ฝนหลวงฯลุยเติมน้ำเพิ่มในเขื่อนใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658767

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า การประชุมคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 19/2565 มีการสรุปข้อมูลจากสภาพอากาศ พบว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมประเทศไทย ทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องและมีฝนตกหนักเป็นบางแห่ง ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง และแม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น แต่จากข้อมูลการรายงานของกรมชลประทาน พบว่าสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บขนาดใหญ่ยังคงมีน้ำใช้การในปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ คือร้อยละ 30 จำนวน 4 แห่งได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เขื่อนขุนด่านปราการชลและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งที่ประชุมยังคงยืนยันให้กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนขนาดใหญ่ที่น้ำยังคงมีปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ 11 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว อ่างเก็บน้ำทับเสลา และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

นายสำเริง กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ความต้องการน้ำจึงสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเตรียมความพร้อมและวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำและช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรตามที่พี่น้องประชาชนมีการร้องขอเข้ามา โดยจากผลปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมฝนหลวงฯได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง 4 หน่วยปฏิบัติการ ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำบางส่วนของ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา

‘เฉลิมชัย’แก้ปัญหาชาวพังงา เตรียมพร้อมทั้งภาคเกษตร-ท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658769

‘เฉลิมชัย’แก้ปัญหาชาวพังงา  เตรียมพร้อมทั้งภาคเกษตร-ท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ช่วยเหลือ : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.พังงา เพื่อรับฟังปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน จัดทำสมุดทะเบียนเกษตรกร ฯลฯ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานภายใต้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ใน จ.พังงาการพัฒนาแหล่งน้ำ และการดำเนินงานด้านประมง จ.พังงา พร้อมพบปะและรับฟังปัญหาเกษตรกรในพื้นที่โดยมี นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สส.พังงา ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สหกรณ์การเกษตรตะกั่วป่า จำกัด หมู่ 9 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

ทั้งนี้ จ.พังงา มีการปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจังหวัด มีพื้นที่สวนยางทั้งหมด 678,564 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 138,073 ตัน/ปี ปัจจุบันการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางใหม่และปรับปรุงทะเบียนเดิม เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางทั้งที่มีเอกสารสิทธิและไม่มีเอกสารสิทธิ ในที่ดินสวนยาง ได้รับสิทธิตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2558 ตามประกาศคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย อย่างทั่วถึง โดยได้จัดทำสมุดทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง(สมุดเหลือง) มอบให้ประจำตัวเกษตรกรชาวสวนยางทุกราย ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางขึ้นทะเบียนแล้ว 21,506 ราย เนื้อที่ 346,552 ไร่และคนกรีดยาง จำนวน 2,698 ราย เป็นเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ 18,058 ราย เนื้อที่ 287,728 ไร่ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ 2,851 ราย เนื้อที่ 42,236 ไร่ และเป็นเกษตรกรที่ถือครองทั้งพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิและไม่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 597 ราย เนื้อที่ 16,588 ไร่

นอกจากนี้ กยท.พังงา ได้ดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางพาราในรูปแบบแปลงใหญ่ 8 แปลงตั้งแต่ปี 2562-2565 อีกทั้งยังส่งเสริม สนับสนุนให้การปลูกแทน ตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยมาตรา 49 (2) ด้วยยางพันธุ์ดี ไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการปลูกสร้างสวนยางอย่างยั่งยืน เน้นการปลูกสวนยางผสมผสาน เพื่อเพิ่มรายได้จากผลผลิตอื่นนอกจากยางพารา ตามเป้าหมายปีงบประมาณ 2565 จำนวน 5,900 ไร่

ในส่วนของกรมชลประทาน ได้พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานในพื้นที่ จ.พังงา เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภค-บริโภค การเกษตร และการท่องเที่ยว รวม 166 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 60,960 ไร่ แบ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก 151 โครงการ โครงการพระราชดำริ ได้แก่ฝายทดน้ำ 7 แห่ง อาคารอัดน้ำอีก 3 แห่ง และโครงการชลประทานขนาดกลาง เป็นฝายทดน้ำอีก 5 แห่งนอกจากนี้ ยังได้มีโครงการการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำหลายโครงการ รวมถึงมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ

