ชาวสวนได้เฮ!เที่ยวบินปฐมฤกษ์ขนทุเรียนไทยสู่หนานหนิง ล็อตแรกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653624

ชาวสวนได้เฮ!เที่ยวบินปฐมฤกษ์ขนทุเรียนไทยสู่หนานหนิง ล็อตแรกแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.05 น.

ชาวสวนทุเรียนได้เฮ!! เที่ยวบินปฐมฤกษ์ขนทุเรียนไทยจากกรุงเทพฯ สู่สนามบินหนานหนิงด่านใหม่ของจีนสำเร็จเป็นล็อตแรก “อลงกรณ์” ชี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ในการเพิ่มระบบขนส่งทุเรียนทางอากาศจากไทยถึงจีนใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

15 พฤษภาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าในคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยว่า นับเป็นข่าวดีสำหรับชาวสวนทุเรียนอีกข่าวหนึ่งเมื่อสายการบินเทียนจินแอร์คาร์โก้ (Tianjin Air Cargo) บรรทุกทุเรียนไทยสู่สนามบินหนานหนิง ซึ่งเป็นด่านใหม่ได้สำเร็จเป็นเที่ยวปฐมฤกษ์โดยใช้เวลาบินเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งการบริการเที่ยวบินสินค้าเส้นทางใหม่จะกระตุ้นธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างกว่างซี และไทยโดยเฉพาะทุเรียนสินค้ายอดนิยมของไทยในประเทศจีน โดยเทียนจิน แอร์ คาร์โก เป็นสายการบินขนส่งสินค้าในภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ยของจีน เปิดบริการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เชื่อมนครหนานหนิงและกรุงเทพมหานคร

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สนามบินหนานหนิงเป็นด่านใหม่ล่าสุดที่ทางการจีนเปิดให้มีการนำเข้าผลไม้จากไทยภายหลังจากที่สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้ประกาศอนุมัติให้ท่าอากาศยานหนานหนิง สามารถนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศได้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากเจรจาและผลักดันของทีมประเทศไทย ณ นครหนานหนิงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 หลังจากการใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง เที่ยวบิน HT3828 ของสายการบินเทียนจินแอร์คาร์โก้ (Tianjin Air Cargo) ได้ขนส่งทุเรียนไทยล็อตแรกที่นำเข้าผ่านด่านสนามบินหนานหนิงภายหลังจากได้รับกำหนดให้เป็นสถานที่ควบคุมตรวจสอบผลไม้นำเข้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าด่านสนามบินหนานหนิงได้เปิดรับการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ

“คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการบริหารโลจิสติกส์สำหรับฤดูกาลผลไม้ปี2565 โดยให้เพิ่มการขนส่งทางเรือเป็น 55% ทางบก 40% ทางราง (รถไฟสายจีน-ลาว) และทางอากาศรวมกัน 5% เพื่อลดความแออัดของด่านทางบกในช่วงผลผลิตทุเรียนออกมาก โดยในปี 2564 มีการขนส่งทางเรือ 51% ทางรถ 48% และทางเครื่องบิน 0.5% การเปิดสนามบินหนานหนิงเป็นด่านใหม่ได้สำเร็จจะเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้มากยิ่งขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าว

ด้านนายปรัตถกร แท่นมณี กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำนครกว่างโจว และนางสาววรรณลดา รัตนพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับทุเรียนล็อตแรก ณ คลังสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบการนำเข้าผลไม้ของจีนทราบถึงโอกาสและศักยภาพในการนำเข้าผลไม้จากไทยผ่านด่านสนามบินหนานหนิงที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว โดยใช้เวลาในการขนส่งจากไทยเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

สำหรับทุเรียนลอตนี้เป็นทุเรียนที่เก็บเกี่ยวเพื่อขนส่งทางอากาศโดยตรง เมื่อเทียบกับการขนส่งทางบกและทางทะเล การขนส่งทางอากาศสามารถลดระยะเวลาการขนส่งลงได้มาก สามารถรักษาคุณภาพของทุเรียนได้ดีที่สุด และตอบสนองความต้องการผลไม้คุณภาพสูงของผู้บริโภคชาวจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินพิธีการศุลกากร หลังจากทุเรียนล็อตนี้ได้ขนลงจากเครื่องบิน ศุลกากรสนามบินหนานหนิงได้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนดอย่างรวดเร็ว ช่วยควบคุมความสดของผลไม้ในขณะเดียวกันก็ได้ทำการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเคร่งครัด ทำให้สินค้าได้ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน สนามบินหนานหนิงมีสถานที่ควบคุมตรวจสอบผลไม้นำเข้า สถานที่ควบคุมตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำแช่เย็นนำเข้า และสถานที่ควบคุมตรวจสอบสัตว์น้ำมีชีวิตนำเข้าเพื่อบริโภค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาการค้าสินค้าสดจากอาเซียนกับเขตฯ กว่างซีจ้วง ที่ครอบคลุมการขนส่งทั้งทางบก ทางทะเล ทางรถไฟ และทางอากาศ ซึ่งการที่ด่านสนามบินหนานหนิงสามารถนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศได้ก็จะทำให้บทบาทของการพัฒนาการค้าผลไม้ระหว่างอาเซียนกับเขตฯ กว่างซีจ้วง แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และสนามบินหนานหนิงจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการส่งออกผลไม้ของไทยไปยังจีน ช่วยแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าผลไม้ไทย โดยเฉพาะในฤดูกาลส่งออกทุเรียนในขณะนี้ รวมทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ส่งออกไทย

