดการระบาดของโรคและทำให้โรคสงบโดยเร็ว

ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการกระจายวัคซีนให้กับพื้นที่และนำไปฉีดให้กับโคกระบือของเกษตรกรทั้งหมดแล้วและ6)การประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนภัยให้แก่เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวังโรคในพื้นที่ การให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคและสถานการณ์ผ่านช่องทางต่างๆเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงความรู้ แนวทางและร่วมมือในการควบคุม ป้องกันโรค เพื่อลดความสูญเสีย

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่ากรมปศุสัตว์ได้เร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปีสกินในโคกระบือ ประสานงานกับจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ., อบต.,เทศบาล)(ข้อมูลวันที่ 25 พฤษภาคม 2565)ประกอบด้วย การรักษาพยาบาลสัตว์ป่วย จำนวนเกษตรกรที่ได้รับบริการ 206,532ราย หยดหรือราดยาป้องกันแมลง จำนวนเกษตรกรที่ได้รับบริการ 37,967 ราย พ่นยากำจัดแมลง จำนวนเกษตรกรที่ได้รับบริการ 226,233ราย พ่นยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรค จำนวนเกษตรกรที่ได้รับบริการ 173,622ราย แจกยากำจัดแมลงแก่เกษตรกร จำนวนเกษตรกรที่ได้รับบริการ 133,735 ราย และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคลัมปี สกินและการป้องกันโรค จำนวนเกษตรกรที่ได้รับบริการ433,610 ราย

“จากผลการดำเนินงานอย่างเข้มงวดต่อเนื่องร่วมกับการดำเนินงานให้การช่วยเหลือเกษตรกรกับหน่วยงานในพื้นที่ ปัจจุบันพบว่าแนวโน้มการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในประเทศมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ สามารถควบคุมโรคได้ในวงพื้นที่จำกัด และเพื่อให้ภูมิคุ้มกันระดับฝูงที่ดีได้ กรมปศุสัตว์ จึงต้องดำเนินการจัดหาวัคซีน ให้เพียงพอและครอบคลุมประชากรสัตว์ เพื่อให้การควบคุม ป้องกันโรคเกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ต่อไป”อธิบดีกรมปสุสัตว์ กล่าว

และย้ำว่าขอความร่วมมือเกษตรกรปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคลัมปี สกิน ที่ทางกรมปศุสัตว์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อตัวเกษตรกรและชุมชน ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือ http://www.dld.go.th หรือแอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

กยท.เตือนโรคช่วงฤดูฝน ใบร่วงชนิดใหม่-รากขาว แนะวิธีการป้องกันกำจัด ก่อนลุกลามจนเสียหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660030

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผอ.สถาบันวิจัยยางการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า โรคที่ตามมาในช่วงหน้าฝนและส่งผลเสียต่อยางพาราหลักๆ ได้แก่ โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ซึ่งเกิดจากเชื้อราColletotrichum โดยโรคนี้จะทำลายใบแก่ทุกช่วงอายุยาง หากเป็นต้นยางเล็กที่เป็นรุนแรงอาจทำให้ต้นยางตายอย่างรวดเร็ว หากพบโรคนี้ให้ดำเนินการป้องกันกำจัด ดังนี้ กรณีต้นยางเล็กให้รีบกำจัดใบที่เป็นโรค โดยการเก็บใส่ถุง นำไปเผาในถังปิด และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่ม ไตรอะโซลส์ (triazoles) เช่น โพรพิโคนาโซล + ไดฟิโนโคนาโซล โพรพิโนโคนาโซลเฮกซะโคนาโซล หรือ คาร์เบนดาซิม อย่างน้อยทุก 15-30 วัน กรณีแปลงยางต้นใหญ่ให้ใช้สารดังกล่าว ฉีดพ่นด้วยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง โดรน หรือแอร์บล๊าส ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน อย่างน้อยทุก1-1.5 เดือน หมั่นกำจัดวัชพืชในสวนยางให้เตียนโล่งอยู่เสมอเพื่อลดแหล่งแพร่ขยายเชื้อ พร้อมใส่ปุ๋ยบำรุงสวนยางสม่ำเสมอเพื่อให้ต้นยางเจริญแข็งแรง