สำหรับการดำเนินงานด้านประมง จ.พังงา มีกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนถิ่น กิจกรรมการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำเค็ม และการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำที่เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชายฝั่ง นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน การแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเล และ Fisherman
Shop และ Fisherman Marker เป็นต้น

ชป.โชว์ผลงานแก้แล้งปี 64 เดินหน้าชู 13 มาตรการรับมือฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658660

ชป.โชว์ผลงานแก้แล้งปี 64 เดินหน้าชู 13 มาตรการรับมือฤดูฝน

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.10 น.

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เป็นประธานการแถลงผลงานการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/2565 และการเตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2565 โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้แทนทุกหน่วยงานด้านน้ำเข้าร่วม อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานด้านน้ำที่ได้ร่วมกันดำเนินงานแก้ไขปัญหาในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีการประกาศภัยแล้งในทุกพื้นที่ และในส่วนของของฤดูฝนในปีนี้มีแนวโน้มที่จะมีปริมาณสูงกว่าปกติ รัฐบาลได้ออกมาตรการรับมือฤดูฝน 13 มาตรการ โดยเพิ่มมาตรการตั้งศูนย์ส่วนหน้าคอยเตือนภัย การเตรียมพื้นที่อพยพและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ รวมไปถึงตรวจสอบความมั่นคงของพนังกั้นน้ำ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  พร้อมกันนี้ ได้มอบนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ ดังนี้ 1. ปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝน 13 มาตรการอย่างเคร่งครัด โดยจัดทำแผนปฏิบัติการรายพื้นที่ให้ชัดเจนและติดตามสถานการณ์ รวมทั้งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ พร้อมทั้งวางแผนเก็บน้ำสำรองทุกแหล่งทั้งผิวดินและใต้ดินไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าด้วย 2. ให้ความสำคัญต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ที่แต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยต้องร่วมกันบูรณาการข้อมูลจัดทำแผนปฏิบัติการและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและการยอมรับของทุกภาคส่วน 3. หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งงบปกติและงบกลาง สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง เช่น การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ การกำจัดผักตบชวา ขอให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว 4. สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสนับสนุนและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศให้มีความยั่งยืน นอกจากนี้ ประธานฯ ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้สำรวจและจัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับน้ำประปาทุกแห่งให้ครบทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานอุตสาหกรรม

ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กอนช. อย่างเคร่งครัด ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามเป้าประสงค์ ส่งผลให้เกษตรกรและพี่น้องประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อเกษตรกรรม จะเห็นได้ว่าในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ไม่มีพื้นที่ใดประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง อีกทั้งยังสามารถควบคุมค่าความเค็ม และรักษาระบบนิเวศน์ในแม่น้ำสายหลักได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านต่างๆ แก่เกษตรกรและประชาชน อาทิ การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลอื่นๆ รวมกว่า 1,400 หน่วย การดำเนินการโครงการจ้างแรงงานชลประทาน กว่า 75,000 คน เป็นต้น

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2565 กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตาม 13 มาตรการของรัฐบาล โดยมีมาตรการที่กรมชลประทานดำเนินการทั้งสิ้น 11 มาตรการ ดังนี้ 1.คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง 2.การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก 3.ทบทวนปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลาง และเขื่อนระบายน้ำ 4.ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์/ระบบระบายน้ำสถานีโทรมาตรให้พร้อมในการใช้งาน 5.ปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.ขุดลอกคูครองและกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมพร้อม/วางแผนเครื่องจักรเครื่องมือประจำพื้นที่เสี่ยง 8.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ 9.ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย คัน/ทำนบ/พนังกั้นน้ำ 10.จัดเตรียมพื้นที่อพยพและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ 11.ตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย โดยใช้วิธี “เก็บกักเต็มประสิทธิภาพ คาดการณ์พื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ระบบชลประทานเร่งระบาย Stand by เครื่องมือเครื่องจักร”