-005

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการเกษตรกับซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653620

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการเกษตรกับซาอุฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 11.27 น.

“เฉลิมชัย”เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการเกษตรกับซาอุดีอาระเบีย เน้นตอบโจทย์วิสัยทัศน์ 2030 มุ่งความมั่นคงด้านอาหาร การค้าสินค้าเกษตรและการลงทุนอุตสาหกรรมเกษตร

15 พฤษภาคม 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เล็งเห็นถึงโอกาสร่วมกันของประเทศไทยและประเทศซาอุดีอาระเบียในการขยายความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทางด้านการเกษตร จึงได้มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคมนี้ ร่วมกับคณะของรัฐบาลและภาคเอกชนโดยการนำของนายดอน ปรมัติถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเน้นความร่วมมือทางด้านการเกษตร การชลประทาน การปศุสัตว์และการประมง ฮาลาล อุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้งเทคโนโลยีเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)โดยสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติของไทยและวิสัยทัศน์ ซาอุดีอาระเบีย 2030 (Saudi 2030) เพื่อยกระดับมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียสู่มิติแห่งโอกาสของการค้าการลงทุนทางด้านเกษตรและอาหารของกันและกัน

‘เฉลิมชัย’สั่งสร้างอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียวเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้ชาวระยอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653484

‘เฉลิมชัย’สั่งสร้างอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียวเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้ชาวระยอง

วันเสาร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.27 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งลุยสร้างอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียวเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้ชาวระยอง 

เมื่อวันที่14 พฤษภาคม2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียว จังหวัดระยอง โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมลงพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน ณ โรงเรียนบ้านหนองน้ำขุ่น อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดระยองมีการขยายตัวของชุมชนเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ทำให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการวางแผนศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียว จังหวัดระยอง เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งและรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ เพื่อนำรายงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบ และจัดเตรียมแผนงานการก่อสร้างต่อไป

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียว จังหวัดระยอง หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับชาวอำเภอแกลง จังหวัดระยอง สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 16.82 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ 10,700 ไร่ จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งปรับแผนศึกษาความเหมาะสมของโครงการ พร้อมสำรวจและออกแบบให้แล้วเสร็จ ภายในปี 2565 นี้ และให้เริ่มดำเนินการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน บางส่วนในปี 2566 รวมทั้งให้ขอตั้งงบประมาณและเร่ิมดำเนินการก่อสร้างในปี 2567-2569 (ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี)

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการโครงการที่สำคัญในปีงบประมาณ 2566 อีก 2 โครงการ คือ โครงการระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-ฝายบ้านค่าย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง ความจุ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์กว่า 30,000 ไร่ ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้จะสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับจังหวัดระยองอย่างยั่งยืนต่อไป

‘เฉลิมชัย’สั่งเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียว เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้ชาวระยอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653475

'เฉลิมชัย'สั่งเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียว เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้ชาวระยอง

วันเสาร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.45 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะติดตามความคืบหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียว โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงเรียนบ้านหนองน้ำขุ่น อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องการศึกษาความเหมาะสม การสำรวจ-ออกแบบ การขออนุญาตใช้พื้นที่ และการจัดหาที่ดิน โดยมีแผนการดำเนินงานก่อสร้างในปีงบประมาณ 2567 – 2569

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวว่าโครงการดังกล่าว หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุน จำนวน 16.82 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่รับประโยชน์ในฤดูฝน จำนวน 10,700 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด ให้ราษฎรสามารถทำการประมงเพื่อเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วยจึงได้สั่งการให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ

“ปัจจุบันจังหวัดระยองมีการขยายตัวของชุมชนเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่จะสามารถสนับสนุนด้านการเพาะปลูกได้ กระทรวงเกษตรฯ จึงมอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะมีแนวทางที่จะพัฒนาทั้งในส่วนของแหล่งน้ำและท่อส่งน้ำ เพื่อให้สามารถสนับสนุนน้ำให้กับประชาชนและเกษตรกรชาวจังหวัดระยองได้มีน้ำกินน้ำใช้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าชดเชยที่ดินที่จะใช้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น จะชดเชยให้อย่างเป็นธรรม จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องในพื้นที่ให้การสนับสนุนในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำดังกล่าว เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว
 

‘ชาวนาพิจิตร’ถือฤกษ์‘วันพืชมงคล’เริ่มเพาะปลูกข้าว วอนรัฐคุมราคาต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653366

‘ชาวนาพิจิตร’ถือฤกษ์‘วันพืชมงคล’เริ่มเพาะปลูกข้าว วอนรัฐคุมราคาต้นทุน

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.12 น.

‘ชาวนาพิจิตร’ถือฤกษ์‘วันพืชมงคล’เริ่มเพาะปลูกข้าว วอนรัฐคุมราคาต้นทุน

13 พฤษภาคม 2565 เกษตรกรชาวนาในพื้นที่ตำบลดงกลาง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน ถือฤกษ์ดีวันพืชมงคล ทำการลงมือปลูกข้าว โดยเลือกใช้วิธีการหว่านข้าว แบบน้ำตม เพื่อให้การงอกของต้นข้าวได้ดี โดยการทำนา เกษตรกรส่วนใหญ่จะยึดวันดี วันพืชมงคล เป็นการเริ่มต้นการเพาะปลูกตามความเชื่อ พืชผลทางการเกษตร เมื่อเริ่มทำการการเพาะปลูกในวันพืชมงคล จะเจริญงอกงาม ปราศจากศัตรูพืช และภัยธรรมชาติรบกวน ผลผลิตที่ได้จะดี

นางมาลัย แปรสนม เกษตรกรตำบลดงกลาง อำเภอเมืองพิจิตร กล่าวว่า ในช่วงเข้าฤดูฝน โดยเฉพาะวันพืชมงคล จึงลงมือเพาะปลูกข้าว ซึ่งตามโบราณเชื่อว่า การลงมือเพาะปลูก ในช่วงในวันพืชมงคล ข้าว และ พืชผลทางการเกษตร จะเจริญงอกงาม ปราศจากศัตรูพืช และภัยธรรมชาติรบกวน ผลผลิตที่ได้จะดี  ซึ่งการลงมือเพาะปลูกข้าวในครั้งนี้ ต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาปุ๋ย สารเคมี ที่มีการปรับราคาขึ้น เกือบสามเท่าตัวที่ปรับขึ้น  รวมถึงน้ำมันที่ปรับขึ้น จึงอยากฝากให้รัฐบาล เร่งแก้ปัญหา จากราคาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ที่สวนทางกับราคาข้าว

ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน  ยังคงไม่ได้เริ่มทำการเพาะปลูกข้าว ยังรอน้ำฝน เป็นน้ำต้นทุนในการทำนา ซึ่ง คาดว่าในปีนี้ ปริมาณฝน ที่มาเร็วกว่าปีที่ผ่านมา จะทำให้การทำนา ได้เร็วขึ้น

-005

ชี้แจงบริหารประตูระบายน้ำ กรมชลฯแก้ปัญหาน้ำท่วมปากพนัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653150

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปริญญา สัคคะนายก ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีกลุ่มเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน ชาวชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชขอให้แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการบริหารเปิดและปิดประตูระบายน้ำผิดพลาด ในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังบน เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ครอบคลุม 3 อำเภอ 8 ตำบล39 หมู่บ้าน 3,000 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 200,000 ไร่ ว่า พื้นที่เกิดปัญหาเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่สุดของลุ่มน้ำปากพนัง บริเวณขอบพรุควนเคร็ง ไม่เกิน 4,000 ไร่ ไม่ใช่ 200,000 ไร่พื้นที่สวนปาล์มที่ทำคันยกร่องก็ไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวในปีที่ผ่านมา120,000 ไร่ ไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด จึงเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ร้อง

ที่ผ่านมา ได้บริหารจัดการประตูระบายน้ำ (ปตร.) อุทกวิภาชประสิทธิ ปตร.คลองชะอวด-แพรกเมือง รวมทั้ง ปตร.ริมชายฝั่งทะเลทุกแห่ง เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังออกสู่ทะเลอ่าวไทย ตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเลซึ่งสามารถลดระดับน้ำเหนือ ปตร.คลองชะอวด-แพรกเมือง ต่ำสุด เท่ากับ +0.09 ม.(รทก.) ส่วนระดับน้ำเหนือปตร.อุทกวิภาชประสิทธิ ต่ำสุด เท่ากับ +0.05 ม.(รทก.) เนื่องจากมีฝนตกอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกุมภาพันธ์–ปัจจุบัน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปากพนังเพิ่มสูงขึ้น สำนักงานชลประทานที่ 15 ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรและประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว

ส่วนข้อเสนอวางระบบการทำการเกษตรในพื้นที่การเกษตรแบบเข้มข้น เพื่อให้เกิดการใช้น้ำที่เอื้อกับทุกภาคส่วนนั้น โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ส่งเสริมการทำการเกษตรในพื้นที่ระบบส่งน้ำแบบสูบน้ำ โดยกรมชลประทาน MC1 และ MC2 ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบในนิคมควนขนุน และระบบส่งน้ำโครงการฝายคลองไม้เสียบ มีการวางแผนการปลูกพืชและการส่งน้ำที่ชัดเจน แต่ในพื้นที่ระบบส่งน้ำแบบสูบน้ำโดยเกษตรกร พื้นที่ MD1 ถึง MD8 พื้นที่ชลประทาน 439,100 ไร่ ได้เก็บกักน้ำไว้โดยใช้ประตูระบายน้ำในพื้นที่เป็นอาคารควบคุมปริมาณน้ำในลำคลองสายต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรสูบน้ำไปใช้ในการทำการเกษตร แต่ปริมาณน้ำที่มีอย่างจำกัดจึงไม่เพียงพอทำการเกษตร ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำที่เพียงพอ เนื่องจากติดปัญหาในด้านต่างๆ

สำหรับการให้เร่งจัดหาพื้นที่เก็บน้ำไว้ให้เพียงพอกับการทำการเกษตร ที่ไม่ใช่พื้นที่ทำการเกษตรของประชาชน (ทั้งพื้นที่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่) ในพื้นที่ตอนบนบริเวณต้นน้ำของลุ่มน้ำปากพนัง มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการประเภทแหล่งกักเก็บน้ำหลายโครงการฯ ที่ได้มีการวางแผนไว้ อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลาไม ความจุ 42.10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) อ่างเก็บน้ำคลองโคกยาง ความจุ 23.60 ล้าน ลบ.ม.อ่างเก็บน้ำคลองถ้ำพระ 2 ความจุ 17.10 ล้าน ลบ.ม. แก้มลิงเฉลิมพระเกียรติ พื้นที่ 1,725 ไร่ ความจุ 2 ล้าน ลบ.ม. และแก้มลิงพรุช้างซ้าย ตำบลช้างซ้าย พื้นที่ 2,000 ไร่ ความจุ 2 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินโครงการได้ เนื่องจากมีข้อขัดแย้งด้านการใช้ที่ดินและพื้นที่โครงการฯ

เกษตรฯยันด่านโมฮ่าน เปิดนำเข้าทุเรียนไทยส่งไปจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653149

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าในคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือฟรุ้ตบอร์ด เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนบางแขนงนำเสนอข่าวว่า จีนปิดด่านโมฮ่าน ระงับการนำเข้าทุเรียนและผลไม้ของไทย ว่าขอชี้แจงว่าด่านโมฮ่านยังเปิดทำการเป็นปกติในการนำเข้าทุเรียนและผลไม้ของไทย และขอความร่วมมือสื่อมวลชนได้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเสนอข่าวสาร เพราะเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะมีการแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ เพราะข่าวสารดังกล่าวกระทบต่อราคาทุเรียนและผลไม้อื่นๆ

“มีบางส่วนโยงไปถึงประเด็นการเมืองระหว่างประเทศในทำนองว่าจีนกีดกันผลไม้ไทย ซึ่งขอชี้แจงว่า จีนกับไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันช่วยซื้อทุเรียนและผลไม้ไทยในยามที่เกิดวิกฤตไวรัสโควิด-19 เกิดการระบาดรุนแรงก็ยังนำเข้าผลไม้จากไทยร่วม 2 แสนล้านบาท โดยเฉพาะทุเรียนนำเข้าเกิน 1 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ก็ยังอุดหนุนนำเข้าทุเรียนและผลไม้ไทยเช่นเดิม ทั้งที่ตัวเองก็ลำบาก เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ก็ยังช่วยสนับสนุนให้ไทยส่งออกทุเรียนและผลไม้โดยใช้เส้นทางรถไฟจีน-ลาวได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการขนส่งทุเรียนเต็มขบวนรถไฟ 27 ตู้คอนเทนเนอร์ 500 ตัน จาก จ.จันทบุรี ถึงจีนโดยผ่านด่านโมฮ่าน” นายอลงกรณ์ กล่าว

