ปศุสัตว์เตือนเลี้ยงโค-กระบือ เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ช่วงฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658291

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนฝนตกหนัก บางพื้นที่น้ำท่วมขังและเปียกชื้นทำให้กระทบต่อสุขภาพสัตว์โดยตรง สัตว์อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวม นอกจากนี้สัตว์ยังมีโอกาสติดเชื้อโรคอื่นๆ ที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน เช่น โรคไข้สามวัน ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ โดยสัตว์จะติดเชื้อไวรัสผ่านแมลงดูดเลือด เช่น ยุง แมลงวัน เห็บ สัตว์ป่วยจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ 2-4 วัน อาการของโรคจะพบได้แตกต่างกันไปในแต่ละตัว โดยอาการแรกที่พบสัตว์จะมีไข้สูง ขึ้นๆ ลงๆ ซึม ไม่อยากเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ดี อาการของสัตว์จากโรคนี้จะเริ่มชัดเจนขึ้นโดยจะพบเห็นว่าสัตว์เบื่ออาหาร กล้ามเนื้อสั่น ขาแข็ง ขาเจ็บเดินลำบาก มีน้ำมูก น้ำลายไหล สัตว์บางรายอาจะพบการบวมน้ำบริเวณคอหรือไหล่ หายใจลำบาก ปอดบวม ลุกลำบาก หรือนอนไม่ยอมลุก พบอาการท้องอืดได้กรณีที่สัตว์นอนนานๆ ส่วนใหญ่จะอาการดีขึ้น 1-2 วัน หลังจากเริ่มแสดงอาการ และจะฟื้นตัวสมบูรณ์อีกประมาณ 1-2 วัน ซึ่งโคนมอาจใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์กว่าจะกลับมาให้น้ำนมปกติ โรคนี้มักพบอาการแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่น เส้นประสาทขาหลัง เป็นอัมพาต เต้านมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุให้สัตว์ตาย

ส่วนสาเหตุการตายนั้น เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคปอด ซึ่งวิธีการรักษาเป็นแบบรักษาตามอาการ ไม่มียารักษาโดยตรง ให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนร่วมกับยาบำรุง สัตว์ที่ขาเจ็บและลุกไม่ขึ้น จะต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมโดยควรนอนในที่ที่มีสิ่งปูรองที่นุ่มและมีการช่วยพลิกตัวหรือพยุงตัวสัตว์ในแต่ละวันทั้งนี้การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ต้องดูแลเรื่องการจัดการโรงเรือน หรือคอกสัตว์ มีหลังคาป้องกันฝน ลม ได้เป็นอย่างดี ติดมุ้ง หรือหลอดไฟเพื่อป้องกันแมลงพาหะ มีวัสดุปูรองคอกเลี้ยงสัตว์ จัดเตรียมน้ำสะอาด อาหารสัตว์ พืชอาหารสัตว์ และเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น วิตามิน ให้เพียงพอ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดโรงเรือน หรือคอกสัตว์ และพ่นทำลายเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์คอยสังเกตอาการของสัตว์ เป็นประจำ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที

อาหารฮาลาลไทยส่งขายห้างดังซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658293

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาล และประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าในคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ตบอร์ด) กล่าวว่า ในการเยือนซาอุดีอาระเบีย ช่วงที่ผ่านมา ได้สำรวจตลาดผัก ผลไม้และอาหารฮาลาล พบว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมีรายได้ต่อหัว 46,000 ดอลลาร์สหรัฐและกำลังเร่งรัดพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และเทคโนโลยีภายใต้วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 จึงได้หารือกับผู้บริหารของห้างลูลู ไฮเปอร์มาร์เก็ต ในการขยายจำหน่ายผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาลของไทย ซึ่งทางลูลู พร้อมจะร่วมมือโดยวางจำหน่ายสินค้าไทย กว่า 2,500 รายการ ใน 241 สาขา ที่ตั้งอยู่ในซาอุดีอาระเบีย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมานกาตาร์ บาห์เรน จอร์แดน เป็นต้น เท่าที่สำรวจตลาดพบผักผลไม้ไทยเกือบทุกชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ฯลฯ ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารของไทยพร้อมที่จะรุกตลาดโลกเพราะมีกว่า 1.7 แสนรายการ ที่ผ่านการรับรองจากสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย

สำหรับลูลูไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็นบริษัทการค้าของอาบูดาบี (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มีสำนักงานในไทย โดยจะนัดประชุมกับผู้บริหารของลูลูภายในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจในซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ มีการจัดงานส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลของไทย ที่ห้างลูลูไฮเปอร์มาร์เก็ต สาขาห้างสรรพสินค้าอัตยัฟมอลล์ โดยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วยนายอลงกรณ์ และคณะผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับแต่มีการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

กรมชลฯรุกบริหารจัดการ อ่างเก็บน้ำรับมือฤดูฝนปี2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658294

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดย ดร.ทวีศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,435 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 18,499 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 33,649 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 9,844 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 3,148 ล้าน ลบ.ม. รับน้ำได้อีก 15,027 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าปี 2565 คาดว่ามีปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติ 62% จึงขอให้เตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำรับมือฤดูฝน โดยกำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ทั้ง 13 มาตรการอย่างเคร่งครัดพร้อมติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะให้บริหารจัดการน้ำภายในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและสอดคล้องกับสถานการณ์ คำนึงถึงปริมาณ เวลา ผลกระทบ ความมั่นคงของอาคารชลประทาน และระเบียบกฎหมาย เป็นหลัก หมั่นตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำ

นายกฯกล่าว‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’ ชูประกันรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658206

นายกฯกล่าว‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’ ชูประกันรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 09.28 น.

นายกฯกล่าวเนื่องใน‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’ประจำปี 2565 ยืนยันรัฐบาลยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาให้ดีขึ้น ผ่านนโยบายการประกันรายได้ เพื่อให้พี่น้องชาวนาทุกคนมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง

5 มิถุนายน 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเนื่องใน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ประจำปี 2565 ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาไทยทั่วประเทศในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชน รวมทั้งเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของข้าวในฐานะเป็นพืชหลักและมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า “ข้าว” ถือเป็นอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างชุมชนชาวนาไทยมาอย่างยาวนาน และได้มีการถ่ายทอดมรดกทางภูมิปัญญาในการปลูกข้าวจากรุ่นสู่รุ่น โดยยังคงวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ข้าวไทย ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ไปจนถึงการแปรรูป จวบจนปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวไทยจนมีชื่อเสียงในระดับโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ด้วยความสำคัญที่ผูกพันลึกซึ้งระหว่างข้าวและชาวนา ที่มีมาอย่างยาวนาน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้ตระหนักถึงคุณค่าของข้าว ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน รวมทั้งความสำคัญของชาวนาทั้ง 4.7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประเทศชาติ และเป็นผู้ธำรงรักษาไว้ซึ่งประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลเข้าใจถึงปัญหาของชาวนาที่ต้องเผชิญ ทั้งเรื่องปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และสถานการณ์ที่เกิดจากภัยธรรมชาติ รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งรัฐบาลได้ขับเคลื่อนทุกวิถีทางในการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างความเข้มแข็งกระจายไปสู่ฐานราก รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาให้ดีขึ้น ผ่านนโยบายการประกันรายได้ เพื่อให้ชาวนาทุกคนได้มีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาสายพันธุ์และการรับรองพันธุ์ข้าวที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และสามารถแข่งขันในตลาดได้ รวมไปถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มของชาวนาในการทำนาแบบแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มพูนอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิต และลดต้นทุนปัจจัยการผลิต พร้อมทั้ง ส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการ และเชื่อมโยงไปสู่ตลาดผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้พี่น้องชาวนามีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

เปิดผลศึกษาล็อกปฏิทิน‘ตัด’ สกัด‘ทุเรียนอ่อน’ 5 สายพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657938

เปิดผลศึกษาล็อกปฏิทิน‘ตัด’ สกัด‘ทุเรียนอ่อน’ 5 สายพันธุ์

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.19 น.