นอกจากนี้ โรคอีกชนิดที่พบมาก คือโรครากขาว ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรคตั้งแต่เริ่มปลูกหากละเลยไม่มีการจัดการจะทำให้ต้นยางตายเพิ่มขึ้น การจัดการโรครากขาวช่วงการเตรียมแปลงปลูกเกษตรกรควรกำจัดตอไม้/รากไม้ออกจากแปลงปลูกให้มากที่สุด และไถหน้าดินตากแดดเพื่อให้แหล่งเชื้อย่อยสลาย ควรตรวจสอบต้นยางสม่ำเสมอ หากพบต้นเป็นโรคให้กำจัดออกหรือรักษาตามอาการ ต้นที่เป็นอาการใบเหลืองและตายให้ตัดต้นขุดรากออก ต้นยางที่แสดงอาการเล็กน้อยและต้นใกล้เคียงต้นเป็นโรคใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรากลุ่ม ไตรอะโซลส์ (triazoles) ผสมน้ำราดบริเวณโคนต้น หรือในคูที่ขุดล้อมบริเวณที่เป็นโรค

‘ปศุสัตว์’ป้องกันพิษสุนัขบ้านำร่องเกาะสมุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660029

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การประชุมติดตามและผลักดันการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าอ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์พร้อมหน่วยงานเครือข่ายคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนองงานตามนโยบายโครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยไม่พบโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งในคนและสัตว์ ร่วมทำพื้นที่นำร่องปลอดโรคพิษสุนัขบ้าในเกาะสมุย

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย กำหนดนโยบายในการเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทยภายใต้โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายให้ประเทศไทยไม่พบโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งในคนและสัตว์โดยเร็วที่สุด อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อการดำเนินงานตามมาตรการอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง พร้อมกับสร้างจิตสำนึกในการเลี้ยงสัตว์แก่ประชาชนในพื้นที่ ร่วมกับการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรคพิษสุนัขบ้า
เพื่อควบคุม ป้องกัน และเฝ้าระวังการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่ปี 2564 ได้ร่วมกับ
กรมควบคุมโรค และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดทำคู่มือและหลักเกณฑ์ในการประเมินและรับรองพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อใช้ในการประเมินและรับรองพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ในระดับท้องถิ่น ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยได้มีการคัดเลือกพื้นที่ผลักดันนำร่องเพื่อประเมินและรับรองพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าให้ได้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2565

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยพบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ อยู่ที่ร้อยละ 4.9 ในพื้นที่ 16 จังหวัด พบผลบวกต่อโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์รายวันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.7 ตัวต่อวัน แต่นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ยังไม่พบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี

120 ปี กรมชลประทาน รุกเดินหน้าสู่องค์กรอัจฉริยะ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำบริการคุณภาพส่งถึงประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660010

120 ปี กรมชลประทาน รุกเดินหน้าสู่องค์กรอัจฉริยะ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำบริการคุณภาพส่งถึงประชาชน

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.36 น.

120 ปี กรมชลประทาน รุกเดินหน้าสู่องค์กรอัจฉริยะมุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำและการบริการคุณภาพส่งถึงประชาชน

ฉลองครบรอบ 120 ปี กรมชลประทาน โชว์ศักยภาพขับเคลื่อนสู่เป้าหมายองค์กรอัจฉริยะ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ แสดงผลงานและนวัตกรรมงานชลประทานผ่านนิทรรศการยิ่งใหญ่ นำเทคโนโลยีเสมือนจริง โชว์ความมหัศจรรย์แห่งสายน้ำเพื่อชีวิต (The Miracle of Water for Life) ที่เรียกได้ว่าเหนือความคาดหมาย พร้อมจัดกิจกรรมงานวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ‘120 ปี กรมชลประทาน 6 รัชกาล งานของแผ่นดิน’ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 13-15 มิถุนายน 2565 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมรับชมนิทรรศการทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์

