‘ปศุสัตว์’เดินหน้าคุมเข้มป้องกัน‘ลัมปี สกิน’ หวั่นระบาดซ้ำรอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659906

‘ปศุสัตว์’เดินหน้าคุมเข้มป้องกัน‘ลัมปี สกิน’ หวั่นระบาดซ้ำรอย

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.17 น.

‘ปศุสัตว์’เดินหน้าคุมเข้มป้องกัน‘ลัมปี สกิน’ หวั่นระบาดซ้ำรอย

13 มิถุนายน 2565 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องด้วยเข้าสู่หน้าฝน สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์ และจากอิทธิพลของพายุลมมรสุมเป็นปัจจัยที่ทำให้สัตว์แมลงพาหะมีการกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้สัตว์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้และมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเกิดอาการป่วยและในกรณีที่รุนแรง ไม่สามารถทำการรักษาได้ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin) ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยพบครั้งแรกในปี 2564 ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 เกิดจากเชื้อไวรัสพบเฉพาะในโคกระบือ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดกรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการในการควบคุม ป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบือ มาอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง โดย เฝ้าระวัง ควบคุมและป้องกันโรคลัมปี สกิน ให้อยู่ในวงพื้นที่จำกัดโดยเร็ว ลดผลกระทบและความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และสามารถดำเนินการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ซึ่งสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมการระบาดของโรค ตามมาตรการควบคุม ป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบือโดยการเฝ้าระวังการเกิดโรคอย่างใกล้ชิด และมีระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ (E-Smart surveillance) เพื่อการรายงานการเกิดโรคในพื้นที่ โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมีการรายงานการระบาดของโรคทุกวัน

ขณะเดียวกันยังมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวดตามแนวทางที่กรมปศุสัตว์กำหนด ตามแหล่งรวมสัตว์ ตลาดนัดค้าสัตว์ และตามชายแดนการควบคุมแมลงพาหะนำโรค โดยให้เกษตรกรมีการป้องกัน และควบคุมแมลงพาหะนำโรค ใช้สารกำจัดแมลงทั้งบนตัวสัตว์และบริเวณพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เพื่อลดจำนวนแมลงพาหะในการนำเชื้อไวรัสเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงวิธีการอื่นๆ เช่น การกางมุ้ง ใช้ไฟไล่แมลง กับดักแมลง เป็นต้น ทั้งในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคและในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนั้นยังมีการรักษาสัตว์ป่วย โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ยังไม่มียารักษาที่จำเพาะ จึงต้องจำเป็นที่จะต้องรักษาตามอาการ โดยหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของกรมปศุสัตว์  พร้อมทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้โคกระบือ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้มีการนำเข้าวัคซีนโรคลัมปี สกินจากต่างประเทศ และนำไปฉีดให้กับโคกระบือของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ตามแผนการจัดสรรวัคซีนของกรมปศุสัตว์แล้วจำนวน 360,000 โดส ได้อำนวยความสะดวกในการนำเข้าวัคซีนจำนวน 572,000 โดส ให้สมาคมผู้เลี้ยงโครวม 13 สมาคม ได้รับบริจาคจากบริษัทผู้นำเข้าอีกจำนวน 100,000 โดส

“ปัจจุบันพบว่าแนวโน้มการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในประเทศมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ สามารถควบคุมโรคได้ในวงพื้นที่จำกัด และเพื่อให้ภูมิคุ้มกันระดับฝูงที่ดีได้ กรมปศุสัตว์จึงต้องดำเนินการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอและครอบคลุมประชากรสัตว์ เพื่อให้การควบคุม ป้องกันโรคเกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ต่อไป และขอความร่วมมือเกษตรกรปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคลัมปี สกินที่ทางกรมปศุสัตว์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อตัวเกษตรกรและชุมชนต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

-005

ปศุสัตว์รุกตรวจห้องเย็น คุมกักตุนสินค้าเนื้อสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659808