เปิดผลศึกษาล็อกปฏิทิน‘ตัด’ สกัด‘ทุเรียนอ่อน’ 5 สายพันธุ์

3 มิถุนายน 2565 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากที่กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชน ประกาศใช้มาตรการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนภาคตะวันออก ปี 2565 ตลอดช่วงฤดูการผลิต ที่กำหนดวันเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคตะวันออก ปี 2565 ดังนี้ พันธุ์กระดุม วันที่ 20 มีนาคม 2565 , พันธุ์ชะนีและพันธุ์พวงมณี วันที่ 10 เมษายน 2565 , พันธุ์หมอนทองและพันธุ์ก้านยาว วันที่ 25 เมษายน 2565 เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศให้รู้จักการเลือกซื้อทุเรียนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนเป็นต้นแบบการดำเนินงานให้แก่ภูมิภาคอื่นที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียนเพื่อเป็นการค้าในลักษณะเดียวกันด้วยมูลค่าการส่งออกทุเรียนผลสดที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ

ทั้งนี้ ในปี 2565 จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาและประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนภาคตะวันออก ประจำปีการผลิต 2565 เพื่อประเมินผลภาพรวมของมาตรการดังกล่าวในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยกำหนดพื้นที่ศึกษาในจังหวัดจันทบุรีเนื่องจากมีพื้นที่ปลูกและผลผลิตทุเรียนสูงที่สุดในเขตภาคตะวันออก รวมถึงเป็นศูนย์กลางการค้าทุเรียนของภาคตะวันออกด้วยเช่นกัน

“จากการศึกษา พบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทานทุเรียนทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกร มือตัดทุเรียน โรงคัดบรรจุ ผู้ประกอบการค้าปลีก ผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่ชุดตรวจเฉพาะกิจ มีความเห็นตรงกันว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการกำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนในระดับภาค เพราะทำให้ทราบระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่าการเก็บเกี่ยวทุเรียนในช่วงเวลาที่กำหนดจะทำให้ได้ทุเรียนที่แก่ และสามารถตรวจพิสูจน์ตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการได้ นั่นคือการตรวจวัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในผลทุเรียนตัวอย่างก่อนที่เกษตรกรหรือมือตัดทุเรียนจะตัดจำหน่าย เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีความแก่พอดีตามกำหนดในมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.3 – 2556 ทุเรียน)” นายเข้มแข็ง กล่าว

นายเข้มแข็ง กล่าวอีกว่า การสุ่มตรวจผลผลิตทุเรียนจากแผงค้าปลีกในจังหวัดจันทบุรีที่ตัดในวันที่กำหนดแต่ละพันธุ์ พบว่า ค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนทั้ง 5สายพันธุ์ สูงกว่าหรือเท่ากับค่ามาตรฐานที่กำหนด ได้แก่ พันธุ์กระดุมทอง 27% พันธุ์ชะนีและพันธุ์พวงมณี 30% พันธุ์หมอนทอง 32% ส่วนพันธุ์ก้านยาวยังไม่มีการกำหนดค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว จึงอนุโลมตามพันธุ์หมอนทองที่ 32%

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการสอบถามประชากรกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริโภคภายในประเทศ ผลปรากฏว่าพบทุเรียนอ่อนในฤดูการผลิตนี้เพียงร้อยละ 15 ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากทุเรียนพันธุ์หมอนทองและพันธุ์ก้านยาวที่มีช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลายรุ่น ดังนั้นการกำหนดวันเก็บเกี่ยวเพียงวันเดียวอาจทำให้ผลผลิตที่ออกก่อนมีความคลาดเคลื่อนไป อีกทั้งการดำเนินงานตามมาตรการฯ จะต้องเข้าไปกำกับดูแลและใช้กติกาในการควบคุมคุณภาพสินค้าทุเรียนผ่านขั้นตอนการส่งออก ในขณะที่การค้าทุเรียนภายในประเทศยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษได้อย่างจริงจัง จำเป็นต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ส่งผลครอบคลุมถึงผลผลิตทุเรียนในประเทศในฤดูการผลิตปีถัดไปด้วย