13 มิ.ย.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 120 ปี แห่งการกำเนิดและวิวัฒนาการงานชลประทานในประเทศไทย นับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ก่อตั้งกรมคลอง เปลี่ยนเป็นกรมทดน้ำในรัชกาลที่ 6 และเป็นกรมชลประทานในรัชกาลที่ 7 การพัฒนางานชลประทานในประเทศไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ 9 ที่งานด้านการชลประทานได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวางครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาศึกษาและก่อสร้าง โครงการชลประทานประเภทและขนาดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศ และภูมิสังคม รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในการอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมอื่นๆ มีโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกพื้นที่มากกว่า 2,000  โครงการ  

“ตลอดระยะเวลา 120 ปีที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกภาคส่วนกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 21,463 แห่ง คิดเป็นปริมาณน้ำรวมประมาณ 83,101 ล้านลูกบาศก์เมตร พัฒนาพื้นที่ชลประทานไปแล้วกว่า 35.04 ล้านไร่ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้กว่า 51.08 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณ 94,961 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2580 หวังสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น” นายประพิศฯ กล่าว

ในโอกาสครบรอบ 120 ปี กรมชลประทาน ได้จัดงาน “120 ปี กรมชลประทาน 6 รัชกาล งานของแผ่นดิน” ระหว่างวันที่ 13 – 15 มิถุนายน 2565 โดยจัดแสดงนิทรรศการผลงานชลประทานทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ On ground รวม 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีนิทรรศการด้านการชลประทาน กิจกรรมเสวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายชลประทานทุกภูมิภาครวม 67 หัวข้อ โดยวิทยากรระดับจังหวัด อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด และเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ เป็นต้น รวมถึงกิจกรรม “รักษ์น้ำ ปลูกป่า” ร่วมกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ จำนวน 22,930 ต้น สำหรับที่ส่วนกลาง จัดเวทีเสวนาโดยวิทยากรมากประสบการณ์จากสายงานต่าง ๆ แจกกล้าไม้ อาทิ ยางนา สัก พะยุง รวม 3,350 ต้น ให้ผู้ลงทะเบียนร่วมงาน และมีร้านจำหน่ายผลผลิตและสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานอีกด้วย 

นอกจากนี้ กรมชลประทานจัดนิทรรศการเสมือนจริงต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยครั้งนี้จะได้สัมผัสเรื่องราวความมหัศจรรย์แห่งสายน้ำเพื่อชีวิต “The miracle of water for life” ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง 3 มิติ การเดินทางของสายน้ำตลอด 120 ปี ผู้เข้าชมจะได้รับความสนุกและตื่นเต้นไปกับการสร้างตัวละครอวาตารเพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการ “พลังแห่งชลประทาน ความเป็นหนึ่งเพื่อทุกคน (One for All)” กับผลงานของ 38 หน่วยงานในสังกัด และกิจกรรมพร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมายตลอดการจัดงาน 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนร่วมชมนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี  กรมชลประทาน พร้อมกิจกรรมเสวนาและแจกของรางวัลมากมายจากส่วนภูมิภาค 76 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 13 -15 มิถุนายน 2565 และร่วมสัมผัสเรื่องราวความมหัศจรรย์แห่งสายน้ำเพื่อชีวิต “The miracle of water for life”  ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง ตลอดจนร่วมบริจาคให้กับศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน ผ่านทางเว็บไซต์ 120 ปี กรมชลประทาน ได้ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

ครบรอบ120ปี ‘เฉลิมชัย’เร่งมุ่ง พัฒนาแหล่งน้ำ รองรับ แผนผลิตสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659975

ครบรอบ120ปี 'เฉลิมชัย'เร่งมุ่ง พัฒนาแหล่งน้ำ รองรับ แผนผลิตสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.09 น.

ครบรอบ120ปี กรมชลฯ “เฉลิมชัย”เร่งมุ่ง พัฒนาแหล่งน้ำ รองรับ แผนผลิตสินค้าเกษตร ครัวไทยสู่ครัวโลก พร้อมจับเคลื่อนจัดหาแหล่งน้ำรองรับประภาคอีอีซี  ตั้งเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ชลประทาน  51.08 ล้านไร่ ภายในปี 80 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมรับชมนิทรรศการทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ระหว่างฉลองครบรอบ 120 ปี กรมชลประทาน เพื่อโชว์ศักยภาพขับเคลื่อนสู่เป้าหมายองค์กรอัจฉริยะ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ แสดงผลงานและนวัตกรรมงานชลประทานผ่านนิทรรศการยิ่งใหญ่ นำเทคโนโลยีเสมือนจริง โชว์ความมหัศจรรย์แห่งสายน้ำเพื่อชีวิต (The Miracle of Water for Life) ที่เรียกได้ว่าเหนือความคาดหมาย พร้อมจัดกิจกรรมงานวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ‘120 ปี กรมชลประทาน 6 รัชกาล งานของแผ่นดิน’ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 13-15 มิถุนายน 2565 