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ร่วมกับเครือข่ายปฏิบัติงานเร่งตรวจสอบห้องเย็นเพื่อแก้ปัญหาการกักตุนสินค้าประเภทเนื้อสุกรเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยตรวจสอบห้องเย็นรอบใหม่ทั่วประเทศ รอบที่ 3 สรุปผลการตรวจสอบและการดำเนินการตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558 ดังนี้ พื้นที่เข้าตรวจสอบ 50 แห่งใน จ.ตาก น่าน ระยอง นครศรีธรรมราช สระแก้ว เชียงราย และเชียงใหม่ ตรวจพบซากสุกร 198,394.01 กิโลกรัม รวมตรวจพบซากสุกรที่พบในห้องเย็นรอบใหม่ สะสมทั้งสิ้น 12,008,481.76 กิโลกรัม จากห้องเย็นทั้งหมด 287 แห่ง

สำหรับรายงานข้อมูลสภาวะตลาดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม (สัปดาห์ที่ 21/2565) ภาพรวมปริมาณผลผลิตสุกรทั้งประเทศยังคงเพียงพอกับความต้องการบริโภค แม้ว่าบางภูมิภาคยังต้องเคลื่อนย้ายจากภูมิภาคอื่น โดยห้างค้าปลีกตั้งราคาชิ้นส่วนเนื้อแดง สะโพก อยู่ที่ 169-189 บาทต่อกิโลกรัม ชิ้นส่วนอื่นๆ เป็นไปตามโครงสร้างราคาตามความต้องการของตลาด ผู้เลี้ยงทุกภูมิภาคให้ความร่วมมือที่ระดับราคาสุกรขุน 100 บาทต่อกิโลกรัม แม้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าโรงงานอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 13.10-13.40 บาทต่อกิโลกรัม โดยข้าวสาลีในต่างประเทศ ที่เป็นตัวทดแทนส่วนขาดของข้าวโพดขยับราคาเกิน 15 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว สำหรับราคาลูกสุกรขุนเล็ก 16 กิโลกรัม อยู่ที่ 3,600 บาท บวก/ลบ 100 บาท

สกู๊ปพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสา ต่อยอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรและประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659812

สกู๊ปพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสา ต่อยอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรและประชาชน

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยน้อมนำ“หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางปฏิบัติ และสร้างแกนนำเกษตรกรเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือที่เรียกว่า ครูบัญชีอาสา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากรสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชี การใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อการวางแผนอาชีพ การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ สู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป สร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนเองในทุกพื้นที่ รวมไปถึงประชาชนและเยาวชนนักเรียน ได้รับการปลูกฝังวินัยในการใช้จ่ายเงิน กระตุ้นให้เกิดการออม ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอีกทางหนึ่ง

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 7,636 คน โดยกรมฯ ได้ดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูบัญชีมีทักษะและองค์ความรู้ด้านบัญชีและการประกอบอาชีพ สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและการบริหารจัดการพื้นที่แปลงเกษตรด้วยการนำมิติทางบัญชีมาจำแนก วิเคราะห์ และวางแผนการพัฒนา ทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนในชีวิต มีการปรับตัวให้ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับวิธีทำการเกษตรแบบดั้งเดิม โดยผลักดันสู่การเป็น Smart Farming สามารถใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการการทำการเกษตรและใช้แอปพลิเคชั่นที่ทันสมัย มาเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผน วิเคราะห์ต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยี มุ่งสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ตานโยบาย Thailand 4.0 โดยมีการดำเนินกิจกรรมทั้งในรูปแบบการลงพื้นที่และการจัดอบรม อาทิ การจัดอบรมหลักสูตร การพัฒนาอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีภายใต้โครงการส่งเสริมอาสาสมัครเกษตร ปีงบประมาณ 2565 เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจให้กับครูบัญชีอาสาในประเด็นสำคัญของหลักการจดบันทึกบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพและการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ประโยชน์ อีกทั้งเสริมสร้างความรู้ ทักษะ ในการสร้างและการใช้สื่อการสอนให้กับครูบัญชีอาสา โดยเฉพาะเรื่องเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ การโน้มน้าวจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้สนใจและเห็นความสำคัญของการทำบัญชี พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชั่น SmartMe เป็นเครื่องมือบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพได้สะดวกมากยิ่งขึ้นผ่าน Smartphone เพื่อให้ครูบัญชีสามารถนำไปถ่ายทอดต่อในระดับพื้นที่ เป็นต้นแบบความสำเร็จให้กับเกษตรกรและคนในชุมชนได้