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปี 2565 กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำโดยส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วง หรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำไว้ในโครงการชลประทานต่างๆทั่วประเทศ รวมกว่า 5,300 หน่วย อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ โดยประชาชนสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และการช่วยเหลือได้ที่สายด่วนกรมชลประทาน 1460 หรือ เฟสบุ๊คแฟนเพจ(Facebook) กรมชลประทาน หรือติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆได้ทางเว็บไซต์ http://www.rid.go.th

ส.ป.ก.เยี่ยมบ่อบาดาลสูบน้ำโซลาร์เซลล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658550

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ราชบุรี โดยมี นายพฤทธิ์ ประภาสะโนบล ปฏิรูปที่ดิน จ.ราชบุรี รายงานผลการดำเนินงาน โดยโครงการดังกล่าวมี 2 แห่ง ได้แก่ แห่งที่ 1 บ้านรางเฆ่ หมู่ 4 ต.แก้มอ้นอ.จอมบึง จ.ราชบุรี มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 168 ไร่ 15 ราย 17 แปลง และแห่งที่ 2 บ้านหนองปากชัฏ หมู่ 6 ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราชบุรี มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 155 ไร่ 11 ราย 11 แปลง ซึ่งตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.จึงจัดทำโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองและแก้ปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในการเพาะปลูกแบบเกษตรผสมผสาน และสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้อยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุขในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน

สำหรับ ต.แก้มอ้น จ.ราชบุรี มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน ประมาณ 37,344 ไร่ ดำเนินการแล้วประมาณ 36,470 ไร่ เกษตรกรได้รับ ส.ป.ก. 4-01 แล้ว 2,224 ราย โดยพื้นที่หมู่ 6 มีการจัดตั้งกลุ่มได้แก่ 1.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงเพื่อการส่งออกบ้านหนองปากชัฏ มี นายชวน ชาวนาฟาง เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งผลผลิตของกลุ่ม ได้แก่ 1.ผลิตมะม่วงเพื่อจำหน่าย 2.ผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงเพื่อจำหน่าย เช่น อาร์ทูอีทู, งานช้างแดง, ไข่พระอาทิตย์, กุ้ยเฟย, น้ำดอกไม้สีม่วง,น้ำดอกไม้สีทอง, แก้วลืมรัง, แก้วขมิ้น, แดงจักรพรรดิ เป็นต้น 2.กลุ่มแปลงใหญ่มะม่วง ต.แก้มอ้น มี นายขวัญชัย หมื่นจร เป็นประธานกลุ่ม มีผลผลิตคือมะม่วงเพื่อจำหน่ายเช่นเดียวกัน โดยมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อในพื้นที่ ตลาดในประเทศ ได้แก่ ตลาดศรีเมือง ตลาดชุมชนส่วนจากต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์

ติดตาม‘แปลงใหญ่มะเขือเทศ’ รวมกลุ่มลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต พัฒนาเกษตรกร‘พานพร้าว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658551

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวอุษา โทณผลิน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ “กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะเขือเทศตำบลพานพร้าว” ต.พานพร้าว อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มภายใต้การขับเคลื่อนโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มดำเนินการโครงการ ปี 2564-2566

จากการติดตามกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะเขือเทศตำบลพานพร้าว ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะเขือเทศโรงงาน 83 ไร่ มีสมาชิกเกษตรกร 35 ราย ซึ่งจากการที่เกษตรกรรวมกลุ่มแปลงใหญ่ภายใต้การดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ พบว่า เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้ในการผลิตมะเขือเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชน มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตและมีการกำหนดราคาที่แน่นอนภายใต้ระบบการเกษตรแบบพันธสัญญา

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมากลุ่มแปลงใหญ่ได้มีการพัฒนาคุณภาพในด้านที่สำคัญ คือ ด้านการลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มผลผลิต เกษตรกรใช้พันธุ์ปลูกที่ดี มีการใช้ระบบน้ำพุ่ง/น้ำหยดในแปลงปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การควบคุมโรค/ศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน (IPM) การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