-005

ม.ขอนแก่นโชว์ฝีมือ ใช้นวัตกรรมเลี้ยงกุ้ง ระบบน้ำหมุนเวียน สร้างอาชีพให้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657845

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกัมพล ไทยโส ผู้จัดการสาขาวิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ได้ จัดทำโครงการเลี้ยงกุ้งขาวความเค็มต่ำในระบบน้ำหมุนเวียน ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ บจม.ไทยยูเนียน ฟีดมิลล์ โดยระบบการเลี้ยงกุ้งขาวที่ยั่งยืนมีการหมุนเวียนการใช้น้ำและของเสียภายในระบบบ่อเลี้ยง มีการจัดการของเสียจากกุ้งให้เป็นอาหารปลา บำบัดและหมุนเวียนน้ำในระบบปิด เพื่อลดการทิ้งน้ำออกจากระบบ มีอัตราความหนาแน่นในการเลี้ยง 4-5 เท่า เมื่อเทียบกับการเลี้ยงในบ่อดิน ใช้เวลาเลี้ยง 70 วัน ด้วยขนาด 60 ตัว/กิโลกรัม

“กุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นกุ้งทะเล เป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ได้พัฒนามาเลี้ยงในน้ำจืดความเค็มต่ำ ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ซึ่งในระหว่างการเลี้ยงไม่มีการทิ้งน้ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความหนาแน่นในการเลี้ยงสามารถเลี้ยงได้ 300 ตัว/ตารางเมตร ซึ่งปกติในบ่อดินจะเลี้ยงได้ 50-60 ตัว/ตารางเมตร ใช้เวลาเลี้ยงแค่70 วัน ด้วยขนาด 60 ตัว/กิโลกรัม” นายกัมพล กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยครั้งนี้ สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรทั่วประเทศสามารถเลี้ยงกุ้งขาวในน้ำจืดด้วยระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อสร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืน เกษตรกรที่ต้องการทราบรายละเอียดและวิธีการเลี้ยง สามารถติดต่อได้ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทรศัพท์หมายเลข 0-4320-2360

ไทยส่งทุเรียนด่านใหม่จีน เกษตรฯชี้ก้าวสำคัญยกระดับขนส่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657846

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าในคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้(ฟรุ้ตบอร์ด) กล่าวว่า เป็นข่าวดีสำหรับชาวสวนทุเรียนเมื่อสายการบินเทียนจินแอร์คาร์โก้ (Tianjin Air Cargo) บรรทุกทุเรียนสู่สนามบินหนานหนิง ซึ่งเป็นด่านใหม่ได้สำเร็จเป็นเที่ยวปฐมฤกษ์โดยใช้เวลาบินเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งการบริการเที่ยวบินสินค้าเส้นทางใหม่จะกระตุ้นธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างกว่างซี และไทยโดยเฉพาะทุเรียนสินค้ายอดนิยมในจีน

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า สนามบินหนานหนิงเป็นด่านใหม่ล่าสุดที่ทางการจีนเปิดให้มีการนำเข้าผลไม้จากไทยภายหลังจากที่สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้ประกาศอนุมัติให้ท่าอากาศยานหนานหนิง สามารถนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศได้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากเจรจาและผลักดันของทีมประเทศไทยที่นครหนานหนิง อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่13 พฤษภาคม 2565 หลังจากการใช้เวลาบิน2 ชั่วโมง เที่ยวบิน HT3828 ของสายการบินเทียนจินแอร์คาร์โก้ (Tianjin Air Cargo) ได้ขนส่งทุเรียนไทยลอตแรกที่นำเข้าผ่านด่านสนามบินหนานหนิง ภายหลังได้รับกำหนดให้เป็นสถานที่ควบคุมตรวจสอบผลไม้นำเข้า ซึ่งแสดงว่าด่านสนามบินหนานหนิงเปิดรับการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศ

“ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการบริหารโลจิสติกส์ สำหรับฤดูกาลผลไม้ปี 2565 โดยให้เพิ่มการขนส่งทางเรือเป็น 55% ทางบก 40% ทางราง (รถไฟสายจีน-ลาว) และทางอากาศรวมกัน5% เพื่อลดความแออัดของด่านทางบกในช่วงผลผลิตทุเรียนออกมาก โดยในปี 2564 มีการขนส่งทางเรือ 51% ทางรถ 48% และทางเครื่องบิน 0.5% การเปิดสนามบินหนานหนิงเป็นด่านใหม่ได้สำเร็จจะเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้มากยิ่งขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าว

ด้านนายปรัตถกร แท่นมณี กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำนครกว่างโจว และ น.ส.วรรณลดารัตนพานิช ผอ.สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เมืองหนานหนิง ได้ร่วมพิธีต้อนรับทุเรียนลอตแรก ที่คลังสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบการนำเข้าผลไม้ของจีนทราบถึงโอกาสและศักยภาพในการนำเข้าผลไม้จากไทยผ่านด่านสนามบินหนานหนิงที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว โดยใช้เวลาในการขนส่งจากไทยเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

สำหรับทุเรียนลอตนี้เป็นทุเรียนที่เก็บเกี่ยวเพื่อขนส่งทางอากาศโดยตรง เมื่อเทียบกับการขนส่งทางบกและทางทะเล การขนส่งทางอากาศสามารถลดระยะเวลาการขนส่งได้มาก สามารถรักษาคุณภาพของทุเรียนได้ดีที่สุด และตอบสนองความต้องการผลไม้คุณภาพสูงของผู้บริโภคชาวจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินพิธีการศุลกากร หลังจากทุเรียนลอตนี้ได้ขนลงจากเครื่องบิน ศุลกากรสนามบินหนานหนิงได้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนดอย่างรวดเร็ว ช่วยควบคุมความสดของผลไม้
ขณะเดียวกันได้ทำการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเคร่งครัด ทำให้สินค้าได้ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างรวดเร็ว

เกษตรฯขยายความก้าวหน้า ความร่วมมือการค้ากับซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657847

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงโอกาสร่วมกันของประเทศไทยและประเทศซาอุดีอาระเบีย ในการขยายความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทางด้านการเกษตร จึงได้มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของกระทรวงเกษตรฯ เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย ร่วมกับคณะของรัฐบาล และภาคเอกชน โดยการนำของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เน้นความร่วมมือทางด้านการเกษตร การชลประทาน การปศุสัตว์ และการประมงฮาลาล อุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้งเทคโนโลยีเกษตร และความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)โดยสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติและวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 (Saudi 2030) เพื่อยกระดับมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย สู่มิติแห่งโอกาสของการค้าการลงทุนทางด้านเกษตรและอาหารของกันและกัน

‘เฉลิมชัย’ดันผลไม้คุณภาพเขาชะเมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657848

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานเทศกาลผลไม้และของดี อ.เขาชะเมา “ทุเรียนเขาชะเมา เล่าขานเมืองสามอ่าง” ครั้งที่ 12 โดยมีนายธารา ปิตุเตชะ นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สส.ระยอง และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ตลาด ฮ.กอบโชคเจริญทรัพย์แลนด์ หมู่ 2 ต.ห้วยทับมอญ อ.เขาชะเมาจ.ระยอง พร้อมกับมอบของรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดผลไม้คุณภาพ มอบป้ายมาตรการด้านความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ในผลไม้เพื่อการส่งออกของ จ.ระยอง (Zero COVIC Rayong Fruit : ZCRF) เยี่ยมชมซุ้มผลไม้ นิทรรศการของส่วนราชการ และเยี่ยมชมผลไม้ที่ชนะการประกวด

ทั้งนี้ อ.เขาชะเมา ประชาชนประกอบอาชีพหลักคือเกษตรกรรม มีผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ คือยางพารา และผลไม้ที่ขึ้นชื่อ เช่น เงาะ สับปะรด มังคุด ลองกอง และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชาแห่งผลไม้ คือทุเรียนเขาชะเมา ที่มีมาตรฐานสูง คุณภาพดีเยี่ยม ไม่เป็นสองรองใคร

“การจัดงานเทศกาลผลไม้ของ จ.ระยอง ถือเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร และส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พัฒนา จ.ระยอง ที่เน้นการพัฒนาทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว และบริการ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ดร.เฉลิมชัยกล่าวอีกว่า มุ่งมั่นที่จะทำให้ภาคการเกษตรเข้มแข็ง โดยบูรณาการทุกภาคส่วนและทำงานแบบเดินไปด้วยกัน อะไรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้จะทำทันที และความสำคัญนโยบายการตลาดนำการผลิต ที่จะต้องมีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบคุณภาพทุเรียนให้ได้มาตรฐาน ก่อนการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทต่อปีอย่างแน่นอนโดยตั้งเป้าให้ จ.จันทบุรี ระยอง และตราด เป็นเมืองหลวงผลไม้ของไทยและของโลกให้ได้ในอนาคต

ปศุสัตว์โร่คุมเข้มโรคหมู หาทางลดต้นทุนแก้ไขระยะยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657552

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เร่งควบคุมสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ให้อยู่ในวงจำกัด โดยสำรวจจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและจำนวนสุกร ก่อนช่วยเหลือเกษตรกร สร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาราคาหมูในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์โรค ASF ได้ในวงจำกัด และจากการสำรวจข้อมูลจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและข้อมูลประชากรสุกรในช่วงเดือนเมษายน 2565 ในประเทศไทย พบว่ามีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 109,942 ราย มีสุกรทั้งหมด 10,296,405 ตัว เป็นสุกรแม่พันธุ์คงเหลือในระบบการผลิต 1,055,499 ตัว จังหวัดที่มีจำนวนสุกรมากที่สุด คือราชบุรี ลพบุรี ชัยนาท บุรีรัมย์ และปราจีนบุรี ตามลำดับ และสุกรขุน 9,005,141 ตัว จังหวัดที่มีสุกรมากที่สุด คือราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี และพัทลุง ตามลำดับ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าจำนวนแม่พันธุ์ในระบบการผลิตค่อนข้างไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากราคาสุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ยังเป็นแรงจูงใจในการเลี้ยงสุกร สำหรับสุกรขุนลดลงเนื่องจากหลายปัจจัยเมื่อนำมาคิดเป็นผลผลิตสุกรขุนที่ออกสู่ตลาดเฉลี่ยเดือนละ 1.5 ล้านตัว (เฉลี่ย 6 เดือน) ซึ่งยังเพียงพอต่อความต้องการตลาดเพื่อการบริโภคในประเทศ ที่คาดการณ์ไว้เดือนละประมาณ 1.50 ล้านตัว

สำหรับประเด็นแนวทางลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์ ทางคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายอาหาร มีข้อสรุปเพื่อดูแลปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้เพียงพอภายในประเทศ โดยให้สามารถนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้สะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น และส่งเสริมการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์มาชดเชยส่วนที่ขาดในปัจจุบัน ยกเว้นเงื่อนไขที่กำหนดไว้เดิมกำหนดไว้ใน 3 เดือน คือระหว่างเดือนพฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2565 ในการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน เป็นการชั่วคราว เพิ่มโควตานำเข้าข้าวโพดจากเดิมกำหนดไว้ 54,700 ตัน เป็นไม่เกิน 600,000 ตัน และจะมีผลให้ลดภาษีนำเข้าข้าวโพดจากอัตรา 20% เป็น 0% เป็นการชั่วคราว

ส่วนการนำเข้าช่องทางอื่นๆ ตามปกติ กระทรวงพาณิชย์ จะช่วยจับคู่ธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้เพียงพอในประเทศ นำเข้าปริมาณรวมกันไม่เกิน 1,200,000 ตัน ตั้งแต่เดือนเมษายน-31 กรกฎาคม 2565 เพื่อชดเชยส่วนที่ยังขาด ให้มีเหลือพอใช้หนึ่งเดือน และให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ฝ่าย เพื่อติดตามประเมินการผลดำเนินการทั้งหมด และสามารถเสนอให้ทบทวนหรือปรับปรุงมาตรการเพื่อความเหมาะสมต่อไป