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้สนับสนุนการสร้างเครือข่ายชมรมครูบัญชีทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ ให้มีความเข้มแข็งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้มีครูบัญชีประจำศูนย์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเองที่สำคัญคือ การยกย่องเชิดชูเกียรติครูบัญชีอาสาโดยกำหนดให้วันที่ 9 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันครูบัญชีอาสา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีและเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ

อีกทั้งเป็นก้าวแรกของการยกระดับความสามารถของครูบัญชีอาสาในทุกมิติ ให้สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่หรือมีทักษะที่สูงขึ้น (Reskilling) ควบคู่กับการเรียนรู้ด้วยมุมมองใหม่ (Relearning) รวมทั้งเป็นความก้าวหน้าของการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กรมฯ ได้เตรียมลงนาม MOU ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อให้ครูบัญชีอาสา เข้าไปสอนการทำบัญชีให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะช่วยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและสนับสนุนด้านงบประมาณ

จึงเป็นความร่วมมือที่สำคัญที่จะช่วยขยายผลการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในทุกชุมชน ผ่านการดำเนินงานของครูบัญชีอาสา เครือข่ายสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

เกษตรฯร่วมวงหารือ การประมง‘นอร์เวย์’ สนับสนุนในหลักการ ปฏิญญาโคเปนเฮเกน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659809

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์อธิบดีกรมประมง และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ให้การต้อนรับ ฯพณฯ วิดาร์ อุลริกเซน รองรัฐมนตรีด้านการประมงและนโยบายทางทะเล กระทรวงการค้า อุตสาหกรรมประมงนอร์เวย์ และคณะ โดยฝ่ายนอร์เวย์ นำเสนอปฏิญญาโคเปนเฮเกน และข้อริเริ่มความยุติธรรมสีน้ำเงิน (Blue Justice Initiative) เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประชาคมโลกในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติผ่านการทำการประมง เช่น การทำประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และเชิญชวนให้ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงลำดับต้นๆ ของโลกสนับสนุนปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมี 48 ประเทศทั่วโลก ให้การสนับสนุน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนในหลักการ เนื่องจากการเข้าร่วมจะทำให้ประเทศไทยมีเครือข่ายกับนานาประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการต่อต้านอาชญากรรมผ่านการทำการประมง การทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อเป็นอีกมาตรการในการเสริมสร้างการทำประมงให้มีความยั่งยืน นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ขอสนับสนุนความเชี่ยวชาญจากนอร์เวย์ ในการสำรวจทรัพยากรประมงแลสมุทรศาสตร์บริเวณทะเลอันดามันตอนล่าง เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังนอกชายฝั่ง และหวังว่าจะมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการร่วมกับ International Blue Justice Tracking Center ในการติดตามตำแหน่งการเดินเรือ

กรมวิชาการฯถกรับมือความมั่นคงอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659810

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สถานการณ์การขาดความมั่นคงทางอาหารที่กำลังส่งผลทั่วโลก ทำให้บางประเทศไม่มีนโยบายในการส่งออกสินค้าบางชนิดที่เป็นต้นทุนอาหาร วัตถุดิบอาหารสัตว์ และปัจจัยการผลิตอื่นๆ จึงต้องเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะเรื่องพืชพรรณธัญญาหารที่ส่งออกเป็นหลัก ต้องวางกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์เรื่องความมั่นคงและความไม่มั่นคงทางอาหาร ราคาสินค้าเกษตร อาหาร และปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น และเรื่องเงินเฟ้อ มีศัพท์ใหม่ food inflation (ภาวะราคาอาหารเฟ้อ) จึงจัดประชุมเสวนางานวิชาการ รวมทั้งการจัดทำงบประมาณปี 2567 ปรับงบประมาณต่างๆ ในโครงการจัดลำดับความสำคัญในเรื่องที่จะทำงานวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้จะขับเคลื่อนวาระด้านความมั่นคงทางอาหารในเวทีสากล เช่น ในการประชุม Asian seed conference การประชุม APEC และการประชุมในเวทีต่างๆ ของ UN/FAO เป็นต้น