ด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิต มีการเข้ารับการอบรมและศึกษาดูงานการผลิตมะเขือเทศ ตามมาตรฐาน GAP จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย เพื่อผลักดันให้สมาชิกแปลงใหญ่ผ่านมาตรฐานการผลิตพืช ด้านการตลาด มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน โดยมีการรับซื้อผลผลิตผ่านระบบเกษตรพันธสัญญากับบริษัท ศรีเชียงใหม่อุตสาหกรรม จำกัด และมีการพัฒนาการแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า และด้านการบริหารจัดการกลุ่ม เน้นการวางแผนการผลิตให้มีกิจกรรมตลอดทั้งปี รวมถึงกลุ่มแปลงใหญ่ยังมีแนวคิดที่จะขยายผลสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนและนิติบุคคล

สำหรับปี 2565 กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะเขือเทศตำบลพานพร้าว คาดว่ามีผลผลิตรวม 273 ตัน แบ่งเป็น ผลผลิต จำนวน 216 ตัน หรือร้อยละ 79 ส่งจำหน่ายบริษัทศรีเชียงใหม่อุตสาหกรรม จำกัด อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย และผลผลิตอีกจำนวน 57 ตัน หรือร้อยละ 21 ส่งจำหน่ายเป็นมะเขือเทศบริโภคสดให้กับพ่อค้าทั่วไป โดยราคาเฉลี่ย ณ เดือนเม.ย. 2565 ผลเขียว ราคา 5 บาท/กิโลกรัม ผลแดง ราคา 2.50 บาท/กิโลกรัม

‘ประภัตร’ปักหมุดผลิตข้าว ปี’65-66เน้น5ประเภทตลาดต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658552

‘ประภัตร’ปักหมุดผลิตข้าว  ปี’65-66เน้น5ประเภทตลาดต้องการ

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ครั้งที่ 1/2565 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ตัวแทนสมาคมโรงสีข้าวไทย และตัวแทนเกษตรกร เข้าร่วมโดยที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบเป้าหมายการผลิตข้าว และการวางแผนการผลิตข้าว ปีการผลิต 2565/2566 และการกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/2566

นายประภัตรกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้กำหนดความต้องการใช้ข้าว ปี 2565/66 ไว้ที่ 27.6 ล้านตันข้าวเปลือกดังนั้น กรมการข้าว จึงพิจารณากำหนดเป้าหมายการผลิตข้าว ปี 2565/66 ไว้ที่ 30 ล้านตันข้าวเปลือก แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 9.1 ล้านตันข้าวเปลือกข้าวหอมปทุมธานี (ข้าวหอมไทย) 1.8 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวขาว (ข้าวเจ้า) 12.9 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเหนียว 6 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวตลาดเฉพาะ 0.2 ล้านตันข้าวเปลือก กำหนดเป้าหมายการผลิตข้าวหอมปทุมธานี ข้าวขาวข้าวเหนียว และข้าวตลาดเฉพาะเท่ากับเป้าหมายความต้องการใช้ข้าว ปี 2565/66 ยกเว้นข้าวหอมมะลิจะกำหนดเป้าหมายการผลิตข้าวมากกว่าความต้องการใช้ข้าว 2.3 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับข้อมูลเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่จะใช้เพาะปลูกปีการผลิต 2565/66 รวมรอบที่ 1 (นาปี) และรอบที่ 2 (นาปรัง) พิจารณาจากข้อมูลเมล็ดพันธุ์ข้าวของ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการข้าว ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์การเกษตร และสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวทุกชนิดพันธุ์ข้าวสำหรับนาปี ปี 2565/66 และนาปรัง ปี 2566 นั้นมีเพียงพอกับการเพาะปลูก รวม 636,000 ตันแบ่งการผลิตเป็น 1.กรมการข้าว 95,000 ตัน 2.สหกรณ์การเกษตร 30,000 ตัน 3.ศูนย์ข้าวชุมชน 111,000 ตัน และ 4.สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่วยเมล็ดพันธุ์ข้าว 400,000 ตัน