ทั้งนี้นายเฉลิมชัย กล่าวว่า หลังจากปัญหาโควิด-19 คลี่คลาย แต่ปัญหาวิกฤติอาหารกำลังจะตามมาหลายประเทศโดยในส่วนประเทศไทยนั้นถือว่ามีศักยภาพในการผลิตวัตถุดิบ แหล่งน้ำนับเป็นสิ่งสำคัญ กระทรวงเกษตรฯ จึต้องพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เพียงพอ  พร้อมทั้งเร่งรัดพัฒนาหแหล่งน้ำในภาคตะวันออก รองรับความต้องการของเขตอีอีซี เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนจำนวนมาก แต่ยืนยันว่า ต้องเน้นบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกของผู้ประกอบการอุตสาหกรม  ไม่ให้มีปัญหาแย่งชิงแหล่งน้ำกับภาคเกษตร ซึ่งขณะนี้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนจำนวนมาก ซึ่งเป็นพืชต้องการน้ำจำนวนมาก 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชประทาน กล่าวว่า  ในช่วงที่ผ่านมา กรมชลประทาน  ได้พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ รวม 21,463 แห่ง คิดเป็นปริมาณน้ำรวม  83,101 ล้านลูกบาศก์เมตร พัฒนาพื้นที่ชลประทาน  35.04 ล้านไร่   มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทาน  51.08 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณ 94,961 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2580 หวังสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตามในโอกาสครบรอบ 120 ปี กรมชลประทาน ได้จัดงาน “120 ปี กรมชลประทาน 6 รัชกาล ลงานของแผ่นดิน” ระหว่างวันที่ 13 – 15 มิถุนายน 2565 โดยจัดแสดงนิทรรศการผลงานชลประทานทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ On ground รวม 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีนิทรรศการด้านการชลประทาน กิจกรรมเสวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายชลประทานทุกภูมิภาครวม 67 หัวข้อ โดยวิทยากรระดับจังหวัด อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด และเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ  รวมถึงกิจกรรม “รักษ์น้ำ ปลูกป่า” ร่วมกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ จำนวน 22,930 ต้น สำหรับที่ส่วนกลาง จัดเวทีเสวนาโดยวิทยากรมากประสบการณ์จากสายงานต่าง ๆ แจกกล้าไม้ อาทิ ยางนา สัก พะยุง รวม 3,350 ต้น ให้ผู้ลงทะเบียนร่วมงาน และมีร้านจำหน่ายผลผลิต และสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานอีกด้วย

ขณะเดียวกัน กรมชลประทานจัดนิทรรศการเสมือนจริงต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยครั้งนี้จะได้สัมผัสเรื่องราวความมหัศจรรย์แห่งสายน้ำเพื่อชีวิต “The miracle of water for life” ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง 3 มิติ การเดินทางของสายน้ำตลอด 120 ปี ผู้เข้าชมจะได้รับความสนุกและตื่นเต้นไปกับการสร้างตัวละครอวาตารเพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการ “พลังแห่งชลประทาน ความเป็นหนึ่งเพื่อทุกคน (One for All)” กับผลงานของ 38 หน่วยงานในสังกัด และกิจกรรมพร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมายตลอดการจัดงานและขอเชิญชวนร่วมชมนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี กรมชลประทาน พร้อมกิจกรรมเสวนาและแจกของรางวัลมากมายจากส่วนภูมิภาค 76 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 13 -15 มิถุนายน 2565 และร่วมสัมผัสเรื่องราวความมหัศจรรย์แห่งสายน้ำเพื่อชีวิต “The miracle of water for life” ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง ตลอดจนร่วมบริจาคให้กับศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน ผ่านทางเว็บไซต์ 120 ปี กรมชลประทาน