ด้าน ดร.ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ กรุงโรม (FAO, IFAD, WFP) และ ผอ.สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาความมั่นคงทางอาหารของโลก ปรากฏเด่นชัดในปีนี้ พบว่าดัชนีอาหารเพิ่มขึ้นกว่า 40% ดัชนีอาหารคำนวณจากธัญพืช น้ำมันพืช น้ำตาลเนื้อสัตว์ และนม เป็นต้น ในเวทีโลกกำลังให้ความสำคัญ ซึ่งผลกระทบเกิดขึ้นจากสงครามรัสเซียและยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันและราคาอาหารพุ่งสูง อาหารสัตว์แพงขึ้น แต่ละประเทศจึงดำเนินนโยบายพึ่งตนเอง ข้อเสนอคือไทยเราควรเปลี่ยนวิธีคิดมาสู่การพึ่งตนเอง พัฒนาสร้างความแข็งแกร่งในประเทศ นำเข้าให้น้อยลง ทบทวนเรื่องการพึ่งการนำเข้าที่เห็นว่าได้ราคาถูกกว่าการผลิตเองในประเทศ ไม่ยึดติดกับชนิดพืชที่เป็นกระแสหลักที่โลกทำการค้าขายแต่เพียงอย่างเดียว พัฒนาการปลูกแบบหมุนเวียน และควรหาสมดุลระหว่างเอกชนกับเกษตรกรในเรื่องราคาผลผลิตให้มีเสถียรภาพ

‘เฉลิมชัย’เปิดอ่างฯลำไตรมาศ แหล่งกักเก็บน้ำแห่งแรกพื้นที่พังงา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659811

‘เฉลิมชัย’เปิดอ่างฯลำไตรมาศ  แหล่งกักเก็บน้ำแห่งแรกพื้นที่พังงา

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ติดตาม : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการสร้างอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ จ.พังงา ซึ่งเป็นอ่างฯ แห่งแรก สำหรับกักเก็บน้ำด้านการเกษตร และใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ใน จ.พังงา

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และพบปะเกษตรกร พร้อมกับเป็นประธานในพิธีเปิดหัวงานอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ โดยมีนางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สส.พังงา และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ศูนย์ราชการจังหวัดพังงา หมู่ 3 ต.ถ้ำพุด อ.เมือง จ.พังงา

สำหรับอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ เป็นอ่างเก็บน้ำแห่งแรกของ จ.พังงา อยู่ที่ ต.บางเหรียง อ.ทับปุด จ.พังงา โดยกรมชลประทาน มีแผนในการดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2565-2568 วงเงิน 550 ล้านบาท หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้เสริมการเพาะปลูกในฤดูฝน ระยะฝนทิ้งช่วงและการปลูกพืชไร่ในฤดูแล้งของฝายคลองลําไตรมาศ ซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์เดิม 5,000 ไร่ และสามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้อีก 1,350 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ 6,350 ไร่ อีกทั้งยังใช้เพื่ออุปโภค-บริโภค และด้านการเกษตรในท้องที่ อ.ทับปุด และพื้นที่ใกล้เคียง บรรเทาปัญหาอุทกภัยในขอบเขตพื้นที่โครงการ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้จ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินและผลอาสินของโครงการอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ ครั้งที่ 1 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้ กรมชลประทานมีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญในเขตพื้นที่ จ.พังงา มีการขอสนับสนุนงบประมาณ 7 โครงการ ได้แก่ 1.การปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำสายใหญ่ และสายแยกขวาฝายคลองทับยาว (ปี 2566) 2.ฝายบ้านกะปง (ปี 2567) 3.ฝายบ้านปากพู่ อ.กะปง (ปี 2567) 4.อาคารบังคับน้ำบ้านโตนดินใน อ.ตะกั่วทุ่ง (ปี 2567) 5.อาคารบังคับน้ำคลองน้ำจืด อ.เกาะยาว (ปี 2567) 6.อ่างเก็บน้ำบ้านหินกอง อ.เกาะยาว (ปี 2568-2569) และ 7.อ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ อ.ท้ายเหมือง(ปี 2567-2570)