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ยังได้มีมติเห็นชอบแผนการผลิตข้าว ปี 2565/66 โดยใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาจากแหล่งต่างๆ และพิจารณาปริมาณน้ำ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีเพียงพอ ปริมาณสต๊อกข้าวปลายปี 2564 และต้นปี 2565 ถือว่ายังไม่ Over Stock จึงได้วางแผนการผลิตข้าว ปี 2565/66 แบ่งเป็น 2 รอบ ได้แก่ โดยรอบที่ 1 ให้เป็นไปตามความต้องการของชาวนาที่ส่วนใหญ่ปลูกข้าวได้ปีละ 1 ครั้ง ส่วนรอบที่ 2 เป็นการผลิตข้าวส่วนที่เหลือที่ยังผลิตในรอบที่ 1 ได้ไม่ครบตามเป้าหมายการผลิตข้าว ที่กำหนดไว้ หากรอบที่ 1 ผลิตเกินแล้ว ก็ต้องปรับลดรอบที่ 2 โดยแผนการผลิตข้าว ปี 2565/66 พื้นที่ 66.2 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 30 ล้านตันข้าวเปลือก แยกเป็นรอบที่ 1 พื้นที่ 59.4 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 25.5 ล้านตันข้าวเปลือก และรอบที่ 2 พื้นที่ 6.8 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 4.4 ล้านตันข้าวเปลือก โดยพื้นที่และผลผลิตข้าวรอบที่ 2 สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

สทนช.ลงพื้นที่ ตรวจเจ้าพระยา รับมือน้ำหลาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658547

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความพร้อมระบบชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกเพื่อรองรับฤดูน้ำหลาก ปี 2565 เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สทนช. ได้บูรณาการเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2565 อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะการซ่อมแซม ปรับปรุงระบบชลศาสตร์ และอาคารระบายน้ำต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากในปีนี้

สำหรับมาตรการอื่นๆ ในการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้การดำเนินการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งได้มีการปรับปฏิทินการปลูกข้าวนาปีให้สามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนน้ำหลาก การปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ การเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ การขุดลอกคูคลองและการกำจัดผักตบชวา การตรวจสอบความมั่นคงของคันกั้นน้ำ การปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเตรียมสถานที่รองรับการอพยพ และการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เป็นต้น

สำหรับระบบชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก กรมชลประทานจะเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็น 1 ใน 9 แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงระบบชลประทานและคลองธรรมชาติตามแนวคลองเดิมให้มีขีดความสามารถการระบายน้ำในพื้นที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีและก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอีก 24 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังมีแผนดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย อีกด้วย

ฝนหลวงฯเร่งเติมน้ำเพิ่ม เขื่อนใหญ่น้ำน้อยกว่า30%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658548

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่าการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 19/2565 มีการสรุปสภาพอากาศ พบว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมประเทศไทย ทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องและมีฝนตกหนักเป็นบางแห่ง ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางด้านตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ถึงแม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น

ส่วนข้อมูลการรายงานของกรมชลประทาน พบว่าสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บขนาดใหญ่ยังคงมีน้ำใช้การในปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ คือร้อยละ 30 จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อ่างเก็บน้ำคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชลและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งที่ประชุมยืนยันให้กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการช่วยเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนขนาดใหญ่ 11 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธาราเขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว อ่างเก็บน้ำทับเสลา และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด และเตรียมแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตามที่มีการร้องขอ รวมทั้งยังคงติดตามสภาพอากาศและวางแผนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธคณะกรรมการลุ่มน้ำ ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรน้ำสู่ระดับชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658553

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธคณะกรรมการลุ่มน้ำ ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรน้ำสู่ระดับชาติ

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดให้องค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ มี 3 ระดับ ระดับบน คือ ระดับชาติ ได้แก่ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ นอกจากนี้ กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน และกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ คาดว่าจะสามารถประกาศ
รายชื่อ กนช.ชุดใหม่ไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2565 นี้อย่างแน่นอน

ระดับล่างหรือระดับพื้นที่คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน รวมตัวกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย องค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการใช้น้ำ สามารถสะท้อนแนวทางแก้ไขตามบริบทของพื้นที่ได้ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำตรงต่อตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะนี้มีองค์กรผู้ใช่้น้ำที่จดทะเบียนแล้วจำนวน 3,342 องค์กร