สถาบันวิจัยฯหนุนพัฒนาชุมชนบนที่สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653148

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน สนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของดิน น้ำและป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และเพื่อแก้ปัญหาความยากจน พื้นที่ทำกิน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงตอบสนองนโยบายของรัฐบาล สถาบันวิจัยฯ จึงดำเนินการพัฒนาพื้นที่ 11 แห่ง 7 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเลย รวมทั้งสิ้น 24,534 ครัวเรือน ประชากร 76,630 ราย โดยยึดหลักการทำงานแบบโครงการหลวง ด้วยการนำองค์ความรู้ไปขยายต่อและถ่ายทอดแก่คนในชุมชน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ 15 หน่วยงาน ร่วมกับชุมชนในการจัดทำแผนชุมชมเพื่อการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการ ใช้ที่ดินรายแปลงในการพัฒนา เลือกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ลดการใช้สารเคมีปรับเปลี่ยนระบบเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด เป็นการทำเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชแบบผสมผสานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จากการดำเนินงานขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก่อให้เกิดชุมชนต้นแบบใน จ.พิษณุโลก ที่นำองค์ความรู้โครงการหลวงมาปรับใช้และประสบความสำเร็จ ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งภายใต้ชื่อ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์รักษ์น้ำลุ่มน้ำภาค” เน้นการปลูกพืชอินทรีย์ในระบบโรงเรือนและนอกโรงเรือนแบบประณีต มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยในการวางแผนการผลิตและตลาด มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางการปลูกจนถึงปลายทางผู้บริโภค สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่า1.8 ล้านบาทต่อปี

‘ประภัตร’ลงพื้นที่ ลุยแจกโค-กระบือ สานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653147

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโคโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมชี้แจงโครงการ“สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ที่โรงเรียนศรีบุญเรืองวิทยาคาร อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู โดยมีนายอนุชา พัสถาน ปลัดจังหวัดฯ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ ต้อนรับ

นายประภัตร กล่าวว่า โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรฯ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานโคเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโคเป็นของตนเอง ได้มูลโคเป็นปุ๋ยคอก เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และขยายผลให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ทั้งนี้ จ.หนองบัวลำภู มีเกษตรกรที่ได้รับสัตว์จากโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรฯ แล้ว 500 ราย โค-กระบือ 500 ตัว

รมช.เกษตรฯ ชี้แจงถึงโครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร โดยกำชับให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งประชาสัมพันธ์และสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยเร่งส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมให้เกษตรกร ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือนเน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกรในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยมีเมนูทางเลือกให้กับเกษตรกรในด้านต่างๆ

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653151

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี  ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศต้องมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการแรงงานภาคเกษตร การแปรรูปสินค้าเกษตร การพัฒนาผู้ประกอบการ ธุรกิจเกษตร การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร การสนับสนุนแหล่งทุนให้กับเศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการ ที่ดินทำกินแก่เกษตรกร การส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2565) เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการร่วมกัน ซึ่งแผนดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในปี 2565 จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนฉบับใหม่ และได้ปรับเปลี่ยนชื่อ “แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่…” เป็น “แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ….” เพื่อให้มีความสอดคล้องกับแผนระดับที่ 3ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560

สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ ได้ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างแผนปฏิบัติการฯ และเห็นควรให้เพิ่มเติมและปรับปรุงในประเด็นต่างๆ เช่น ความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และเพิ่มเติมแนวทางการพัฒนาในแต่ละประเด็นการพัฒนาให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้การบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอื่นๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กำหนดวิสัยทัศน์ คือ “เกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมีรายได้สูง มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ” โดยมีประเด็นการพัฒนา 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นการพัฒนาที่ 1 ยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเกษตรแห่งอนาคต ประเด็นการพัฒนาที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ประเด็นการพัฒนาที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตร และประเด็นการพัฒนาที่ 4 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการเกษตร

ด้าน ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กล่าวเสริมว่า การจัดทำแผนปฏิบัติการฯ เป็นไปตามพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566 – 2570 กำหนดเป้าหมายสำคัญ อาทิ การเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตรและเกษตรแปรรูป ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรและรายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้น การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมได้รับการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน เป็นต้น

ทั้งนี้ สศก. จะปรับปรุงประเด็นต่างๆ ตามข้อคิดเห็นของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 และจะดำเนินการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อปรับแผนให้มีความครอบคลุมและครบถ้วน ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเสนอแผนฉบับสมบูรณ์ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อทราบ และนำแผนเข้าสู่ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) พร้อมทั้งประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2565 ต่อไป