ทั้งนี้ ภายในงาน รมว.เกษตรฯ ได้มอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม ขนาด 5–7 เซนติเมตร 100,000 ตัว ให้ตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใน อ.ทับปุด อ.ตะกั่วทุ่ง อ.ท้ายเหมือง และ อ.เมือง 50 ราย รายละ 2,000 ตัว มอบพันธุ์ปลาตะเพียนขาว ขนาด 3–5 เซนติเมตร 100,000 ตัว และพันธุ์ปลาสุลต่าน ขนาด 3-5 เซนติเมตร 100,000 ตัว ให้กับตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใน อ.ทับปุด อ.ตะกั่วทุ่ง อ.ท้ายเหมือง และ อ.เมือง 50 ราย รายละ 4,000 ตัว มอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม ขนาด 5-7 เซนติเมตร 60,000 ตัว เพื่อนำไปปล่อยให้กับผู้นำชุมชน อ.เมือง ผู้นำชุมชน อ.ตะกั่วทุ่ง และผู้นำชุมชน อ.ท้ายเหมือง 6 ชุมชน มอบพันธุ์ปลาตะเพียนขาว ขนาด 3-5 เซนติเมตร 100,000 ตัว และพันธุ์ปลาสุลต่าน ขนาด 3-5 เซนติเมตร 100,000 ตัว เพื่อนำไปปล่อยให้กับผู้นำชุมชน อ.เมือง ผู้นำชุมชน อ.ตะกั่วทุ่ง ผู้นำชุมชน อ.ท้ายเหมือง ผู้นำชุมชน อ.ทับปุด และผู้นำชุมชน อ.เกาะยาว 9 ชุมชน มอบต้นกระท่อมและต้นมัลเบอร์รี่ให้ตัวแทนเกษตรกร มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ต.เกาะยาวใหญ่ อ.เกาะยาว 24 รายมอบเวชภัณฑ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ 60 ชุด ให้ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร 4 ราย และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำประกอบด้วย พันธุ์ปูทะเล (ปูดำ) พันธุ์ปูม้า และพันธุ์หอยชักตีน ลงสู่คลองพังงา

‘เฉลิมชัย’ เร่งแก้ปัญหาปุ๋ยแพง ช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659836

‘เฉลิมชัย’ เร่งแก้ปัญหาปุ๋ยแพง ช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.12 น.

กระทรวงเกษตรฯ เร่ง แก้ปัญหาขาดแคลนปุ๋ยแพง”อลงกรณ์”นำเจรจารัสเซียซื้อปุ๋ยราคามิตรภาพกระจายช่วยเหลือเกษตรกร จับมือธกส.-อตก.”ร่วมโครงการ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยวันนี้ว่าจากปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย และส่งผลให้ปุ๋ยราคาแพง ค่อเนื่องโดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้เร่งแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรเป็นการเร่งด่วนโดยล่าสุด ตนได้หารือกับ นิโคไล เชอร์เยฟ ที่ปรึกษาสำนักงานผู้แทนการค้ารัสเซียประจำประเทศไทย วิตาลี คิสเซเรฟประธานหอการค้าไทย-รัสเซีย พร้อมด้วยนายยงยุทธ สาระสมบัติ นายกสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย นายอาณัติชัย รัตตกุล คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและคณะเกี่ยวกับการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากรัสเซียในราคามิตรภาพซึ่งจากการหารือรอบแรกผู้แทนการค้าโดยจากการการรือรัสเซียยืนยันว่ารัสเซียกับไทยมีความสัมพันธ์กันมากว่าร้อยปีจึงเห็นด้วยในหลักการที่จะขายปุ๋ยให้ไทยในราคาพิเศษโดยสถาบันเกษตรกรหรืออตก.และจำหน่ายสู่เกษตรกรโดยตรงซึ่งภาครัฐตกลงกันเรื่องราคามิตรภาพและมอบหมายเอกชนผู้ส่งออกนำเข้าของ2ประเทศไปเจรจากันและจะเชิญผู้แทนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ตัวแทนสถาบันเกษตรกรสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และสมาคมผู้ค้าปุ๋ยร่วมหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยค่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำเข้าประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเกือบ100%  กว่า 5 ล้านตัน เป็นมูลค่ากว่า 73,430 ล้านบาทในปี2564 มากกว่าปี 2563ถึง 54.1%โดยรัสเซีย เป็นประเทศที่ส่งออกปุ๋ยเคมี คิดเป็นมูลค่ามากที่สุดในโลกปีละกว่า 2 แสนล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 12.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งโลก โดยไทยนำเข้าจากรัสเซียเป็นมูลค่า 5,670 ล้านบาทในปี ที่แล้วคิดเป็นสัดส่วนราว 7.7% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด

อย่างไรก็ตามจากการแพร่ระบาดของโควิด19 ราคาปุ๋ยเคมีทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นและเมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนยิ่งทำให้ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงยิ่งขึ้นไปอีกกระทบต่อต้นทุนของเกษตรโดยตรง 

ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรฯ. กระทรวงการต่างประเทศและหอการค้าไทยได้เจรจาขอซื้อปุ๋ยเคมีราคามิตรภาพจากซาอุดีอาระเบียจนสามารถตกลงในหลักการและขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจานำเข้าส่งออกของภาคเอกชนของ2ประเทศ.-008 

‘เฉลิมชัย’โชว์ความสำเร็จ เกษตรแปลงใหญ่ 5แสนคนลงทะเบียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659679

‘เฉลิมชัย’โชว์ความสำเร็จ  เกษตรแปลงใหญ่  5แสนคนลงทะเบียน

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘เฉลิมชัย’โชว์ความสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่ 5แสนคนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว ช่วยชาติดันส่งออก

รัฐบาล ชี้แจงผลงานขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ หนึ่งในโครงการปฏิรูปภาคการเกษตร ร่วมโครงการแล้ว 4.96 แสนคน หวังปี 2580 ไทยเป็น 1 ใน 7 ผู้ส่งออกสำคัญของโลกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ถึงความก้าวหน้าโครงการเกษตรแปลงใหญ่ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ใกล้เคียงมีการรวมตัวกัน เพื่อร่วมกันผลิตสินค้าเกษตร ร่วมกันบริหารจัดการ รวมถึงร่วมกันจำหน่าย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เชื่อมโยงตลาดได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานตัวเลข ณ วันที่ 3 พ.ค. 2565 มีจำนวนเกษตรแปลงใหญ่ 8,918 แปลง จำนวนเกษตรกรร่วมโครงการ 4.96 แสนคน คิดเป็นพื้นที่รวม 8.36 ล้านไร่

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในปี 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้สั่งปรับแนวทางการทำงานเพื่อเร่งขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ทำการวิเคราะห์เชิงลึกต่อความต้องการของกลุ่มสมาชิกเพื่อจัดทำแผนธุรกิจและรูปแบบการทอดองค์ความรู้ เน้นด้านการลดต้นทุน การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer และการเชื่อมโยงการตลาด ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ 1) ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรรวม 2.4 หมื่นล้านบาท 2) การเพิ่มผลผลิตรวม 2.2 หมื่นล้านบาท 3) เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรรวม 1.88 แสนราย และ 4)การเชื่อมโยงการตลาด เช่น ตลาดข้อตกลงล่วงหน้า ซึ่งรวมเทสโก้โลตัส แม็คโคร บิ๊กซี และเซ็นทรัล จำนวนรวม 921 แปลง ตลาดรับซื้อทั่วไป/โรงงานแปรรูป จำนวน 8 พันแปลง และตลาดออนไลน์ จำนวน 489 แปลง

สำหรับแผนระยะต่อไป จะเป็นการยกระดับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ด้วยเกษตรทันสมัยและเชื่อมโยงตลาดทุกรูปแบบ ตามแนวคิดการตลาดนำการผลิต เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง ใช้การตลาดสมัยใหม่ เพื่อให้ไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศสำคัญของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงของโลกภายในปี 2580 และขณะนี้ยังพบว่า มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและมังคุดมารวมกลุ่มกันมากขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น สมาชิกแปลงใหญ่ทุเรียน อำเภอเมือง นนทบุรี ได้ดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรในการนำเอาองค์ความรู้การปลผูกทุเรียนแบบดั้งเดิมมาผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ และใช้เป็นแบบอย่างต่อยอดพัฒนาให้กับกลุ่มแปลงใหญ่อื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งต่อไป

“นายกรัฐมนตรีชื่นชมผลงานการขยายพื้นที่โครงการเกษตรแปลงใหญ่ ขับเคลื่อนโดยกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย เพราะจะสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อยทั้งด้านการผลิตและการจำหน่าย การรวมกลุ่มกันจะสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การเอาเปรียบจากคู่ค้าใดๆ และมีโอกาสในการขยายตลาดไปช่องทางต่างๆได้มากขึ้น รวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย สำหรับเกษตรที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เกษตรอำเภอทั่วประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

ปศุสัตว์แจงแล้ว! กระดูกในต้มเล้งคล้ายหัวสุนัข คือกระดูกสันหลังกระเบนเหน็บหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659374

ปศุสัตว์แจงแล้ว! กระดูกในต้มเล้งคล้ายหัวสุนัข คือกระดูกสันหลังกระเบนเหน็บหมู

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 11.45 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2565 นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่าจากกรณีที่มีการแชร์ออนไลน์โพสต์คลิปเรื่องราว หลังสั่ง “ต้มเล้ง” มารับประทานกับเพื่อน ซึ่งหลังได้ต้มเล้ง ก็มีการลอกเนื้อออกจากกระดูกมากิน และสังเกตกระดูกในน้ำซุป คล้ายกะโหลกของสัตว์บางชนิด มีการตั้งคำถามกับชาวเน็ตว่า “ช่วยดูหน่อยว่านี่กระดูกอะไร” ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและกังวลในผู้พบเห็น จำนวนมาก

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยอาหารที่มีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ได้พัฒนาภารกิจด้านคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง โดยยกระดับการผลิตสินค้าปศุสัตว์ของประเทศไทย ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ากระดูกลักษณะดังกล่าว เป็นกระดูกหมูที่มาจากส่วนกระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (sacrum) เป็นชิ้นส่วนกระดูกที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกเชิงกราน (pelvic bone) และกระดูกหาง (coccygeal bone) อาจมีลักษณะหน้าตาคล้ายกับกระดูกของสัตว์บางชนิด ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและสงสัยได้ ซึ่งถ้าสังเกตแล้วจะพบว่ารูปร่างลักษณะและความหนาแน่นของกระดูกจะแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้น หากผู้บริโภคมีความสงสัยสามารถสอบถามหรือส่งตัวอย่างเพื่อทำการตรวจสอบได้ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย และห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์

อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนอย่าตระหนกและตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัด และเพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย มีแหล่งที่มาชัดเจน กระบวนการผลิตถูกสุขอนามัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์จากแหล่งที่มาที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ สังเกตจากตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” 

5ทศวรรษพัฒนาที่ดิน ชูหัวข้อ‘ทีมดีดินดี59ปี’ ให้เกษตรกรได้ประโยชน์ มุ่งความมั่นคงการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659289

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 59 ปี ในหัวข้อ “ทีมดี ดินดี 59 ปี กรมพัฒนาที่ดิน” โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งมีการมอบรางวัลแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น 2 รางวัล บุคคลากรผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมดีเด่น
6 รางวัล หมอดินอาสาดีเด่น 12 รางวัล หน่วยงานชนะเลิศการยกระดับองค์กร 4.0 จำนวน 8 รางวัล มอบทุนการศึกษามูลนิธิพัฒนาที่ดินฯ แก่บุตรหลานบุคลากรกรมพัฒนาที่ดิน และเยี่ยมชมนิทรรศการเนื่องในงานวันดังกล่าว

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินมีหน้าที่ในการดูแลพี่น้องเกษตรกรทั้งในส่วนของการปรับปรุงดิน การดูแลสภาพพื้นดิน และในส่วนของแหล่งน้ำขนาดเล็ก และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรของประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า และเป็นรากฐานของการผลิตภาคการเกษตร โดยเฉพาะการผลิตพืช ซึ่งมีบทบาทสำคัญตั้งแต่การวางแผนกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ การสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาที่ดิน ด้วยการอนุรักษ์ดินและน้ำ การวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับการตลาด ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” การจัดการดินและปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืช ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะในสถานการณ์ปุ๋ยเคมีราคาแพง พร้อมเน้นย้ำในเรื่องงานวิจัย ที่จะต้องนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงเป็นอย่างดี