องค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอีกระดับ คือ ระดับกลาง คณะกรรมการลุ่มน้ำ เปรียบเสมือน “โซ่ข้อกลาง” ในการขับเคลื่อนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาน้ำ ในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ ขึ้นสู่ระดับชาติ

คณะกรรมการลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำมาจาก 4 กลุ่มสำคัญได้แก่ 1.กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากทหาร ถ้าลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล จะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และถ้าเป็นลุ่มน้ำอยู่ในพื้นที่ 3 จังชายแดนภาคใต้ จะมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้นๆด้วย 2.กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำมาจากตัวแทนองค์กรผู้ใช้น้ำที่อยู่ในลุ่มน้ำนั้นๆ ลุ่มน้ำละ 9 คน แบ่งเป็นมาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรมอีก 3 คน 3.กรรมการผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มาจากผู้บริหารอปท.ลุ่มน้ำละ 1 คน และ 4.กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ลุ่มน้ำละ 4 คน

ปัจจุบันได้มีการคัดเลือกและสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำที่ได้รับเลือกเป็นประธาน อย่างไรก็ตามเพื่อให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเข้าใจบทบาท หน้าที่ และภารกิจในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้มีการจัดประชุมมอบนโยบายขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยคณะกรรมการลุ่มน้ำและการอบรม “คณะกรรมการลุ่มน้ำและเครื่องมือขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายว่า คณะกรรมการลุ่มน้ำถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คณะกรรมการลุ่มน้ำจะต้องเร่งดำเนินการจัดทําแผนแมบทลุ่มน้ำให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ครอบคลุมในทุกมิติ พร้อมจัดทําแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วม ตลอดจนบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมโดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการจัดทําระบบเตือนภัยน้ำท่วม ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพอากาศและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและเตรียมการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า ในการจัดประชุมและอบรมในครั้งนั้น ยังได้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง เป้าหมายขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีคณะกรรมการลุ่มน้ำเป็นแกนกลาง และการบรรยายในเรื่องสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำและการติดตามประเมินผล แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำ
ผังน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินในขอบเขตผังน้ำ และการดำเนินงานแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง/น้ำท่วม

“ติดอาวุธ” ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเรียบร้อย ซึ่งพร้อมที่จะเป็นโซ่ข้อกลางในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากระดับล่างสู่ระดับชาติ เพื่อให้เป็นตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วมบูรณาการการทำงานให้การขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำทั้งในด้านการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา และการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนกระบวนการมี
ส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

เกษตรฯเสนอซาอุฯ ให้ช่วยเหลือฝ่ายไทย ขายปุ๋ยราคามิตรภาพ ร่วมมือการค้า2ชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658290

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมงานฟอรั่มการลงทุนซาอุดีอาระเบีย-ไทย 2022 ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีกระทรวงการลงทุน (Ministryof Investment) ของซาอุดีอาระเบีย เป็นเจ้าภาพ ซึ่งนายอลงกรณ์ เปิดเผยว่าได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรฯ เป็นหัวหน้าคณะในการหารือ โดยภาครัฐกับกลุ่มธุรกิจชั้นนำของทั้งสองประเทศ มีเจ้าชายไฟซอล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รมว.การต่างประเทศ ซาอุดีอาระเบีย กับนายดอน ปรมัตถ์วินัยรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ และประธานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาล นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้บริหารบริษัทในสาขาต่างๆ ร่วมประชุมเพื่อสร้างความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย ในมิติต่างๆ

ทั้งนี้ เจ้าชายไฟซอล บิน ฟาร์ฮานอัล ซาอุด ในฐานะตัวแทนรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายไทยเสนอประเด็นที่ต้องการให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ช่วยเหลือสนับสนุน ซึ่งนายอลงกรณ์ เสนอให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจำหน่ายปุ๋ยราคามิตรภาพให้กับประเทศไทยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เนื่องจากปัจจุบันราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบการระบาดของไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน